8 วันสมุทรปราการ แหล่งท่องเที่ยวใกล้กรุง p11

Day 7 เที่ยวไปกับไทยรุ่งทัวร์-วัดมงคลโคธาวาส-เดอะกลาส
เสียง โทรศัพท์ มามอนิ่งคอล์เราตั้งแต่ฟ้าเพิ่งเริ่มสาง เช้านี้เรามีโปรแกรมเที่ยวไปกับ บริษัท ไทยรุ่งทัวร์ จำกัด ซึ่งเช้านี้คุณอาวุธ เจ้าของบริษัท ส่งรถมาอุ้ม เอ้ย! ไม่ใช่ มารับเราเราไปลงเรือท่องเที่ยวแต่เช้า โปรแกรมท่องเที่ยววันนี้ เราจะไปชมการทำประมงชายฝั่ง โดยเรืออวนลาก เนื่องจากเรามีนัดช่วงบ่าย เราจึงขอแค่ครึ่งโปรแกรมจากโปรแกรมเต็มวัน ที่ทาง บริษัท ไทยรุ่งทัวร์ จำกัด จัดขึ้น สำหรับโปรแกรมปกตินั้นทาง บริษัท ไทยรุ่งทัวร์ จำกัด จะมีการจัดแบบ หนึ่งวัน เที่ยวเกาะสีชัง ซึ่งจะเป็นการเดินทางท่องเที่ยวออกจากท่าเรือไทยรุ่งทัวร์ ที่คลองด่านไปชมการทำประมงชายฝั่ง การเลี้ยงหอยแมลงภู่ การทำโป๊ะ อวนลาก อวนลอย จากนั้นจะไปรับประทานอาหารเที่ยงบนเรือที่เกาะสีชัง แล้วขึ้นฝั่ง ไปชมพระราชวังบนเกาะสีชัง ซึ่งพระราชวังแห่งนี้เป็นพระราชวังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ท่านได้โปรด ให้ทรงสร้างขึ้น ความสำคัญอีกประการหนึ่งของเกาะสีชังแห่งนี้คือ เคยเป็นที่ประทับครั้งเสด็จประพาสของพระมหากษัตริย์ ไทยถึงสามรัชกาล คือ รัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 6 จากนั้นจะเดินทางขึ้นไปสักการะ เจ้าพ่อเขาใหญ่ และเข้าชม พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ชมวิวิช่องเขาขาด และปิดท้ายบนเกาะสีชังด้วยการช๊อปปิ้งของฝากของที่ระลึกตามอัธยาศัย ช่วงเย็น จะเดินทางออกจากเกาะสีชังพร้อมกับรับประทานอาหารเย็นบนเรือด้วยเมนูซีฟู๊ด สดๆ ทานไปชมวิวทะเลไป ก่อนจะเดิน ทางถึงท่าเรือไทยรุ่งทัวร์ คลองด่าน เวลาหกโมงเย็น สนนราคาโปรแกรมหนึ่งวัน เที่ยวเกาะสีชัง ราคา 1,200 บาท ต่อท่าน ซึ่งถือว่าไม่แพงเลยสำหรับเส้นทางนี้ ส่วนโปรแกรม สองวัน หนึ่งคืน เที่ยวเกาะสีชัง จะเป็นเส้นทางเดียวกันกับโปรแกรม หนึ่งวัน แต่ท่านจะได้พักบนเกาะสีชัง และช่วงค่ำจะมีโปรแกรมตกปลาหมึก ซึ่งโปรแกรมนี้จะเป็นโปรแกรมแบบสบายๆ เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่อยากจะใช้เวลาบนเกาะสีชังให้เต็มที่ นอกจากนี้ บริษัท ไทยรุ่งทัวร์ จำกัด ยังมีโปรแกรม ประจวบ-บ้านกรูด สองวัน หนึ่งคืน เที่ยวเกาะทะลุ ดำน้ำชมปะการังที่เกาะสังข์ ชมอุทยานประวัติศาสตร์หว้ากอ และชมความน่ารัก ของค่างแว่นถิ่นใต้ที่เขาล้อมหมวก โปรแกรมนี้ถ้าโชคดีท่านจะได้ชมลูกค่างแว่นถิ่นใต้ซึ่งมีขนสีทองเป็นที่แปลก ตา สำหรับ โปรแกรมนี้จะมีออกเดินทางทุกวันเสาร์ (นักท่องเที่ยว 10 ท่าน ขึ้นไป) หากเดินทางเป็นหมู่คณะสามารถเลือกวันเดินทาง ได้เอง สนนราคาท่านละ 2,990 บาท นอกจากเส้นทางท่องเที่ยวทางเรือนี้แล้ว ทางบริษัท ไทยรุ่งทัวร์ จำกัด ยังมีโปรแกรม ใหม่ซึ่งเป็นที่นิยมเป้นอย่างมากจากนักท่องเที่ยว ได้แก่โปรแกรม ราชบุรี-สวนผึ้ง จนทางบริษัทฯ ต้องเพิ่ม เที่ยวบิน เอ้ย! เที่ยวรถ ขึ้นเป็นพิเศษ สนใจสอบถามโปรแกรมทัวร์ ได้ที่ โทร. 0 2707 5599 โทรศัพท์มือถือ 089 0132567, 081 9266299 คุณอาวุธ ฝากบอกมาว่า ถ้าบอกว่ามาจาก www.idotravellers.com จะคิดราคาให้เป็นพิเศษ อีกทั้งท่านยังได้รับ สิทธิพิเศษ เป็นโปรแกรมลดน้ำหนัก โดยเลือกได้ว่าจะว่ายน้ำตามเรือเส้นทาง คลองด่าน-เกาะสีชัง หรือจะวิ่งมาราธอน ตามรถ กรุงเทพฯ-ราชบุรี ให้เป็นพิเศษอีกด้วย (โปรแกรมลดน้ำหนักนี่ผมแถมให้เองนะครับไม่ต้องติดต่อผ่านบริษัทไทยรุ่ง) เข้าเรื่องอีกนิด ช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ ของทุกปี ทางบริษัท ไทยรุ่งทัวร์ จำกัด จะเพิ่มโปรแกรมนำชมปลาโลมา ที่ปากอ่าวแม่น้ำบางปะกงด้วย เผลอโม้นิดเดียวเรือก็พาพวกเรามาไกลเสียแล้ว หันหลังกลับไปเห็นแนวป่าโกงกางอยู่ลิบๆ ส่วนด้านข้างเรือทั้งซ้ายขวา มีโป๊ะกระจายเป็นหย่อมๆ เรือพาเรามาลอยลำอยู่กลางทะเลสักพักใหญ่ เรือก็หันหัวไปยังกลุ่มเรอืสองสามลำที่มองเห็นอยู่ ลิบๆ


