เรื่อง……การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
ภาพโดย.....สุเทพ  พวงมะโหด

การเดินทางสู่จังหวัดจันทบุรี
-  โดยทางรถยนต์จากกรุงเทพฯ สามารถไปได้ 5 เส้นทาง คือ :
             1). ทางหลวงหมายเลข 3 เป็นเส้นทางสายเก่า เริ่มต้นจากบางนา-กรุงเทพฯ ผ่านจังหวัดชลบุรี บางแสน อำเภอศรีราชา พัทยา อำเภอสัตหีบ บ้านฉาง ระยอง และจันทบุรี รวมระยะทางประมาร 330 กิโลเมตร
           2). ทางหลวงหมายเลข 36 เป็นเส้นทางสายหลักในปัจจุบัน เริ่มต้นที่กิโลเมตร 140 ของถนนสุขุมวิท บริเวณอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เลี้ยวซ้ายตรงสามแยกกระทิงลาย ผ่านสนามแข่งรถพีระเซอร์กิต จนไปสิ้นสุดที่ตำบลเชิงเนิน อำเภอเมืองฯ จังหวัดระยอง ระยะทาง 60 กิโลเมตร จากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 3 ระยะทาง 108 กิโลเมตร จนถึงจังหวัดจันทบุรี รวมระยะทางประมาณ 308 กิโลเมตร
         3). ทางหลวงหมายเลข 344 (บ้านบึง-แกลง) เป็นเส้นทางสายหลักอีกเส้นทางหนึ่ง ซึ่งช่วยลดระยะทางได้ถึง 70 กิโลเมตร เริ่มต้นจากกิโลเมตรที่ 98 ของถนนสุขุมวิทย บริเวณอำเภอเมืองฯ จังหวัดชลบุรี ผ่านอำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี อำเภอวังจันทร์ และอำเภอแกลง จังหวัดระยอง ระยะทาง 110 กิโลเมตร จากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 3 ระยะทาง 58 กิโลเมตร จนถึงจังหวัดจันทบุรี รวมระยะทางประมาณ 266 กิโลเมตร
                   4). เส้นทางเชื่อมระหว่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือกับภาคตะวันออก เริ่มต้นที่กิโลเมตร 200 ของทางหลวงหมายเลข 33 บริเวณอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เลี้ยวขวาที่กิโลเมตร 230 จังหวัดสระแก้ว เข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 317 ระยะทาง 189 กิโลเมตร ผ่านอำเภอวังน้ำเย็น อำเภอสอยดาว อำเภอโป่งน้ำร้อน อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี รวมระยะทางจากอำเภอกบินทร์บุรี-จังหวัดจันทบุรี 219 กิโลเมตร
               5). เส้นทางสายมอเตอร์เวย์ (ทางหลวงหมายเลข 7) เริ่มต้นที่ถนนศรีนครินทร์ กรุงเทพฯ ไปสิ้นสุดที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ระยะทาง 90 กิโลเมตร จากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 36 ระยะทาง 50 กิโลเมตร และทางหลวงหมายเลข 3 อีก 108 กิโลเมตร รวมระยะทางจากกรุงเทพฯ-จันทบุรี 248 กิโลเมตร
 - รถโดยสารประจำทาง            
          1). จากสถานีขนส่งสายตะวันออก (เอกมัย) ถนนสุขุมวิท รถโดยสารประจำทางปรับอากาศ มีรถบริการทุกวัน สอบถามเพิ่มเติมได้ที่บริษัท ขนส่ง จำกัด โทร. 0-2391-2504 สาขาจันทบุรี โทร. 0-3932-2197 ส่วนรถของบริษัทเอกชน ได้แก่ บริษัท เชิดชัย ทัวร์ โทร. 0-2391-2237 สาขาจันทบุรี โทร. 0-3935-0357, บริษัท พรนิภา ทัวร์ โทร. 0-2391-5179 สาขาจันทบุรี โทร. 0-3931-1476, 0-3931-1278, บริษัท ศุภรัตน์ ทัวร์ โทร. 0-2391-2331 สาขาจันทบุรี โทร. 0-3935-0223 ส่วนรถโดยสารธรรมดา มีออกทุกวัน แต่ไม่มีรอบที่แน่นอน คือจะออกเมื่อผู้โดยสารเต็มรถ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทร. 0-2391-2504
2). จากสถานีขนส่งหมอชิตใหม่ ถนนกำแพงเพชร 2 มีรถโดยสารบริการทุกวัน สอบถามได้ที่บริษัท ขนส่ง จำกัด โทร. 0-2936-2852 สำหรับบริษัทของเอกชน เช่น บริษัท เชิดชัย ทัวร์ โทร. 0-2936-0199, บริษัท พระนิภา ทัวร์ โทร. 0-2936-2256-7 และบริษัท ศุภรัตน์ ทัวร์ โทร. 0-2936-3888, 0-2936-3939
                    สถานที่ท่องเที่ยว
-    ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
วันเปิดทำการ: ทุกวัน  ตั้งแต่เวลา: 08.30 - 16.30 น.



