2 วัน 1 คืน ขับรถเที่ยวเมืองประวัติศาสตร์กาญจนบุรี p3

วันที่สองของการเดินทาง
เช้า วันที่สองของเราสองคนในตัวเมืองกาญจนบุรี เราขับรถออกมาหาอาหารเช้ารับประทานกันภายในตัวเมืองกาญจนบุรีหลังจาอาหาร เช้าผ่านพ้นไปแล้วเราสองคนกางแผนที่เมืองกาญจน์ปรึกษาหารือจากนั้นจึงออก เดินทางท่องเที่ยวกันต่อไปที่ไหนดี อุทยานแห่งชาติปราสาทเมืองสิงห์คือจุดหมายปลายทางแห่งแรกของเราในเช้าวันนี้

เรา สองคนขับรถไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 323 เส้นทางสายกาญจนบุรี-ไทรโยค จนกิโลเมตรที่ 15 จะมีทางแยกถนนราดยางเลี้ยวซ้ายไปยังปราสาทเมืองสิงห์ระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร


เรา สองคนเดินทางถึงปราสาทเมืองสิงห์ในตอนสายจึงยังคงมีนักท่องเที่ยวไม่มากนัก จากนั้นจึงจัดการจ่ายค่าธรรมเนียมค่าเข้าชมคนละ 10 บาท ชาวต่างชาติคนละ 40 บาท รถยนต์คันละ 50 บาทเปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00-16.30 น.จากนั้นจึงขับรถเข้าไปจอดยังลานจอดรถของทางอุทยานฯเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงเดินเท้าออกหามุมถ่ายภาพภายในปราสาทเมืองสิงห์กันครับ

สำหรับ ประวัติความเป็นมาของปราสาทเมืองสิงห์ผมจะเล่าให้ท่านผู้อ่านได้ฟังดังนี้ น่ะครับ ปราสาทเมืองสิงห์เป็นโบราณสถานซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกสุดของประเทศไทย ซึ่งได้รับอิทธิพลทางศาสนาและวัฒนธรรมมาจากขอมโบราณเมื่อประมาณพุทธศตวรรษ ที่ 18-19 หรือประมาณ 800 ปีที่ผ่านมาแล้ว ปราสาทเมืองสิงห์ตั้งอยู่บนพื้นที่ราบทางทิศเหนือริมฝั่งของแม่น้ำแควน้อยใน ตำบลไทรโยคจังหวัดกาญจนบุรีโอบล้อมด้วยทิวเขาโดยรอบโดยมีเนื้อที่ประมาณ 645 ไร่ 1งาน 65 ตารางวา สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่ใช้ในการเกษตรกรรมลักษณะเมืองมีแผนผังเป็นรูปสี่ เหลี่ยมผืนผ้ากำแพงเมืองก่อด้วยศิลาแลงทั้ง 4 ด้าน

ส่วน กำแพงชั้นในถมด้วยดินลาดเป็นคันกำแพงเมืองด้านทิศเหนือทิศตะวันออกและทิศ ตะวันตกปรากฎคูน้ำล้อมรอบ7 ชั้น สร้างขึ้นเพื่อระบายน้ำที่หลากลงมาจากภูเขาลงสู่แม่น้ำแควน้อย ส่วนกำแพงทางด้านทิศใต้นั้นคดโค้งไปตามความคดเคี้ยวของแม่น้ำแควน้อยภายใน เมืองมีสระน้ำขนาดใหญ่และเล็กมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมจำนวน 6 สระ

สำหรับ รูปแบบสถาปัตยกรรมและปฎิมากรรมของปราสาทเมืองสิงห์มีลักษณะคล้ายกับปราสาท บายนในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งเมืองพระนคร ซึ่งอยู่ในราวปี พ.ศ.1720-1780 เป็นยุคที่อาณาจักรขอมมีความเจริญถึงขีดสุด โบราณสถานแห่งนี้เป็นโบราณสถานในศาสนาพุทธนิกายมหายานสำหรับศิลปกรรมรูป เคารพที่สำคัญที่สุดได้แก่พระพุทธรูปนาคปรก พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรและนางปรัชญาปารมิตา


ซึ่ง รูปเคารพทั้งสามนี้เรียกรวมกันว่า “รัตนตรัยมหายาน”นอกจากนี้ยังค้นพบรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมีอีก องค์หนึ่งซึ่งมีลักษณะเหมือนกับปราสาทหินบางแห่งในประเทศกัมพูชา

สำหรับ ศิลาจารึกที่พบในปราสาทพระขรรค์เมืองพระนครในประเทศกัมพูชาซึ่ง วีรกุมารพระโอรสของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงจารึกข้อความสรรเสริญพระราชบิดาของพระองค์นั้นได้กล่าวถึงชื่อเมืองต่างๆ จำนวน 23 เมือง ที่พระราชบิดาทรงประดิษฐานพระชัยพุทธมหานาถมีชื่อเมืองหนึ่งคือเมือง “ศรีชยสิหบุรี” ซึ่งนักวิชาการส่วนหนึ่งเชื่อกันว่าคือปราสาทเมืองสิงห์ในปัจจุบัน ส่วนเมืองอื่นๆ ที่มีชื่อปรากฎอยู่ในจารึกรวมทั้งมีหลักฐานจากโบราณสถานร่วมสมัยอันได้แก่ ลโวทยปุระนั้นคือเมืองละโว้หรือลพบุรีมีพระปรางค์สามยอด สุวรรณปุระคือเมืองโบราณทางอำเภอสามชุกจังหวัดสุพรรณบุรี ศรีกัมพุกปัฎฎนะคือเมืองโบราณที่สระโกสินารายณ์อำเภอบ้านโป่งจังหวัด ราชบุรี และ ศรีชยวัชรบุรีคือวัดกำแพงเลงจังหวัดเพชรบุรี