ไต๋ เรือบอกกับเราว่านั่นเป็นเรืออวนลากกำลังลงอวนกันอยู่พอดี แต่เราต้องลอยลำอยู่ห่างๆ จนกว่าเรืออวนอีกลำจะวน กลับมาเกี่ยวอวนที่เรือลำแรก เราถึงจะขยับเข้าไปได้ใกล้อีกสักหน่อย จนยกอวนขึ้นเรือหมดแล้วเราถึงจะได้ชมผลงานจาก น้ำพักน้ำแรงเรืออวนลากอย่างเต็มตา ทีมงานไอดูทราเวลเลอร์ ถ่ายรูปไปลุ้นไปจนตัวโก่ง เพราะวิ๊นซ์ที่ลากอวนขึ้นมาทำท่า จะรับน้ำหนักไม่อยู้ ไต๋เรือบอกกับพวกเราว่าสงสัยเที่ยวนี้จะได้ปลามากพอดู แต่ถ้าจะให้แน่ต้องยกขึ้นมาจนเกือบจะถึง ก้นอวนนั่นแหละถึงจะรู้ สำหรับชาวเรืออวนลากแล้ว เขาจะนับน้ำหนักคร่าวๆของปลาที่ยกขึ้นมาได้เป็นข้อๆ พอวิ๊นซ์ลาก อวนขึ้นมาได้คนงานในเรือจะมัดเชือกที่อวนเหมือนกับมัดไส้กรอกเป็นเปาะๆ แล้วก็ค่อยๆลากผืนอวนขึ้นมาถ้าการลงอวน ครั้งไหนได้ปลา 2 เปาะขึ้นไปก็ถือว่าพอจะคุ้มค่าน้ำมัน ถ้าเกินกว่านี้ก็มีกำไรแน่ๆ แต่ถ้าได้เปาะเดียวเมื่อไหร่ก็ต้องเหนื่อย หาทำเลลงอวนกันใหม่ ทั้งนี้ต้องดูปลาที่ได้ด้วยส่วนใหญ่จะเป็นปลาเล็กปลาน้อยเสียมากกว่า


