มีข้อผิดพลาด
  • แทมเพลตที่ใช้แสดงผลในส่วนนี้ไม่สมบูรณ์กรุณาติดต่อผู้ดูแล

มนต์เสน่ห์ทะเลวัง บนเส้นทางกรุงเทพฯ-เพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร


เมื่อวันที่ 7 - 8 เมษายน 2555ที่ผ่านมานี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กองตลาดภาคกลาง ได้จัดโครงการ “ขับรถเที่ยวภาคกลาง ณ เส้นทางกรุงเทพฯ – เพชรบุรี -ประจวบคีรีขันธ์- ชุมพร” (ในรูปแบบคาราวานท่องเที่ยว) ซึ่งการเดินทางท่องเที่ยวในครั้งนี้เป็นการเดินทางเชื่อมโยงข้ามภูมิภาคไป ยังภูมิภาคภาคใต้ ในรูปแบบหมู่คณะ อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยว ในภูมิภาคภาคกลางและภูมิภาคภาคใต้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย


วันแรกของการเดินทาง


โดยเริ่มต้นออกเดินทางกันที่อาคารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ไปตามถนนเพชรเกษมสู่จังหวัดเพชรบุรี


สำหรับ แหล่งท่องเที่ยวแห่งแรกที่คณะของเราเข้าไปเยี่ยมชมได้แก่พระรามราชนิเวศน์ หรือพระราชวังบ้านปืนสร้างขึ้นในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ หัวรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชประสงค์ให้สร้างพระราชวังสถาปัตยกรรมแบบยุโรป เพื่อใช้ในการสำหรับแปรพระราชฐานในฤดูฝน พระราชวังแห่งนี้ถือว่าเป็นพระราชวังที่งดงามแห่งหนึ่งของไทย


สำหรับ ประวัติความเป็นมาของ วังบ้านปืน หรืออีกชื่อพระรามราชนิเวศน์ตั้งอยู่ที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเพชรบุรี ที่บ้านปืน อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนนครสวรรค์วรพินิต ผู้บัญชาการทหารเรือ กับ พระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงดำรงราชานุภาพ (พระยศในขณะนั้น) เป็นแม่กองดำเนินการก่อสร้างพระตำหนัก ถนน และสถานที่ต่างๆ และโปรดเกล้าฯ ให้พระยาสุรินทรฤาไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีเป็นผู้จ่ายเงินสั่งของและเป็นผู้ตรวจการ ทั้งโปรดเกล้าฯ ให้มิสเตอร์คาล ดอห์ริง นายช่างเยอรมัน เป็นผู้คิดเขียนแบบรูปพระตำหนักตามกระแสพระราชดำริ โดยมี ดอกเตอร์ควดไบเยอร์ ชาวเยอรมัน เป็นนายช่างก่อสร้าง นายคลูเซอร์ เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง ภายในตำหนักชั้นล่างประกอบด้วย ห้องรอเฝ้า ท้องพระโรงกลาง ห้องเสวย ห้องเครื่อง และห้องเทียบเครื่อง สำหรับชั้นบนประกอบด้วย ห้องพระบรรทมใหญ่ ห้องพระบรรทมพระราชินี ห้องพระบรรทมเจ้าฟ้า และห้องทรงพระอักษร


พระ บาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2453 แต่การก่อสร้างดำเนินได้ไม่นานก็เสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึ่งโปรดเกล้าฯ ให้ช่างสร้างต่อจนเสร็จใน พ.ศ. 2459 รวมเวลาสร้างเกือบ 7 ปี และโปรดเกล้าฯ ให้มีงานฉลองพระตำหนักวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2461



เดิน ดูโดยรอบแล้ว จะได้พบเห็นการออกแบบของพระราชวังที่งดงาม มีการก่อสร้างด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมยุโรปแบบโมเดิร์นสไตล์ ด้านหน้าหันไปทางทิศใต้ ซึ่งห่างจากแม่น้ำเพชรบุรีด้านทิศตะวันออกประมาณ 50 เมตร หลังคาสีน้ำตาลเป็นกระเบื้องนำเข้าจากต่างประเทศ มีลักษณะเช่นเดียวกับพระราชวังของพระเจ้าวิลเฮิร์มไกเซอร์แห่งประเทศเยอรมัน โดยทำแบบสองชั้นมียอดสองยอดคือยอดพระตำหนักและยอดมุข ส่วนของอาคารภายนอกดูเรียบง่าย แต่เน้นความอลังการของตัวอาคาร ความงดงามของลวดลายบานประตูและหน้าต่าง



