วันเดียวเที่ยวเกาะเกร็ด p2

เรา สองคนขี่รถจักรยานมาเรื่อยๆจนในที่สุดก็มาหยุดอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา หรือที่ชาวบ้านบนเกาะเรียกกันว่า “กวานอาม่าน” ในภาษามอญ กวาน แปลว่า บ้าน ส่วน อาม่าน แปลว่า เครื่องปั้นดินเผา
แต่เดิมทุกหมู่บ้านบนเกาะเกร็ดที่เป็นชาวมอญล้วนเป็น หมู่บ้านเครื่องปั้นดินเผาด้วยกันทั้งสิ้น เนื่องจากชาวมอญที่อพยพมามีฝีมือในเชิงช่างปั้นเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ ด้วยดินเหนียวตั้งแต่ครั้งตั้งถิ่นฐานอยู่แถบลุ่มแม่น้ำอิรวดีในประเทศพม่า



พิพิธภัณฑ์ เครื่องปั้นดินเผา แห่งนี้เป็นศูนย์วัฒนธรรมพื้นบ้านของชาวมอญจัดแสดงเครื่องปั้นดินเผามอญลาย โบราณสำหรับการปั้นภาชนะดินเผานั้นเป็นอาชีพของชาวมอญมาและมีมาตั้งแต่ใน สมัยกรุงธนบุรีนับเป็นหัตถกรรมพื้นบ้านที่เก่าแก่ที่สุดในจังหวัดนนทบุรี ส่วนลวดลายก็มีความประณีตงดงามมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและยังเป็นตราสัญญาลักษณ์ ประจำจังหวัดนนทบุรีอีกด้วยซึ่งทางพิพิธภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาแห่งนี้เปิด ให้ผู้ที่สนใจให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00 -17.00 น.




เมื่อ เราสองคนได้เดินเข้าไปเที่ยวชมภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้มีโอกาสพบกับคุณ ยายชาวมอญท่านหนึ่งมีชื่อว่า คุณยายมะลิ วงศ์จำนง หรือที่ชาวบ้านรู้จักกันในชื่อ “ยายปรุง” เป็นผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา ได้เล่าให้เราฟังถึงเรื่องราวในอดีตของพิพิธภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาแห่งนี้ ว่า ในยุคแรกเริ่มที่ชาวมอญได้มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เกาะเกร็ดนั้น ชาวมอญได้ปลูกบ้านเรียงรายกันไปตามแนวลำน้ำ และกำหนดเขตบ้าน (กวาน) ออกเป็น 5 กวาน คือ
กวานฮาโม (บ้านล่าง) จากวัดฉิมพลี ถึงท่าเรือกลางเกร็ด (โป๊ะนายตรวจชื่น) ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่หมู่ 1
กวานฮาตาว (บ้านบน) จากท่าเรือกลางเกร็ด (โป๊ะนายตรวจชื่น) ถึงวัดปรมัยฯ ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่หมู่ 1 
กวานอาม่าน จากวัดปรมัยถึงวัดไผ่ล้อม ปัจจุบันคือหมู่ 7
กวานโต้ จากวัดไผ่ล้อมถึงวัดเสาธงทอง ปัจจุบันคือหมู่ 6
กวานอะล้าด จากวัดเสาธงทองถึงวัดมะขามทองปัจจุบันอยู่ในพื้นที่หมู่ 5
ทั้ง 5 กวาน เป็นชื่อหมู่บ้านที่ติดมาจากเมืองมอญ เมื่อมาตั้งบ้านเรือนในเมืองไทยก็นำชื่อดั้งเดิมมาเรียกหมู่บ้านของตนด้วย


เมื่อ ครั้งคุณยายยังเด็กอายุราวสิบกว่าขวบ ทุกบ้านในย่านนี้มีอาชีพปั้นเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันสารพัด ทั้ง ถ้วย ชาม กะละมัง โอ่ง เรียกได้ว่าเป็นหมู่บ้านเครื่องปั้นอย่างแท้จริง ขั้นตอนกรรมวิธีในการทำเครื่องปั้นก็ไม่ทันสมัยอย่างในปัจจุบัน อย่างดินเหนียวที่ได้มาจากปทุมธานีก็ต้องนำมากรองและทำการหมักดินโดยให้ความ มาเดินย่ำดินถึง 7 วัน โดยต้องทำการกลบรอยตีนควายและกลับดินจากด้านล่างขึ้นบนสลับกับรดน้ำเพื่อให้ ดินเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน เมื่อเสร็จขั้นตอนนี้แล้วจึงจะมูนดินให้เป็นกองสูงขึ้นท่วมหัว เมื่อจะนำไปใช้ก็จะใช้พลั่วตัดเอาดินไปทำการนวดอีกครั้งก่อนที่จะนำไปปั้น คุณยายเล่าว่าที่บ้านหลังนี้แต่ก่อนก็ปั้นงานกันที่ใต้ถุนบ้าน อย่าง “โอ่งจาวี” โอ่งสิบปี๊ป ซึ่งเป็นโอ่งขนาดใหญ่ที่โรงปั้นแห่งนี้จะปั้นได้ประมาณวันละ 8 ใบ ในยุคนั้นเงินเดือนครูประชาบาลเดือนละเพียง 8 บาท เทียบได้กับราคาของโอ่งสิบปี๊ป เพียงใบเดียวเท่านั้น