รายละเอียดสถานที่ท่องเที่ยว :
ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชตั้งอยู่บนถนนท่าหลวง บริเวณหน้าค่ายตากสิน เป็นอาคารรูปทรงเก้าเหลี่ยม หลังคาเป็นรูปพระมาลาหรือหมวกยอดแหลม ภายในประดิษฐานพระบรมรูปของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ศาลนี้สร้างจากความศรัทธา เพื่อให้ชาวจันท์และคนในจังหวัดใกล้เคียงมาสักการะ เพื่อความเป็นสิริมงคล เดิมเป็นเพียงศาลไม้อยู่ด้านข้างศาลหลักเมือง ครั้นในสมัย ม.จ.สฤษดิเดช ชยางกูร สมุหเทศาภิบาลมณฑลจันทบุรีได้สร้างศาลใหม่ขึ้น เมือปี พ.ศ.  2463 บริเวณด้านหน้าค่ายทหารกองพันนาวิกโยธิน คนละฝั่งกับศาลหลักเมือง เป็นศาลคอนกรีตสี่เหลี่ยมจตุรมุข มีบันไดด้านหน้าและด้านข้างสามทาง กรมศิลปากรเป็นผู้ออกแบบ ภายในเป็นที่ประดิษฐานเทวรูป ซึ่งเป็นเทพเจ้าประจำพระองค์ของพระเจ้าตาก และไม่มีพระบรมรูปของพระเจ้าตากสินเช่นปัจจุบัน ต่อมาในปี พ.ศ. 2534 ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนชาวจันทบุรีได้ร่วมกันบริจาคเงินสร้างศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ขึ้นใหม่ เคียงคู่กับศาลเดิม ศาลใหม่นี้ เป็นรูปทรงเก้าเหลี่ยมสร้างด้วยหินอ่อน หลังคาเป็นรูปพระมาลายอดแหลม สูงจากพื้นถึงยอด 16.9 เมตร ประดับลวดลายทอง ยอดบนเป็นฉัตรทองคำเก้าชั้น  ภายในมีพระบรมรูปของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หล่อด้วยทองเหลืองรมดำ ประทับนั่งทรงเมือง ผนังภายในเขียนลายไทยพุ่มข้าวบิณฑ์ไว้อย่างสวยงาม  ทุกวันที่ 28 ธันวาคม ของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเสด็จขึ้นครองราชย์ของพระองค์ จะจัดให้มีการทำบุญตักบาตรและถวายเครื่องราชสักการะ เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงกอบกู้เอกราชให้กับแผ่นดินไทย
การเดินทาง   ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชตั้งอยู่ในตัวอำเภอเมืองบนถนนท่าหลวง บริเวณหน้าค่ายตากสินใกล้กับศาลหลักเมืองจันทบุรี

-    ศาลหลักเมืองจันทบุรี
วันเปิดทำการ: ทุกวัน  ตั้งแต่เวลา: 08.30 - 16.30 น.