พอ เข้าชมภายในอาคาร จะพบกับห้องโถงกลมขนาดใหญ่ มีหลังคาเป็นรูปโดมสวยแปลกตา ตามสไตล์ยุโรป ด้านข้างมีบันไดด้านซ้ายและขวา เป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ห้องชั้นบนส่วนใหญ่ปูด้วยพื้นไม้ และมีสภาพเป็นห้องโถงโล่ง ๆ ผนังห้องตกแต่งด้วยไม้แกะสลัก มีความงดงามมาก ช่องหน้าต่างประดับด้วยกระจกสีเป็นลวดลายต่าง ๆ ด้านชั้นล่างตรงกลางจะมีทางเดินออกไปสู่สวนน้ำพุเล็กๆ ที่ล้อมไปด้วยห้องโถงรอบๆของพระราชวัง พระรามราชนิเวศน์แห่งนี้ เป็นพระราชวังที่มีความงดงาม สวยแปลกตาตามสไตส์ยุโรปแบบไทยๆ ถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของ จังหวัดเพชรบุรี แห่งหนึ่งเลย พระบรมรูปรัชกาลที่ 5 ด้านหน้าของ วังบ้านปืน ที่เป็นที่สักการะบูชา เสียดายที่ไม่สามารถถ่ายรูปภายในอาคารบางส่วนมาให้ดูครับ เพราะห้ามถ่ายรูปภายในห้องโถงต่างๆ ได้ ขอให้ผู้เข้าชมปฎิบัติตามกฎระเบียบ เพื่อรักษาและอนุรักษ์สมบัติของชาติไว้ให้ยาวนาน
พระรามราชนิเวศน์ เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 8.00 – 16.00 น.
ค่า เข้าชม ผู้ใหญ่ 20บาท เด็ก 10 บาท สำหรับผู้ที่ต้องการจะเข้าชมเป็นหมู่คณะ และต้องการวิทยากรบรรยาย สามารถทำหนังสือถึง ผู้บังคับการทหารบกจังหวัดเพชรบุรี
ค่ายรามราชนิเวศน์ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี 76000 โทร. (032) 428506-10 ต่อ 259
จาก พระรามราชนิเวศน์หรือพระราชวังบ้านปืนคณะของเราออกเดินทางต่อไปยังศูนย์ เรียนรู้โครงการตามพระราชประสงค์หุบกะพงตั้งอยู่ภายในศูนย์สาธิตสหกรณ์ โครงการหุบกะพง ต.เขาใหญ่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี



จัด สร้างโดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเทิดพระเกียรติ เผยแพร่พระเกียรติคุณ และพระอัจริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในด้านการเกษตรและสหกรณ์ เนื่องในวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ 60 ปี อีกทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตร แนวทางการบริหารจัดการองค์กรในระบบสหกรณ์ แหล่งเรียนรู้สำหรับประชาชนที่สนใจศึกษาดูงานโครงการตามพระราชดำริเพื่อนำไป ปรับใช้ในการพัฒนาอาชีพ