กรรมวิธี ในการปั้นโอ่งก็เริ่มจากนำดินมาแบบนแผ่นไม้แบบที่นูนตรงกลางแล้วจึงนำดินที่ คลึงเป็นเส้นยาวมาวงขึ้นไปจากฐาน แล้วใช้หอยกาบประคองใน ส่วนไม้วงประคองด้านนอกแล้วแต่งผิวด้วยผ้าขาวเพื่อปรับผิวให้เรียบ ขั้นตอนนี้ ช่างปั้นเรียกว่า ก่อพิมพ์ ซึ่งจะทำเพียงครึ่งใบแล้วจึงนำไปผึ่งแดดหนึ่งวัน เมื่อตากแดดแล้ววันรุ่งขึ้นจึงนำโอ่งนั้นมาก่อดินตามกรรมวิธีเดิมจนแล้ว เสร็จ จึงนำไปผึ่งแดดแล้วทำการเผาในเตาเผาครั้งละเป็นร้อยใบ โอ่งแต่ละใบที่ทำขึ้นมานั้นมีความทนทานในการใช้งานมากถ้าไม่ถูกกระแทกแตก เสียหายไปก่อนอายุการใช้งานก็น่าจะร่วมร้อยปีเลยทีเดียว



ผู้ เขียนเคยไปพบโอ่งดินเผาขนาดใหญ่ที่ทำด้วยกรรมวิธีแบบเดียวกันนี้ผิวโอ่งตาก แดดตากฝนจนล่อนเป็นวงก็ยังใช้งานได้ดี คุณยายยายปรุงยังเล่าต่อว่าครกดินเผาขนาดใหญ่ที่เรียกกันว่า ครกงาน นั้น ที่บ้านทำได้เพียงวันละ 100 ใบ ก็แทบหมดแรงเพราะพ่อของคุณยายต้องกดดินให้แน่นจนแน่ใจว่าได้ครกที่แข็งแรงทน ต่อการโขลก ลูกค้าที่ซื้อไปจะไม่ต้องนำกลับมาเปลี่ยนให้เสียฟอร์มช่างปั้นมืออาชีพ ต่างจากปัจจุบันที่มีเครื่องทุ่นแรงทำเป็นโรงงานสามารถทำได้วันละ 4-500 ใบ แต่ความทนทานก็ด้อยลงไปตำไม่กี่ทีก็แตก น่าเสียดายที่ปัจจุบันไม่มีช่างปั้นนิยมทำงานประเภทนี้แล้วเนื่องจากสู้ค่า แรงไม่ไหว อีกทั้งยุคสมัยก็เปลี่ยนไป โอ่ง(จาวี) อ่าง(เจี๊ยม) ครก ก็มีวัสดุใหม่ๆให้เลือกใช้ในราคาที่ถูกลง



เรา เดินชมในตัวพิพิธภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาคุณยายยังชี้ให้เราดูโอ่งจาวีลาย ดอกพิกุลที่เป็นของโบราณดั้งเดิมที่นำมาจากพม่าเมื่อครั้งอพยพกันมาที่เกาะ เกร็ด แม้จะผ่านกาลเวลามานานแต่ลวดลายที่เราเห็นก็ยังคงสวยงามและละเอียดลออสมกับ ฝีมือของช่างปั้นชั้นครู ภายในพิพิธภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาเรายังเห็นปราสาทซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธรูป ซึ่งคุณยายเล่าว่าปราสาทหลังนี้เป็นปราสาทศิลปะแบบมอญแท้ และเป็นของเก่าแก่อายุราว 300 ปี ได้นำมาจากพม่าโดยคนในครอบครัวของคุณยาย


ปัจจุบัน ปราสาทรูปแบบนี้หลงเหลือให้เห็นน้อยมากเนื่องจากหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พม่าทางการได้ทำการเผาทำลายไปเสียมาก ที่หลงเหลือมาได้ก็เพราะชาวมอญที่หวงแหนของเก่าแก่ที่บรรพบุรุษได้รังสรรตก ทอดมายังรุ่นหลังได้เก็บซ่อนทางการจนกระทั่งได้มีการนำมายังชุมชนมอญแห่งนี้