สำหรับ ชื่อของเมืองสิงห์ตามหลักฐานด้านเอกสารที่ถูกค้นพบอยู่ในประเทศไทยพึ่งมี ปรากฏในสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกความว่าทรงตั้งเมืองสิงห์เป็นเมือง หน้าด่านขึ้นอยู่กับเมืองกาญจนบุรีแต่เนื่องจากในขณะนั้นเมืองสิงห์เป็น เมืองที่กันดารมากอีกทั้งยังห่างไกลจากความเจริญเจ้าเมืองสิงห์จึงไปอยู่ยัง ที่บ้านโป่ง โดยการส่งหมวดลาดตระเวณมาตรวจตราแทนเป็นระยะๆ ต่อมามีเหตุการณ์ฉุกเฉินเจ้าเมืองสิงห์จึงเดินทางขึ้นไปดูแลอยู่ระยะหนึ่ง และในสมัยรัชกาลที่ 4ได้ทรงพระราชทานนามเมืองสิงห์ใหม่ว่า “พระสมิงสิงห์บุรินทร์”เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นมณฑลเทศาภิบาลใน สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 จึงได้ทำการยุบเมืองสิงห์มาเป็นตำบลสิงห์ ขึ้นอยู่กับอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรีมาจวบจนปัจจุบันนี้



พระ บาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่5) ได้ทรงเด็จพระราชดำเนินมาตามลำน้ำแควน้อยประพาสตามหมู่น้ำตกไทรโยค และทรงแวะทอดพระเนตรปราสาทเมืองสิงห์เมื่อวันอังคารแรม 11ค่ำ เดือนยี่ ซึ่งตรงกับวันที่ 29 มกราคม พุทธศักราช 2420 เวลา 10.30 ถึง 11.30 นาฬิกา ต่อมากรมศิลปกรได้ประกาศขึ้นทะเบียนปราสาทเมืองสิงห์ให้เป็นโบราณสถานแห่ง ชาติเมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2478 และในปีพ.ศ.2517 กรมศิลปากรได้ดำเนินการขุดแต่งทำการบูรณะปราสาทเมืองสิงห์จนแล้วเสร็จ และทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2530โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ทรงเสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดนี้ด้วยพระองค์เอง


สำหรับ จุดเด่นของโบราณสถานที่เราสองคนอยากจะแนะนำให้ท่านผู้อ่านเข้าไปเที่ยวชมก็ คือบริเวณภายในกำแพงเมืองมีโบราณสถานที่ปรากฎหลักฐานไว้เรียงลำดับการขุด แต่งและบูรณะคือ

โบราณ สถานหมายเลขหนึ่ง เป็นโบราณสถานขนาดใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดสร้างด้วยศิลาแลงฉาบด้วยปูนมีลวดลาย ปูนปั้นประกอบหันหน้าไปทางทิศตะวันออกมีกำแพงแก้วล้อมอยู่โดยรอบทางขึ้นด้าน ทิศตะวันออกอยู่แนวเดียวกับประตูเมืองยกพื้นเป็นชานรูปกากบาทปูด้วยศิลาแลง



ตัว ปราสาทประกอบด้วยระเบียงคต ซุ้มประตู (โคปุระ)ทั้งสี่ทิศมีร่องรอยของการตั้งรูปเคารพอยู่โดยรอบภายในระเบียง คตทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้เป็นโบราณสถานรูปสี่เหลี่ยมพื้นผ้าก่อด้วย ศิลาแลงเจาะช่องหน้าต่างเล็กๆโดยพบจารึกอักษรขอมที่แท่นฐานรูปเคารพหินทราย แห่งหนึ่งความว่า “พรญาไชยกร”

สำหรับ โบราณสถานแห่งที่สองตั้งอยู่ใกล้กับโบราณสถานแห่งที่หนึ่งเยื้องไปทางทิศ ตะวันตกเฉียงเหนือตั้งอยู่บนฐานสูงรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าโบราณสถานแห่งนี้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออกสภาพพังทะลายมากมีปรางค์ประธานตั้งอยู่ตรงกลาง ปราสาทบางส่วนใช้ไม้ประกอบเพราะพบหลุมเสารูปกลมและกระเบื้องดินเผาใช้มุง หลังคา

โบราณสถานแห่งที่ 3 เป็นซากโบราณสถานขนาดเล็กก่อด้วยอิฐและศิลาแลงสภาพชำรุดทรุดโทรมมาก