เกือบ ชั่วโมงถัดมาเราถึงนำเรือ เข้าเทียบเรืออวนได้ คิดว่าจะไม่ได้เทียบเรือเสียแล้วเพราะเชือกที่รัดอวนเกิดขาด เพราะรับน้ำหนักมากไป ทำให้เรืออวนลาก ต้องรีบหย่อนอวนกะเปาะแรกลงในท้องเรือเพื่อเคลียร์น้ำหนัก เพราะถ้ารอช้าปลาที่ยกขึ้นมาจะกลับไปรวมตัวกันที่ท้องอวน จะเป็นการยากที่จะยกขึ้นมาได้ต้องเริ่มมามัดกันใหม่ ดูแล้วเป็นการใช้แรงงานที่ต้องทำแข่งกับเวลาและต้องแก้ไขสถานการณ์ เฉพาะหน้าตลอดเวลา จนกว่าอวนจะถูกยกขึ้นมาทั้งผืนก็ใช่ว่างานจะจบเพราะคนงานบนเรือต้องรีบคัด แยกปลาทันที หลังจากที่เราเทียบเรือแล้วจากสายตาคร่าวๆ


ปลา ส่วนใหญ่จะเป็นปลาเล็กๆ อย่างปลาไส้ตันหลังแถบ ปลากะตัก เสียมาก แต่ก็มีปลาชายฝั่งชนิดอื่นอยู่บ้าง เช่น ปลากระทุงเหว ปลากะพงข้างเหลือง ปลาจะละเม็ดดำ ปลาดาบเงินใหญ่ ริวกิว โม่งลัง ที่เป็นทีเด็ดจนคนงานในเรืออวนต้องรีบคัดใส่ลังส่งขึ้นมาบนเรือที่เรายืน อยู่ พอเห็นชัดๆ ก็ต้องร้อง อ๋อ ปลากุเราสี่เส้น นี่เอง ปลาชนิดนี้มักจะไม่ค่อยเข้ามาติดอวนสักเท่าไหร่ ที่มีหลงมาบ้างก็น่าจะว่ายตามมากินปลาเล็กจนหลงเข้าอวน อย่างครั้งนี้ หลงติดอวนมาสี่ตัว แต่ละตัวยาวกว่าครึ่งเมตร ไต๋เรือบอกกับเราว่าปลาชนิดนี้ทำปลาเค็มสุดยอด อร่อยลืมปลาอื่นไปเลย อันนี้ผมขอยืนยันด้วยคน ถึงจะเคยลิ้มรสแต่ปลากุเราขนาดฟุตกว่าๆก็เถอะ ทอดให้เหลืองกินกับข้าวต้อมร้อนๆ อร่อยเหาะ เราชมการคัดแยกปลาอยู่พักใหญ่เรือก็ออกเดินเครื่องกลับเข้าฝั่ง นี่ขนาดยังไม่เต็มโปรแกรมยังทำเอาเราตื่นเต้นขนาดนี้ ครั้งหน้าต้องหาเวลาว่างมาเที่ยวชมอีกครั้งให้ได้ เกือบเที่ยงเรือก็พาเรามาเทียบฝั่ง หลังจากที่จอดเรือถ่ายรูปการเก็บหอย แมลงภู่ ที่คนงานต้องลงไปตัดตอไม้ที่ฝังอยู่ในดินเลนใต้น้ำขึ้นมาเพื่อขูดเอาหอย แมลงภู่ ที่เกาะอยู่ใส่ในเรือหางจนเกือบ เต็มลำ


