มีข้อผิดพลาด
  • แทมเพลตที่ใช้แสดงผลในส่วนนี้ไม่สมบูรณ์กรุณาติดต่อผู้ดูแล

เยือนเขาพนมกุเลนดินแดนแห่งเทพเจ้า มหัศจรรย์กับศิวลึงค์ใต้น้ำนับพันองค์
เรื่องและภาพโดย   -  สุเทพ  พวงมะโหด
                               -  วีระศักดิ์  ภักดี
    ห่างจากตัวเมืองเสียมราฐในประเทศกัมพูชาออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ60 กิโลเมตรบริเวนแห่งนี้เป็นที่ตั้งของเทือกเขาพนมกุเลนซึ่งครั้งหนึ่งเมื่อหลายร้อยปีที่ผ่านมาชาวขอมโบราณเชื่อกันว่าบนเทือกเขาแห่งนี้คือสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์เปรียบประดุจดั่งสรวงสวรรค์ถิ่นที่ประทับของเหล่าบรรดาทวยเทพในศาสนาฮินดูเช่นพระวิษณุ,พระศิวะและพระพรหม



-    เทือกเขาพนมกุเลน
      และในช่วงระหว่างสงครามความขัดแย้งในประเทศกัมพูชาเมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมาเทือกเขาพนมกุเลนคือดินแดนต้องห้ามสาเหตุเพราะดินแดนแห่งนี้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของเขมรแดงเสียงปืนและระเบิดจากการสู้รบเกิดขึ้นทุกวันจนได้ยินไปไกลถึงเมืองเสียมราฐที่ตั้งของมหาปราสาทนครวัดอันยิ่งใหญ่อยู่ห่างจากกันระยะทาง 60กิโลเมตรเท่านั้นเอง



-    ป้ายบอกทางไปอุทยานแห่งชาติพนมกุเลน
 ต่อมาหลังจากสงครามภายในประเทศกัมพูชาสิ้นสุดลงและหลังจากที่รัฐบาลกัมพูชาได้ทำการเก็บกู้กับระเบิดจนหมดสิ้นแล้ว จึงได้ทำการประกาศให้เขาพนมกุเลนเป็นอุทยานแห่งชาติ  และจากนั้นในราวปีค.ศ 1992 จึงสามารถเปิดเขาพนมกุเลนให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาท่องเที่ยวได้โดยคิดค่าธรรมเนียมคนละ20 ยูเอสดอลล่าร์ต่อคนในการเข้าเยี่ยมชมขุนเขาแห่งเทพเจ้าในครั้งนี้


-    น้ำตกพนมกุเลนตั้งอยู่ในป่าทึบบนเทือกเขาพนมกุเลน

   และในวันหนึ่งช่วงกลางฤดูฝนของเดือนกรกฎาคมผมได้มีโอกาสเดินทางด้วยรถTaxiรับจ้างในเมืองเสียมราฐตามถนนลูกรังสภาพค่อนข้างดีผ่านท้องไร่ท้องนาอันเขียวขจีของชาวกัมพูชาขึ้นสู่บนยอดเขาพนมกุเลนถิ่นที่ประทับของบรรดาเหล่าทวยเทพทั้งหลายในศาสนาฮินดู

  ด้วยระยะทาง47กิโลเมตรบนเส้นทางพื้นราบและระยะทางอีก13กิโลเมตรบนเส้นทางขึ้นเขาอันคดเคี้ยววกวนซึ่งเปิดให้รถยนต์ขึ้นมาได้ตั้งแต่เวลา06.00-12.00น.เท่านั้นส่วนเวลาตั้งแต่13.00-18.00น.เป็นช่วงเวลาปิดแต่จะเปิดให้รถยนต์ลงได้อย่างเดียวเท่านั้น(ห้ามขึ้น)ผมเดินทางมาถึงยังยอดเขาพนมกุเลนซึ่งตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติเขาพนมกุเลน

   เทือกเขาพนมกุเลนดินแดนแห่งเทพเจ้าสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 14 หรือในราวปีพ.ศ.1345ในรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ศิลปะแบบกุเลน ในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย สำหรับคำว่า “ พนม”ในภาษากัมพูชาหมายถึง“ภูเขา”และคำว่า “กุเลน” หมายถึง“ต้นลิ้นจี่” ชื่อนี้ได้มาจากในอดีตที่ผ่านมาบนเขาพนมกุเลนแห่งนี้เต็มไปด้วยต้นลิ้นจี่ป่าที่ขึ้นอยู่มากบนเทือกเขาพนมกุเลนแห่งนี้