กิจกรรมภายในศูนย์เรียนรู้โครงการตามพระราชประสงค์หุบกะพง
1. นิทรรศการถาวรภายในอาคารคุ้มเกล้าสหกรณ์ ซึ่งเป็นการจำลองศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้ง 6 ศูนย์ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยมาไว้ในที่เดียว นำเสนอถึงวิวัฒนาการสหกรณ์ไทย นวัตกรรมเพื่อการเกษตรที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงคิดค้นขึ้นเพื่อช่วย บรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ราษฎรและแก้ไขปัญหาจากภัยธรรมชาติ อาทิ ความมหัศจรรย์ของหญ้าแฝก กังหันชัยพัฒนา โครงการหลวง ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ และโครงการฝนหลวง ซึ่งนำเสนอในรูปแบบการ์ตูนแอนนิเมชั่น ทำให้ผู้เข้าชมสามารถเข้าใจถึงขั้นตอนการทำฝนหลวงได้โดยง่าย
2. อาคารนิทรรศการภาพพระราชกรณียกิจที่หุบกะพง ภาพถ่ายที่นำมาจัดแสดง ล้วนเป็นภาพพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ขณะเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่หุบกะพง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507 จำนวน 35 ภาพ ร่วมย้อนรำลึกถึงอดีตเมื่อกว่า 40 ปีที่ผ่านมา ด้วยการเดินชมภาพพระราชกรณียกิจที่ หุบกะพง นอกจากนั้นยังมีการจัดแสดงพระเก้าอี้ไม้ไผ่ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จะทรงประทับทุกครั้งขณะที่มีพระราชปฏิสันถารกับชาวบ้านที่มาเข้าเฝ้าทูล ละอองธุลีพระบาท
3. การจำลองแบบบ้านหลังแรกของเกษตรกรที่ได้อพยพเข้ามาอยู่ที่หุบกะพงเมื่อ 40 ปีก่อน การจำลองสภาพบ้านเรือนของเกษตรกรรุ่นแรกที่ได้อพยพเข้ามาอาศัยในพื้นที่ของ หุบกะพง โครงสร้างทำจากไม้ไผ่มุงด้วยหญ้าคา ภายในยังมีการจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ภายในครัวเรือนในสมัยอดีต ช่วยสร้างบรรยากาศในการเข้าชมที่เหมือนจริง พื้นที่ด้านข้างของบ้านยังมีแปลงสาธิตการปลูกผักสวนครัวและพืชไร่ที่มีการ ปลูกในยุคแรกของหุบกะพง อาทิ หน่อไม้ฝรั่ง หอม ถั่วฝักยาวและป่านศรนารายณ์ เป็นต้น แสดงให้เห็นวิถีชีวิตของราษฎรหุบกะพงยุคดั้งเดิมได้อย่างชัดเจน



4. การจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้จากแปลงสาธิตของเกษตรกรจำนวน 6 ศูนย์
 1) ศูนย์เรียนรู้หน่อไม้ฝรั่ง ของนายตี๋ คล่องแคล่ว เกษตรกรกลุ่มแรกในยุคบุกเบิกที่เริ่มปลูกหน่อไม้ฝรั่งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2511 ซึ่งได้รับการถ่ายทอดภูมิความรู้จากนักวิชาการอิสราเอล บวกกับความขยันขันแข็ง ทำให้เขาประสบความสำเร็จ สามารถสร้างฐานะให้เป็นปึกแผ่นและมั่นคงจวบจนถึงปัจจุบัน
 2) ศูนย์เรียนรู้การเลี้ยงโคขุน ของนายออด พรมรักษา เกษตรกรตัวอย่างที่สร้างฐานะได้จากการพยายามศึกษาข้อมูลในเรื่องการเลี้ยงโค ขุนอย่างจริงจัง เริ่มจากการเลี้ยงวัวพันธุ์อเมริกัน-บราห์มั่น 5 ตัว ผ่านไป 5 ปี ปัจจุบันเพิ่มทวีขึ้นเป็น 400 ตัว และสามารถคิดค้นสูตรอาคารโคขุนเป็นสูตรเฉพาะของตัวเอง กลายเป็นอาหารชั้นเลิศที่สามารถขุนวัวให้โตเร็วและได้เนื้อดี
 3) ศูนย์เรียนรู้ปลูกผักปลอดภัย ของนายสด นิจก เกษตรกรรุ่นแรกที่ได้รับพระราชทานบ้านมุงหญ้าคาพร้อมที่ดินทำกินอีก 18 ไร่ ปัจจุบันได้มีการปรับสภาพให้เป็นไร่ต้นหอม ผักชี ปลูกหมุนเวียนกันไป มีช่วงระยะเวลา 45 วัน และงดฉีดยาและสารเคมีก่อนการเก็บเกี่ยว 10 วัน เพื่อไม่ให้มีสารตกค้างในผักก่อนจะถึงมือผู้บริโภค นอกจากนี้ พื้นที่บางส่วนยังใช้สำหรับปลูกพืชสวน พืชไร่ ส่วนที่เหลือขุดสระไว้เก็บกักน้ำเพื่อใช้ยามหน้าแล้ง นับเป็นตัวอย่างของการทำการเกษตรที่สามารถใช้พื้นที่ทุกส่วนได้อย่างคุ้มค่า และเกิดประโยชน์
 4) ศูนย์เรียนรู้การเลี้ยงโคนม ของนายดำเนิน เทียนชัย เกษตรกรตัวอย่างผู้เปลี่ยนอาชีพจากการทำนา หันมายึดอาชีพเลี้ยงโคนมเพียงรายเดียวของหมู่บ้านหุบกะพง กิจวัตรประจำวันที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอเริ่มตั้งแต่เช้ามืดคือ รีดนมวัว ให้อาหาร ตัดหญ้ามาเลี้ยงวัว ดูแลสุขภาพของวัว ซึ่งเขาทำทุกๆ กิจกรรมด้วยความสุขและภาคภูมิใจในอาชีพนี้
 5) ศูนย์เรียนรู้ป่านศรนารายณ์ ของนางบุญศรี เนียมเงิน การทำผลิตภัณฑ์ป่านศรนารายณ์ของกลุ่มสตรีชาวหุบกะพง ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถที่ได้ทรงพระราชทานอาชีพการทำหัตถกรรมป่านศรนารายณ์ พร้อมทั้งส่งครูผู้สอนมาให้คำแนะนำถึงวิธีการนำเส้นใยของป่านศรนารายณ์ มาสร้างสรรค์ให้เป็นกระเป๋า รองเท้า หมวก เข็มขัดฯลฯ จนกลายเป็นสินค้าที่สร้างรายได้และสร้างชื่อเสียงให้กับชาวหุบกะพงมายาวนาน จนถึงปัจจุบัน
 6) ศูนย์เรียนรู้ผลิตภัณฑ์ของใช้ในครัวเรือน ของนางปิ่นรัตน์ ตันหยง อาชีพเสริมของกลุ่มแม่บ้านหุบกะพงผ่านการระดมความคิดและร่วมกันผลิตสินค้า ที่มีความจำเป็นต้องใช้ภายในครัวเรือน อาทิ น้ำยางล้างจาน ครีมอาบน้ำ แชมพู สระผม และอีกหลายผลิตภัณฑ์ส่งจำหน่ายภายในชุมชนและโรงแรมชื่อดังในอำเภอชะอำ ทุกขั้นตอนในการผลิตมีความพิถีพิถัน สะอาดและปลอดภัย ผ่านการรับรองโดยได้รับเครื่องหมายมาตรฐาน มผช. และสินค้ามาตรฐานสหกรณ์



