วันที่สามของการเดินทาง
      หลังจากรับปะทานอาหารเช้าเป็นที่เรียบร้อยแล้วผมออกมาเดินเล่นด้านหน้าของโรงแรม lor in Hotelในระหว่างรอคณะฯของเราขึ้นรถบริเวณด้านหน้าของโรงแรมผมเหลือบไปให้เครื่องดนตรีของชวานำมาจัดแสดงไว้ลักษณะคล้ายกับเครื่องดนตรีไทยมากเช่นกลองตะโพน,ฆ้อง,ฆ้องวงและระนาด



โดยเฉพาะลูกระนาดของชวาจะใช้แผ่นทองเหลืองทำแต่ของไทยใช้ไม้ทำนอกนั้นทุกอย่างเหมือนกันหมด  ผมไม่รู้ว่าเครื่องดนตรีเหล่านี้ชวาเลียนแบบไทยหรือไทยเลียนแบบชวากันแน่ครับเพราะเหมือนกันเหลือเกิน



จากนั้นผมเดินเรื่อยมายังบริเวณด้านหน้าของโรงแรม Lorin Hotel ผมมองออกไปยังถนนบรรยากาศถนนหนทางของเมืองSoloในยามเช้าการจราจรกำลังคับคั่งเหมือนกับเมืองใหญ่ทั่วๆไปในอินโดนีเซีย ประกอบSoloเป็นเมืองอุตสหกรรมที่สำคัญเมืองหนึ่งในอินโดนีเซียมีโรงงานประกอบรถยนต์อาทิเช่นToyota,Hinoรวมทั้งสินค้าพื้นเมืองเช่นผ้าบาติคคุณภาพดีก็ผลิตขึ้นที่เมืองนี้ครับ



และมื่อทุกคนพร้อมแล้วคณะของเราจึงออกเดินทางมุ่งหน้าCathoTemple ซึ่งตั้งอยู่บนภูเขาที่มีความสูงกว่าระดับน้าทะล1,490เมตรใช้เวลาเดินทางประมาณ2ชั่วโมงรถโดยสารพาคณะของเราเดินทางผ่านท้องไร่ท้องนาอันอุดมสมบูรณ์ที่มีฉากหลังเป็นภูเขาไฟที่มอดดับแล้ว



หนึ่งชั่วโมงผ่านไปรถโดยสารก็พาคณะของเราเดินทางมาถึงยังจุดเปลี่ยนรถจากรถโดยสารขนาดใหญ่มาเป็นรถมินิบัสขนาดเล็กเพื่อการคล่องตัวในการเดินทางขึ้นภูเขาสูงและเมื่อคณะของเราทำการเปลี่ยนรถเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


จากนั้นเจ้ารถมินิบัสก็ออกเดินทางขึ้นไปยังCathoTempleสภาพถนนเป็นเส้นทางราดยางขนาดเล็กคดเคี้ยววกวน



ผมมองจากหน้าต่างรถออกมาเห็นหมู่บ้านของชาวบ้านปลูกเรียงรายกันอยู่ด้านล่างเป็นระยะๆ



นอกจากนี้ตลอดสองข้างทางตามไหล่เขาเป็นไร่ชากาแฟของชาวบ้านมีลักษณะเป็นขั้นบันไดคล้ายการทำนาทางภาคเหนือบ้านเรา


เจ้ารถมินิบัสพาคณะของเราไต่ขึ้นเขาไปเรื่อยๆจนมาหยุดพักรถกันที่จุดพักรถพร้อมกับทักทายกับชาวบ้านที่นำเอาใบชามาขายให้กับพ่อค้าอยู่ริมข้างทาง  การชั่งน้ำหนักก็ใช้ตาชั่งแบบโบราณแต่ของเขาถือว่าไม่โบราณครับ


ผมลงมาจากรถมินิบัสเพื่อถ่ายรูปพลันก็ต้องสัมผัสกับอากาศหนาวเย็นบนเทือกเขาลูกนี้จากนั้นจึงทำการบันทึกภาพไร่ชาและกาแฟที่ปลูกลักษณะเป็นขั้นบันไดมาฝากท่านผู้อ่าน



    หลังจากพักรถกันจนสมควรแก่เวลารถมินิบัสก็พาคณะของเราออกเดินทางต่อไป



สองชั่วโมงต่อมาเจ้ารถมินิบัสก็พาคณะของเราเดินทางมาถึงยังCathoTempleเจ้ารถมินิบัสจอดรถบนลานจอดรถ



 ผมลงจากรถจากนั้นมองลงไปยังเบื้องล่างเห็นวิวทิวทัศน์แบบสุดสายตาพานอราม่าของเส้นทางถนนตลอดจนหมู่บ้านที่คณะฯของเราเดินทางผ่านมาเมื่อสักครู่นี้นอกจากนั้นผมยังมองเห็นนาขั้นบันไดของชาวบ้านที่ลดหลั่นกันลงมาเป็นชั้นๆช่างเป็นภาพที่สวยงามเหนือคำบรรยายใดๆนอกจากท่านผู้อ่านจะเดินทางมาเห็นด้วยตาตนเองครับ