เรา เดินชมเครื่องปั้นดินเผาโดยมีคุณยายปรุงคอยบอกรายละเอียดของเครื่องปั้นแต่ ละชิ้นที่วางแสดงในห้อง ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นเครื่องปั้นที่ทำโดยฝีมือของบ้านคุณยายปรุงนี่แหละ คุณยายยังเล่าอีกว่า มักจะมีคนมาขอซื้อเครื่องปั้นดินเผาเหล่านี้อยู่บ่อยๆ แต่คุณยายก็ปฎิเสธไปเพราะอยากให้อนุชนรุ่นหลังได้มาเห็นของเก่าแก่แท้ๆ ดั้งเดิมที่นี่มากกว่า แม้ว่าในแต่ละปีพิพิธภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา กวานอาม่าน แห่งนี้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา ซ่อมแซมส่วนที่ชำรุดไปตามกาลเวลาก็ตาม


คุณ ยายบอกกับเราสองคนด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ก่อนที่เราจะกราบลาและขอบคุณคุณยายปรุงท่านยังให้พรกับเราให้เดินทาง ปลอดภัยเจริญก้าวหน้าในการทำงาน ซึ่งทำให้เรารู้สึกอบอุ่นและซาบซึ้งเหมือนได้รับพรจากญาติผู้ใหญ่ แม้ว่านี่เป็นครั้งแรกที่ได้มาพบกับคุณยายปรุง คุณยายใจดีแห่งกวานอาม่าน


จาก พิพิธภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาเราสองคนเดินทางต่อไปยังวัดไผ่ล้อมหรือที่ชาว มอญบนเกาะเกร็ดเรียกกันว่า “วัดเภี่ยโต้” ทางด้านหน้าวัดอยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนปากทางเข้าสู่วัดมีรูปปั้นหงษ์สีทองขนาดใหญ่สองตัวยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ บริเวณปากทางเข้าวัดไผ่ล้อม



สำ หรับหงษ์สองตัวตามคติความเชื่อของชาวมอญโบราณมีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรดสัตว์ถึงยังดินแดนที่ต่อมาเป็นที่ตั้ง เมืองหงสาวดีหรือเมืองพระโค ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของชาวมอญมาตั้งแต่โบราณ เป็นศูนย์กลางที่สำคัญของอาณาจักรมอญ พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นหงษ์สองตัวลงเล่นน้ำอยู่ในทะเลสาบและทรงทำนายทาย ทักว่าต่อไปในภายภาคหน้าเมืองนี้จะเป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่เป็นศูนย์กลางของ การเผยแผ่พระพุทธศาสนาและนับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาหงส์จึงกลายเป็น สัญลักษณ์ความเชื่อของชาวมอญ



ซึ่ง ชาวมอญถือกันว่าหงษ์เป็นสัตว์ศิริมงคลและศักดิ์สิทธิ์เป็นสัญลักษณ์แห่งความ อุดมสมบูรณ์ มั่งคั่งและสันติสุขโดยชาวมอญมีความเชื่อกันว่าหงส์จะอาศัยอยู่ในดินแดนที่ มีความอุดมสมบูรณ์เท่านั้น หงส์จะนำพาให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ในถิ่นนั้นๆ มีความมั่งคั่ง ร่ำรวย หงส์เป็นสัตว์รักสงบไม่เบียดเบียนสัตว์อื่นดำรงชีวิตอยู่ด้วยใบไม้และมวล หมู่แมลงที่ตายแล้วเท่านั้น

วัด ไผ่ล้อมสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย วัดแห่งนี้มีพระอุโบสถที่มีความสวยงามมากแห่งหนึ่งในเกาะเกร็ด ลวดลายหน้าบันบริเวณด้านหน้าพระอุโบสถจำหลักไม้เป็นลายดอกไม้ มีคันทวยและบัวหัวเสาที่งดงามมาก ซุ้มประตูและซุ้มหน้าต่างที่เคยเป็นของเก่าแก่ดั้งเดิม แบบยอดมณฑปและซุ้มหน้านางได้ถูก ซ่อมเป็นแบบใหม่


ที่ หน้าพระอุโบสถมีเจดีย์ขนาดย่อมสององค์ เป็นเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมย่อมุมสิบสอง แต่องค์ระฆังทำเป็นรูปบาตรคว่ำ มียอดทรงกลม ประดับลายปูนปั้น ทั้งพระอุโบสถและเจดีย์ได้รับการบูรณะจนดูคล้ายกับของใหม่


หลัง จากไหว้พระประธานภายในโบสถ์วัดไผ่ล้อมเพื่อเป็นสิริมงคลกับตนเองเป็นที่ เรียบร้อยแล้วจากนั้นเราสองคนก็เดินทางมายังด้านหลังของพระอุโบสถเป็นที่ ตั้งขององค์เจดีย์มุตาวสีทองสวยงามอร่ามตา



