วันที่สี่ของการเดินทาง
     อากาศยามเช้าในเมืองWonosobo ช่างสดชื่นดีแท้ไม่หนาวเย็นจนเกินไปนักอุณหภูมิประมาณ10กว่าองศาเซลเซียสแต่ถ้าเป็นในฤดูหนาวอุณหภูมิจะต่ำกว่า10องศาเซลเซียสบางวันถึงขนาดอุณหภูมิติดลบก็ยังเคยมี  ผมไม่ได้โม้ขึ้นมาเองน่ะครับเจ้าหน้าที่ของโรงแรมบอกผมมาอย่างงั้นครับ



หลังอาหารเช้าระหว่างรอคณะฯออกเดินทางขึ้นไปยังเดียงพาโต(Dieng Plateau)ผมเลยถือโอกาศเดินเที่ยวชมภายในโรงแรมKresna Hotelซึ่งตามฝาหนังของโรงแรมแห่งนี้เต็มไปด้วยภาพวาดสีน้ำมันวิถีชีวิตและศิลปประจำชาติของอินโดนีเซียเขียนขึ้นโดยจิตกรชาวอิเหนาเป็นภาพเขียนสีน้ำมันที่สวยงามและมีชีวิตชีวามากสมกับได้ชื่อว่าเป็นGallery Hotel  



ส่วนที่บริเวณล๊อบบี้ของโรงแรมมีรูปปั้นของพญาครุฑขนาดใหญ่เจ้าแห่งปักษีพาหนะของพระนารายณ์สีสันสวยงามมากตั้งอยู่บนทางเดินเข้ามาภายในโรงแรมส่วน พญาครุฑถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของประเทศอินโดนีเซีย



เสียงร้องเพลงและเสียงมโหรีปี่แว่วมาเข้าหู   ผมเหลือบมองไปทางด้านซ้ายมือของล็อบบี้โรงแรมเห็นวงมโหรีปี่พาทย์ซึ่งบรรเลงดนตรีและร้องเพลงพื้นบ้านของชวาขึ้นโดยนักดนตรีรุ่นคุณปู่คุณย่ารวมอายุอานามของทุกคนรวมกันแล้วหลายร้อยปีเลยครับ



โรงแรมKresna Hotelแห่งนี้ ครั้งหนึ่งสมเด็จพระเทพฯเคยเสด็จมาประทับพักแรม ณ โรงแรมแห่งนี้เมื่อครั้งที่พระองค์ทรงเสด็จพระราชดำเนินมาศึกษาประวัติศาตร์ ยังเมืองWonosoboและ Dieng Plateauเมื่อหลายปีที่ผ่านมาสร้างความปลื้มปิติเป็นล้นพ้นแก่ชาวอินโดนีเซียที่มาเข้าเฝ้าชื่นชมพระบารมี
จากนั้นผมเดินเท้ามาที่บริเวณหน้าโรงแรมที่อยู่ติดกับถนนในเมืองWonosoboเพื่อชมวิถีชีวิตยามเช้าของชาวเมืองWonosoboก็เหมือนชีวิตตามชนบททั่วๆไปของอินโดนีเซียคือชีวิตไม่รีบเร่งผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใสกับนักท่องเที่ยว



และจากโรงแรมKresna Hotelเดินเลยไปอีกเล็กน้อยเป็นสวนสาธารณะประจำเมืองWonosoboมีชาวเมืองมาวิ่งออกกำลังกายกันทุกๆเช้าเนื่องจากทำเลที่ตั้งของเมืองWonosoboตั้งอยู่บนภูเขาถนนหนทางของเมืองWonosoboจึงมีลักษณะสูงๆต่ำๆเป็นลอนๆสองข้างทางมีด้นไม้ขนาดใหญ่ให้ความร่มเย็นตลอดเส้นทางถ้ามีเวลาน่าเช่าจักรยานมาขี่เล่นเที่ยวชมบรรยกาศภายในเมืองWonosoboเป็นอย่างยิ่งเลยครับ