ไต๋ เรือบอกกับเราว่าแต่ก่อนฟาร์มหอยแมลงภู่เก็บหอยกันทีวันละสี่ห้าเที่ยวยัง เก็บแทบไม่ทัน เดี๋ยวนี้น้ำเปลี่ยนไป ขนาดหอยก็ตัวเล็กลง ปริมาณก็น้อยลงไปด้วย ถ้าช่วงไหนน้ำดีก็พอมีกำรี้กำไร แต่ที่ชาวบ้านทำอยู่ก็แค่พอกินพอใช้ ไม่ได้กำไรมากเหมือนก่อน หลังจากขึ้นเรือมาได้สักพัก กินน้ำกินท่าพักจนหายเหนื่อยแล้วเราก็ขอตัว กราบลา คุณอาวุธ เพื่อออกเดินทางต่อ จากนี้เราจะเดินทางไปยังวัดมงคลโคธาวาส หรือมีชื่อเดิมที่คุ้นหูว่า “วัดบางเหี้ย”

 

เนื่อง จากพื้นที่บริเวณนี้แต่เดิมมี ตัวเงินตัวทองอาศัยอยู่มาก แม้แต่ตำบลก็ยังพลอยมีชื่อว่าตำบลบางเหี้ยไปด้วย มาเปลี่ยนชื่อวัดและชื่อตำบลเอาเมื่อครั้งที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เสด็จมาประทับแรมที่ประตูน้ำคลองบางเหี้ย ตามที่ข้าราชการและราษฎรกราบบังคม ทูลต่อพระองค์ท่าน ด้วยว่าประตูน้ำคลองบางเหี้ยแห่งนี้ปิดน้ำไม่อยู่ ทำให้น้ำเค็มเข้าไปทำความเสียหายแก่พืชสวนไร่นาของ ชาวบ้านอยู่เป็นประจำ แม้ว่านายช่างจะได้ทำการซ่อมแวมอย่างไรก็ไม่สามารถปิดกั้นน้ำได้ต้องซ่อมแซม ทุกปี พระองค์ท่าน จึงได้โปรดเกล้า ฯ เสด็จเยี่ยม และประทับแรมที่ที่ประตูน้ำคลองบางเหี้ยแห่งนี้เป็นเวลาถึง 3 วัน สมัยนั้นด้วยความเชื่อของ ราษฎรมีความเชื่อกันว่าเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เสด็จไป ณ ที่แห่งใด ที่แห่งนั้นก็จะมีความเป็นศิริมงคล น่าแปลกที่นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ประตูน้ำคลองบางเหี้ย ก็ไม่มีปัญหาปิดน้ำไม่อยู่อีกเลย และครั้งนี้เองที่พระองค์ได้โปรด เกล้าพระราชทานนามของตำบลแห่งนี้เสียใหม่ว่า “คลองด่าน” และพระราชทานนามวัดบางเหี้ย เป็น “วัดมงคลโคธาวาส” ปัจจุบันประตูน้ำคลองบางเหี้ยได้เปลี่ยนชื่อเป็น “ประตูน้ำชลหารพิจิตร” สำหรับความสำคัญของวัดมงคลโคธาวาส แห่งนี้ ถือว่าเป็นอีกวัดหนึ่งของจังหวัดสมุทรปราการที่มีพระเกจิอาจารย์เลื่องชื่อ เอ่ยนามแล้วต้องร้อง อ๋อ กันทุกคน โดยเฉพาะ นักนิยมสะสมเครื่องรางไม่มีใครไม่รู้จัก เสือหลวงปู่ปาน วัดบางเหี้ย ด้วยว่าเป็นของขลังที่หายากจนของเก็ เลียนแบบมีมาก กว่าของแท้เสียอีก สำหรับประวัติของ หลวงปู่ปาน วัดมงคลโคธาวาส มีดังนี้

 