กิจกรรมโดยรอบบริเวณศูนย์เรียนรู้โครงการตามพระราชประสงค์หุบกะพง
ภายใน บริเวณโดยรอบพื้นที่ของศูนย์เรียนรู้โครงการตามพระราช ประสงค์หุบกะพงยังมีการจัดแสดงการสาธิตประดิษฐ์กรรมกังหันชัยพัฒนา เครื่องจักรกลการเกษตรที่ใช้สำหรับการพัฒนาพื้นที่หุบกะพงเมื่อครั้งยังเป็น โครงการความร่วมมือไทย - อิสราเอล เพื่อพัฒนาชนบท และพื้นที่ปลูกหญ้าแฝก ซึ่งจะแสดงให้เห็นประโยชน์ของรากหญ้าแฝกที่ช่วยอุ้มน้ำและรักษาหน้าดิน
 เครื่องกังหันชัยพัฒนา (สระน้ำด้านหน้าอาคารคุ้มเกล้า) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงประดิษฐ์กังหันชัยพัฒนาต้นแบบ เมื่อปี พ.ศ. 2532 เพื่อบรรเทามลภาวะทางน้ำ เป็นเครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่นลอย กังหันที่หมุนปั่นจะช่วยเติมออกซิเจนลงน้ำ ทำให้จุลินทรีย์สามารถทำงานได้เต็มที่ สามารถบำบัดน้ำเสียให้เป็นน้ำดีได้