จากเมืองWonosoboเดินทางไปยังเดียงพลาโต(Dieng Plateau)ระยะทางประมาณ26กิโลเมตรคณะของเราต้องจำเป็นต้องเปลี่ยนรถจากรถโดยสารขนาดใหญ่ที่ใช้เดินทางมาเราต้องเปลี่ยนมาเป็นรถมินิบัสขนาดเล็กเพื่อความคล่องตัวในการเดินทางขึ้นไปยังเดียงพลาโต(Dieng Plateau)



 เพราะเส้นทางขึ้นสู่เดียงพลาโตเป็นถนนราดยางเล็กๆสองข้างทางงดงามด้วยวิวทิวทัศน์เรือกสวนไร่นาของชาวบ้านโดยมีภูเขาไฟเป็นฉากหลัง



รถโดยสารพาคณะของเราแล่นตัดผ่านกลางหมู่บ้านหนึ่งก่อนขึ้นสู่เดียงพลาโต



จากนั้นก็จะเป็นเส้นทางขึ้นภูเขาสูงชันแถมคดเคี้ยววกวนรถยนตร์ขนาดเล็กพอแล่นสวนกันได้ส่วนรถโดยสารขนาดใหญ่หมดสิทธิ์ขึ้นมาครับ



รถมินิบัสพาคณะของเราเดินทางไปตามถนนราดยางผ่านหมู่บ้านและมัสยิดของชาวมุสลิมที่ตั้งอยู่ริมถนน



และแล่นผ่านไร่ชากาแฟและไร่กะหล่ำปลีอันเขียวชะอุ่มปลูกลดหลั่นกันลงมาเป็นชั้นๆคล้ายนาขั้นบันไดทางภาคเหนือบ้านเรา



ผมตื่นตาตื่นใจกับวิวทิวทัศน์สองข้างทางสู่เดียงพลาโตจนอยากที่จะบอกให้คนขับหยุดรถเพื่อลงไปบันทึกภาพแต่เป็นไปไม่ได้เพราะถนนขึ้นเขาแคบแถมคดเคี้ยววกวนอาจเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้  เพื่อไม่ให้เป็นการเสียโอกาสผมจึงใช้วิธีบันทึกภาพบนรถในขณะแล่นผ่านแทน



คนขับรถมินิบัสเหมือนกับจะรู้ใจผมจอดแวะพักรถที่บริเวณจุดชมวิวข้างทาง



ผมไม่รอช้าคว้ากล้องถ่ายรูปเดินลงจากรถจากนั้นผมเดินขึ้นบันไดหอคอยของจุดชมวิวความสูงประมาณ20เมตรภาพที่ผมมองเห็นอยู่ตรงหน้านั่นก็คือวิวทิวทัศน์แบบสุดสายตาพานอราม่าของหมู่บ้านเดียงพลาโตดินแดนแห่งเทพเจ้าซึ่งตั้งอยู่ในหุบเขาอันหนาวเย็นภาพของถนนหนทางบ้านเรือนของชาวชวาและมัสยิดของชาวมุสลิมตลอดจนไร่นาขั้นบันไดโดยมีฉากหลังเป็นภูเขาไฟขนาดใหญ่สูงเทียมเฆมตั้งตะหง่านน่าเกรงขามตั้งอยู่เบื้องหลังเป็นภาพที่สวยงาม น่าประทับใจเป็นอย่างมาก



ผมกดชัตเตอร์บันทึกภาพแบบไม่ยั้งมือจนMemory การด์ของกล้องถ่ายรูปเกือบเต็มหลังจากเก็บภาพวิวทิวทัศน์ของเมืองเดียงพลาโตจนหนำใจ



จากนั้นจึงลงจากหอคอยจุดชมวิวแล้วจึงออกเดินทางสู่เดียงพาโต



รถมินิบัสใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงก็พาคณะฯของเราเข้าสู่ประตูเมืองเดียงพาโตดินแดนแห่งเทะเจ้าและความหนาวเย็น