-    รูปศิวลึงค์กับโยนีแทนฤาษีหนึ่งพันตน



-    รูปศิวลึงค์กับโยนีขนาดใหญ่ถูกแกะสลักอยู่ในลำธารนำบนเขาพนมกุเลน
\  เขาพนมกุเลนหรือมเหนทรบรรพต เป็นเทือกเขาสูงทอดตัวยาว 37กิ โลเมตรความสูง 800 เมตรลักษณะคล้ายโบกี้รถไฟซึ่งพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ได้ทรงสถาปนาศูนย์กลางเมืองหลวงแห่งนี้ขึ้นมาพร้อมๆ กับที่พระองค์ได้ทรงสถาปนาลัทธิเทวราชาขึ้น หลังจากหลุดพ้นจากการปกครองของชวา จากนั้นพระองค์ได้ทรงให้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาขึ้นโดยอัญเชิญพราหมณ์ที่มีชื่อว่า “ศิวะไกรวัลย์”จากเมืองกัมปงจามมาเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมดังกล่าว โดยไม่มีหลักฐานใดๆ ที่บอกว่าพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ทรงประทับอยู่บนเขาพนมกุเลนระยะเวลานานเท่าใด แต่นักประวัติศาสตร์หลายคนเชื่อกันว่าคงไม่นานนักเพราะภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงชัน จึงไม่เหมาะสมที่จะเป็นเมืองหลวงเท่าใดนัก ในที่สุดพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ก็ทรงเสด็จกลับมาครองราชย์ที่เมืองหริหราลัยตามเดิม จากนั้นก็ทรงประทับอยู่ที่เมืองหริหราลัยจนถึงวันสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพ ก็ทรงเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ.1393 ภายหลังการเสด็จสวรรคตแล้ว ทรงได้รับพระนามว่า  “ปรเมศวร” หลังจากนั้นไม่มีกษัตริย์ขอมองค์ใดย้ายเมืองหลวงมาบนเขาพนมกุเลนอีกเลย หลังจากนั้นมาอีก 300 ปี จึงได้มีการสร้างมหาปราสาทนครวัดขึ้น ร่องรอยของปราสาทบนเขาพนมกุเลนจึงพบว่าเป็นปราสาทหลังเล็กๆอีก 37 แห่งแต่มีสภาพทรุดโทรมลงมาก มีเพียงแต่ศิวลึงค์ที่ถูกแกะสลักอยู่ใต้น้ำนับพันองค์และภาพแกะสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ตลอดความยาว 400 เมตรในลำธารบนเขาพนมกุเลนแห่งนี้


-    รูปศิวลึงค์กับโยนียักษ์ในลำธารน้ำ
   ศิวลึงค์นับพันองค์บนเขาพนมกุเลนแห่งนี้จมอยู่ใต้ลำธารน้ำ ในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย บูชาศิวลึงค์ว่าเป็นต้นกำเนิดของสรรพสิ่งที่มีชีวิตทั้งมวล ศิวลึงค์นั้นก็คืออวัยวะเพศชายใช้แทนองค์พระศิวะเทพเจ้าในศาสนาฮินดู และฐานโยนีที่ล้อมรอบศิวลึงค์ นั่นก็คืออวัยวะเพศหญิงซึ่งหมายถึงพระนางอุมาเทวีชายาของพระศิวะนั่นเอง ในศาสนาฮินดูเชื่อกันว่าตราบใดที่อวัยวะทั้งสองอย่างนี้ถ้ายังอยู่ด้วยกัน ตราบนั้นโลกจะมีแต่ความร่มเย็นเป็นสุข มีความเจริญรุ่งเรือง  สำหรับการบูชาศิวลึงค์นั้น พราหมณ์จะเป็นผู้นำน้ำมาราดบนศิวลึงค์และน้ำที่รดนั้นจะไหลออกไปที่ช่องโยนี ลงไปสู่ท่อโสมสูตรประชาชนก็จะมารองรับน้ำนี้ไปดื่มกินกันโดยเชื่อกันว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้



-    รูปแกะสลักพระวิษณุ



-    รูปแกะสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์อยู่ริมลำธารนำบนเขาพนมกุเลน