โบราณ สถานแห่งที่4 เป็นซากโบราณสถานก่อขึ้นด้วยศิลาแลงลักษณะฐานมีรูปทรงเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า แบ่งเป็นห้องๆ สี่คูหา ภายในอัดแน่นด้วยทรายและหินกรวดแม่น้ำพบฐานรูปเคารพหินทรายในโบราณสถานทาง ด้านทิศเหนือโบราณสถานนี้คงจะเกี่ยวข้องกับการทำพิธีกรรมทางศาสนานอกจากนี้ แล้วยังขุดพบหลุมศพมนุษย์ก่อนประวัติศาตร์บริเวณกำแพงเมืองทางด้านทิศใต้ติด กับแม่น้ำแควน้อยพบโครงกระดูกมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาตร์อายุประมาณ 2,000 ปี ฝังรวมไว้กับภาชนะสำริดเครื่องมือเหล็ก ภาชนะดินเผาเครืองประดับจากเปลือกหอยลูกปัดหินลูกปัดแก้วซึ่งแหล่งโบราณคดี ที่เป็นหลุมฝังศพในลักษณะนี้ขุดค้นพบในหลายแห่งริมแม่น้ำแควน้อยในอำ เภอไทรโยคจนถึงอำเภอเมืองซึ่งแสดงถึงกลุ่มคนวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมที่อาศัย อยู่ริมแม่น้ำแควน้อยมาก่อนจะมีการก่อสร้างปราสาทเมืองสิงห์ในราวพุทธศตวรรษ ที่ 18 ซึ่งนอกจากจะขุดค้นพบวัตถุโบราณที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาแล้วยังค้นพบ เศษภาชนะดินเผาเครื่องเคลือบของจีนในสมัยราชวงศ์ซุ่ง (พุทธศตวรรษที่16-19) ภาชนะเครื่องเคลือบขอมแบบหินบดยา ลูกปัด ขวานหิน และหัวคานหามสำริดเป็นต้น

เรา สองคนเดินเที่ยวชมโบราณสถานที่น่าสนใจในปราสาทเมืองสิงห์และก็ทึ่งในความ สามารถและความวิริยะอุตสหะของชาวขอมโบราณที่ก่อสร้างโบราณสถานที่ทำมาจากหิน ได้อย่างยิ่งใหญ่และงดงามยืนหยัดมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ อาณาจักรขอมในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นั้นยิ่งใหญ่เกรียงไกรมากพระองค์ทรงแผ่พระราชอำนาจความเจริญของอาณาจักรขอม โบราณจากตะวันออกสู่ตะวันตกได้อย่างยิ่งใหญ่และเกรียงไกร หลังพระองค์สิ้นพระชนม์ลงอาณาจักรขอมก็เริ่มเสื่อมลงตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้น มา 
เราสองคนเดินทางออกจากปราสาทเมืองสิงห์มุ่งหน้าต่อไปยังพิพิธภัณฑ์ แห่งชาติบ้านเก่าซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านเก่าอำเภอเมืองริมแม่น้ำแควน้อย ห่างจากตัวเมืองระยะทางประมาณ 35 กิโลเมตรห่างจากปราสาทเมืองสิงห์ไม่ไกลเท่าใดนักบนทางหลวงหมายเลข 323 จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 3229 แล้วเลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 3455ไปประมาณ 3 กิโลเมตรจากนั้นเลี้ยวรถเข้าทางวัดท่าโป๊ะระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร

ใน ที่สุดเราก็ขับรถมาถึงพิพิธภัณฑ์สถานบ้านเก่าจากนั้นชำระค่าเข้าชมคนละ 10 บาท ชาวต่างชาติคนละ 30 บาทจากนั้นจึงเดินเท้าเข้าไปชมภายในพิพิธภัณฑ์

สำหรับ พิพิธภัณฑ์สถานบ้านเก่าแห่งนี้เป็นสถานที่ขุดค้นพบหลักฐานทางโบราณคดี เกี่ยวกับมนุษย์ยุคหินสมัยก่อนประวัติศาตร์เป็นแห่งแรกในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2506 สำหรับสิ่งที่ถูกค้นพบได้แก่ โครงกระดูกมนุษย์ยุคหิน ขวานหิน เครื่องประดับ เครื่องปั้นดินเผาและโลงศพที่ทำด้วยไม้

สำหรับ ท้องที่เขตตำบลบ้านเก่านี้ เป็นเส้นทางที่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นพยายามสร้างเส้นทางรถไฟข้ามไปยังประเทศพม่าโดยบริเวณนี้เป็นจุด เชื่อมต่อระหว่างสองประเทศ ทำให้เกิดเหตุบังเอิญที่ทหารเชลยศึกพันธมิตรไปขุดค้นพบวัตถุโบราณเข้าในขณะ สร้างเส้นทางรถไฟสายมรณะ ต่อมาเชลยศึกคนนั้นได้เดินทางกลับสู่ภูมิลำเนาของตนหลังจากสงครามยุติลง



ต่อ มาเชลยศึกนายนั้นได้ไปปรึกษากับนักประวัติศาตร์และนักโบราณคดีในประเทศของตน จากนั้นจึงตัดสินใจเดินทางกลับมายังประเทศไทยอีกครั้งหนึ่งพร้อมนักโบราณคดี และได้ทำเรื่องขออนุญาตจากทางรัฐบาลไทยพร้อมแจ้งให้ทางกรมศิลปากรได้ทราบ เพื่อทำการประสานงานเรื่องการขุดค้นวัตถุโบราณโดยมีการขุดพบข้าวของเครื่อง ใช้ต่างๆ เช่น ขวานหินขัด ภาชนะดินเผา เป็นต้น พร้อมกับการมาแจ้งของชาวบ้านในท้องทถิ่นว่าในระหว่างขุดดินทำไร่ไถนาอยู่ นั้นเผอิญไปขุดเจอวัตถุโบราณอยู่ในบริเวณโดยรอบๆ เพิ่มเติมอีกรวมทั้งโครงกระดูกมนุษย์โบราณยุคก่อนประวัติศาสตร์สมัยเมื่อ 4,000 ปีก่อน ตลอดจนโลงศพ(ไม้)โบราณที่เจอภายในถ้ำซึ่งยังไม่ได้ถูกฝังตั้งอยู่บนพื้นดิน