หลวง พ่อปาน วัดบางเหี้ย ท่านเกิดปี พ.ศ. ๒๓๖๘ ที่ตำบลคลองด่าน ตาเป็นคนจีนชื่อ เขียว ยายเป็นคนไทยชื่อปิ่น โยมพ่อไม่ทราบชื่อ แต่โยมแม่ชื่อ ในตอนเยาว์วัย ท่านได้บรรพชา เป็นสามเณรที่วัดแจ้ง หรือวัดอรุณฯ กรุงเทพฯ เพื่อเรียนหนังสือ ไทย หนังสือขอม มูลกัจจายน์ และหนังสือใหญ่ ต่อมาท่านได้สึกจากเณร มาช่วยพ่อแม่ ประกอบอาชีพ ทำจาก และตัดฟืนไปขาย ต่อมาเมื่ออายุครบ ๒๐ ปี ท่านก็ได้บรรพชาอุปสมบทที่วัดอรุณฯ โดยมีพระศรีศากยมุนี เป็นพระอุปัชฌาย์ แล้วก็ได้อยู่ศึกษากับพระอุปัชฌาย์หลายปี ท่านมีความสนใจในทางกรรมฐานเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นท่านได้กราบลามาอยู่ วัดบางเหี้ย ตำบลบางเหี้ย อำเภอบางบ่อ ท่านประพฤติปฏิบัติ เคร่งครัดต่อพระธรรมวินัย เจ้าอาวาสขณะนั้น ได้แต่งตั้งให้ท่านเป็นผู้ปกครองดูแลพระเณร ออกพรรษาแล้วท่านก็ออกรุกขมูล บุกดงพงป่าเพื่ออบรมสมาธิฝึกกรรมฐาน แสวงหาความรู้วิทยาคมจากสำนักอาจารย์ที่มี ต่อมาท่านได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาส ปกครองสงฆ์ดูแลวัดบาง
พระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง “เสด็จประพาส มณฑลปราจิณ” ได้เล่าถึงพระปานไว้ว่า “พระครูปานมาหาด้วย พระครูปานรูปนี้นิยมกันในทางวิปัสสนา และธุดงควัตร มีพระสงฆ์วัดต่างๆ ไปธุดงค์ด้วยสองร้อยสามร้อย แรกลงไปประชุมที่วัดบางเหี้ย มีสัปบุรุษที่ศรัทธาเลื่อมใสช่วยกันเลี้ยง กินน้ำจืดที่มีไว้เกือบจะหมดแล้วก็ออกเดิน ทางที่เดินนั้นลงไปบางปลาสร้อย แล้วจึงเวียนกลับขึ้นไปปราจิณ นครนายก ไปพระบาท แล้วเดินลงมาทางสระบุรี ถ้ามาตามทางรถไฟ แต่ไม่ขึ้นรถไฟ เว้นแต่พระที่เมื่อยล้าเจ็บไข้ ผ่านกรุงเทพฯกลับลงไปบางเหี้ย ออกเดินทางอยู่ในแรมเดือนยี่ กลับไปวัดอยู่ในราวเดือนห้าเดือนหก ประพฤติเป็นอาจิณวัตรเช่นนี้มา ๔๐ ปีแล้ว คุณวิเศษที่คนเลื่อมใสคือ ให้ลงตะกรุด ด้ายผูกข้อมือ รดน้ำมนต์ ที่นิยมกันมากคือ เขี้ยวเสือแกะเป็นรูปเสือ เล็กบ้างใหญ่บ้าง ฝีมือหยาบๆ ข่าวที่ร่ำลือกันว่า เสือนั้นเวลาจะปลุกเสก ต้องใช้หมู ปลุกเสกเป่าไป เสือนั้นกระโดดลงไปในเนื้อหมูได้ ตัวพระครูเองเห็นจะได้ความลำบาก เหน็ดเหนื่อยในการที่ใครๆ กวนให้ลงโน่นลงนี่ เขาว่าบางทีก็หนีไปอยู่ในป่าช้า ที่พระบาทฯ บางทีก็หนีไปอยู่บนเขาโพธิ์ลังกา คนก็ยังตามไปกวนไม่เป็นอันหลับอันนอน แต่บริวารเห็นจะได้ผลประโยชน์ ในการทำอะไรๆ ขาย เวลาแย่งชิงก็ขึ้นไปถึง ๓ บาท ว่า ๖ บาทก็มี ได้รูปเสือนั้นแล้วจึงไปให้พระครูปลุกเสก สังเกตดูอัธยาศัยเป็นคนแก่ใจดีมีกิริยาเรียบร้อย อายุ ๗๐ แล้วยังไม่แก่มาก รูปร่างล่ำสันใหญ่โต เป็นคนพูดน้อย มีคนมาช่วยพูด จะเห็นว่า ในพระราชนิพนธ์ “เสด็จประพาสเมืองปราจิณ” ได้เล่าถึง “พระปาน” อย่างละเอียด สิ่งสำคัญยิ่งก็คือ เครื่องรางเขี้ยวเสือที่ทำเป็นรูปเสือ ในขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่ ราคาเช่าซื้อตัวละ ๑ บาทบ้าง ๓ บาทบ้าง ๖ บาทบ้าง ซึ่งเป็นราคาที่สูงมากในสมัยนั้น

