วันที่สองของการเดินทาง
....ซารามัคปากี Yogya(สวัสดีตอนเช้าเมืองย๊อกยา)
    เช้าวันแรกในเมืองย๊อกยาการ์ตาหรือย๊อกยาหลังจากจัดการกับอาหารเช้าเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นผมและคณะฯจึงพากันออกเดินทางไปยังบุโรพุทธโธ (Borobudur) ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเมืองย๊อกยาการ์ตาออกไปประมาณ 40 กิโลเมตร 
ผมนั่งชมวิวทิวทัศน์ตลอดสองข้างทางสู่บุโรพุทธโธได้รับการราดยางอย่างดีสองข้างทางเรียงรายไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ให้ร่มรื่นแก่ผู้ที่เดินทางผ่านไปมาเป็นอย่างยิ่ง



พอออกมาชานเมืองย๊อกยาการ์ตาจากตึกรามบ้านช่องก็เปลี่ยนมาเป็นเรือกสวนไร่นาอันเขียวขจี


โดยมีฉากหลังเป็นภูเขาไฟที่บางลูกที่มอดดับไปแล้วแต่บางลูกก็ยังกำลังคลุกกรุ่นอยู่ภายใน



รถทัวร์โดยสารของเราแล่นผ่านหมู่บ้านมนตีรันที่ตั้งอยู่ใกล้กับภูเขาไฟที่ยังไม่มอดดับ



ไกด์คุณEnggarชาวอินโดนีเซียเล่าให้พวกเราฟังว่าในปีค.ศ2010ภูเขาไฟลูกนี้เคยเกิดการระเบิดขึ้นอย่างรุนแรงเถ้าถ่านจากภูเขาไฟฟุ้งกระจายไปทั่วจนทำให้มีชาวบ้านในหมู่บ้านมนตีรันเสียชีวิตไปถึง300คนเหตุการณ์ภูเขาไฟระเบิดในครั้งนั้นมีข่าวโด่งดังไปทั่วโลก จากนั้นจึงชี้ให้ผมและคณะฯดูช่องทางที่ลาวาไหลผ่านซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นแม่น้ำขนาดใหญ่ไปแล้ว



สำหรับผลดีของบริเวณพื้นที่ที่ลาวาไหลผ่านทำให้พื้นที่บริเวณนั้นอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุมากมายปลูกพืชอะไรก็งอกงามรถทัวร์โดยสารพาผมและคณะฯเดินทางผ่านร้านแกะสลักหินเทพเจ้าต่างๆในศาสนาฮินดูรวมทั้งบุโรพุทธโธเพื่อจำหน่ายแก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านไปมาบนถนนสายนี้



ในที่สุดผมและคณะก็เดินทางมาถึงยังบริเวณที่ตั้งของบุโรพุทธโธ



บริเวณด้านหน้าเป็นพิพิธภัณฑ์รวบรวมชิ้นส่วนที่สำคัญตลอดจนวัตถุโบราณไว้เป็นจำนวนมากนอกจากนี้ยังจัดเป็นบริเวณนั่งพักผ่อนและห้องสุขาไว้บริการแก่นักท่องเที่ยวอีกด้วยครับ



และจากบริเวณพิพิธภัณฑ์ผมสามารถมองเห็นบุโรพุทธโธได้ในระยะไกลๆ



จากนั้นจึงทำการชำระค่าธรรมเนียมเข้าชมคนละ100,000 รูเปียหรือประมาณ300บาทเป็นที่เรียบร้อยจัดการนุ่งผ้าที่ทางเจ้าหน้าที่จัดเตรียมไว้ให้ซึ่งเป็นธรรมเนียมของประเทศอินโดนีเซียที่นักท่องเที่ยวทุกคนจะต้องปฎิบัติโดยเคร่งครัดทุกครั้งเมื่อจะเข้าไปเที่ยวชมภายในโบราณสถานเพื่อเป็นการให้เกียรติ์แก่สถานที่และเพื่อความสุภาพเรียบร้อยในการเข้าชมโบราณสถานทุกแห่งในประเทศอินโดนีเซีย



และ เมื่อจัดการแต่งองค์ทรงเครื่องเป็นที่เรียบร้อยแล้วคณะของเราพร้อมทั้งเจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวของชวากลางจึงถ่ายรูปหมู่รวมกันเป็นที่ระลึกบริเวณหน้าบุโรพุทธโธ