ส่วน ด้านหลังขององค์เจดีย์เป็นที่ตั้งของหอระฆังและศาลาปฎิบัติธรรมของวัดไผ่ ล้อมส่วนทางข้างขวามือของวัดมีศาลาปฎิบัติธรรมหลังเก่าที่สร้างขึ้นด้วยไม้ ซึ่งถูกไฟไหม้เมื่อปี พ.ศ. 2549 ปัจจุบันถูกทิ้งให้รกร้างว่างเปล่าเพราะทางวัดขาดแคลนทุนทรัพย์ในการทำนุ บำรุงปฎิสังขรณ์ขึ้นมาใหม่


หลัง จากถ่ายรูปเจดีย์มุตาวในวัดไผ่ล้อมเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นเราสองคนก็ ออกเดินทางต่อมายังโรงงานเครื่องปั้นดินเผาป้าตุ่มที่ตั้งอยู่ติดกับวัดไผ่ ล้อมเป็นบ้านที่ทำเครื่องปั้นดินเผาหนึ่งในหลายๆบ้านบนเกาะเกร็ดทำเครื่อง ปั้นดินเผาภาชนะของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น กระถาง โอ่งน้ำ ครก กาน้ำ โคมไฟดินเผาและภาชนะต่างๆที่ใช้ในชีวิตประจำวัน



พร้อม ชมการสาธิตการปั้นเครื่องปั้นดินเผาตลอดจนการแกะสลักลวดลายต่างๆ อีกด้วย และในระหว่างที่เราสองคนเดินถ่ายรูปเที่ยวชมการผลิตเครื่องปั้นดินเผาอยู่ นั้นเราก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับป้าตุ่มพร้อมทั้งป้าตุ่มยังได้เล่าถึงกรรมวิธี ในการผลิตเครื่องปั้นดินเผาเบื้องต้นให้เราสองคนฟังว่า โรงงานผลิตเครื่องปั้นดินเผาป้าตุ่มแห่งนี้ดำเนินงานมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตา ยายสืบต่อมาจนถึงลูกหลาน

สำหรับ ดินเหนียวที่นำมาผลิตเป็นเครื่องปั้นดินเผานำมาจากอำเภอสามโคกในจังหวัด ปทุมธานีเพราะเป็นดินเหนียวที่มีคุณภาพดีมีความเหนียวสูงสามารถขึ้นรูปได้ ง่าย บรรทุกลงเรือมาขึ้นที่หน้าวัดไผ่ล้อมจากนั้นนำมา นวดและหมักดินตามกรรมวิธีดั้งเดิมก่อนที่จะนำมาปั้นขึ้นรูปเป็นภาชนะและแกะ สลักลวดลายต่างๆ ตามความต้องการของลูกค้า


ซึ่ง บางลวดลายอาจต้องใช้เวลาในการแกะสลักนานถึง 3-4 วันจากนั้นจึงนำมาผึ่งลมไว้รอให้มีปริมาณมากๆถึงจะนำเข้าเตาเผาที่ใช้ อุณหภูมิสูงถึงประมาณ 300 องศาเซสเซียส ใช้เวลาในการเผา 3 วัน 3 คืน จึงจะปล่อยให้เย็นตัวลงประมาณ 3-4 วันจึงสามารถนำออกมาจากเตาเผาทำการตกแต่งและนำส่งขายตามท้องตลาดต่อไป

บาง ครั้งลูกค้าก็เดินทางมารับซื้อถึงบ้านป้าตุ่มด้วยตัวเอง สำหรับเครื่องปั้นดินเผาของเกาะเกร็ดนี้ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของชาวไทย รามัญบนเกาะเกร็ดที่สืบทอดกันมายาวนานตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษจนถึงปัจจุบัน เป็นแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ควรอนุรักษ์และถ่ายทอดสู่รุ่นลูก รุ่นหลานสืบต่อไปเราสองคนนั่งพูดคุยกับป้าตุ่มจนสมควรแก่เวลาจากนั้นจึง กล่าวคำอำลาป้าตุ่มออกเดินทางต่อมายังวัดเสาธงทองซึ่งอยู่ถัดจากวัดไผ่ล้อม มาประมาณ 200 เมตร



สำหรับ วัดเสาธงทองแห่งนี้เป็นวัดมอญเก่าแก่สร้างในสมัยกรุงธนบุรี เดิมมีชื่อว่า “วัดสวนหมาก” ได้รับการปฎิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 4 โดยเจ้าจอมมารดาอำภา ในรัชกาลที่ 2 และกรมหมื่นภูบาล กรมขุนวรจักร



ต่อ มาภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดเสาธงทอง” ซึ่งนอกจากจะเป็นที่ตั้งของโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งแรกของอำเภอเกาะเกร็ด โรงเรียนแห่งนี้สร้างเมื่อ ปี พ.ศ. 2447 โดยขุนเทพภักดี คหบดีมอญ