 พื้นที่ปลูกหญ้าแฝก (บริเวณเดียวกันกับที่ติดตั้งเครื่องกังหันชัยพัฒนา) เป็นการจำลองพื้นที่สำหรับปลูกหญ้าแฝกซึ่งเป็นพืชที่มีประโยชน์ในการรักษา สภาพพื้นดิน รากหญ้าแฝกสามารถหยั่งลึกและแตกแขนงเป็นรากฝอย ประสานแน่นเป็นตาข่ายกลายเป็นกำแพงธรรมชาติที่สามารถช่วยอุ้มน้ำให้หล่อ เลี้ยงผืนดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ และรักษาหน้าดินไม่ให้พังทลายได้
 เครื่องจักรกลการเกษตรพระราชทาน (บริเวณด้านหน้าของอาคารนิทรรศการภาพพระราชกรณียกิจ) เครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบ ยี่ห้อ BENZ ที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เมื่อปี พ.ศ. 2513 ซึ่งใช้สำหรับเป็นเครื่องต้นกำลังของเครื่องสูบน้ำเข้าสู่แปลงทดลองปลูกพืช ผลทางการเกษตรภายในโครงการไทย-อิสราเอล เพื่อพัฒนาชนบท รวมถึงเครื่องจักรกลการเกษตรอื่นๆ อีกจำนวน 13 ชนิด



ร้านค้าชุมชน แหล่งจำหน่ายของที่ระลึกและสินค้าขึ้นชื่อของหมู่บ้านหุบกะพง และพื้นที่ใกล้เคียง
ร้าน จำหน่ายผลิตภัณฑ์ป่านศรนารายณ์ ป่านศรนารายณ์ที่ผ่านการสร้างสรรค์ให้เป็นผลิตภัณฑ์นานาชนิด อาทิ กระเป๋า รองเท้า หมวก เข็มขัด โคมไฟ และของตกแต่งบ้าน ทุกชิ้นล้วนแล้วแต่เป็นฝีมือของชาวหุบกะพง ที่ผ่านการพัฒนาให้มีรูปแบบลวดลายและสีสันที่ทันสมัย
ร้านจำหน่ายสินค้า แปรรูป กลุ่มแม่บ้านหุบกะพง ได้นำวัตถุดิบที่มีในชุมชนมาแปรรูปให้เป็นสินค้านานาชนิด อาทิ กล้วยอบน้ำผึ้ง มะม่วงหิมพานต์ทอด สับปะรดกวน เผือกฉาบ กล้วยฉาบ ขนุนทอด ขนมผิง ท๊อฟฟี่นม น้ำผลไม้ที่ทำจาก กระเจี๊ยบ บ๊วย มะยม และพุทธา เป็นต้น นับเป็นร้านค้าชุมชนที่ตั้งมายาวนานอยู่คู่กับหมู่บ้านหุบกะพงมาเกือบ 30 ปี
ที่ตั้ง
ศูนย์เรียนรู้โครงการตามพระราชประสงค์หุบกะพง ภายในศูนย์สาธิตสหกรณ์โครงการหุบกะพง ต.เขาใหญ่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี
การเดินทาง
ประมาณ 4 กิโลเมตร ตามเส้นทาง 3203 ตรงหลักกิโลเมตรที่ 201-202 จะมีทางแยกขวามือเป็นทางลาดยาวเข้าไปอีก 6 กิโลเมตร
เวลาเปิดให้เข้าชม
ทุกวัน เวลา 08.30 -16.30 น.
หมายเลขโทรศัพท์
0-3247-1543, 0-3247-1100
สำหรับหมู่คณะที่ต้องการเยี่ยมชมโครงการกรุณาทำหนังสือแจ้งล่วงหน้าครับ
หลังจากคณะของเราเข้าเยี่ยมชมภายในศูนย์เป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นจึงปลูกต้นโกงกางเพื่ออนุรักษ์ป่าชายเลนไว้คนละต้นสองต้น


หลัง จากนั้นจึงออกเดินทางต่อไปยังหาดทรายรีตั้งอยู่ห่างจากเขตเทศบาลเมืองชุมพร ไปทางทิศ ตะวันออกเฉียงใต้ ตาม ทางหลวง หมายเลข 4119 และ 4098 ประมาณ 20 กิโลเมตร มี รถโดยสาร วิ่งจากตัวเมืองถึง ชายหาด เป็นหาดทราย ที่ยาวและมี ทรายสีขาวสะอาดตา มี ที่พัก และ ร้านอาหารบริการริมหาด



บริเวณ ใกล้ๆแนวชายหาดเป็นที่ตั้งของอนุสรณ์สถานของพลเรือเอกพระบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ผู้ทรงสถาปนากองทัพเรืออันทันสมัยให้กับ ประเทศไทย และเป็นที่เคารพสักการะของชาวชุมพรและจังหวัดใกล้เคียงสำหรับอนุสรณ์สถานของ พระองค์ประกอบด้วย
ศาลเจ้าพ่อ กรมหลวงชุมพร ฯ (ศาลเก่า)


