วันที่สองของการเดินทาง

06.00น.เช้าวันที่สองผมเฝ้ามองดูดวงอาทิตย์ขึ้นที่ชายหาดชะอำ



บริเวณด้านหน้าของโรงแรมUnico grand Sandara @ Cha am beachดวงอาทิตย์ขึ้นพ้นจากขอบฟ้าเป็นภาพที่สวยงามมากครับท่านผู้อ่าน



จากนั้นจึงเดินมารับประทานอาหารเช้ากันที่บริเวณห้องอาหารของโรงแรมที่อยู่ติดกับถนนเลียบชายหาดชะอำหลังจากรับประทานอาหารเช้าเป็นที่เรียบร้อยแล้วระหว่างที่รอเวลาคณะของเราออกเดินทางผมถือโอกาศลงมาเดินเล่นริมชายหาดชะอำในยามเช้าบรรยากาศช่างปลอดจากผู้คนดีแท้ๆ



09.00น. จากนั้นคณะของเราพากันออกเดินทางจากโรงแรมUnico grand Sandara @ Cha am beachเดินทางต่อมายังSwiss Sheep Farm ตั้งอยู่ริมถนนเพชรเกษมก่อนจะเลี้ยวเข้าตัวเมืองสู่
ตัวเมืองชะอำครับดูตามแผนที่



Swiss Sheep Farmเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ในอ.ชะอำจังหวัดเพชรบุรีครับ



ภายใน Swiss Sheep Farm ผมและคณะนักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับบรรยากาศฟาร์มแบบสวิสท่ามกลางหุบเขาเร้นรัก(ว่าไปนั้น) ที่จะโอบล้อมคุณด้วยไออุ่นสไตล์ยูโรคันทรี่ฟาร์ม ที่จะพาคุณเดินทางข้ามกาลเวลากลับไปสู่ความฝันอีกครั้งหนึ่ง ที่ๆนักท่องเที่ยวจะเพลิดเพลินไปกับการขี่ม้าชมวิว เลี้ยงแกะ



ท่ามกลางต้นตาลที่ยืนตระหง่านท้าทายแดดลมในทุ่งหญ้ากว้างไกลสุดสายตาของจังหวัดเพชรบุรีนักท่องเที่ยวจะได้สนุกเต็มอิ่มกับกิจกรรมพิสูจน์รักแท้ที่สนุกสนานและสุดแสนโรแมนติก พร้อมทั้งคล้องกุญแจแห่งรัก ที่ได้กล่าวขานสืบต่อกันมาว่า คู่รักคู่ใดที่ได้มาคล้องกุญแจแห่งรักร่วมกัน จะสามารถครองความรักกันชั่วนิรันดร์ดรผมไม่ได้แต่งขึ้นมาเองน่ะครับไกด์Swiss Sheep Farmเขาว่ามาอย่างนั้นครับ อะไรมันจะโรแมนติกขนาดนั้นครับท่านผู้อ่าน



ภายใน Swiss Sheep Farm ยังมีกิจกรรมหลากหลายทั้งให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมสนุกกันอาทิเช่นกิจกรรมขี่ม้า,ให้อาหารแกะ (ค่าบัตรสามารถนำมาแลกหญ้าสำหรับเลี้ยงแกะได้หนึ่งกำ) ภายในSwiss Sheep Farm มีมุมให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปสวยๆ เหมาะกับการมาท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจในวันหยุดและนักท่องเที่ยวบางคนที่คิดว่าชาตินี้คงไม่มีโอกาสได้ไปเที่ยวสวิสแล้วมาถ่ายรูปที่มุมสวยๆภายในSwiss Sheep Farm ก็เหมือนกับได้ไปเที่ยวสวิสเหมือนกับครับจะแตกต่างกันก็แต่เพียงอากาศเท่านั้นเองล่ะครับเพราะว่าเมืองไทยอากาศร้อนตับแทบแตกเลย



นอกจากนี้ภายในSwiss Sheep Farm ยังมีซุ้มกิจกรรมบรรยากาศ แบบงานวัดฝรั่งอีกด้วยครับเช่น ยิงปืน, ปาลูกดอก, ยิงธนู,ขี่วัวหุ่นยนต์พยศแต่ไม่มีสาวน้อยตกน้ำในราคา เกมส์ละ 40บาทเท่านั้นครับ