ด้าน หลังพระอุโบสถยังประดิษฐานพระเจดีย์ที่สูงที่สุดในอำเภอปากเกร็ดอีกด้วย พระเจดีย์เป็นศิลปะอยุธยาย่อมุมสิบสองมีเจดีย์องค์เล็กเป็นบริวารโดยรอบอีก สองชั้น


ส่วน ด้านข้างของพระอุโบสถมีมีเจดีย์องค์ใหญ่อยู่สององค์ องค์หนึ่งเป็นเจดีย์ระฆังทรงลังกา อีกองค์หนึ่งเป็นเจดีย์ทรงมะเฟือง ภายในโบสถ์มีลายเพดานสวยงามมากเขียนลายกรวยเชิงอย่างงดงาม สำหรับพระประธานเป็นพระปางมารวิชัยปูนปั้นขนาดใหญ่ ชาวไทยรามัญบนเกาะเกร็ดเรียกวัดแห่งนี้ว่า “เพี๊ยะอาล๊าด”



หน้า โบสถ์มีเจดีย์ขนาดย่อมสององค์รูปทรงมะเฟืองฐานสี่เหลี่ยมย่อมุมสิบสองประดับ ลายปูนปั้น บริเวณด้านข้างพระอุโบสถมีต้นยางยักษ์ขนาดใหญ่อยู่หนึ่งต้นอายุหลายร้อยปี ยืนต้นเด่นเป็นสง่าท้าทายแดดลม 
ว่ากันว่าต้นยางต้นนี้เป็นต้นยางที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของเกาะเกร็ดเลยทีเดียว



เรา สองคนเดินเที่ยวชมกลุ่มเจดีย์วัดเสาธงทองอยู่ครู่ใหญแล้วจึงเดินไปยังหน้า วัดเพื่อสักการะรูปปั้นอดีตเจ้าอาวาสวัดเสาธงทอง 2 องค์ นามว่า


ท่าน เจ้าคุณอุดมญาณ (ด๊วด อุตตโม) และพระครูใบฎีกาพร้อม (ผลิโก) ซึ่งตั้งอยู่หลังรูปปั้นสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ภายในวัดเสาธงทอง หยุดพักเหนื่อยในศาลาจนสมควรแก่เวลา จากนั้นจึงออกเดินทางต่อไปตามถนนคอนกรีตท่องเที่ยวรอบเกาะเกร็ดซึ่งขนาดของ ความกว้างของถนนบนเกาะเกร็ดสามารถขี่จักรยานและรถมอเตอร์ไซด์ได้เท่านั้น ส่วนรถยนต์หมดสิทธิ



ตลอด สองข้างทางเรียงรายไปด้วยบ้านเรือนผู้คนชุมชนชาวไทยและชาวมอญริมฟากฝั่งของ แม่น้ำอ้อมเกร็ด ซึ่งตลอดเส้นทางมีร้านจำหน่ายอาหาร เครื่องดื่ม และของที่ระลึกหลากหลายประเภทให้แก่นักท่องเที่ยวอยู่ตลอดสองข้างทาง


เรา สองคนขี่จักรยานท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ จนเข้าเขตพื้นที่สีเขียวของเกาะเกร็ดซึ่งเต็มไปด้วยสวนผลไม้อาทิเช่น เงาะ ทุเรียน มังคุดและลิ้นจี่ ที่มีชื่อเสียงคือลิ้นจี่ศาลากุนซึ่งสร้างเสริมรายได้ให้แก่ชาวบ้านบนเกาะ เกร็ดเป็นจำนวนมากในทุกๆปี



ระหว่าง ทางเราสองคนแวะพักเหนื่อยนั่งรับประทานน้ำแข็งไสใส่น้ำหวานถ้วยละ 10 บาท พร้อมนั่งพูดคุยกับชาวบ้านบนเกาะเกร็ดจึงสมควรแก่เวลาจากนั้นจึงออกเดินทาง ต่อขี่จักรยานไปเรื่อยลงไปทางทิศใต้ของเกาะเกร็ดจนถึงวัดศาลากุล


วัด ศาลากุล เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งในเกาะเกร็ด ตามประวัติเล่าว่า วัดแห่งนี้สร้างโดย เจ้าพระยารัตนาธิเบศร์ (กุน) ตั้งแต่สมัยธนบุรี ในสมัยรัชกาลที่ 5 ยังมีการระบุในโฉนดที่ดินว่า เกาะศาลากุน ตามชื่อ วัดศาลากุน ซึ่งเป็นชื่อดั้งเดิมของวัด สันนิฐานว่าวัดศาลากุลแห่งนี้น่าจะเป็นวัดที่มีความเจริญมาก่อนจึงได้รับการ กล่าวชื่อลงในโฉนดที่ดินที่ทางราชการออกให้ในสมัยนั้น ปัจจุบันวัดศาลากุล เป็นวัดเดียวบนเกาะเกร็ดที่ไม่อยู่ติดแม่น้ำ