จากนั้นทำการชำระค่าเข้าชมคนละ3,000รูเปีย (10บาท)



จากนั้นคณะของเราก็ออกเดินเท้าขึ้นไปบนจุดสูงสุดของCathoTempleซึ่งมีลักษณะทางเดินขึ้นเป็นชั้นๆ


บริเวณโดยรอบสะอาดสะอ้านCathoTempleเป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดูมีอายุมากกว่า1,000ปีสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่เทพเจ้าในศาสนฮินดูชาวชวาเชื่อกันว่าCathoTempleคือที่อยู่ของเทพเจ้าในศาสนาฮินดู



ซึ่งกว่าจะเดินขึ้นมาถึงยังจุดสูงสุดของCathoTempleได้ก็เล่นเอาผมหอบซี่โครงบานไปเหมือนกันเช้าวันนี้อากาศแจ่มใสเหมือนกับจะเป็นใจให้ผมในการถ่ายรูปสวยๆมาฝากท่านผู้อ่านครับ


จากนั้นผมไม่รอช้าทำการบันทึกภาพรายละเอียดต่างๆของCathoTempleมาฝากท่านผู้อ่านส่วนข้อมูลรายละเอียดของCathoTempleว่าสร้างเมื่อไหร่และสร้างโดยกษัตริย์องค์ใดเผอิญผมมัวแต่บันทึกภาพเลยไม่ได้ฟังเรื่องราวประวัติความเป็นมาจากไกด์ที่อธิบายให้คณะฯของเราฟังผมทราบเพียงแต่ว่าCathoTempleเป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดูเท่านั้นเองล่ะครับ
ขออภัยท่านผู้อ่านดูรูปCathoTempleไปพลางๆก็แล้วกันน่ะครับ



ผมใช้เวลาบันทึกภาพCathoTempleจนสมควรแก่เวลาจากนั้นจึงเดินลงมาพักผ่อนพร้อมนั่งจิบชากาแฟที่ร้านกาแฟของชาวบ้านบริเวณลานจอดรถซึ่งนอกจากจะมีร้านขายชากาแฟแล้วยังมีร้านขายเครื่องดื่มและสินค้าโชว์ห่วยเปิดให้บริการแก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางขึ้นมาท่องเที่ยวอีกด้วยครับ



และเมื่อคณะของเราขึ้นรถเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นจึงออกเดินทางต่อมายังSukuh Templeซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากCathoTempleไปเท่าใดนักครับรถมินิบัสใช้เวลาเดินทางไปตนมถนนราดยางขนาดเล็กลัดเลาะไปตามไหล่เขาจนในที่สุดก็เดินทางมาถึงยังSukuh Temple



สำหรับSukuh Templeเป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดูเหมือนกับCathoTempleมีอายุมากกว่า1,000ปีสร้างขึ้นอยู่บนภูเขาเหมือนกัน



 เพื่อถวายให้กับเทพเจ้าในศาสนาฮินดูแต่สถาปัตยกรรมการสร้างSukuh Templeแตกต่างจากCathoTempleโดยมีรูปทรงเป็นปิรามิดคล้ายกับสถาปัตยกรรมของชาวมายันในอเมริกาใต้




แต่ผมมองดูว่ารูปทรงการสร้างSukuh Templeน่าจะเหมือนกับปราสาทเกาะแกร์ในประเทศกัมพูชามากกว่าครับและไม่ว่าจะเป็นอะไรแต่Sukuh Temple ก็คือสถานที่ประกอบพิธีกรรมและเป็นที่อยู่ของเทพเจ้าในศาสนาฮินดูนั่นเอง



 ผมไม่รู้ประวัติความเป็นมาของ Sukuh Templeเล่าไปจะเป็นการเปลี่ยนแปลงประวัติสาตร์ของเขาเปล่าๆท่านผู้อ่านดูรูปของ Sukuh Temple ไปก่อนก็แล้วกันน่ะครับส่วนประวัติความเป็นผมจะถามผู้รู้และจะมาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังภายหลังดีกว่าน่ะครับ.



จากSukuh Templeรถมินิบัสพาคณะของเราลัดเลาะลงมาตามไหล่เขาลงสู่ยังเบื้องล่างจากนั้นทำการเปลี่ยนรถโดยสารกลับมาใช้รถโดยสารคันเดิมพร้อมกับหาอาหารกลางวันรับประทานกันระหว่างทางเมื่อรับประทานอาหารกลางวันกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงออกเดินทางต่อไปยังเมืองWonosoboทางขึ้นสู่เดียงพลาโต (Dieng Plateau)ที่ราบสูงดินแดนแห่งความหนาวเย็นถิ่นที่อยู่ของเทพเจ้าในศาสนาฮินดูเมืองWonosoboตั้งอยู่ห่างจากเมืองย็อคยาการ์ตาระยะทางประมาณ110กิโลเมตรใช้เวลาเดินทางขึ้นเขาระยะทางประมาณ3-4ชั่วโมง
รถทัวร์โดยสารพาคณะฯของเราวิ่งฝ่าสายฝนที่ตกลงมาหยุดๆหายๆตลอดเส้นทางสู่เมืองWonosobo