ในที่สุดรถมินิบัสมาจอดสงบนิ่งอยู่ที่สำนักงานท่องเที่ยวของเดียงพาโต ชึ่งสามารถมองเห็นมัสยิดอันสวยงามตั้งอยู่กลางทุ่งนาบนภูเขาเดียงพลาโตได้อย่างชัดเจน



และทิวสนสามใบที่ชอบขึ้นบนภูเขาสูงในสภาพที่อากาสหนาวเย็นขึ้นเรียงรายอยู่ตลอดแนว



หลังจากพิธีต้อนรับคณะของเราเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานท่องเที่ยวของเดียงพาโตผ่านพ้นไปแล้ว จากนั้นเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานท่องเที่ยวของเดียงพาโต  ก็พาคณะฯของเราออกเดินทางไปยังArjuna Templeซึ่งตั้งอยู่ห่างจากสำนักงานท่องเที่ยวประมาณ 200 เมตร



ระหว่างทางเดินเข้าสู่Arjuna Templeมีศิลปินหนุ่มพเนจรชาวชวานายหนึ่งมานั่งดีดกีตาร์ร้องเพลงอยู่ปากทางเข้าArjuna Templeเสียงก้องกังวานไพเราะมาก



จนคณะของเราบางคนอดไม่ได้ที่จะล้วงสตังค์ในกระเป๋ามอบให้เป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆ


จากนั้นคณะฯของเราจึงเดินเท้าเข้าไปเทียวชมภายในArjuna Temple



สำหรับArjuna Templeก็คือศาสนสถานในศาสนาฮินดูอายุมากกว่า1,000ปี เก่าแก่กว่าบุโรพุทโธและปราสาทนครวัดในประเทศกัมพูชา Arjuna Templeหรือถ้ามองดูดีๆก็คือปราสาทหินดีๆนี่เองล่ะครับท่านผู้อ่าน



Arjuna Templeประกอบขึ้นด้วยปรางค์ปราสาทสามหลังตั้งอยู่บนลานกว้างเบื้องหลังเรียงรายไปด้วยภูเขาไฟที่มอดดับแล้ว



ส่วนบริเวณผนังของปรางค์ปราสาททั้ง4 ด้านเป็นรูปแกะสลักนูนต่ำของเหล่าบรรทวยเทพในศาสนาฮินดูเช่นพระนารายณ์,พระศิวะและพระพรหม



คณะของเราเดินเที่ยวชมArjuna Templeจนสมควรแก่เวลาจากนั้นจึงเดินเท้ากลับมายังสำนักงานการท่องเที่ยวของเดียงพาโต  ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ของสำนักงานการท่องเที่ยวของเดียงพาโต ที่ได้จัดการแสดงระบำเรื่องราวเกี่ยวกับมหากาพย์รามายนะไว้ต้อนรับคณะฯของเราชุดหนึ่งด้วย
 สักครู่หนึ่งการแสดงก็เริ่มต้นขึ้นโดยเหล่าบรรดายักษ์4-5 ตน ออกมาร่ายรำเต้นไปเต้นมา



ยักษ์ในมหากาพย์รามายนะตามจินตนาการของชาวชวา



ลิงในมหากาพย์รามายนะตามจินตนาการของชาวชวา


ต่อมาก็เป็นคิวของลิงออกมาโชว์ตัวเต้นร่ายรำตามจังหวะดนตรีพื้นเมืองของชวา



ภายหลังทั้งลิงทั้งยักษ์พากันเต้นแร้งเต้นกาจนเหนื่อยจึงหยุดพักจากนั้นจึงถ่ายรูปหมู่ร่วมกันทั้งลิง,ยักษ์,คน



การแสดงครั้งนี้เป็นที่สนอกสนใจของชาวบ้านที่อยู่แถวนั้นเป็นอย่างมาก



จากArjuna Templeคณะฯของเราเดินทางต่อมายังบ่อน้ำพุร้อน (Sikidang crater)ระหว่างทางรถมินิบัสพาคณะฯของเราเดินทางผ่านท้องไร่ท้องนาที่ปลูกพืชเมืองหนาวแลเห็นภูเขาไฟตั้งเรียงรายอยู่เบื้องหลัง