รายละเอียดสถานที่ท่องเที่ยว :
ศาลหลักเมืองจันทบุรี ตั้งอยู่ถนนท่าหลวง ตรงข้ามกับศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อใด เป็นเพียงการสันนิษฐานว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงสร้างขึ้นเมื่อครั้งเสด็จเข้าเมืองจันทบุรีเมื่อปี พ.ศ. 2310 เพื่อใช้เมืองจันทบุรีเป็นที่รวบรวมไพร่พล และเสบียงอาหาร เพื่อไปกอบกู้กรุงศรีอยุธยา ตัวศาลเดิมน่าจะสร้างด้วยศิลาแลงซึ่งยังปรากฏร่องรอยให้เห็นอยู่แต่ก็ชำรุดโทรมไปมากจนไม่อาจทราบว่ามีรูปทรงอย่างไร ส่วนหลักเมืองและตัวศาลนั้นสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2524 และได้มีการบูรณะซ่อมแซมตัวอาคาร และปรับภูมิทัศน์โดยรอบให้สวยงามอยู่ตลอดเวลา.
การเดินทาง   ศาลหลักเมืองจันทบุรีตั้งอยู่ในตัวอำเภอเมืองบนถนนท่าหลวง บริเวณหน้าค่ายตากสินใกล้กับศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
-    พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  
เปิดทำการ: ทุกวัน



รายละเอียดสถานที่ท่องเที่ยว :
สำหรับพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  อยู่ในบริเวณสวนสาธารณะสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (สวนสาธารณะทุ่งนาเชย) ถนนท่าหลวง เยื้องกับศาลากลางจังหวัด ริมถนนเลียบเนิน มีเนื้อที่ประมาณ 300 ไร่ มีการขุดบึงล้อมรอบซึ่งใช้เป็นที่เพาะพันธุ์ปลาของประมงจังหวัด เกาะกลางบึงประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงม้าพร้อมทหารคู่พระทัยทั้งสี่ คือ พระเชียงเงิน หลวงพิชัยอาสา หลวงพรหมเสนา หลวงราชเสน่หา เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานสำหรับการกู้เอกราชของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่ทรงเลือกจังหวัดจันทบุรีเป็นที่รวบรวมกำลังพลในการกอบกู้กรุงศรีอยุธยากลับคืนมาจากพม่า.
ข้อมูลการติดต่อ ถนนท่าหลวง อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี 22000
การเดินทาง     พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  อยู่ในบริเวณสวนสาธารณะสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (สวนสาธารณะทุ่งนาเชย) ถนนท่าหลวง เยื้องกับศาลากลางจังหวัด ริมถนนเลียบเนิน
-    อู่ต่อเรือพระเจ้าตาก หรือ อู่ต่อเรือเสม็ดงาม
วันเปิดทำการ:ทุกวัน ตั้งแต่ 08.30 - 16.30 น.




              ตั้งอยู่ที่บ้านเสม็ดงาม ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง ห่างจากอำเภอเมือง 11 กิโลเมตร สันนิษฐานว่าเป็นสถานที่ซึ่งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชใช้เป็นอู่ต่อเรือเมื่อครั้งเตรียมยกทัพไปตีพม่าเพื่อกู้เอกราชชาติไทย เมื่อ พ.ศ. 2310 หน่วยโบราณคดีใต้น้ำ กองโบราณคดี กรมศิลปากร ได้ขุดค้นซากเรือและตรวจสอบชั้นดินทางโบราณคดีตามริมฝั่งอ่าว พบแอ่งน้ำรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าลักษณะคล้ายอู่เรืออยู่หลายแห่ง พร้อมทั้งส่วนประกอบต่าง ๆ ของเรือโบราณ และสันนิษฐานว่า น่าจะเป็นเรือสำเภาจีนแบบฟูเจียนขนาดเล็กใช้สำหรับบรรทุกสินค้า มีใบสามเสาใช้หางเสือเรือ ขนาดเรือยาว 24 เมตร กว้าง 5 เมตร บริเวณใกล้เคียงมีโรงเก็บเรือจำลองและเรือของชาวบ้านที่เคยใช้กันในอดีต
ข้อมูลการติดต่อ  บ้านเสม็ดงาม ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี 22000
การเดินทาง  ใช้เส้นทางเดียวกับทางไปหมู่บ้านเสม็ดงาม เลยไปจนถึงวัดเสม็ดงาม เลี้ยวขวาตรงป้ายบอกทางเข้าไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตร
-    สะพานตากสินมหาราช (สะพานแหลมสิงห์)