สมเด็จ พระเจ้าพี่นางเธอฯ เมื่อครั้งยังดำรงพระชนม์ชีพอยู่พร้อมกับสมเด็จพระเทพฯได้ทรงเสด็จพระราช ดำเนินมาเยี่ยมชมยังพิพิธภัณฑ์สถานบ้านเก่าแห่งนี้ด้วยพระองค์เอง สำหรับพิพิธภัณฑ์สถานบ้านเก่าเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 09.00 -16.30 น. ทุกวัน
จากพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติบ้านเก่าเราสองคนขับรถไปตามเส้นทาง หลวงหมายเลข 323 จากนั้นใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 3328 ขับรถข้ามสะพานสมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรที่ท่าน้ำหน้าเมือง

ใน ที่สุดเราก็เดินทางมาถึงสุสานทหารสัมพันธมิตรเขาช่องไก่ที่สร้างขึ้นพร้อม กับสุสานทหารสัมพันธมิตรดอนรักแต่มีขนาดเล็กกว่า ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 2 กิโลเมตร ติดกับแม่น้ำแควน้อย

ใน สมัยสงครามโลกครั้งที่สองสถานที่แห่งนี้เคยใช้เป็นค่ายเชลยศึกสัมพันธมิตร ขนาดใหญ่ปัจจุบันถูกใช้เป็นสุสานฝังศพของเชลยศึกทหารชาวอังกฤษและออสเตรเลีย ประมาณ1,740 หลุมด้วยกัน

โดย ในแต่ละวันจะมีญาติพี่น้องของเชลยศึกทหารชาวอังกฤษและออสเตรเลียที่เสีย ชีวิตในสงครามและนักท่องเที่ยวที่ส่วนใหญ่เป็นชาวอังกฤษและออสเตรเลียเดิน ทางมาเยี่ยมชมพร้อมมอบช่อดอกไม้เพื่อคาราวะศพอยู่เสมอๆบรรยากาศภายในสุสาน สวยงาม เงียบสงบแต่เศร้าสร้อย

เรา สองคนหยุดนิ่งแสดงความไว้อาลัยทหารกล้าที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 2 จากนั้นจึงเดินเท้ามานั่งพักผ่อนหย่อนใจกันที่บริเวณท่าน้ำด้านหลังสุสาน ช่องไก่บรรยากาศร่มรื่นเงียบสงบพร้อมชมความสวยงามและวิถีชีวิตของชาวบ้าน ลุ่มแม่น้ำแควน้อย

จาก สุสานช่องไก่เรสองคนขับรถเดินทางท่องเที่ยวต่อไปยังวัดมังกรทองซึ่งตั้งอยู่ บริเวณเชิงเขาบนฝั่งริมแม่น้ำแม่กลองอยู่ห่างจากตัวเมืองระยะทางประมาณ7 กิโลเมตรวัดมังกรทองสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2447 สำหรับสาเหตุที่ได้ชื่อว่าถ้ำมังกรทองก็เพราะว่ามีถ้ำอยู่บนยอดเขาโดยมีราว บันไดขึ้นสู่ถ้ำสร้างเป็นรูปมังกรขนาดใหญ่สองตัวขนานกันไปจนถึงปากทางเข้า ถ้ำซึ่งมีบันไดทั้งหมด 95 ขั้น


ที่ ตรงปากทางเข้าถ้ำมีรูปสิงโตแกะสลักจากหินขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ดูน่าเกรง ขาม วัดมังกรทองมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในเรื่องเกี่ยวกับการทำ สมาธิลอยตัวในน้ำหรือที่เรียกกันว่าแม่ชีลอยน้ำโดยเสียค่าทำบุญคนละ10 บาท

เป็น ที่นิยมชมชอบของทัวร์ไทยและทัวร์จีนเป็นอันมากยกโขยงเดินทางมาชมแม่ชีลอยน้ำ เป็นประจำทุกวันจนแม่ชีเปื่อยไปหมดทั้งตัวแล้ว ตรงกันข้ามกับนักท่องเที่ยวชมยุโรปที่ไม่ค่อยให้ความสนใจเท่าใดนัก
เรา สองคนขับรถออกจากวัดมังกรทองได้เวลาอาหารกลางวันพอดีเราสองคนมองหาร้านอาหาร ข้างทางที่ขับรถผ่านในที่สุดก็มาสะดุดตาที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือโกติ่ง


ที่ บริวณหน้าร้านเห็นรถเก๋งจอดเรียงรายอยู่เป็นตับคิดในใจว่าคงอร่อยแน่ ถ้าไม่อร่อยคงไม่มีรถเก๋งมาจอดอยู่บริเวณหน้าร้านมากมายขนาดนี้ทั้งๆที่ ดูภายนอกบรรยากาศคล้ายร้านก๋วยเตี๋ยวธรรมดาๆข้างทางทั่วไปไม่มีโลโก้เชลล์ ชวนชิม แม่ช้อยนางรำหรือหมึกแดงใดๆ ทั้งสิ้น