คณะของเราเดินทางผ่านDwarawati Templeศาสนสถานในศาสนาฮินดูอายุมากกว่า1,000ปีอยู่ในกลุ่มของArjuna Templeที่คณะฯของเราไปเที่ยวชมมาเมื่อสักครู่นี้



และในที่สุดคณะฯของเราก็เดินทางมาถึงยังบ่อน้ำพุร้อนSIKIDANG CRATER
ผมได้กลิ่นกำมะถันคล้ายกลิ่นไข่เน่าฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณลานจอดรถและร้านขายของที่ระลึก



เสียงดนตรีพื้นบ้านของชวาจากวงดนตรีที่มาคอยบรรเลงดนตรีต้อนรับคณะของเราดังกังวานไปทั่วบริเวณผมฟังดูรู้สึกว่าเพาะและจังหวะสนุกดีเหมือนกันครับจนอยากจะเต้นตามจังหวะดนตรีไปด้วยโดยใช้เครื่องดนตรีที่ทำขึ้นมาเอง



สำหรับนักดนตรีทุกคนสวมชุดสีแดงตัดกับสีผิวดีแท้  ผมมองเห็นไอร้อนจากบ่อน้ำพุร้อนพวยพุ่งขึ้นมาแต่ไกลมาพร้อมกับกลิ่นกำมะถัน


        จากนั้นคณะของเราพากันเดินเข้าไปเที่ยวชมภายในบ่อน้ำพุร้อนบางคนลงทุนปีนขึ้นไปยังปากปล่องของบ่อน้ำพุร้อนแต่ผมไม่กล้าปีนป่ายขึ้นไปเพราะกลัวเดินลงมาไม่ได้ต้องกลิ้งลงมาแทนครับ



สำหรับบ่อน้ำพุร้อน (Hot Spring) หรือบ่อน้ำร้อน (Hot Pool) คือ แหล่งน้ำที่มีอุณหภูมิสูงกว่าร่างกายมนุษย์ไหลขึ้นมาจากใต้ดิน น้ำร้อนที่ผุดขึ้นมามีตั้งแต่อุ่นๆ จนถึงเดือดพล่าน


 เนื่องจากทางเดินน้ำใต้ดินใหญ่ทำให้น้ำสามารถไหลเวียนอย่างรวดเร็ว น้ำร้อนที่ไหลขึ้นมาจะไหลออกไปจากแหล่งหรือกลายเป็นไอ เพื่อปล่อยพลังงานความร้อน เมื่อน้ำร้อนนั้นเย็นลงจะไหลกลับสู่ระบบน้ำใต้ดิน น้ำร้อนแต่ละแห่งจะมีแร่ธาตุรวมทั้งก๊าซละลายอยู่ในปริมาณที่ไม่เท่ากัน ทำให้มีสีและกลิ่นแตกต่างกันออกไป และมีปริมาณน้ำที่ไหลออกมาจากแต่ละบ่อแตกต่างกันครับ



และด้วยภูมิประเทศของอินโดนีเซียส่วนใหญ่เป็นภูเขาไฟจึงทำให้เกิดบ่อน้ำพุร้อนมากมายกระจายไปทั่วประเทศไอความร้อนพวยพุ่งออกมาจากพื้นดินเท่ากับเป็นการปลดปล่อยพลังงานอันมหาศาลออกมาจากใต้พื้นโลก



จากบ่อน้ำพุร้อนผมเดินกลับมายังบริเวณลานจอดรถซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านขายของที่ระลึกเสียงดนตรีพื้นเมืองยังคงบรรเลงอย่างไม่รู้คำว่าเหน็ดเหนื่อย



ผมเดินเที่ยวชมสินค้าที่ชาวบ้านนำมาวางขายให้กับนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นสินค้าทางด้านการเกษตรที่ปลูกขึ้นบนที่สูง