และก่อนที่จะลาจากSwiss Sheep Farm ตรงบริเวณประตูทางออกมีร้านจำหน่ายของที่ระลึกหลอกเด็ก เอ๊ะ!ไม่ใช่ครับ เช่นตุ๊กตาแกะ หลากหลายรูปแบบ เสื้อยืดที่ระลึก หลากหลายสไตล์และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับแกะอีกมากมายหลากหลายชนิดครับยกเว้นยังไม่มีสเต็กเนื้อแกะครับ



มีก็แต่ร้านกาแฟเล็กๆภายในตกแต่งน่ารักบรรยากาศคลาสสิคแบบยุโรปชนบทเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้นั่งจิบกาแฟพร้อมพักผ่อนหย่อนใจไปด้วยครับ



สถานที่ตั้ง: Swiss Sheep Farm  ตั้งอยู่ติดถนนเพชรเกษม ก่อนถึงทางเลี้ยวเข้าชะอำ จังหวัดเพชรบุรี (ตรงข้ามกับ Santorini Park) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ 032-772494 - 5 www. swisssheepfarm.com
สำหรับค่าผ่านประตู
-    ผู้ใหญ่ 50 บาท 
-    เด็ก 30 บาท 
(บัตรผ่านประตูสามารถนำมาแลกหญ้าได้) 
เวลาเปิด – ปิดจันทร์ - ศุกร์ : 10.00 - 19.00 น,เสาร์ - อาทิตย์ : 09.00  - 19.00 น.
จากSwiss Sheep Farmคณะของเราเดินทางต่อมายังSantorini Park โดยใช้เส้นทางเพชรเกษมมุ่งหน้ามาทางชะอำ – หัวหิน


ผมขับรถมาเรื่อยๆ จนเจอ Premium Outlet ชะอำ อยู่ทางขวามือ จากนั้นให้มองทางขวาจะเห็นชิงช้าสวรรค์ของ Santorini Park ทำการกลับรถ แล้วเลี้ยวเข้าซอยด้านข้าง Santorini Park ภายในมีที่จอดรถได้ 1,500 คันครับ



จอดรถเสร็จผมและคณะนักท่องเที่ยวต่างก็เดินเข้าประตูทางด้านหน้า



ถ้ามาเที่ยววันจันทร์ – พฤหัสบดี จะไม่เสียค่าผ่านประตูครับแต่ถ้ามาวันศุกร์ – อาทิตย์, วันหยุดนักขัตฤกษ์ จะต้องเสียค่าผ่านประตู 50 บาท (ค่าเครื่องเล่นเสียต่างหาก)


ซื้อตั๋วได้ที่ด้านหน้าทางเข้าได้เลยครับ



ทางเข้า Santorini Park



เดินเข้าไปด้านใน Santorini Park ก็จะเจอกับอาคาร ร้านค้าโทนสีฟ้าขาว สำหรับที่มาของคำว่า Santoriniมาจากสถาปัตยกรรมฟ้าขาวจากเกาะซานโตรินี ประเทศกรีซ



Santorini Park เป็นสวนสนุกและแหล่งชอปปิ้งบนพื้นที่ 60 ไร่ ภายใต้สโลแกน “Amused Shopping Experience” หรือ สีสันใหม่แห่งประสบการณ์ความสนุก ท่ามกลางกลิ่นอายของสถาปัตยกรรมฟ้าขาวจากเกาะซานโตรินี ประเทศกรีซ โดนส่วนตัวแล้วผมว่าคอนเซปคล้ายกับ Palioเขาใหญ่ หรือ The circle ราชพฤกษ์ เป็นสถานที่ชอปปิ้งตกแต่งสวยๆ ให้คนมาเดินเล่นช้อบปิ้งกันเหมือนกับเดินช้อบปิ้งห้างสรรพสินค้ากลางแจ้งแต่จัดร้านค้าต่างๆไว้อย่างสวยงามภายในติดแอร์คอนดิชั่นทุกร้านครับเช่นร้านจำหน่ายเครื่องกีฬาAdidas,Nikeฯลฯ