 


ยุค สมัยของหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย นั้น อยู่ในช่วงระหว่างปี พ.ศ.2411-2453 เป็นช่วงที่ท่านออกธุดงค์ เป็นอาจารย์สอนวิปัสสนา รวมถึงเป็นเจ้าอาวาสวัดบางเหี้ยด้วยครับ ท่านได้รับสมณศักดิ์เป็น "พระครูพิพัฒนนิสิรธกิจ" จวบจนกระทั่งเข้าสู่วัยชรา และถึงแก่มรณภาพ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ.2453 
หลังจากที่เราได้สัการะรูปหล่อของหลวง ปู่ปานแล้ว เราจึงออกเดินทางต่อไปชมผลิตภัณฑ์ OTOP 5 ดาว ที่ขึ้นชื่อของจังหวัดสมุทรปราการ ที่ บริษัท เดอะกลาส จำกัด บริษัทแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2535 โดย คุณจันทิรา ไชยเสน ซึ่งคลุกคลีอยู่ในวงการธุรกิจเครื่องประคับแก้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 ดดยผลิตภัณฑ์หลักของที่ เดอะกลาส นี้จะเน้นผลิตเครื่องประดับที่ทำจาก แก้ว โบโรซิลิเกต ซึ่งเป็นแก้วเนื้อแข็ง เน้นทำเครื่องประคับรูปสัตว์เสียเป็นส่วนใหญ่


แต่ เดิมใครที่คุ้นตา เครื่องประดับรูปสัตว์ที่เป่าด้วยแก้วแล้วละก็ส่วนใหญ่ก็จะเป้นของที่เดอะ กลาสแทบจะทั้งสิ้น จนเมื่อราวๆ ปี พ .ศ. 2548 คุณจันทิรา จึงได้ปรับปรุงกลยุทธ์การตลาดขึ้น โดยการเพิ่มมูลค่าให้กับตัวสินค้า ซึ่งแต่เดิมเป็นเครื่อง ประดับแก้วใสธรรมดา มาเป้นเครื่องประดับแก้วที่มีการตกแต่งด้วยสีสรรต่างๆ และสีทอง ซึ่งขั้นตอนในการทำงาน แม้จะ มากขึ้น แต่ก็เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า จน บริษัท เดอะกลาส จำกัด สามารถมีผลประกอบการที่น่าพอใจ ปัจจุบันลูกค้าหลักของ บริษัท เดอะกลาส จำกัดจะเป็นลูกค้าต่างประเทศถึง 70 เปอร์เซ็นต์ และชิ้นงานส่วนใหญ่แล้ว จะเน้นทำตามสั่ง ลูกค้าต่างประเทศ ที่เป็นหลักใหญ่ได้แก่ ประเทศ เอสโตรเนีย คูเวต อิหร่าน ญี่ปุ่น อังกฤษ อเมริกา ฯลฯ นักท่องเที่ยวบ้านเราที่เดินทางไปต่างประเทศแล้วซื้อเครื่องประดับรูปสัตว์ ทำด้วแก้วกลับมาเมืองไทย อย่าเพิ่งดีใจไปว่าได้ของนอก พลิกไปพลิกมาอาจจะละม้ายคล้ายสินค้าที่สวนจตุจักร ซึ่งเป็นหน้าร้านของ บริษัท เดอะกลาส จำกัด ซึ่งมีเพียงแห่งเดียว ตั้งอยู่ที่ โครงการ 19 ซอย 9 เปิดบริการทุกวัน ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ สนใจสินค้าสอบถามรายละเอียดได้ที่ 0 2272 5855 หรือที่ โทรศัพท์มือถือ 081 3481399, 081 6653506 ส่วนที่สำนักงานใหญ่ (บางพลี) โทร. 02 3160898, 02 3169443 เราเดินชมสินค้าของทาง บริษัท เดอะกลาส จำกัด ด้วยความชื่นชมในฝีมือและการออกแบบที่ลงตัว ทั้งความประณีตและความสวยงาม