อาทิเช่นมันฝรั่ง,แครอทและพริกผมสังเกตุว่าพริกที่นี่เม็ดใหญ่มากเม็ดคล้ายพริกหยวกแต่เม็ดเล็กกว่าสีสันสดใสแต่ไม่เผ็ดมากนัก




และสิ่งหนึ่งที่ผมชอบมากก็คือลูกมะละกอของที่นี่มีผลเล็กมากตอนแรกผมนึกว่าลูกมะกอกถ้าเป็นบ้านเราคงจะเอามาทำเป็นแกงส้มไปแล้ว



แต่ชาวชวาเขานิยมนำมาแช่ลงในน้ำตาลทำไปของหวานแต่ไม่หวานมากนักบรรจุลงในขวดแก้วจำหน่ายขวดละ50บาทก่อนกินต้องนำมาแช่เย็นหรือใส่น้ำแข็งชื่นใจดีแท้ครับผมช่วยอุดหนุน2-3ขวดเอาไปฝากคนทางบ้านใจจริงอยากจะซื้อกลับบ้านสักหนึ่งโหลแต่น้ำหนักมากเกรงว่าเขาจะไม่ให้ขึ้นเครื่องบินครับ



นอกจากนี้ยังมีก้อนกำมะถันจากภูเขาไฟนำมาวางขายนักท่องเที่ยวอีกด้วยซึ่งผมไม่ทราบว่านำมาใช้ทำประโยชน์อะไร



ระหว่างรอคณะฯกลับมาจากบ่อน้ำพุร้อนผมนั่งจิบกาแฟที่ร้านกาแฟพร้อมทั้งนั่งฟังดนตรีพื้นบ้านที่ยังบรรเลงเพลงกันอย่างสนุกสนานระหว่างรอคณะฯของเรากลับออกมาจากบ่อน้ำพุร้อน


และจากบ่อน้ำพุร้อนคณะฯของเราเดินทางต่อไปยังColorLakeหรือจิ่วจ่ายโก่วน้อยแห่งเดียงพลาโตซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากบ่อน้ำร้อนสักเท่าไหร่



สำหรับค่าธรรมเนียมเข้าไปชมColorLakeคนละ6,000รูเปียหรือเท่ากับ20บาท



และบริเวณทางเดินเข้าสู่ColorLakeก็มีเหล่านักดนตรีพเนจรมาร้องเพลงขับกล่อมให้นักท่องเที่ยวได้เพลิดเพลินอีกด้วยครับส่วนจะให้สตังค์หรือไม่ให้เขาก็ไม่ว่าอะไร



ผมและคณะเดินเข้าไปตามทางเดินสู่ColorLakeและเมื่อผ่านเข้าไปภายในพลันก็ต้องตกตะลึงกับวิวทิวทัศน์อันสวยงามที่มองเห็นอยู่เบื้องหน้านั้นก็คือภาพของทะเลสาปน้ำจืดขนาดใหญ่สีใสสะอาดสะท้อนกับสีของท้องฟ้าสีครามจนน้ำในทะเลสาปเป็นสีเขียวมรกต



นอกจากนี้บริเวณโดยรอบของทะเลสาปยังถูกโอบล้อมไปด้วยเทือกเขาใหญ่น้อยที่ถูกปกคลุมไปด้วยต้นสนสามใบต้นไม้ที่ชอบยืนต้นขึ้นอยู่ในสภาพภูมิอากาศอันหนาวเย็นอย่างเช่นบนภูเขาเดียงพลาโตแห่งนี้ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ2,000เมตร



สำหรับบริเวณที่ตั้งของทะเลสาปColorLakeแห่งนี้ผมคาดเดาเอาเองว่าเดิมทีคงจะเป็นปากปล่องภูเขาไฟเก่าที่มอดดับไปแล้วจากนั้นกาลเวลาที่ล่วงเลยมานานหลายพันปีธรรมชาติได้ทำการจัดระเบียบจากปากปล่องภูเขาไฟจนกลายมาเป็นทะเลสาปขนาดใหญ่สีใสสะอาดดั่งที่เราเห็นอยู่เบื้องหน้านี้