ท่านผู้อ่านคงสงสัยว่า Santorini Park ใครเป็นเจ้าของ ผมได้หาข้อมูลมาให้หายสงสัยด้วยครับ เจ้าของSantorini Park ก็คือ “พีน่า กรุ๊ป” ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจด้าน Retail และ Outlet Mall อย่างเช่น Premium Outlet Cha-Am ก็เป็นส่วนหนึ่งของพีน่า กรุ๊ป ส่วนผู้บริหารของ Santorini Park คือคุณนัสวีร์ ตันติจิรสกุลภายใน Santorini Park จะแบ่งเป็น 5 โซน ดังนี้ครับ
-    โซนพาร์ค (Park) โซนเครื่องเล่นนานาชนิด เช่น Ferris Wheel ชิงช้าสวรรค์, Merry Go Round หรือ ม้าหมุน 2 ชั้น, G-Max Reverse Bungyแคปซูลดีดขึ้นฟ้า และ G-Max Giant Swing ฯลฯ มูลค่าของเครื่องเล่นในนี้รวมแล้วกว่า 100 ล้านบาท
-    โซนวิลเลจ (Village) เป็นแหล่งชอปปิ้ง สินค้าแบรนด์เนม และสินค้าที่แต่ละร้านออกแบบทำขึ้นเอง มีร้านค้ามากกว่า 140 ร้านให้เลือกซื้อ
-    -โซนเรสต์ แอเรีย (Rest Area) โซนร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านขายของฝาก มากกว่า 10 ร้าน รองรับผู้ที่จะเดินทางด้วยถนนเพชรเกษม ไม่ว่าจะเข้ากรุงเทพฯ หรือมุ่งหน้าสู่ภาคใต้
-    โซนอีเวนท์ (Event) เป็นพื้นที่สำหรับจัดกิจกรรม การแสดง โชว์ คอนเสิร์ต กิจกรรมต่างๆ ในโซนนี้จะสลับ สับเปลี่ยนหมุนเวียนให้ชมกันทั้งปี สามารถรองรับผู้ชมได้ถึง 2,000 ที่นั่ง หรือ 5,000 คน (รวมยืน)
-    โซนวีคเอนด์ อาร์ต มาร์เก็ต (Weekend Art Market) ตลาดนัดวันหยุด สำหรับผู้ที่ชื่นชอบงานศิลปะและสินค้าแฮนด์เมด

สินค้า Brandnameใน Santorini Park



ร้านรองเท้า crocs



หนึ่งในไฮไลต์ของ Santorini Park ต้องยกให้ ม้าหมุน 2 ชั้น (Merry Go Round) ตัวนี้ครับ เป็นม้าหมุนที่นำเข้าจากประเทศอิตาลี ตกแต่งแบบคลาสสิค ในขณะที่หมุนจะมีเสียงดนตรีคลาสสิค ให้บรรยากาศเหมือนสวนสนุกในเมืองนอก



ค่าบัตรเล่นม้าหมุนอยู่ที่คนละ 120 บาท หมุนประมาณ 5 นาทีเด็กสูงไม่เกิน 100 ซ.ม. ผู้ปกครองขึ้นไปดูแลได้ครับ ไม่เสียเพิ่ม
สำหรับราคาเครื่องเล่นใน Santorini Park มีราคาดังนี้ครับ
1. Double Deck Carousel (ม้าหมุน) 120 บาท
2. Water Ball 120 บาท
3. Ferris Whell (ชิงช้าสวรรค์) 120 บาท
4. 4D (ภาพยนต์ 4 มิติ) 120 บาท
5. XD Rider (ภาพยนต์ 7 มิติ) 240 บาท
6. Giant Swing 480 บาท
7. Reverse Bungy 480 บาท
ที่ฝาผนังมีมุมสวยๆ ให้ถ่ายรูปอยู่หลายมุม เช่นมุมนี้ทำเป็นร่มติดกับฝาผนัง มีคนมารอถ่ายรูปเยอะมาก


บริเวณพื้นที่เห็นเป็นวงคล้ายพื้นหิน จริงๆ แล้วเป็นพื้นปูน แต่เอาสีขาวมาทาให้เป็นขอบ ในระยะยาวไม่แน่ใจว่าจะลอกหรือเปล่า ที่ขั้นบันไดจะมีป้ายเตือนพื้นต่างระดับสีเหลือง ขนาดว่าป้ายเล็กๆ ยังทำได้น่ารักเลยครับ
ร้าน G7SHOP