สวนตำหนัก กรมหลวงชุมพร บนเนินเขาเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าพ่อ กรมหลวงชุมพร ฯ ซึ่งสร้างขึ้นใหม่
สวน สมุนไพรหมอพรตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาเป็นโครงการของกระทรวงสาธารณสุข เพื่ออนุรักษ์ สมุนไพร ที่มีคุณค่า สืบทอดเจตนารมณ์ของ “กรมหลวงชุมพร ฯ” หรือ “หมอพร” ของชาวบ้าน


 เรือรบหลวงชุมพร เป็นเรือตอร์ปิโดขนาดใหญ่มีความยาวตลอดลำเรือ 68 เมตร กว้าง 6.55 เมตร เรือลำนี้ปลดประจำการเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2518 ต่อมาในปี พ.ศ. 2522 กองทัพเรือ ได้มอบเรือนี้ให้มาตั้ง ณ หาดทรายรี เพื่อเป็น อนุสรณ์ ของ กรมหลวงชุมพรฯ



 เกาะมะพร้าวอยู่ห่างจากหาดทรายรีประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นเกาะขนาดเล็ก มี หาดทรายสีขาวนวลยาวประมาณ50เมตรตั้งอยู่ทางตะวันตกของเกาะบนเกาะมีสภาพภูมิทัศน์สวยงามและมีแนวปะการังอยู่ในสภาพสมบูรณ์และสวยงามอยู่ทางตะวัน ตกของเกาะด้วยและเนื่องจากเกาะมะพร้าวเป็นเกาะสัมปทานรังนกนางแอ่นซึ่งรังนก นางแอ่น นี้ จัดเป็นสินค้าเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดชุมพร



หาก นักท่องเที่ยวต้องการขึ้นไปชมทัศนียภาพบนเกาะจะต้องแจ้งให้สำนักงานจังหวัด ชุมพรทราบล่วงหน้าอย่างน้อย1สัปดาห์เพื่อจะได้จัดเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความ สะดวกให้ในการนำชมเกาะ.
จากหาดคณะของเราออกเดินทางมายังชุมพรคาบาน่าโรงแรมที่พักของเราในคืนนี้ตั้งอยู่บนหาดทุ่งวัวแล่น



สำหรับ หาดทุ่งวัวแล่นเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของอำเภอนี้ครับ ตั้งอยู่ที่ตำบลสะพลีห่างจากตัวจังหวัดชุมพรไปตามถนนลาดยางสายชุมพร-หาดทุ่ง วัวแล่นระยะทางประมาณ16กิโลเมตรอยู่ทางตอนใต้สุดของอำเภอปะทิวเป็นชายหาด ที่มีเม็ดทรายสีขาวนวลละเอียด ลักษณะหาดค่อย ๆ ลาดเอียงลงทีละน้อย



จึง เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศมากที่สุดแห่งหนึ่ง ทางด้านใต้ของ หาดบริเวณเชิงเขา "โพธิ์แบะ" มีแนวหาดหินใต้น้ำเป็นแหล่งดำน้ำตื้นที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของ จังหวัดชุมพร เพราะมีสาหร่าย ฟองน้ำ ดอกไม้ทะเลและปลาทะเลนานาชนิด บริเวณหาดทุ่งวัวแล่น มีร้านอาหารและสถานที่พักตากอากาศ อยู่ หลายแห่ง ไว้บริการสำหรับนักท่องเที่ยวที่นิยมการดำน้ำชมความงามของโลกใต้ทะเล บริเวณเกาะแก่งหน้าหาดทุ่งวัวแล่นก็สามารถเช่าเรือและอุปกรณ์ดำน้ำได้ที่ รีสอร์ทบริเวณชายหาดจากหาดทุ่งวัวแล่นนักท่องเที่ยวสามารถที่จะเช่าเรือไปชม เกาะต่างๆได้เช่นเกาะจระเข้เป็นเกาะขนาดเล็กห่างจากฝั่งประมาณ11กิโลเมตร ด้านตะวันตกของเกาะมีหาดหินรอบๆเกาะมีปะการังและดอกไม้ทะเลสวยงามมากเกาะ แห่งนี้เป็นเกาะที่น่าเที่ยวสำหรับผู้ที่ชื่นชอบทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหมาะสำหรับการดำน้ำ ด้านใต้เป็นแนวหินยาว ซึ่งเป็นบริเวณที่มีแนวปะการัง