และบนยอดเขาของเดียงพลาโตมิใช่จะมีแต่ทะเลสาปColorLakeเพียงแห่งเดียวเท่านั้นน่ะครับแต่ยังมีทะเลสาปอีก2-3แห่งอีกด้วยแต่ทะเลสาปColorLakeจะเป็นทะเลสาปที่สวยงามและมีขนาดใหญ่ที่สุดบนยอดเขาเดียงพลาโตแห่งนี้ครับ นอกจากนี้ยังมีทางเดินเท้าศึกษาธรรมชาติไปยังอีกด้านหนึ่งของColorLakeซึ่งมีความสวยงามของธรรมชาติไม่แพ้กันด้วยครับ



และเนื่องจากColorLake ตั้งอยู่บนภูเขาที่มีความสูงจการะดับน้ำทะเลถึง2,000เมตรทำให้ดอกไม้เมืองหนาวอกดอกบานสะพรั่งเช่นดอกคานิเยียร์ฯลฯ



ก่อนลงที่คณะฯของเราจะลงจากเดียงพลาโตเราพากันแวะที่ศูนย์O-TOPซึ่งเป็นศูนย์จำหน่ายสินค้าแปรรูปของชาวบ้านบนเดียงพลาโต



มีสินค้าแปรรูปจากการเกษตรหลายชนิดให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อก่อนเดินทางกลับบ้านอีกด้วยครับ



จากนั้นเจ้ามินิบัสก็พาคณะฯของเราเดินทางจากยอดเขาเดียงพลาโตลงมาสู่เมืองWonosoboจัดการเปลี่ยนรถจากรถมินิบัสมาเป็นรถโดยสารขนาดใหญ่คันเดิมเป็นที่เรียบร้อย



จึงออกเดินทางกลับเข้าสู่เมืองย๊อคยาการ์ต้าต่อไปพร้อมกับเก็บความสวยงามตามธรรมชาติและประทับใจไว้ในความทรงจำและให้สัญญากับตัวเองว่าโอกาศนี้จะกลับมาเยี่ยมเยือนเดีงพลาโต(Dieng Plateau)อีกครั้งหนึ่งอย่างแน่นอนครับ



ระหว่างเดินทางเข้าสู่เมืองย็อคยาการ์ต้าคณะฯของเราแวะร้านขายสละที่ตั้งเรียงรายอยู่สองข้างทางเพื่อซื้อสละเป็นของฝากคนทางบ้านสละของอินโดนีเซียจะแตกต่างจากสละตรงที่ว่าเนื้อสละของอินโดนีเซียจะกรอบกว่าสละของไทย



ส่วนรสชาติสละของอินโดนีเซียจะออกแฝดนิดๆแต่ก็อร่อยส่วนในเรื่องราคาสละของอินโดนีเซียขึ้นอยู่กับเดือนที่ผลผลิตออกสู่ตลาดถ้าอยู่ในเดือนกุมภาพันธุ์ผลผลิตออกน้อยราคาก็จะสูงถ้าอยู่ในระหว่างเดือนธันวาคมผลผลิตออกมาเยอะราคาก็จะถูกลงราคาก็คล้ายๆกับราคาผลไม้ในบ้านเราผลิตผลออกมาเยอะราคาก็จะถูกถ้าออกมาน้อยหรือต้นๆฤดูราคาก็จะแพงเป็นเรื่องปกติแต่ราคาที่คณะฯของเรากำลังซื้ออยู่นี้ตกกโลกรัมละ30บาทราคาไม่ถูกและไม่แพงจนเกินไปนักอยู่ราคาระดับกลางๆครับ



คณะฯของเราซื้อติดไม้ติดมือกันคนละ4-5 กิโลส่วนผมได้แต่ชิมก็อิ่มแล้วแต่ไม่ได้ซื้อกลับมาฝากท่านผู้อ่านสาเหตุเพราะมันหนักครับจากนั้นคณะของเราจึงออกเดินทางกันต่อ