มี เรื่องเล่ากันว่าแต่เดิมนั้นวัดศาลากุลนี้ตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำเช่นเดียว กับวัดอื่นๆ บนเกาะเกร็ด ต่อมาแผ่นดินริมแม่น้ำเริ่มงอกออกมาเรื่อยๆจนทำให้วัดศาลากุลไปตั้งอยู่กลาง เกาะเกร็ด โดยสถานที่ต่างๆของวัดถูกสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ทั้งอุโบสถและศาลาแต่ยังคงมีวัตถุโบราณหลงเหลืออยู่บ้างเช่นเครื่องมุก และเครื่องแก้ว เนื่องจากพระอาจารย์สุ่น อดีตเจ้าอาวาสวัดศาลากุล ท่านชอบสะสมเครื่องมุกและเครื่องแก้ว ซึ่งเป็นที่นิยมสะสมกันมากในสมัยนั้น วัดศาลากุลจึงมีโต๊ะหมู่บูชามุกขนาดใหญ่ พร้อมเครื่องแก้วเจียรไนอย่างดี และ หีบศพประดับมุกที่สวยงามมาก สำหรับวัดศาลากุลนี้มีชื่อเสียงในการทำเครื่องรางหนุมานแกะจากไม้รากพุดซ้อน และงาช้างขนาดประมาณ 1 นิ้ว โดยพระอาจารย์สุ่นอดีตเจ้าอาวาส



นักเลง พระมักพูดคล้องจองกันว่า เสือหลวงพ่อปาน หนุมานหลวงพ่อสุ่น ลิงหลวงพ่อดิ่ง สิงห์หลวงพ่อเดิม แสดงว่าหนุมานของท่านเยี่ยมยอดในยุทธจักรวงการเครื่องรางของขลังจริงๆ หนุมานหลวงพ่อสุ่น ถ้าเป็นเนื้อไม้จะมีรอยร้าวและเนื้อไม้จะแห้ง ส่วนหนุมานเนื้องาแกะ เนื้อจะต้องแห้งเก่า แต่แฝงด้วยความฉ่ำ แบบเดียวกับงาแกะหลวงพ่อเดิม


ลักษณะ การแกะ แกะเป็นรูปหนุมานนั่งยองๆ จับเข่า อ้าปากเห็นลิ้นกับฟัน มีทั้งแบบทรงเครื่องหน้าโขน และหน้ากระบี่ไม่ทรงเครื่อง ทั้งนี้แบบทรงเครื่องดูสวยงามและอลังการมากกว่า ปัจจุบันการที่จะหามาบูชาติดตัวคงต้องบอกว่าเหมือนๆ กับเครื่องรางโดยทั่วไปที่ผู้คนนิยม เพราะของดีมีน้อย ส่วนมากที่พบเห็นจะไม่ใช่ของหลวงพ่อสุ่น แต่เป็นของเกจิท่านอื่นทำเลียนแบบออกมา



ใน รูปแบบหนุมานสายหลวงพ่อสุ่นนั้น มีตำรับที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาการสร้างหนุมานจากท่าน เท่าที่ทราบก็มี หลวงพ่อสั้น วัดท่าอิฐ จ.นนทบุรี อาจารย์อ่าง วัดใหญ่สว่างอารมณ์ จ.นนทบุรี ท่านหลังนี้ได้วิชานี้ มาจาก อาจารย์แป๊ะ ซึ่งได้สืบทอดวิชามาจากหลวงพ่อสุ่น วัดศาลากุล



ส่วน ชีวประวัติของหลวงพ่อสุ่น วัศาลากุล นั้นไม่เป็นที่กระจ่างนัก เล่ากันว่าท่านชื่อ สุ่น นามสกุล ปานกล่ำ เป็นชาวปากเกร็ดโดยกำเนิด เกิดเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2435 เมื่อบวชแล้วได้ฉายาว่า จันทโชติ แปลว่า รุ่งเรืองดุจจันทร์เพ็ญ ไม่ปรากฏนามพระอุปัชฌาย์ ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดศาลากุลตั้งแต่บวชจนกระทั่งมรณภาพ อย่างไรก็ตามไม่มีบันทึกว่าท่านได้เรียนอาคมจากพระเกจิอาจารย์ท่านใด แต่ก็มีการสันนิษฐานว่า ท่านอาจจะเรียนมาจาก หลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง เนื่องจากหลวงพ่อสุ่นกับหลวงปู่กลิ่น วัดสะพานสูง ท่านเป็นสหธรรมมิกกัน เล่ากันว่าท่านเคยสนทนากันได้ความว่า "เมื่อร่ำเรียนวิชามาแล้ว ก็ต้องทำของแจกชาวบ้านบ้าง" เมื่อหลวงพ่อสุ่นท่านได้มรณภาพลง หลวงปู่กลิ่น วัดสะพานสูง ท่านยังได้มาเป็นแม่งานจัดการงานศพให้จนแล้วเสร็จ