                              
                                  สะพานตากสินมหาราช (สะพานแหลมสิงห์) เป็นสะพานที่ทอดข้ามปากแม่น้ำจันทบุรีที่อำเภอแหลมสิงห์ เชื่อมต่อระหว่างตำบลปากน้ำแหลมสิงห์ และตำบลบางกะไชยที่อยู่ฝั่งตรงข้าม เป็นสะพานที่ยาวที่สุดในภาคตะวันออก มีความยาว ระยะทาง 1,060 เมตร กรมทางหลวงชนบทได้ดำเนินการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำจันทบุรีที่บริเวณปากแม่น้ำอำเภอแหลมสิงห์ เพื่อสนับสนุน ส่งเสริมศักยภาพการท่องเที่ยวเพิ่มเส้นทางขนส่งสินค้าทางการเกษตรร่นระยะเวลาในการเดินทางของประชาชนในพื้นที่ อำเภอแหลมสิงห์ อำเภอท่าใหม่ อำเภอเมือง และอำเภอนายายอาม ให้สามารถเดินทางเลียบชายฝั่งทะเลโดยรถยนต์ถึงกันได้โดยไม่ต้องเดินทางอ้อมเป็นระยะทางไกลมากดังเช่นในอดีต โดยสะพานดังกล่าวได้ก่อสร้างแล้วเสร็จ และจังหวัดจันทบุรีได้จัดพิธีเฉลิมฉลองเปิดสะพานแห่งใหม่ให้ประชาชนทั่วไปได้ใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2551 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในพิธีเปิด มีความยาวทั้งสิ้น 1,060 เมตร ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 179,570,000 บาทสะพานตากสินมหาราช (สะพานแหลมสิงห์) จัดได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของ "ถนนเฉลิมบูรพาชลทิต" ซึ่งเป็นถนนสายท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งทะเลที่ยาวและงดงามที่สุดในภาคตะวันออก ที่เชื่อมต่อระหว่างชาดหาดต่างๆ และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญชายทะเลของของจังหวัดจันทบุรี มีทัศนียภาพและจุดชมวิวที่สวยงาม
ณ บริเวณสะพานตากสินมหาราช (สะพานแหลมสิงห์) มีทัศนียภาพที่สวยงาม สามารถมองเห็นชุมชนประมงพื้นบ้านที่ทอดยาวไปตามชายฝั่งปากแม่น้ำจันทบุรี เป็นจุดชมวิวและชมพระอาทิตย์ตกที่สวยมากแห่งหนึ่งของจันทบุรี และยังเป็นจุดของนักนิยมตกปลาด้วย
-    ชุมชนเก่าริมน้ำย่านท่าหลวง



ย่านท่าหลวง ซึ่งเป็นชุมชนเก่าแก่ริมแม่น้ำจันทบุรีด้านตะวันตกแต่เดิมรู้จักกันในชื่อที่เรียกกันติดปากว่า "บ้านลุ่ม" ซึ่งเป็นชุมชนเก่าแก่ของชาวจีนและญวนอพยพตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ต่อมาได้พัฒนา มาเป็น ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการค้าของจันทบุรีที่สำคัญแห่งหนึ่งในสมัยรัชกาลที่ 5 มีจุดเริ่มต้นจากเชิงสะพาน วัดจันทร์ ผ่านบ้านท่าหลวงยาวเป็นแนวไปตลอดจนถึงชุมชนตลาดล่าง บริเวณที่เรียกว่าท่าเรือจ้างอาคาร ส่วนใหญ่ เป็นที่พักอาศัย และร้านค้าของชุมชนที่มีอายุเกือบร้อยปี ซึ่งสร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 มีลักษณะเป็นตึกแถว โบราณมีลวดลายไม้จำหลักอ่อนช้อยงดงาม อยู่ตามบานประตูหน้าต่างและมุมอาคาร ซึ่งจะพบรูปแบบเรือน ขนมปังขิงปะปนอยู่ด้วย เพราะชาวจันทบุรีได้รับอิทธิพลจากการติดต่อค้าขายกับชาวต่างประเทศเมื่อสมัย ร. 5 ลักษณะการฉลุลายของช่างฝีมือชาวจันทบุรีจัดได้ว่ามีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร โดยเฉพาะการจำหลักฉลุช่องลม เป็นภาพจำหลักนูนรูปหัวพยัคฆ์สอดแทรก อยู่ตามกิ่งเครือเถาหรือความคมเฉียบของลายที่ แฝงไปด้วยความ อ่อนช้อย ของลายจำหลัก ย่านท่าหลวงจึงถือว่าเป็นย่านประวัติศาสตร์ของ จ.จันทบุรี  