แต่ เมื่อเราสองคนได้ลองชิมโดยเฉพาะก๋วยเตี๋ยวเนื้อเปื่อยดูแล้วก็ต้องยอมรับว่า สุดยอดของก๋วยเตี๋ยวเนื้อเลยจริงๆโดยพาะเนื้อเปื่อยๆสมชื่อจริงๆแถมราคาก็ ถูกแบบไม่น่าเชื่อเพียงชามละ 20 บาทเท่านั้นเอง

เรา สองคนจัดการก๋วยเตี๋ยวเนื้อรสเด็ดของร้านโกติ่งอย่างเมามันในอารมณ์ความ อร่อยคนละ 3-4 ชามจนหายอยาก จากนั้นหันมาสัมภาษณ์โกติ่งเจ้าของร้านเล่าประวัติให้เราสองคนฟังว่าเดิม ที่เป็นคนกรุงเทพฯเกิดแถวๆ รังสิต ดงก๋วยเตี๋ยวเรือจึงมีอาชีพขายก๋วยเตี๋ยวเรือมาตั้งแต่ยังหนุ่ม พอแต่งงานจึงได้ย้ายภูมิลำเนามาอยู่ที่อำเภอท่าม่วงจังหวัดกาญจนบุรี แต่ยังคงยึดอาชีพเดิมคือขายก๋วยเตี๋ยวเรือซึ่งก็ได้รับความนิยมจากผู้ที่ เดินทางผ่านไปผ่านมาบนถนนสายนี้อยู่เป็นประจำ

สำ หรับร้านก่วยเตี๋ยวเรือโกติ่งตั้งอยู่บนถนนสายอำเภอท่าม่วง-กาญจนบุรี ก่อนถึงตัวเมืองกาญจนบุรีประมาณ 10 กิโลเมตรให้สังเกตุสามแยกพาราไดซ์ขับรถเลยมาประมาณ 500 เมตร ก่อนเข้าสู่ตัวเมืองกาญจนบุรีให้สังเกตุทางด้านขวามือจะมีร้านก๋วยเตี๋ยว เรือโกติ่งตั้งอยู่ริมถนนข้างร้านจะมีรถเก๋งจอดอยู่เยอะๆ ร้านมีลักษณะธรรมดาๆ แต่เรื่องรสชาติแล้วไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ถ้าไม่เชื่อเราสองคนขอเอาเมียเป็นประกัน..เอ๊ยไม่ใช่...เอาคอเป็นประกัน

ท่าน ผู้อ่านท่านใดที่ขับรถมาท่องเที่ยวยังจังหวัดกาญจนบุรีแล้วผ่านอำ เภอท่าม่วงมาเล็กน้อยก็ลองแวะเวียนมาลองลิ้มชิมก๋วยเตี๋ยวเรือโกติ่งกันน่ะ ครับรับรองไม่ผิคหวังแน่นอนร้านโกติ่งเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น.ไม่มีวันหยุด
หลังจากอิ่มอร่อยกับก๋วยเตี๋ยวเรือโกติ่ง เป็นที่เรียบ ร้อยแล้วเราสองคนขับรถต่อไปยังพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชซึ่ง ตั้งอยู่ที่บ้านดอนเจดีย์ตำบลดอนเจดีย์อำเภอพนมทวนจังหวัดกาญจนบุรี เราสองคนขับรถไปตามทางหลวงหมาย 323 จนถึงบริเวณสี่แยกท่าม่วงจากนั้นเลี้ยวขวามือไปอีก 2 กิโลเมตรจะมีป้ายบอกทางไปดอนเจดีย์อีก 11 กิโลเมตร หรือถ้าเดินทางมาจากตัวเมืองกาญจนบุรีให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 324 อู่ทอง-สุพรรณบุรีระยะประมาณ 15 กิโลเมตรจะมีป้ายบอกทางเข้าสู่พระบรมราชานุสาวรีย์ฯ จากนั้นให้เลี้ยวซ้ายเข้าไปอีก 2 กิโลเมตร

เรา สองคนก็เดินทางมาถึงประตูทางเข้าพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งถูกออกแบบมาให้คล้ายกับประตูเมืองโบราณจากนั้นขับรถต่อไปอีก 2-3 กิโลเมตรก็จะแลเห็นพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชประทับอยู่บน พระคชาธารในลักษณะทรงออกศึกตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนลานกว้างเบื้องหน้าและ บริเวณใกล้กันนั้นเป็นที่ตั้งขององค์เจดีย์ยุทธหัตถี

เรา สองคนจอดรถบริเวณลานจอดรถจากนั้นจึงเดินมายังศาลาพักร้อนจัดการซื้อดอกไม้ ธูปเทียนจากนั้นจึงทำการสักการะบูชาพระบรมราชานุสาวรีย์ของสมเด็จพระนเรศวร มหาราช

จาก นั้นจึงเดินทางมายังเจดีย์ยุทธหัตถีซึ่งใกล้กับเจดีย์ยุทธหัตถีเป็นที่ตั้ง ของศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงประทับอยู่ในท่ายืนทางด้านซ้ายมือมีหัวกระ โหลกและกระดูกช้างที่ขุดค้นพบได้บริเวณนี้นับเป็นร้อยๆ เชือก พร้อมศาสตราวุธในการทำศึกสงครามอีกมากมาย