ร้านอาหาร แฮมเบอร์เกอร์ ฮอทดอก



ชิงช้าสวรรค์ (Ferris Wheel) หนึ่งในไฮไลต์ของ Santorini Park อีกเช่นเดียวกัน เป็นชิงช้าสวรรค์สูง 40 เมตร นำเข้าจากประเทศอิตาลี ค่าเครื่องเล่นคนละ 120 บาท ชิงช้าหมุน 3 รอบ เมื่อขึ้นไปอยู่ด้านบนจะได้เห็นวิวสวนสนุก Santoriniทุกโซน



ที่ด้านล่างของชิงช้าสวรรค์สีเหลือง/เขียว, ฟ้า ที่ดูคล้ายๆ อุโมงเป็นสไลเดอร์ให้เด็กลื่นลงมาครับ



รูปปั้นผู้หญิงผู้ชาย 2 คนกอดคอกระซิบรักหรือกระซิบสวาทกันผมไม่รู้ได้ครับ



ตรงนี้เป็นเครื่องเล่นที่มีชื่อว่า กำแพงตัวหนอน (Wallholla) นำเข้าจากประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้รับรางวัล Dutch Design Award 2008 เด็กๆ สามารถเข้าไปเล่นได้ฟรีครับ



แต่จำกัดให้เล่นได้เฉพาะเด็กอายุ 6-10 ปีเท่านั้น ผู้ใหญ่ห้ามเข้า
รูปล่างเป็นสระน้ำพุจากรูปปั้นมงกุฎ



ผมลองเดินมาถึงตรงนี้บื้องหน้าเป็นหอคอย 3 เสา มีแคปซูลสำหรับคนนั่งห้อยอยู่ตรงกลาง เป็นเครื่องเล่นที่หวาดเสียวที่สุดใน Santorini Park มีชื่อว่า G-Max Giant Swing เครื่องเล่นนี้นำเข้าจากประเทศนิวซีแลนด์ราคาค่อนข้างแพงค่าเครื่องเล่น คนละ 480 บาท ก่อนเล่นต้องถอดรองเท้า สร้อย นาฬิกา และสิ่งของต่างๆ ที่มีโอกาสจะหลุดร่วงลงไปด้านล่าง



     สำหรับวิธีเล่นก็เข้าไปนั่งในแคปซูล นั่งได้ครั้งละ 2-3คน จากนั้นเครื่องจะดึงเราขึ้นไปยังจุดที่อยู่ไกลสุด แล้วก็ปล่อยลงมาให้แคปซูลเหวี่ยงด้วยแรงโน้มถ่วงของโลก เหวี่ยงไป เหวี่ยงมาอยู่หลายรอบเหวี่ยงเร็วมาก ดูแล้วหวาดเสียวใช้ได้เลยครับ ผู้เล่นกรี๊ดกันเสียงดังลั่นไม่ทราบว่าท่อปัสสาวะแตกกันหรือเปล่า



และนี่ก็คือภาพชิงช้าหมุนเหวี่ยงจนเวียนหัวเสียงกรีดร้องด้วยความสนุกตื่นเต้น



และต่อจากนี้ไปคือมุมสวยๆ กลางสวนสนุก Santorini Parkที่ผมได้บันทึกภาพมาฝากท่านผู้อ่านครับ



ผมและคณะใช้เวลาเดินเที่ยวชมและเล่นเครื่องเล่นอยู่ภายในSantorini Park จนสมควรแก่เวลาจึงพากันออกมารับประทานอาหารกลางวันกัน
หลังจากรับประทานอาหารกลางวันกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นจึงออกเดินทางออกจากอำเภอชะอำมุ่งหน้าสู่อำเภอบ้านลาดเพื่อยังวัดถ้ำรงค์



สำหรับวัดถ้ำรงค์แห่งนี้มีประวัติความเป็นมาไม่ค่อยชัดเจนนักภายในบริเวณวัดมีโบสถ์เก่าแก่ซึ่งไม่มีรู้ว่าสร้างมาตั้งแต่เมื่อใดแม้แต่เจ้าอาวาสคนแรกที่มาพบวัดถ้ำรงค์แต่ในขณะนั้นก็มีโบสถ์ วิหารเก่าอยู่ก่อนแล้ว ท่านเพียงแต่หอบจีวรและบาตรเข้ามาจำพรรษาณ.วัดถ้ำรงค์แห่งนี้และเมื่อมองดูผิวเผินวัดถ้ำรงค์ก็ดูเหมือนกับวัดบ้านนอกธรรมดาทั่วๆไปอยู่ในท้องถิ่นที่ไม่ค่อยจะมีคนรู้จัก วัดนี้อาจจะไม่มีโบราณวัตถุและเครื่องรางของขลังที่เป็นสิ่งดึงดูดใจแก่นักท่องเที่ยวภายในโบสถ์มีรูปเคารพของหลวงพ่อเทพ อดีตเจ้าอาวาส เกจิอาจารย์ชื่อดังที่มรณะภาพไปเมื่อปี 2525