  สำหรับการประกอบพิธีด้วยการทำน้ำศักดิ์สิทธิ์ จะกระทำกันไม่บ่อยนัก โดยปกติแล้วแท่นศิวลึงค์จะถูกประดิษฐานอยู่ตรงกลางภายในปรางค์ประธานของปราสาท ต่างๆ เมื่อกระทำพิธีกรรมทางศาสนาเศกน้ำศักดิ์สิทธิ์จึงได้ปริมาณน้ำที่ไม่มากนักในขณะที่ประชาชนต่างพากันมารองรับน้ำกันเป็นจำนวนมาก    พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ทรงเห็นว่าเป็นความยุ่งยากและไม่ทั่วถึง จึงเกิดความคิดทำให้แม่น้ำเสียมเรียบกลายเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์เสมือนแม่น้ำคงคาในประเทศอินเดียจากนั้นพระองค์จึงทรงโปรดให้ทำการแกะสลักสร้างศิวลึงค์อยู่ใต้น้ำเสียเลยเมื่อน้ำไหลผ่านรูปแกะสลักศิวลึงค์ใต้น้ำ จึงกลายเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ ให้ประชาชนมารองรับน้ำไปดื่มกินและใช้ในการเกษตรกรรมเรือกสวนไร่นาจะอุดมสมบูรณ์ทั่วทั้งแผ่นดินกัมพูชาตลอดไป  



-    แม่น้ำเสียมรียบ     ส่วนศิวลึงค์ที่อยู่ในลำธารน้ำบนเทือกเขาพนมกุเลนแห่งนี้เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำเสียมเรียบตั้งอยู่บนเขามีภูมิประเทศที่มีลักษณะเป็นหินทรายอยู่ใต้ลำธารน้ำยาว 400 เมตร ชาวขอมโบราณได้ทำการเปลี่ยนทางเดินของสายน้ำเสียใหม่โดยทำการเบี่ยงการไหลของสายน้ำให้ไหลลงไปอีกเส้นทางหนึ่ง เพื่อจะให้บริเวณที่จะทำการแกะสลักศิวลึงค์ใต้น้ำทำได้สะดวกขึ้นและเมื่อแกะสลักเสร็จเรียบร้อยแล้วจากนั้นจึงปล่อยให้กระแสน้ำไหลมาลงตามลำธารเดิมสำหรับศิวลึงค์ที่อยู่ใต้น้ำมีมากถึงหนึ่งพันองค์ซึ่งใช้แทนฤาษีหนึ่งพันตน นอกจากศิวลึงค์แล้วยังมีรูปพระวิษณุเทพถูกแกะสลักอยู่ด้วยกัน พนมกุเลนเป็นที่ตั้งของมเหนทรบรรพตมเหนคร ซึ่งหมายถึง  “พระศิวะ” ส่วนบรรพตนั้นหมายถึง“ภูเขา” ความหมายของเมืองจึงเป็นที่อยู่ของพระศิวะ เขาพนมกุเลนจึงเปรียบเสมือนกับเป็นนิมิตรรูปของเขาพระสุเมรุราชที่มีทั้งหมด 109 ยอด สำหรับยอดเขาที่สูงที่สุดคือยอดเขาไกรลาศ ซึ่งเป็นที่อยู่ของพระศิวะ และพระนางอุมาเทวี และเขาพนมกุเลนแห่งนี้ยังเป็นสัญลักษณ์ของภูเขาหิมาลัยต้นกำเนิดของแม่น้ำคงคาในประเทศฮินดูซึ่งชาวฮินดูเชื่อกันว่าเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ไหลลงมาจากสรวงสวรรค์นั่นเอง   

                                              


-    รูปแกะสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์แกะสลักอยู่ในลำธารนำฝีมือของชาวขอมโบราณ