จาก หลักฐานที่ขุดค้นพบในบริเวณนี้ทำให้เชื่อกันว่าสถานที่แห่งนี้เคยเป็นสนามรบ ในการทำยุทธหัตถีสมัยกรุงศรีอยุธยาส่วนบริเวณด้านหน้าของศาลสมเด็จพระนเรศวร มีรูปปั้นไก่ชนหลายขนาดสีสันสวยงามตั้งเรียงรายอยู่เป็นจำนวนมาก

เรา สองคนลองสอบถามชาวบ้านแถวนั้นจึงได้ทราบว่าเป็นไก่ชนที่ชาวบ้านแถวนั้นและ ประชาชนทั่วไปนำมาถวายเพราะตามประวัติศาตร์องค์สมเด็จพระนเรศวรทรงโปรดไก่ชน เป็นอันมาก ซึ่งตลอดทั้งวันจะแลเห็นชาวบ้านและประชาชนทั่วไปเดินทางมากราบสักการะบูชา กันอย่างคับคั่ง

สำหรับ พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2542 ซึ่งเป็นปีที่ครบรอบ 400 ปี แห่งชัยชนะที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงมีต่อเมืองหงสาวดีซึ่งทางจังหวัด กาญจนบุรีและประชาชนผู้มีจิตศรัทธาทั่วประเทศได้บริจาคทุนทรัพย์ในการก่อ สร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานให้ปวงชนชาวไทยได้ถวายสักการะบูชาระลึกถึงพระมหา กรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถในการทำยุทธหัตถีมีชัยชนะเหนือพระมหา อุปราชาของพม่า สามารถปกป้องและรักษาเอกราชของชาติไทยไว้ได้จนตราบเท่าทุกวันนี้


ใน ยามเย็นแดดร่มลมตกบริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์แห่งจะคับคั่งไปด้วยผู้คน เดินทางออกกำลังและพัผ่อนหย่อนใจนั่งรับประทานอาหารกันอย่างคับคั่งโดยมีรถ ข็นของชาวบ้านจำหน่ายอาหารตามสั่งในราคาย่อมเยาอีกด้วย


เรา ทั้งสองเดินถ่ายรูปและนั่งพักผ่อนหย่อนใจจนสมควรแก่เวลาจากนั้นจึงออกเดิน ทางต่อมายังที่บ้านหนองขาวโดยใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 324 (กาญจนบุรี-สุพรรณบุรี)ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรีระยะทาง 12 กิโลเมตร เราสองคนใช้เวลาไม่นานนักก็เดินทางมาถึงวัดอินทรารามหรือวัดหนองขาว



จาก นั้นทำการกราบนมัสการขอพรจากพระป่าเลไลย์และหลวงพ่อขาวพระพุทธรูปศักดิ์ ประจำหมู่บ้านหนองขาว หลังจากนั้นจึงขึ้นรถอีแต๊กเที่ยวชมภายในหมู่บ้าน

สำหรับ นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเป็นหมู่คณะชาวบ้านหนองขาวได้จัดเตรียมรถอีแต๊กไถ นาให้นักท่องเที่ยวได้เที่ยวชมวิถีชีวิตของชาวบ้านหนองขาวที่ยังคงดำรงวิถี ชีวิต ตลอดจนรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีแบบโบราณไว้อย่างเหนียวแน่น

รถ อีแต๊กพาเราสองคนขับไปตามถนนหนทางอันสะอาดสะอ้าน บริเวณหน้าบ้านของแต่ละบ้านจะนิยมปลูกไม้ดอกออกดอกบานสะพรั่งสีสันสวยงามยาม ที่ได้มีโอกาสเดินทางมาเยี่ยมชมโดยเฉพาะต้นโป๊ยเซียนต้นไม้มงคลที่ชาวบ้าน หนองขาวนิยมปลูกกันทุกครัวเรือน


รถ อีแต๊กขับผ่านไปที่ไหนคุณลุงคนขับซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งคนขับและไกด์ท้อง ถิ่นก็จะอธิบายประวัติความเป็นมาให้เราทราบ เจ้ารถอีแต๊กพาเราสองคนผ่านพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นซึ่งภายในพิพิธภัณฑ์เป็น แหล่งรวบรวมเครื่องมือเครื่องใช้แบบโบราณในการทำการเกษตรกรรมพื้นบ้านตลอดจน ข้าวของเครื่องใช้ในอดีตที่หาดูได้ยาก



รถ อีแต๊กพาเราสองคนเดินทางผ่านศาลเจ้าพ่อแม่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ปะจำหมู่บ้านที่ เคารพนับถือของชาวบ้านหนองขาวตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน กิจกรรมนั่งรถอีแต๊กชมวิถีชีวิตของชาวบ้านหนองขาวนี้เป็นที่นิยมชมชอบของนัก ท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาจากประเทศแถบทางยุโรปเป็นอันมากนักท่อง เที่ยวบางคนถึงกับขอนอนพักค้างแรมแบบโฮมสเตย์ร่วมใช้ชีวิตทำกิจกรรมทำไร่ทำ นากับชาวบ้านหนองขาวเป็นอาทิตย์ๆสาเหตุเพราะประทับใจในชีวิตความเป็นอยู่แบบ ไทยๆของชาวบ้านหนองขาวที่หาดูได้ยากแล้วในบ้านเมืองตัวเอง