แต่เมื่อผมและคณะเดินข้ามถนนมายังฝั่งตรงข้ามของวัดถ้ำรงค์ หรือบริเวณใกล้ๆภูเขาถ้ำรงค์นี้ จะมองเห็นปากถ้ำเล็กๆถ้ำหนึ่งเป็นที่ภายในเป็นที่ประดิษฐานของ “หลวงพ่อดำ” พระพุทธรูปปั้นปางห้ามญาติ สมัยทวารดีอายุมากกว่า 700 ปี เป็นพระพุทธรูปที่ชาวถ้ำรงค์นับถือมาช้านาน บริเวณหน้าถ้ำหลวงพ่อดำเป็นที่สงบเงียบและร่มรื่นมากๆบนเขาถ้ำรงค์มี บรรดาฝูงลิงลงมาป้วนเปี้ยนหาอาหารจากนักท่องเที่ยว



ภายในถ้ำมีพระพุทธรูปอยู่หลายองค์มีศาลาหลวงพ่อขาว ซึ่งเมื่อก่อนหลวงพ่อขาวก็ประดิษฐานอยู่ในถ้ำเหมือนกับหลวงพ่อดำแต่อยู่กันคนละด้านของเขาถ้ำรงค์ ปัจจุบันถ้ำหลวงพ่อขาวได้พังทลายลงไปแล้ว ชาวบ้านจึงได้อัญเชิญ หลวงพ่อขาวมาประดิษฐานยังศาลาในถ้ำแห่งนี้


แม้ว่าวัดถ้ำรงค์จะไม่มีโบราณสถานและเครื่องรางของขลัง แต่วัดนี้ยังคงได้รับความศรัทธาจากชาวบ้าน และเนื่องจากมีสถานที่ตั้งอยู่กลางใจของชุมชนจึงเหมาะที่จะใช้เป็นสถานที่จัดงานประจำปีหรืองานเทศกาลทั้งหลาย เพราะการเดินทางสะดวก ไม่อันตราย ดังนั้นเมื่อมีงานเทศกาลใดๆ เช่น ประเพณีสงกรานต์ นักท่องเที่ยวสามารถมาที่วัดนี้แล้วได้ดูประเพณีการละเล่นที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวถ้ำรงค์ได้ครบ ไม่ว่าจะเป็นผีสุ่มผีกะลา ผีกระด้ง กาคาบไข่ ว่าวดุ๊ยดุ่ย กังหันบก ชกมวยใบตาล เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะทำให้วัดถ้ำรงค์ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวจากนั้นผมและคณะทำการกราบสักการะบูชาพระพุทธรูปปางต่างๆที่ประดิษฐานอยู่ภายในถ้ำที่มีลมพัดผ่านทำให้อากาศภายในถ้ำรงค์เย็นสบายและก่อนเดินทางที่จะออกมาจากถ้ำรงค์คณะของเราชวนกันถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึกเบื้องหน้าองค์หลวงพ่อดำ



ท่านผู้อ่านที่สนใจอยากจะมาเข้าเยี่ยมชมและทราบรายละเอียดเกี่ยวกับถ้ำรงค์ติดต่อได้ที่
 องค์การบริหารส่วนตำบลถ้ำรงค์
หมู่ 3 ตำบลถ้ำรงค์ อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี 76150
โทรศัพท์/โทรสาร 032-491467


จากนั้นผมและคณะนักท่องเที่ยวจึงออกเดินทางไปตามถนนในชนบทผ่านท้องไร่ท้องนาที่สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นตาลโตนดยืนต้นเด่นเป็นสง่าอยู่กลางทุ่งนา



และในที่สุดผมและคณะก็เดินทางมาถึงยังสวนลุงถนอมที่ตั้งอยู่ในอำเภอบ้านลาดใกล้กับถ้ำรงค์เพื่อชมการทำน้ำตาลจากต้นตาลโตนด