จากวัด ศาลากุลเราสองคนเดินทางต่อไปยังสวนเกร็ดพุทธจอดรถบริเวณหน้าทางเข้าจากนั้น จึงเดินเท้าเข้าไปท่องเที่ยวภายในสวนเกร็ดพุทธ ซึ่งภายในสวนเกร็ดพุทธถูกจัดให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจและจัด อบรมสัมมนาสถานที่ศึกษาวัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย สถานที่ปฏิบัติธรรมสงบจิตใจ



อีกทั้งที่นี่ยังเป็นแหล่งรวบรวมวัฒนธรรมหลากหลายวิถีชีวิตภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปกรรม จิตรกรรม และหัตถกรรม
อาหารพื้นบ้านและเครื่องดื่มสมุนไพรและชมไม้ดอกนานาพันธุ์และสวนผลไม้บนพื้นที่ 6ไร่



บรรยาย กาศร่มรื่นเงียบสงบเหมาะสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจเป็นอย่างยิ่งการเดินทาง เข้าไปเที่ยวชมภายในสวนเกร็ดพุทธแห่งนี้นักท่องเที่ยวไม่ต้องเสียค่าเข้าชม เพียงแต่บริจาคตามแต่จะศรัทธาเป็นค่าบำรุงสถานที่ เราสองคนใช้เวลาเดินเท้าเที่ยวชมและนั่งพักผ่อนหย่อนใจพร้อมจิบน้ำสมุนไพร แก่กระหาย



จาก นั้นจึงออกเดินทางต่อไปยังท่าเรือป่าฝ้ายซึ่งเป็นอีกท่าเรือหนึ่งที่นักท่อง เที่ยวนิยมเดินทางข้ามาเที่ยวเกาะเกร็ดโดยใช้ท่าเรือแห่งนี้ซึ่งตรงข้ามกับ ท่าเรือป่าฝ้ายเป็นที่ตั้งของวัดกลางเกร็ดโดยมีเส้นทางถนนภูมิเวทซึ่งเป็น ถนนคอนกรีตออกไปยังซอยข้างโรงภาพยนตร์เมเจอร์ซีเนเพล็กซ์บริเวณห้าแยกปาก เกร็ดอีกด้วยซึ่งบริเวณท่าเรือป่าฝ้ายมีบริการรถมอเตอร์ไซด์รับจ้างและรถ จักรยานให้เช่าอีกด้วย


ใกล้ กับท่าเรือป่าฝ้ายกับวัดฉิมพลี เป็นที่ตั้งของวัดป่าเลไลย์หรือที่ชาวบ้านบนเกาะเกร็ดเรียกกันว่าวัดป่าฝ้าย เป็นวัดที่สร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนกลาง สันนิษฐานจากใบเสมาหินชนวนของพระอุโบสถที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในปากเกร็ด


ปัจจุบัน เป็นวัดร้าง และไม่มีผู้ดูแลจึงถูกยุบรวมกับวัดฉิมพลีเนื่องจากมีบริเวณวัดอยู่ใกล้กัน สำหรับพระอุโบสถของวัดป่าเลไลย์มีสภาพชำรุดทรุดโทรมมาก แต่อย่างไรก็ตามพระอุโบสถวัดป่าเลไลย์นี้ก็ยังมีสิ่งที่น่าชมก็คือบานประตู เขียนลายรดน้ำปิดทองภาพเสี้ยวกางที่งดงาม แต่ได้ลบเลือนไปมากแล้ว ส่วนภายในโบสถมีพระประธานสัมฤทธิ์ปางมารวิชัยหน้าตักกว้างสามศอกประดิษฐาน อยู่ในพระอุโบสถ บริเวณด้านหน้าพระอุโบสถมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่โดยมีช้างและลิงหมอบเฝ้า อยู่เบื้องหน้าเป็นที่มาของชื่อวัดป่าเลไลย์



ถัด จากวัดป่าฝ้ายมาเป็นที่ตั้งของวัดฉิมพลีสุทธาวาสอยู่ริมแม่น้ำลัดเกร็ด เยื้องกับท่าเรือวัดกลางเกร็ด สำหรับประวัติความเป็นมาของวัดฉิมพลีสุทธาวาสมีความเป็นมาดังต่อไปนี้