สินค้า เป็นพันๆ รายการถูกจัดวางเรียง โชว์ในโชว์รูมจนลานตาไปหมด คุณจันทิรา บอกกับทีมงานพวกเราว่า นี่ยังมีสินค้าอีกมากที่ยังไม่ได้นำมาโชว์ เพราะส่วนใหญ่แล้วทำตามสั่ง ของบางแบบจึงไม่ไม่มีมาโชว์ให้ได้เห็น เมื่อเดินชมจนสมควรแก่เวลา คุณจันทิรา จึงได้พา พวกเราเดินเข้าไปชมกรรมวิธีขั้นตอนการผลิตชิ้นงานในโรงงาน ซึ่งก็ใกล้เวลาเลิกงานแล้ว เราจึงได้ชมการสาธิต แบบผลิต ตัวงานจริงๆ จากแท่งแก้วกลมธรรมดาผ่านเปลวไฟที่หัวพ่นเป่าจนได้ที่ เพียงแค่พนักงานดึงๆ ยืดๆ แก้วที่หลอม ละลาย หมุนไปหมุนมาอีกไม่ถึงนาที ก็ได้ตัวแพะภูเขามาให้เราได้ชมกัน คุณจันทิราบอกกับพวกเราว่า ขั้นตอกการทำเป็นรูปตัวสัตว์ นั้นแล้วแต่ว่าช่างฝีมือคนใดจะถนัดแบบไหน แต่โดยมากแล้ว ช่างของที่นี่มักจะทำรูปสัตว์กันได้แทบจะทุกประเภทที่มีใน แคตตาล๊อก จากโต๊ะเป่าแก้วเจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบคุณภาพชิ้นงานและความสมบูรณ์ ก่อนที่จะทำความสะอาดเพื่อนำ ไปลงสีตามต้องการ ซึ่งถ้าเป็นสีทองก็ต้องผ่านขั้นตอนกระบวการอบด้วยความร้อนอีกครั้ง เพื่อให้สีทองติดแน่นเป็นเนื้อเดียว กับผิวแก้วและมีความแวววาว และขั้นตอนสุดท้ายต้องมีการตกแต่งชิ้นงานก่อนที่จะบรรจุหีบห่อเพื่อนำส่ง ลูกค้า

เรา เดินชม ขั้นตอนการผลิตอยู่พักใหญ่ก็มาสะดุดกับเด็กตัวน้อยที่กำลังขมีขมันเป่าแก้ว ด้วยท่าทางทะมัดทะแมง และมีสมาธินิ่งมาก คุณจันทิราบอกกับเราว่า “อ๋อ ลูกจ้างพิเศษค่ะ ลูกดิฉันเอง ได้ค่าจ้างเป็นค่าขนม เหมือนกับคนงานในโรงงานคนหนึ่งนี่แหละ เริ่มฝึกไม่กี่เดือนแต่ก็พอที่จะทำรูปสัตว์ง่ายๆ ได้แล้ว” เห็นแล้วต้องขอชมเลยครับ อนาคตไกลแน่หนู นอกจากที่สำนักงานใหญ่(บางพลี) แล้ว บริษัท เดอะกลาส จำกัด ยังมีฐานผลิตย่อยอยู่ต่างจังหวัด กระจายไปทั่วประเทศ กว่า 200 แห่ง หลักๆ จะตั้งอยู่ที่ จังหวัด สระบุรี และกำแพงเพชร สนใจจะนำสินค้าไปจำหน่าย ติดต่อสายตรงได้ที่ บริษัท เดอะกลาส จำกัด เลยครับ เพราะทีมงาน www.idotravellers.com ถนัดแต่ปั้นดินเหนียวไว้ใช้ยิงกับหนังสติ๊กเท่านั้น

หน้าต่อไป