จากนั้นจึงเดินเท้าเข้าไปเที่ยวชมภายในบุโรพุทธโธแต่ถ้าขี้เกียจเดินที่บริเวณด้านหน้าของบุโรพุทโธมีรถพ่วงและจักรยานให้บริการนักท่องเที่ยวในราคาย่อมเยาอีกด้วยครับ



เกาะชวา เป็นดินแดนที่มีความเป็นมายาวนาน ย้อนไปได้ถึงก่อนยุคประวัติศาสตร์ราว 1.7 ล้านปี เมื่อครั้งชาวชวา (Java Man) ยังคงหาของป่าล่าสัตว์อยู่ในชวาตอนกลาง ติดตามมาด้วยการอพยพย้ายถิ่นของมนุษย์ จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดียมุ่งสู่หมู่เกาะทั้งหลายจวบจนมีการก่อร่างสร้างเมือง และอาณาจักรใหญ่ขึ้นตามลำดับ อำนาจถูกเปลี่ยนมือ เจ้าผู้ครองนครก็เปลี่ยนไป จากอาณาจักรศรีวิชัยที่นับถือศาสนาพุทธ เป็นอาณาจักรมัชปาหิตที่นับถือฮินดู  ทว่าในที่สุดก็เสื่อมอำนาจลง เปิดทางให้ศาสนาอิสลามเข้ามาเป็นใหญ่



ช่วงเวลาหลายพันปีมานี้ เกาะชวาจึงกลายเป็นเบ้าหลอมทางวัฒนธรรมความเชื่อที่มีสัดส่วนลงตัวและหลากหลาย  ความศรัทธาทางศาสนาได้ก่อให้เกิดงานศิลป์ชิ้นเอกอุขึ้นมากมายบนเกาะแห่งนี้



แม้ว่าปัจจุบันหลายแห่งจะกลายเป็นแหล่งโบราณคดีที่มีเพียงกองอิฐหินเก่าคร่ำคร่า แต่เมื่อมองลึกลงไปในความเก่าของอิฐหินแต่ละก้อนแล้ว นั่นเองคือจุดเริ่มต้นแห่งการแสวงหาคุณค่าและคำถามที่ต้องการคำตอบจากอดีต ร่วมเดินทางย้อนไปสู่ช่วงเวลาอันเรืองรุ่งของ 2 มหาศาสนสถาน ‘บุโรพุทโธ’ พุทธสถานที่ใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซีย และ ‘ปรามบานัน’ ศาสนสถานฮินดูที่สมบูรณ์และใหญ่ที่สุดของอินโดนีเซีย ซึ่งยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน นี่คือ 2 แหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่อยู่เหนือกาลเวลา



บุโรพุทโธ เป็นศาสนสถานในศาสนาพุทธนิกายมหายานที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในเป้าหมายของเหล่านักแสวงบุญจากชาวพุทธจากทั่วโลก ว่าต้องเดินทางไปสักการะให้ได้สักครั้งในชีวิต ถ้าปราสาทนครวัดคือศาสนาสถานฮินดูที่ยิ่งใหญ่ที่สุด  บุโรพุทโธ ก็น่าจะเป็นหนึ่งในพุทธสถานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเช่นกัน มิใช่เฉพาะในเรื่องขนาดอันมโหฬาร หากแต่ในแง่การเป็นศูนย์รวมจิตใจชาวพุทธนั้นย่อมสำคัญกว่า


ถ้าคุณผู้อ่านได้มีโอกาสเดินทางไปเยือน บุโรพุทโธ ในช่วงวันวิสาขบูชาก็จะประจักษ์จริง เพราะจะมีทั้งพระสงฆ์และชาวพุทธจากทั่วสารทิศมาร่วมกันเดินทักษิณาวัตร จากประตูใหญ่ด้านทิศตะวันออก ขึ้นไปจนถึงส่วนยอดของบูโรพุทโธ รวมระยะทางเดินกว่า 5 กิโลเมตร