วัด ฉิมพลีสุทธาวาสเป็นวัดที่สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง แต่เดิมชาวบ้านเรียกวัดแห่งนี้ว่า “วัดป่าฝ้าย” ซึ่งสันนิษฐานว่าสมัยนั้นน่าจะมีการปลูกฝ้ายกันมากในบริเวณใกล้วัดแห่งนี้ วัดป่าฝ้ายกลายเป็นวัดร้างเมื่อคราวพม่ามายึดเมืองนนทบุรีและด่านปากเกร็ด เมื่อ พ.ศ. 2308 จนกระทั่งกรุงศรีอยุธยาแตกในปี พ.ศ. 2310 ต่อมาในปี 2317 เมื่อพระเจ้าตากสินได้กอบกู้เอกราชและได้สถาปนากรุงธนบุรีขึ้น ได้กรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ครอบครับชาวมอญที่อพยพหนีพม่ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เกาะเกร็ด และได้มีการบูรณะวัดป่าฝ้ายขึ้น เรียกเป็นภาษามอญว่า “เภียะฝ้าย”



ต่อ มาวัดป่าฝ้ายได้รับการบูรณะอีกครั้งในปี พ.ศ. 2358 สันนิษฐานว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้พระยาวิเชียรวารี เป็นแม่กองบูรณะปฏิสังขรณ์ วัดป่าฝ้าย และพระราชทานนามว่า “วัดฉิมพลี” เนื่องจากพระนามเดิมของรัชกาลที่ 2 คือ เจ้าฟ้าชายฉิม และตราพระราชลัญจกรของพระองค์เป็นรูปครุฑ ซึ่งอาศัยอยู่ที่วิมานฉิมพลี ชื่อเต็มของวัดฉิมพลี คือ “วัดฉิมพลีสุทธาวาส” คำว่า “สุทธาวาส” ที่พ่วงท้ายชื่อวัดฉิมพลีนี้ใกล้เคียงกับชื่อเดิมของวัดสุทัศน์ คือ “วัดมหาสุทธาวาส” ซึ่งเป็นวัดที่รัชกาลที่ 2 ทรงทำนุบำรุง อาณาบริเวณของวัดฉิมพลีในปัจจุบันนั้นกว้างขวางกว่าในอดีตมากเนื่องจากได้ รวมเอาอาณาบริเวณของวัดป่าเลไลย์ ซึ่งเป็นวัดร้างเข้าด้วยกัน



สิ่ง ที่น่าสนใจของวัดฉิมพลีสุทธาวาส นั้นได้แก่พระอุโบสถสมัยอยุธยา เป็นพระอุโบสถขนาดเล็กแต่มีความงดงามเป็น เลิศ อาจกล่าวได้ว่าเป็นพระอุโบสถสมัยอยุธยาที่สวยงามแห่งหนึ่งของประเทศไทย



จาก ความอ่อนช้อยของฐานพระอุโบสถที่มีความโค้งแบบเรือสำเภา และขนาดของตัวพระอุโบสถที่ได้สัดส่วนสมบูรณ์ลงตัว จึงทำให้พระอุโบสถหลังนี้ดูงามยิ่งขึ้น นอกจากนี้ลายหน้าบันจำหลักไม้รูปเทพทรงราชรถอยู่ในรัศมีทรงกลมคล้ายรูปพระ จันทร์ทรงกลดมีลายไม้ดอกล้อมรอบ คันทวยและรวงผึ้งสาหร่ายแกะสลัก ไว้อย่างงดงาม ลายหน้าบันพระอุโบสถวัดฉิมพลีสุทธาวาสนี้เหมือนกับลายหน้าบันพระอุโบสถวัดสุ ทัศน์เทพวรารามมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งลายจำหลักรูปเทพประทับในมณฑปทรงราชรถ มีลายกนกวงกลมล้อมรอบ เพียงแต่ที่หน้าบันวัดฉิมพลีสุทธาวาสมีขนาดเล็กกว่าเท่านั้น เราเดินชมบริเวณรอบพระอุโบสถซึ่งมีพระเจดีย์ เป็นเจดีย์ ย่อมุมสิบสอง และมีเจดีย์องค์เล็ก 4 องค์ล้อมเจดีย์องค์ใหญ่ เจดีย์ทั้งหมดตั้งอยู่บนฐานทักษิณสี่เหลี่ยม องค์ระฆังประประดับด้วยกระจกสีทั้งหมด ซึ่งดูแปลกกว่าเจดีย์ที่วัดอื่น



นอก จากนั้นยังมี ตุ๊กตาหิน(อับเฉา)ที่นำมาจากเมืองจีน ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (สมัยนั้น รัชกาลที่ 3 ครั้งทรงดำรงพระยศพระเจ้าลูกเธอฯ ทรงทำการติดต่อค้าขายกับเมืองจีน จนรัชกาลที่ 2 ทรงเรียกพระเจ้าลูกเธอฯ ว่า “เจ้าสัว”)

หน้าต่อไป