     หลังจากชมความมหัศจรรย์ของศิวลึงค์นับพันองค์แล้ว สายน้ำที่ไหลลดหลั่นกันเป็นชั้นๆลงมาสู่ที่ต่ำยังก่อให้เกิดชั้นน้ำตกอันสวยงามถึงสามชั้นด้วยกัน ชั้นแรกเป็นน้ำตกชั้นเล็กๆความสูง 2 เมตรเรียกว่าชั้น “ศิวะ”ลงสรงน้ำได้แต่เฉพาะแต่พระมหากัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์เท่านั้น       สำหรับชั้นที่สองมีความสูง 3 เมตรเรียกว่าชั้น “วิษณุ”ใช้ได้แต่พราหมณ์    ส่วนชั้นสุดท้ายคือชั้นที่สามที่มีความสูง 60 เมตรใช้สำหรับราษฏรทั่วไป สำหรับชั้นที่สามนี้กระแสน้ำจะไหลลงมาเป็นม่านน้ำขนาดใหญ่อยู่ท่ามกลางแมกไม้อันร่มรื่นที่เรียงรายอยู่สองข้างลำธารน้ำอันศักสิทธิ์ บนเทือกเขาพนมกุเลนแห่งนี้   



-    น้ำตกพนมกุเลนชั้นที่1



-    น้ำตกพนมกุเลนชั้นที่ 2



-    น้ำตกพนมกุเลนชั้นที่ 3



-    อีกมุมหนึ่งของน้ำตกพนมกุเลนชั้นที่ 3

     ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจในวันหยุดสุดสัปดาห์หรือในช่วงเวลาวันหยุดยาวประจำปีชาวกัมพูชาจะหอบลูกจูงหลานเดินทางขึ้นมาพักผ่อนหย่อนใจกันอย่างคับคั่ง



-    ในช่วงวันหยุดยาวชาวเขมรเดินทางมาพักผ่อนหย่อนใจกันบนเขาพนมกุเลน
      นอกจากการที่ได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์หรือที่นักท่องเที่ยวหลายคน ขนานนามว่า “เทวาลัยใต้น้ำ”บนเทือกเขาพนมกุเลนแล้ว ยังมีศาสนสถานอีกแห่งหนึ่งที่น่าไปเที่ยวชมก็คือ “วัดพระองค์ธม” หรือ “วัดพระองค์ใหญ่”นั่นเอง ตั้งอยู่บนยอดเขาห่างจากน้ำตกพนมกุเลนไม่มากนักภายในวัดแห่งนี้บนยอดเขาสูงสุดเป็นที่ประดิษฐานของ พระพุทธรูปปางไสยาสน์ขนาดความยาว10 เมตรสูง3 เมตรซึ่งเดิมทีเป็นก้อนหินขนาดใหญ่ จากนั้นถูกแกะสลักมาเป็นพระพุทธรูปปางไสยาสน์ขึ้นโดยฐานองค์พระยังคงเป็นแท่นหินอยู่ พระพุทธรูปองค์นี้ถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1701 ในรัชสมัยพระเจ้าศรีสุคนธบุตรและพระเจ้าองค์จันทร์ที่ 1สำหรับการขึ้นไปสักการะนั้นจะต้องปีนบันไดสูงกว่าสิบเมตรขึ้นไปยังโบสถ์ลอยฟ้า ที่สร้างขึ้นไว้คลุมองค์พระ



-    พระพุทธรูปปางไสยาสน์ถูกแกะสลักมาจากหินทั้งก้อนภายในวัดพระองค์ทมบนยอดสูงสุด



- พระพักตร์ของพระพุทธรูปปางไสยาสน์แกะสลักมาจากหินทั้งก้อน



-    พระแม่ธรณีบีบมวยผมบนเขาพนมกุเลน



-    ชาวกัมพูชาเดินทางขึ้นเขาพนมกุเลนมาทำบุญกันในวันพระใหญ่
นอกจากนี้บริเวณโบสถ์ของวัดยังมีหน้าชานยื่นออกมาใช้เป็นจุดชมวิวอันสวยงาม มองเห็นวิวทิวทัศน์ผืนป่าอันเขียวขจีภายในอุทยานแห่งชาติเขาพนมกุเลนแห่งนี้อีกด้วยครับ.
ขอขอบคุณ
คุณสุเทพ  พวงมะโหด    บรรณาธิการ  www.idotravellers.com
และขอขอบคุณผู้ที่สนับสนุนการเดินทางในทริปนี้
   บริษัท อินโดไชน่า เอ็กซ์พลอเรอร์ (ประเทศไทย) จำกัด 254/1 ถนนเอกชัย บางบอน บางบอน กรุงเทพมหานคร 10150 โทรศัพท์ : 0-2898-1817, 0-2898-2324  โทรสาร : 0-2898-0059   
http://www.indochinaexplorer.com   Email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

Additional information