สำหรับถนนทางเข้าสวนลุงถนอมสองข้างถนนมีต้นตาลโตนดขนาดใหญ่อายุหลายสิบปียืนต้นเรียงรายอยู่ตลอดแนวสร้างความร่มรื่นให้กับผู้ที่เดินทางเข้ามาเยี่ยมชมเป็นยิ่งนัก



ลุงถนอมในวัย70กว่าปีเป็นชาวเพชรบุรีได้เริ่มต้นเล่าให้ผมและคณะนักท่องเที่ยวฟังว่า



การทำน้ำตาลโตนด แต่เดิมทำเพื่อบริโภคภายในครัวเรือนเท่านั้น ถ้าเหลือก็แจกจ่ายญาติพี่น้องโดยใช้เวลาว่างหลังจากการทำนาแล้ว เท่านั้น



ปัจจุบันมีการทำน้ำตาลโตนดเพื่อจำหน่ายเป็นอาชีพ มีการจัดตั้งกลุ่มผู้ผลิตน้ำตาลโตนด รวบรวมน้ำตาลสดเพื่อส่งเตาเคี่ยวน้ำตาลผลิตน้ำตาลปีบ และน้ำตาลปึกส่งขายทั้งใน และนอกประเทศสำหรับ ช่วงเวลาในการทำน้ำตาลโตนดจะอยู่ระหว่างเดือนมกราคม-พฤษภาคม หรือประมาณ 5 เดือน ทำได้ทั้งต้นตัวผู้และต้นตัวเมีย ปกติต้นตาลโตนดจะสามารถทำน้ำตาลได้ ต้องอยู่ในวัยเจริญพันธุ์อายุตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป และอยู่ในระยะแทงช่อดอกใหม่ๆ ซึ่งมีวิธีทำคล้ายๆ กันทั้งต้นตัวผู้ และต้นตัวเมีย แต่จะแตกต่างกันเฉพาะไม้ที่ใช้นวดจั่น ที่เรียกว่า  "ไม้คาบ" คือไม้คาบที่ใช้นวดช่อดอกตัวผู้ (จั่น) จะมีลักษณะแบน ส่วนไม้คาบที่ใช้นวดช่อดอกตัวเมีย จะมีลักษณะกลมและยาวกว่าไม้คาบที่ใช้กับต้นตัวผู้



     การเคี่ยวน้ำตาลโตนดมีการทำกันมาตั้งแต่สมัยโบราณและสืบทอดต่อกันมา เป็นการนำวัตถุดิบในท้องถิ่น คือ นำผลผลิตจากต้นตาลมาทำเป็นน้ำตาล   เพื่อใช้ในการเคี่ยวน้ำตาลปี๊บหรือน้ำตาลปึก เป็นงานที่ต้องอาศัยฝีมือและความชำนาญประกอบกับประสบการณ์ โดยจะใช้ต้นตาลในท้องถิ่นเป็นวัตถุดิบ เป็นการรักษาภูมิปัญญาชาวบ้านในเรื่องการขึ้นต้นตาล การนวดตาล การปาดตาล และการเคี่ยวน้ำตาลปี๊บ



 ในปัจจุบันนี้การขึ้นต้นตาล การเคี่ยวน้ำตาลยังคงดำเนินอยู่ แต่ขาดบุคคลที่จะมารับช่วงต่อ เพราะคนรุ่นหลังไม่สนใจการทำตาลเพราะต้องเสี่ยงกับอันตราย โดยส่วนใหญ่ผู้ที่ทำน้ำตาลโตนดจะขึ้นต้นตาลด้วยตัวเอง โดยปกติแล้วต้นตาลต้นหนึ่งจะให้น้ำตาลได้ต้องมีอายุ  10  ปีขึ้นไป การเคี่ยวตาลโตนดเป็นอาชีพเสริมของชาวบ้าน นอกเหนือจากฤดูเก็บเกี่ยว ซึ่งผลผลิตจากตาลจะมีเพียง 4 เดือน คือ เดือนกุมภาพันธ์  มีนาคม เมษายน พฤษภาคม เท่านั้น ซึ่งเป็น 4 เดือนที่ว่างเว้นจากการทำนา ทำสวน ก็จะมาขึ้นตาล นำน้ำตาลไปทำน้ำตาลปี๊บขาย ซึ่งในแต่ละปีก็จะมีหลายครอบครัวที่มีรายได้จากการทำน้ำตาลปีหนึ่งหลายหมื่นบาท และเป็นอาชีพที่ทำรายได้ให้กับคนทำน้ำตาลอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะไม่ต้องลงทุนปลูกต้นตาลหรือดูแลรักษาเหมือนกับต้นไม้ชนิดอื่นๆ