รถ อีแต๊กพาเราสองคนขับผ่านบ้านของคุณพ่อล้น พัฒนมาศเป็นบ้านที่เก็บรักษาหม้อยายสิ่งศักดิ์ที่คุ้มครองเรือนเป็นความ เชื่อของชาวบ้านหนองขาวที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษว่าหม้อยายจะ ช่วยปกป้องลูกหลานชาวบ้านหนองขาวให้รอดพ้นจากภัยอันตรายใดๆ ทั้งปวงเมื่อเดินทางจากบ้านจากเมืองไปยังสถานที่ไกลๆ และในที่สุดเจ้ารถอีแต๊กก็พาเราเดินทางมาถึงยังแหล่งผลิตผ้าทอกี่กระตุกใน หมู่บ้านหนองขาว


สำหรับ หมู่บ้านหนองขาวแห่งนี้มีชื่อเสียงในการทอผ้าว่าเป็นแหล่งผลิตผ้าทอกี่ กระตุกคุณภาพสูงโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ “ผ้าขาวม้าร้อยสี” เราสองคนเดินเที่ยวชมวิถีชีวิตภายในหมู่บ้านหนองขาวซึ่งได้รับการต้อนรับ จากชาวบ้านหนองขาวด้วยอัทธยาศัยไมตรีอันดียิ่งพร้อมชมการทอผ้ากี่กระตุก คุณภาพสูงจากคุณยายผู้น่ารักที่ยึดอาชีพการทอผ้ามาตั้งแต่สาวมากจนปัจจุบัน ความสาวเหลือน้อยลงทุกทีแล้ว

ส่วน คุณยายก็ให้การต้อนรับเราสองคนด้วยรอยยิ้มอันสดใสแม้ฟันฟางในปากของคุณยายจะ หร่อยหลอลงไปตามกาลเวลาที่ผ่านมา 80 ฤดูฝนแล้วคุณยายเรียกเราทั้งสองคนเข้าไปกินน้ำกินท่าในใต้ถุนบ้านที่ยกสูง ตามสไตล์ของบ้านไทยในสมัยโบราณ พร้อมสาธิตการทอผ้าแบบกี่กระตุกให้เราสองคนได้ชมอย่างเชี่ยวชาญ


ก่อน ลาจากคุณยายเราสองคนช่วยกันอุดหนุนผ้าขาวม้ากันคนละผืนๆ ละ 80 บาทเป็นผ้าขาวม้าร้อยสีแบบทอมือที่หาซื้อได้ยากแล้วเพราะในปัจจุบันผ้าขาว ม้าจะทอโดยใช้เครื่องจักรเสียเป็นส่วนใหญ่
ปัจจุบันชาวบ้านหนองขาวส่วน ใหญ่ยังคงดำเนินชีวิตอยู่อย่างเรียบง่ายในสังคมเกษตรกรรมสภาพบ้านเรือนไทย ในสมัยก่อนยังมีให้เห็นอยู่ทั่วไปวิถีชีวิตและขนบธรรมเนียมประเพณีโบราณยัง ได้รับการสืบทอดกันมายาวนานสู่รุ่นลูกหลานซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถพบเห็นได้ ทั่วไปในปัจจุบัน เช่น การตำข้าว การทำขนมแบบโบราณ เช่น ขนมตาล ขนมใส่ไส้ การทำน้ำตาลปึกการเคี่ยวน้ำตาลโดยใช้เตาฟืนการปีนเก็บตาล การทำนา ประเพณีการโกนจุกการร้องเพลงเหย่ย เพลงพวงมาลัยเป็นต้น ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางเข้ามาเที่ยวชมวิถีชีวิตของชาวบ้านในหมู่ บ้านหนองขาวได้

และ ถ้าหากมีความประสงค์ที่ต้องการเข้าชมเป็นหมู่คณะสามารถติดต่อได้ที่สำนักงาน การท่องเที่ยวภาคกลาง เขต 1 เพื่อจัดเตรียมการแสดงวัฒนธรรมบันเทิงเรื่อง “ไอ้บุญทองแห่งบ้านหนองขาว” ซึ่งรวบรวมวิถีชีวิตประเพณีท้องถิ่นของชาวบ้านหนองขาวเอาไว้ครบครัน

พร้อม รับประทานอาหารเย็นแบบพื้นบ้านจากฝีมือของชาวบ้านหนองขาวสนใจสามารถติดต่อขอ ทราบรายละเอียดได้ที่วัดอินทราราม (วัดหนองขาว)โทรศัพท์ 034 58 6003 นอกจากนี้บ้านหนองขาวยังจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเกษตรในรูปแบบของเพ็คเกจ ทัวร์สำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

ชม และศึกษาวิถีชีวิตชาวบ้านซึ่งประกอบด้วยการสาธิตการทำนา การทำขวัญข้าว การปีนเก็บลูกตาล การทำน้ำตาลสด การบรรยายเกี่ยวกับบ้านเรือนไทย เครื่องมือจักรสาน เครื่องมือหาปลา สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ บริษัท อาร์ เอส พี จัมโบ้ ทราเวิล โทรศัพท์ 034 51 4906, 034 512 280
จากนั้นเราสองคนจึง เดินทางด้วยรถอีแต๊กไปชมการทำขวัญข้าวของชาวบ้านหนองขาวเป็นการขอบคุณแม่พระ โพสพหลังเทศกาลออกพรรษา มีเทศน์มหาชาติแล้ว น้ำเจิ่งท้องทุ่ง ข้าวออกรวงอ่อน ลำต้นป่องกลาง เรียกว่า ข้าวกลัดหางปลาทู อุปมาเหมือนผู้หญิงตั้งท้องอ่อนๆ อยู่ในช่วงแพ้ท้อง