ย่านท่าหลวง-ตลาดล่าง มีความสำคัญต่อบทบาทการค้ากับต่างประเทศของจันทบุรีในยุคนั้น คือเป็นจุดที่เรือ บรรทุกสินค้าของป่าที่รวบรวมมาได้จากป่าแถบตะเคียนทอง น้ำขุ่น คลองพลู วังแซ้มในบริเวณ เขาคิชฌกูฎและ เขาสอยดาว จะล่องลงมาตามลำน้ำจันทบุรีและมาเทียบท่าที่ตลาดท่าหลวงโดยมีกล่มชาวชองซึ่งเป็น ชนพื้นเมือง เดิมที่อาศัยอยู่ในแถบเทือกเขาในจันทบุรี ระยองและตราด เป็นแรงงานในการจัดเก็บของป่านำมาจำหน่าย ในตัว เมืองจันทบุรี ในปีหนึ่งชาวชองจะล่องแพนำสินค้ามาจำหน่ายในเมืองเพียงครั้งเดียว คือในระหว่างเดือน 10 ถึง 12 (เดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน) เนื่องจากเป็นฤดูน้ำหลากสามารถล่องแพลงมาตามลำน้ำได้สะดวก ส่วนในฤดูแล้ง ระหว่างเดือน 3 ถึง 5 (เดือนกุมพาพันธ์ถึงเดือนเมษายน)ต้องลำเลียงทางเกวียนซึ่งลำบากและใช้เวลานาน จึงไม่ เป็นที่นิยมในช่วงที่กองทหารฝรั่งเศสเข้ามายึดครองจันทบุรี (พ.ศ. 2436-2447) การค้าขายในย่านนี้เป็นไป อย่าง คึกคักนอกจากสินค้าป่าแล้วยังมีการลักลอบจำหน่ายสินค้าประเภทสุรา ฝิ่น กาแฟ ชา การเจริญเติบโตทาง เศรษฐกิจของย่านท่าหลวง-ตลาดล่างส่งผลให้ทางรัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค ต่างๆ ในบริเวณนี้ก่อนบริเวณอื่น