ก่อนที่จะเดินกลับเข้าสู่เมืองย็อคยาการ์ต้าคนขับรถทัวร์โดยสารแวะเข้าปั้มน้ำมันเพื่อเตรียมน้ำมันสำหรับปั้มน้ำมันในประเทศอินโดนีเซียก็เป็นแบบปั้มน้ำมันธรรมดาๆไม่หรูหราและสะดวกสบายมีของขายสารพัดเหมือนกับในบ้านเราหรอกครับแต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมเห็นแล้วต้องตกกะใจจนอยากเกิดเป็นคนอินโดนีเซียก็เพราะว่าราคาน้ำมันในอินโดนีเซียนั้นถูกกว่าในบ้านเรามากครับน้ำมันดีเซลและเบนซินราคาเท่ากันครับตกลิตรละ5,000รูเปียหรือประมาณ18บาทสาเหตุเพราะประเทศอินโดนีเซียมีบ่อน้ำมันในทะเลจึงสามารถผลิตน้ำมันเองได้และเป็นหนึ่งในสมาชิกโอเป็คผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของโลกอีกด้วยจึงทำให้ชาวอินโดนีเซียได้ใช้น้ำมันในราคาถูกกว่าประเทศอื่นๆอีกหลายประเทศในอาเซี่ยนที่ผลิตน้ำมันเองไม่ได้เช่นพี่ไทย(แต่ใช้กันฟุ่มเฟือยจัง)ท่านผู้อ่านบางคนคงจะสงสัยว่าแล้วทำไมคนอินโดนีเซียจึงไม่ร่ำรวยเหมือนกับประเทศอาหรับเช่นซาอุดิอารเบีย,คูเวต,บาเรนห์ สาเหตุก็เพราะว่าในประเทศอินโดนีเซียมีพลเมืองตั้ง250ล้านคนมากเป็นอันดับ4ของโลกพลเมืองมากมายขนาดนี้ผมคิดว่าโอกาสที่ร่ำรวยเหมือนกับประเทศผู้ค้าน้ำมันที่มีพลเมืองเพียงน้อยนิดนั้นรู้สึกว่าคงจะใช้เวลานานครับ  พาท่านผู้อ่านคุยเรื่องน้ำมันเสียจนเรื่อยเปื่อยเข้าเรื่องของเรากันดีกว่าน่ะครับ  ในประเทศอินโดนีเซียเขาไม่นิยมนำเอาแก๊สมาเติมใส่ในรถเหมือนบ้านเราน่ะครับเพราะมันอันตรายเขาจะใช้แก๊สเพียงแค่หุงต้มอาหารเพียงเท่านั้นครับดังนั้นเมื่อมาท่องเที่ยวยังประเทศอินโดนีเซียแล้วจะมาหาปั้มแก๊สเติมรถอย่าไปให้หาให้ยากเลยครับ



นอกจากน้ำมันจะถูกแล้วพนักงานเติมน้ำมันยังน่ารักอีกด้วยครับท่านผู้อ่านไม่เชื่อเชิญชมได้ตามภาพนี้ครับ(ที่เห็นในภาพนี้กำลังโบกมือบ๊ายบายน่ะครับไม่ใช่ห้ามถ่ายรูป)



จากนั้นรถทัวร์โดยสารก็พาคณะฯของเราเดินทางเข้ามาในเมืองย็อคยาการ์ต้าการจราจรกำลังเริ่มคับคั่ง



คณะฯของเราแวะกันที่ศูนย์ผลิตผ้าบูติคที่ตั้งอยู่ภายในเมืองย็อคยาการ์ต้าเเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในการผลิตผ้าบูติคที่ดีที่สุดในประเทศอินโดนีเซีย



คณะฯของเราเที่ยวชมขั้นตอนการผลิตผ้าบูติคพร้อมกับซื้อผ้าบูติดติดไม้ติดมือกลับบ้านกันคนละผืนสองผืนสนนราคาก็ไม่แพงจนเกินไปนัก