การเคี่ยวน้ำตาลจะทำเมื่อหมดฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว ในความเป็นจริงการประกอบอาชีพทำตาลนั้นสามารถทำได้ภายในครอบครัว ตั้งแต่การขึ้นตาล การทำน้ำตาลสด การทำน้ำตาลปี๊บหรือน้ำตาลปึก ซึ่งสามารถทำได้ภายในครอบครัว และสามารถทำที่บ้านได้ เพียงลงทุนค่าอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการเคี่ยวน้ำตาลเท่านั้น ซึ่งน้ำตาลปี๊บที่ได้จากการแปรรูปสามารถเก็บไว้ได้นาน เพราะนำน้ำตาลสดที่ได้ไปเคี่ยวจนข้น ซึ่งสามารถเก็บไว้รับประทาน
หรือนำไปประกอบอาหารหรือนำไปทำเป็นขนมต่างๆได้อาทิเช่นขนมตาล,ทองหยิบฝอยทอง,ขนมหม้อแกงที่มีชื่อของชาวเมืองเพชรเป็นต้น

ส่วนใบตาลจะนำมาใช้มุงหลังคาบ้าน,ทำพัดตลอดจนนำมาสานเป็นรูปสัตว์ชนิดต่างๆเช่นตั๊กแตนตลอดจนของเด็กเล่นได้อีกด้วยครับ



ผมและคณะฟังการบรรยายการทำน้ำตาลโตนดจากลุงถนอมจนสมควรแก่เวลาจากนั้นจึงเดินเที่ยวชมการเคี่ยวน้ำตาลและชิมน้ำตาลสดและลูกตาลสดๆจากต้นตาลโตนดรสชาติหวานชื่นใจดีแท้ครับ





จากนั้นจึงเดินทางมาท่องเที่ยวยังงานขอบลานอาร์ท มาร์เช่ซึ่งจัดขึ้นที่บริเวณลานจอดรถของโรงแรมรอยัลไดมอนเพชรบุรี ในตำบลไร่ส้ม อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี

สำหรับการจัดงาน "ขอบลาน อาร์ท มาร์เช่ รอบ 4" ในครั้งนี้จุดประสงค์เพื่อนำเสนอเรื่องราวตลอดถึงความหลากหลาย และสืบทอดศิลปะวัฒนธรรมวีถีชีวิตชาวเมืองเพชรเพื่อช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดเพชรบุรีและ เพื่อนำเสนอความหลากหลายของจังหวัดเพชรบุรีในรูปแบบของลานตลาดเมืองเพชรที่ผ่านมาในอดีต



ภายในงานขอบลาน อาร์ท มาร์เช่ได้จัดให้มีตลาดย้อนยุคอาทิเช่น ลานเพลิน, ลานนักเลงโต, ลานนักเลงรถ,ตลาดนัดเชิงศิลปะ, กิจกรรมศิลปินของสะสมในท้องถิ่น ผสมผสานกับวิถีชีวิตท้องถิ่นเมืองเพชร, อาหารในท้องถิ่น,ตลอดจนวิถีชีวิตของไก่ชนในเล้า ภายในลานนักเลงไก่ได้สะท้อนให้เห็นถึงสัญลักษณ์ท้องถิ่นวีถีชีวิตของชองชาวจังหวัดเพชรบุรี และเพื่อให้การรูปแบบใหม่ที่สะท้อนวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชาวเมืองเพชรบุรี และเพื่อสืบทอดศิลปะวัฒนธรรมวีถีชีวิตชาวเมืองเพชรในงานศิลปะแขนงต่าง ๆ จากศิลปินกลุ่มต่าง ๆ ในจังหวัดเพชรบุรี ให้ดำรงอยู่และต่อยอดต่อไปรวมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวในตัวเมืองเพชรบุรีอีกด้วย