ในปี พ.ศ. 2451 จึงได้ประกาศให้พระราชบัญญัติสุขาภิบาลที่ตำบลตลาดเมืองจันทบุรีเป็น แห่งแรกในเขต จันทบุรี นอกจากนี้ในช่วงที่มีการค้าขยายตัว มีจำนวนประชากรอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานชั่วคราวในย่านนี้ถึงปีละ 100 คน เศษมีพ่อค้าต่างถิ่น อาทิ แขก กุหล่า พม่า เข้ามาตั้งร้านค้าชั่วคราวรวมทั้งมีพ่อค้าเร่จากบ่อพลอยไพลิน บ่อนาวง ที่มาซื้อขายสินค้าต่างๆ และนำพลอยมาขายปีละนับพันคนเมื่อศูนย์กลางการค้าภายใน เมืองจันทบุรีย้ายไปอยู่ที่ ตลาดน้ำพุลักษณะทางกายภาพของท่าหลวง-ตลาดล่างยังปรากฏให้เห็นวัฒนธรรมการตั้งบ้าน เรือนหรือ ร้านค้าที่ หันหลังให้แม่น้ำ หันหน้าเข้าสู่ถนนบ้านเรือนเป็นเรือนติดดินนิยมสร้างเป็นเรือนหลังใหญ่ทรงจั่วใช้วัสดุ ในท้องถิ่น ก่อสร้าง อาทิ ไม้แฝก ใบจากนิยมยื่นชายคากออกมาเพื่อเป็นร้านค้าติดระเบียงทางเดิน ด้านหน้าตาม ลักษณะที่ พักอาศัยกึ่งพาณิชย์อันเป็นลักษณะวัฒนธรรมการค้าขายของชาวจีน อาคารพักอาศัยและร้านค้า ย่านท่าหลวง เป็นชุมชนเก่าแก่ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อย่างมาก ควรจะมีการอนุรักษ์เอาไว้เพื่อการท่องเที่ยว หรือโฮมสเตย์ ปัจจุบันยังมีกองถ่ายละคร และกองถ่ายภาพยนตร์ รวมทั้งภาพยนตร์โฆษณา มาใช้โลเกชั่น บริเวณนี้กันบ่อยๆ อาทิละครเช่นอยู่กับก๋งและโฆษณารังนกสก๊อต เป็นต้นครับ.
-    วังสวนบ้านแก้ว
เปิดให้เข้าชมทุกวันจันทร์- ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.30 - 16.30น. สำหรับวันเสาร์-อาทิตย์ การเข้าชมเป็นหมู่คณะควรติดต่อล่วงหน้าได้ที่ สำนักศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี



รายละเอียดสถานที่ท่องเที่ยว :
วังสวนบ้านแก้วตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี ตำบลท่าช้าง ห่างจากตัวเมือง 6 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 316 เป็นที่ประทับของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2493-2511 รวม 18 ปี   สิ่งก่อสร้างในบริเวณวังสวนบ้านแก้ว ได้แก่ พระตำหนักใหญ่ (พระตำหนักเทา) เป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้แบบยุโรป ทาสีเทา สร้างด้วยไม้สักทองทั้งหลัง พระตำหนักนี้ทรงใช้เป็นที่ประทับส่วนพระองค์ และรับรองพระราชอาคันตุกะ ปัจจุบันเป็นที่รวบรวมสิ่งของเครื่องใช้ส่วนพระองค์ซึ่งแสดงถึงการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายแบบสามัญ พระตำหนักดอนแค (พระตำหนักแดง) เป็นอาคารทรงยุโรปสองชั้น สร้างด้วยไม้สัก ทาสีแดง ปัจจุบันจัดเป็นพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมท้องถิ่น ภายในจัดแสดงแบ่งออกเป็น 5 ห้อง ได้แก่ ห้องภูมิศาสตร์จันทบุรี ห้องดนตรี นาฏศิลป์ ห้องวัฒนธรรมท้องถิ่น ห้องขุดพลอย ห้องภูมิปัญญาท้องถิ่น  เรือนเขียว  ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของพระตำหนักเทา ประมาณ 200 เมตร เป็นเรือนไม้ชั้นเดียว ทาสีเขียว  ปัจจุบันเป็นสำนักศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาชุมชนของมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี เรือนแดง  ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของพระตำหนักเทา ปัจจุบันจัดเป็นห้องให้ศึกษาค้นคว้าข้อมูลพระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ฯลฯ



 นอกจากนั้นภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณีจัดเป็นอุทยานการเรียนรู้ เป็นป่าธรรมชาติภายในมหาวิทยาลัยฯ มีพื้นที่ 50 ไร่ จัดเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ป่าอนุรักษ์พันธุกรรมพืช  มี 2 ส่วน ได้แก่ ทางบก ระยะทาง 440 เมตร และทางน้ำ ระยะทาง 700 เมตร
 ข้อมูลการติดต่อ    สามารถติดต่อล่วงหน้าได้ที่ สำนักศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี หมู่ 5 ตำบลท่าช้าง อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี 22000โทร.0 3947 1064, 0 3931 9111 ต่อ 7000-1สอบถามข้อมูลVisit Website www.rbru.ac.th 

หน้าต่อไป