ชาย หาดทุ่งวัวแล่นในวันที่ฟ้าสวยน้ำใสเช่นวันนี้ช่างสวยงามดีแท้คณะของเราชื่น ชมกับความงามของหาดทุ่งวัวแล่นจนสมควรแก่เวลาทุกคนกลับเข้าสู่ห้องพักเพื่อ ปฎิบัติภาระกิจส่วนตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว



หลังจากนั้นจึงพากันมารับประทานอาหารค่ำพร้อมเล่นเกมทายปัญหาชิงรางวัลมากมายเป็นการย่อยอาหาร



ก่อนจะแยกย้ายกันไปพักผ่อนนอนหลับเก็บเรี่ยวเอาไว้เดินทางไปดำน้ำชมปะการังกันที่เกาะง่ามน้อย-เกาะง่ามใหญ่กันในตอนเช้าของวันพรุ่งนี้

วันที่สองของการเดินทาง



รุ่ง อรุณของวันใหม่ที่หาดทุ่งวัวแล่นหลังจากรับประทานอาหารเช้าเป็นที่เรียบร้อย แล้วคณะของเราเดินเที่ยวชมความสวยงามของหาดทุ่งวัวแล่นเพื่อรอเรือเวลาเรือ ออกเดินทางไปดำน้ำชมปะการังกันที่เกาะง่ามน้อย-เกาะง่ามใหญ่ อากาศในวันนี้ช่างเป็นใจให้กับคณะของเราเดินทางไปดำน้ำชมปะการัง



สำหรับ ชายหาดทุ่งวัวแล่นในวันที่ฟ้าสวยน้ำใสเช่นวันนี้ช่างสวยงามดีแท้คณะของเรา ชื่นชมกับความงามของหาดทุ่งวัวแล่นจนสมควรแก่เวลาได้เวลาเรือออกเดินทางไปดำ น้ำชมปะการังกันที่เกาะง่ามน้อย-เกาะง่ามใหญ่กันแล้วครับ



เรือโดยสารใช้เวลาเดินทางประมาณ2ช.มก็พาเราเดินทางมาถึงยังเกาะง่ามน้อย-เกาะง่ามใหญ่



สำหรับ เกาะง่ามใหญ เกาะง่ามน้อยเป็นเกาะขนาดกลางอยู่ทางด้านใต้ของหาดทุ่งวัว แล่น ห่างจากฝั่งประมาณ 17 กิโลเมตร บนเกาะไม่มีหาดทราย เป็น เขตสัมปทานเก็บรังนกนางแอ่นรอบๆเกาะมีแนวหินและถ้ำใต้น้ำมีแนวปะการังสวยงาม เหมาะสำหรับการดำน้ำลึก




ทะเลชุมพรนั้นสวยงามและเหมาะสำหรับการดำน้ำ ทั้งน้ำตื้นและน้ำลึก เป็นจุดดำน้ำอีกจุดหนึ่งที่นักดำน้ำไม่ควรจะมองผ่านเลยไป


เพราะเป็นจุดดำน้ำที่คงความสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเล และฝูงปลาทะเลสวยงามนานาชนิด ปะการังดำ ดงดอกไม้ทะเลสุดลูกหูลูกตา



และเจ้าฉลามวาฬยักษ์ใหญ่ใจดีที่ว่ายแวะเวียนมาทักทายนักท่องเที่ยวทุกหน้าร้อน โดยเฉพาะเดือนเมษายน จะมีโอกาสพบเห็นได้บ่อยๆ



คณะ ของเราลงดำน้ำชมปะการังกันที่เกาะง่ามน้อย-เกาะง่ามใหญ่จนสมควรแก่เวลาจาก นั้นเรือโดยสารก็นำพาคณะของเรากลับเข้าสู่ฝั่งจากนั้นปฎิบัติภาระกิรส่วน ตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงออกเดินทางกลับสู่กรุงเทพฯโดยสวัสดิภาพ


ขอขอบคุณ
คุณ รัตนา ทรัพย์ประดิษฐ์ ผู้อำนวยการกองตลาดภาคกลางตลอดจนเจ้าหน้าที่ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ทุกท่านที่สนับสนุนการเดินทางและอำนวยความสะดวกในครั้งนี้

Additional information