ชาว บ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นหญิงจะพายเรือไปรับขวัญข้าว หรือไปเยี่ยมแม่โพสพ เมื่อถึงกอข้าวที่ขึ้นงามที่สุดก็จะปักหลัก 1 หลัก นำชะลอมบรรจุหมาก พลูจีบ สีผึ้งป้ายใส่ใบตอง กระจก หวี แป้ง น้ำอบ กล้วย ส้ม อ้อยควั่น ให้แม่โพสพ โดยหวีใบข้าว พรมน้ำอบ พูดด้วยถ้อยคำไพเราะดังนี้


“…แม่ โพสี แม่โพสพ แม่นพดารา ไปอยู่ที่ต้นไร่ปลายนา ขอเชิญแม่มารับอ้อยกับส้ม ผูกชะลอมไว้กับหลัก ใช้ด้ายสามสี แดง ขาว เหลืองผูกคอชะลอม ที่ยอดหลักปักเฉลวสานจากไม้ไผ่มีธงชายสามสีที่ได้มาจากงานมหาชาติผูกติดเป็น เครื่องป้องกันอันตรายที่จะมาทำลายต้นข้าว การเอาอกเอาใจข้าวเปรียบเหมือนการเอาใจผู้หญิงท้อง หาของแต่งตัว ของเปรี้ยวๆ มาให้...”

หลัง จากฤดูออกพรรษา ชาวนาก็จะฤดูแห่งการเก็บเกี่ยวข้าวและหลังจากการเกี่ยวข้าวเรียบร้อยแล้ว ชาวนามักจะมี “พิธีการทำขวัญข้าว” ซึ่งถือว่าเป็นประเพณีในการระลึกถึงคุณของแม่พระโพสพด้วย โดยการนำข้าวไปกองที่ลานเพื่อนวดข้าวแล้วจะมีพิธีเชิญขวัญข้าวสู่ลาน เอาซังต้นข้าวผูกเป็นหุ่นแม่โพสพและทำพิธีเซ่นสังเวยเพื่อขอความอุดมสมบูรณ์ จงมีต่อผลผลิตตลอดไป


พิธีกรรม การทำขวัญข้าวนี้ นับเป็นประเพณีไทยโบราณของคนในสังคมเกษตรกรรมที่แสดงออกถึงความอ่อนโยน ความเคารพ ความกตัญญูรู้คุณต่อผู้มีพระคุณ ด้วยการไหว้แม่พระโพสพ นอกจากนี้ประเพณีการทำขวัญข้าวยังสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของคนไทยในเชิง จิตวิทยาสังคมได้ว่า …ตราบใดก็ตามที่มนุษย์ยังต้องพึ่งพาธรรมชาติ และรู้ว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ก็ควรอ่อนน้อมให้กับธรรมชาติและเอาใจใส่กับทุกสิ่งที่อยู่รอบข้าง เพราะทุกสิ่งในโลกย่อมต้องพึ่งพิงอาศัยซึ่งกันและกัน… อีกทั้งยังให้ข้อคิดสำหรับการดำรงตนให้อยู่อย่างมีความสุขในชีวิตได้เป็น อย่างดี เพราะทุกท่านล้วนอยู่ในฐานะที่เป็นสมาชิกคนหนึ่งของสังคม ยังต้องมีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันตลอดเวลา จึงควรรู้จัก การอ่อนน้อมถ่อมตน รู้จักการให้ ไม่ยิ่งทะนงยโสโอหังต่อผู้อื่น หรือหลงตนเองว่าเหนือกว่าเก่งกว่าผู้อื่น เพราะความคิดเช่นนี้จักนำพาความพินาศล้มเหลวมาสู่ตนเอง


หลัง จากชมการทำขวัญข้าวเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นเราสองคนจึงมาชมการเก็บผลตาล ซึ่งเป็นอาชีพหนึ่งในหลายๆอาชีพของชาวบ้านหนองขาวพร้อมกับชิมรสชาติตาลอัน หวานช่ำชื่นใจแกมด้วยขนมตาลที่ทำมาจากลูกตาลสดแท้ๆ ภายใต้ต้นตาลอันร่มรื่นกลางทุ่งนาในยามเย็นของหมู่บ้านหนองขาวพรอมพักผ่อน หย่อนใจนั่งคุยกับชาวบ้านหนองขาวอย่างเป็นกันเองจวนเจียนดวงอาทิตย์จะลาลับ ขอบฟ้าได้เวลาเดินทางกลับกรุงเทพฯกันแล้ว ก่อนที่เราสองคนจะขับรถเดินทางกลับกรุงเทพฯเราแวะซื้อของฝากคนทางบ้านอาทิ เช่นวุ้นเส้นท่าเรือ ทองม้วนสดและที่จะขาดเสียไม่ได้ก็คือลูกตาลสดและน้ำตาลสดของฝากจากบ้านหนอง ขาว

จาก นั้นจึงเดินทางกลับกรุงเทพฯเพื่อพักผ่อนเก็บเรี่ยวแรงเอาไว้ต่อสู้กับสังคม วุ่นวายในกรุงเทพต่อไปในวันรุ่งขึ้น แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้าครับ.

สถานที่ท่องเที่ยว อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี

หน้าต่อไป