และระหว่างที่รอเวลาเครื่องบินกลับเมืองไทยคณะฯของเราถือโอกาศเดินทางไปช๊อบปิ้งกันที่ตลาดมาริโอโบโร่(Malioboro )ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองย็อคยาการ์ต้าเป็นตลาดที่นักช้อบปิ้งชาวไทยรู้จักกันดี



เพราะมีสินค้าให้เลือกมามายหลากหลายชนิดโดยเฉพาะผ้าสวยงามชนิดต่างๆซึ่งมีให้เลือกซื้อมากมายหลากหลายสีสันในราคาที่ต่อรองกันได้  บรรยากาศภายในของตลาดมาริโอโบโร่กำลังคับคั่งไปด้วยนักท่องเที่ยวและชาวชวาออกมาเดินช้อบปิ้งสินค้าและหาอาหารค่ำรับประทานกันซึ่งบริเวณริมฟุตบาทมีร้านอาหารตามสั่งเปิดให้บริการลูกค้าเรียงรายอยู่ตลอดแนวถนนMalioboro Street



และที่ปลายสุดของถนนMalioboro Streetเป็นที่ตั้งของห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ในเมืองย็อคยาการ์ต้ามีสินค้าให้เลือกซื้อมากมายหลากหลายชนิด



สำหรับสินค้าที่นำเข้ามาจากประเทศไทยเป็นที่นิยมชมชอบของชาวอินโดนีเซียมากกว่าสินค้าที่นำเข้ามาจากจีนเพราะคุณภาพดีกว่าแม้ราคาจะแพงกว่าก็ตาม  



ทุกวันนี้ชาวอินโดนีเซียนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวและช้อบปิ้งในประเทศไทยจำนวนมากในแต่ละปีโดยเฉพาะห้างดังๆแถวประตูน้ำเช่นห้างใบหยกและห้างแพตตินั่มนักท่องเที่ยวชาวอินโดนีเซียนิยมเดินทางมาช้อบปิ้งกันมากที่สุดเพราะค่าครองชีพในเมืองไทยนั่นถูกกว่าประเทศมาเลเซียและสิงค์โปร์ที่อยู่ใกล้ชิดติดกันหลายเท่าตลอดจนชาวไทยก็เป็นมิตรประเทศที่ดีของอินโดนีเซียมานมนานอีกด้วย



นอกจากนี้บริเวณถนนMalioboro Streetยังมีรถสามล้อถีบและรถม้าจอดให้บริการนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาช้อบปิ้งยังตลาดมาริโอโบโร่อีกด้วยครับ



คณะฯของเราเดินเที่ยวพร้อมช้อบปิ้งในตลาดมาริโอโบโร่กันอย่างจุใจเพื่อใช้จ่ายเงินรูเปียที่มีเหลืออยู่ในกระเป๋าให้หมดไปในตลาดแห่งนี้    หลังจากช้อบปิ้งในตลาดมาริโอโบโร่กันเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นรถทัวร์โดยสารก็พาคณะฯของเรามุ่งหน้าสู่สนามบินย็อคยาการ์ต้าทำการเช็คอินสัมภาระขึ้นเครื่องบิน  พร้อมกับชำระค่าภาษีสนามบินในประเทศคนละ35,000รูเปีย(120บาท)และต่างประเทศคนละ150,000รูเปีย(500บาท)




หลังจากCheck inเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อได้เวลาจากนั้นเครื่องบินของสายการบินการูด้า  (Garuda Airline)ก็เหิรฟ้าในคืนอันมืดมิดพาผมและคณะฯเดินทางกลับสู่สนามบินสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพ.



ขอขอบคุณผู้ที่ให้การสนับสนุนการเดินทางในครั้งนี้.
- สายการบินการูด้าแอร์ไลน์  www.garuda-indonesia.com
- การท่องเที่ยวเกาะชวากลาง ประเทศอินโดนีเซีย 
- บริษัท Cha Cha Tour and Travel จำ กัด www.chachatour.com