ตามชนบทในประเทศอินโดนีเซียก็ยังนิยมใช้รถม้าในการเดินทางเห็นแล้วก็น่ารักดีน่ะครับ



รถทัวร์โดยสารขับด้วยความเร็วประมาณ50กิโลเมตรต่อชั่วโมงซึ่งเป็นกฎข้อบังคับของการขับขี่รถยนต์ทุกชนิดในประเทศอินโดเซียเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุเพราะถนนหนทางส่วนใหญ่ตามชนบทของประเทศอินโดนีเซียจะมีขนาดเล็กและก็แคบอีกด้วยครับ  รถทัวร์โดยสารพาคณะของเราวิ่งมาตามท้องถนนในชนบทของอินโดนีเซียพอรถติดไฟแดงก็จะเห็นเหล่านักดนตรีพเนจรถือกีตาร์ตัวเล็กๆเดินร้องเพลงขอเงินอยู่ตามสี่แยกไฟแดงซึ่งแตกต่างจากบ้านเราที่ขายกล้วยแขก,หนังสือพิมพ์หรือไม่ก็พวงมาลัยตามสี่แยกไฟแดงแต่ถ้าเปิดประตูรถไว้บางคนถึงกับขึ้นมาร้องเพลงกล่อมผู้โดยสารฟังบนรถเลยก็มีจากนั้นก็ไปลงยังไฟแดงหน้าและก็จะหารถโดยสารประจำทางคันใหม่ขึ้นไปร้องเพลงกลับไปกลับมาอยู่อย่างนี้เกือบทุกสี่แยกไฟแดงตามชนบทในอินโดนีเซียมองดูแล้วก็สนุกดีเหมือนกันน่ะครับมีนักดนตรีมาร้องเพลงเพราะให้ฟังตลอดทาง



และในที่สุดคณะฯของเราก็เดินทางมาถึงWonosoboเมืองเล็กๆที่น่ารักตั้งอยู่บนภูเขาสูงเป็นประตูสู่เดียงพลาโตดินแดนแห่งความหนาวเย็นบนเกาะชวากลาง



รถทัวร์โดยสารพาคณะฯของแวะเข้าไปรับประทานอาหารค่ำกันที่ร้านDieng Resturantตั้งอยู่ในเมืองWonosobo



และก่อนที่จะเข้าไปในร้านเพื่อรับประทานอาหารค่ำทางการท่องเที่ยวของชวากลางได้ให้ทางร้านจัดเตรียมการแสดงร่ายรำแบบพื้นบ้านให้คณะของเราที่เดินทางมายังเมืองWonosoboเป็นครั้งแรกได้ชมกันเป็นการต้อนรับ



และเมื่อการแสดงสิ้นสุดลงผมและคณะไม่รอช้าด้วยความหิวตรงเข้าตักอาหารที่เตรียมไว้ในทันทีสำหรับเมนูอาหารส่วนใหญ่จะเป็นผักที่ปลูกขึ้นบนภูเขาสูง




ส่วนเมนูอาหารที่ผมชอบมากที่สุดก็คือ แพะสะเต๊ะเนื้อนุ่มรสชาติอร่อยและหากินได้ยากในบ้านเราแถมราคาแพงอีกด้วยและด้วยความตะกละผมคนเดียวกินแพะสะเต๊ะสิบกว่าไม้



หลังจากจัดการกับอาหารค่ำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว



จากนั้นผมจึงเดินเที่ยวชมบรรยากาศภายในร้านDieng Resturantซึ่งมีรูปแบบการก่อสร้างภายในร้านออกไปทางสไตล์ดัทซ์ตามฝาผนังติดรูปภาพเก่าๆของเมืองWonosoboและ Dieng Plateauให้ลูกค้าได้ชมภาพบรรยากาศเก่าๆผมมองดูแล้วเกิดความอยากขึ้นไปเที่ยวบน Dieng Plateau ขึ้นมาในทันที



หลังจากรับประทานอาหารค่ำเป็นที่เรียบร้อยแล้วคณะของเราทำการถ่ายรูปหมู่กับเจ้าของร้านไว้เป็นที่ระลึก



จากนั้นคณะฯของเราก็ออกเดินทางเข้าสู่โรงแรมKresnaHotel โรงแรมระดับสี่ดาวในเมืองWonosobo เพื่อพักผ่อนเก็บเรี่ยวแรงเอาไว้ท่องเที่ยวต่อในวันรุ่งขึ้น
พรุ่งนี้ผมจะพาท่านผู้อ่านเดินทางขึ้นไปยังเดียงพลาโต (Dieng Plateau)ดินแดนแห่งเทพเจ้าและความหนาวเย็นกับครับ

หน้าต่อไป