สำหรับขอบลาน อาร์ท มาร์เช่ได้จัดติดต่อกันมาเป็นปีที่ 4 แล้ว โดยการจัดงานครั้งนี้ได้นำเสนอตอน ลานนักเลงไก่ สัมผัสวิถีชีวิตคนเมืองเพชรกับไก่ โดยกิจกรรม มีลานนักเลงโต จำลองวิถีชีวิตนักเลงไก่เมืองเพชร การประกวดไก่-โชว์ไก่ ชมนิทรรศการไก่พื้นเมือง ลานเพลิน มุมผ่อนคลายกับนวดแผนไทย ลานนักเลงรถ ที่นำคาราวานรถโบราณมาจัดแสดง การแสดงศิลปะแขนงต่างๆ อาทิ การแสดงภาพวาด ภาพถ่าย การแสดงเกี่ยวกับประเพณี วัฒนธรรม ดนตรี สินค้าพื้นเมือง




นอกจากนั้นภายในงานมีการย้อนยุคนำภาพยนต์ชื่อดังของไทยในอดีตมาทำการฉายหนังกลางแปลงเช่นภาพยนต์ไทยเรื่อง “ทอง”ของอาฉลอง ภักดีวิจิตรในยุคสมัยที่คุณลุงสมบัติ เมทะนีและอากรุง ศรีวิไลของเรายังหนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยวกันอยู่เลยครับ



ท่านผู้อ่านภายในงานมีนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติเดินทางเข้ามาเที่ยวชมงานกันอย่างคับคั่งโดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นก็มาเดินเที่ยวชมกันอย่างสนุกสนานชมบรรยากาศของเมืองเพชรในสมัยคุณพ่อคุณแม่ยังเป็นหนุ่มสาววัยละอ่อน



ผมและคณะนักท่องเที่ยวเดินเที่ยวชมบรรยากาศภายในงานขอบลานอาร์ท มาร์เช่จนดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าและสมควรแก่เวลาหาอาหารค่ำรับประทานกันเถอะครับท่านผู้อ่าน



คณะของเราเดินทางรับประทานอาหารค่ำกันที่ร้านพวงเพชรในอำเภอเมืองจ.เพชรบุรีเป็นร้านอาหารที่มีชื่อเสียงในเรื่องรสชาติความอร่อยของอาหารที่ค่อนข้างจะออกไปทางอาหารจีนเสียเป็นส่วนใหญ่



โดยเฉพาะเมนูที่ขึ้นชื่อลือชาของร้านพวงเพชรก็คือ “ผัดฉ่าปลาดุกทะเล”ด้วยรสชาติที่สุดแสนจะจัดจ้านทำเอาคณะของเราน้ำหูน้ำตาไหลด้วยความอร่อยไปตามๆกัน    นอกจากอาหารที่ขึ้นชื่อลือชาคือ “ผัดฉ่าปลาดุกทะเล”แล้วร้านพวงเพชรยังมีเมนูอาหารให้เลือกชิมอีกหลายเมนูอาทิเช่น
-ปลากะพงทอดราดน้ำปลา



-ต้มส้มปลากระบอก



- กะเพาะปลาน้ำแดง



-    ยำรวมมิตรทะเล


-    ผัดฉ่าปลาดุกทะเล”เมนูเด่นของร้านพวงเพชร



ผมขอรับประกันในเรื่องรสชาติของความอร่อยแต่ขอกระซิบบอกท่านผู้อ่านว่าเมนู “ผัดฉ่าปลาดุกทะเล”นี้ออกจะสนุกปากแต่ทว่าลำบากก้นหน่อยน่ะครับเวลาเข้าห้องน้ำท่านผู้อ่านแวะไปเที่ยวเมืองเพชรเมื่อไหร่อย่าลืมไปท้าพิสูจน์เมนูอาหารที่ร้านพวงเพชรกันน่ะครับ
สถานที่ตั้ง
ร้านอาหารพวงเพชร  389หมู่1ต.ไร่ส้มอ.เมืองจ.เพชรบุรี 76000
โทรศัพท์ (032)426-753,411-380

หลังอาหารค่ำมื้ออันเอร็ดอร่อยผ่านพ้นไปแล้วผมและคณะต่างคนต่างก็แยกย้ายกันเดินทางกลับกรุงเทพฯและเดินทางถึงกรุงเทพฯโดยสวัสดิภาพแล้วพบกันใหม่กับกิจกรรม “เที่ยวภาคกลาง”ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในทริปหน้าน่ะครับ....สวัสดีครับ.