 บุโรพุทโธ (Borobudur) หรือ โบโรบูดูร์ หรือ บูโรบูโด หรือที่ชาวชวาเขียนว่า Barabudur มีรากศัพท์มาจากภาษาสันสกฤตโดยคำว่า Bara มาจากคำว่า Biara หมายถึง ‘วิหาร (Vihara)’ หรือ ‘วัด (Temple)’ ส่วนคำว่า Budur หมายถึง ‘ภูเขาสูง (Mountain)’  เมื่อรวมความหมายเข้าด้วยกันแล้วจึงหมายถึง ‘วิหารที่สร้างขึ้นบนภูเขาสูง’ นั่นเอง



และเมื่อดูตามสภาพภูมิศาสตร์ก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ เนื่องด้วยบูโรพุทโธได้รับการสร้างขึ้นบนเนินดินธรรมชาติสูงกว่าระดับพื้นดิน 15 เมตร มองรูปทรงภายนอกคล้ายภูเขาลูกย่อม ๆ  ซึ่งผู้ออกแบบต้องการให้มีลักษณะเหมือนดอกบัวขนาดมหึมาลอยอยู่ในบึงใหญ่ ดังปรัชญาในศาสนาพุทธที่ว่า ดอกบัวนั้นเปรียบเสมือนพระนิพพาน ลอยเด่นอยู่ท่ามกลางทะเลแห่งห้วงทุกข์ กิเลส และวัฏสงสาร หากค้นลึกลงไปอีกก็จะพบว่า โบราณสถานแห่งนี้สร้างขึ้นอยู่ในที่ลุ่มน้ำท่วมถึง อันเป็นของแม่น้ำโพรโก (Sungai Prago : คำว่า Sungai ตามภาษาอินโดนีเซีย หมายถึงแม่น้ำ)



ในสมัยโบราณ ยามฤดูน้ำหลากมาเยือนก็จะมีน้ำเอ่อนองอยู่รอบบูโรพุทโธ เหมือนกับดอกบัวลอยอยู่ในน้ำจริง ๆ นับเป็นความชาญฉลาดทางด้านสถาปัตยกรรมแห่งยุคที่ปล่อยให้ธรรมชาติเข้ามามีส่วนร่วมอย่างผสมกลมกลืน



นักโบราณคดีเชื่อว่าแนวคิดนี้ได้ถูกจำลองมาจากการสร้างศาสนถานอันศักดิ์สิทธิ์ของประเทศอินเดีย ซึ่งตั้งอยู่ในที่ราบกว้างใหญ่ระหว่างแม่น้ำคงคาและแม่น้ำยมุนาที่ไหลมาบรรจบกัน โดยบูโรพุทโธตั้งอยู่ในบริเวณที่แม่น้ำปราคาและแม่น้ำอีโลมาบรรจบกันพอดี และการที่บูโรพุทโธได้รับการก่อสร้างขึ้นในเขตชวาตอนกลางนั้นมิใช่เรื่องบังเอิญ แต่มีเหตุผลหลายหลากช่วยสนับสนุน แม้ว่าสถานที่ก่อสร้างจะตั้งอยู่ไม่ห่างจากภูเขาไปเมราปิ (Gunung Merapi) ความสูง 2,911 เมตร ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ยังพร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ  ทว่าเถ้าถ่านของภูเขาไฟนั้นเอง ได้ช่วยเติมเต็มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ผืนดินในแถบที่ราบของชวากลางจนสามารถปลูกข้าวได้ แล้วกลายเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของเกาะนี้ไปในที่สุด นอกจากนี้การก่อสร้างสถาปัตยกรรมขนาดมโหฬารอย่างบูโรพุทโธจำเป็นต้องใช้ก้อนหินนับล้าน ๆ ก้อน ซึ่งแหล่งที่พอจะหาได้ง่ายที่สุดในชวากลางก็คือการใช้ ‘หินภูเขาไฟ’ ชนิดหนึ่งชื่อ ‘หินแอนดีไซต์ (Andesite)’ นั่นเอง และประการสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือ ชวากลางเป็นศูนย์รวมแห่งศิลปะวัฒนธรรมของเกาะนี้และของอินโดนีเซียมาแต่ยุคโบราณ บูโรพุทโธ จึงตั้งอยู่ ณ ใจกลางแห่งความมั่งคั่งทั้งมวลของอินโดนีเซียเลยก็ว่าได้



 สำหรับผู้ที่สร้างบุโรพุทโธคือ กษัตริย์แห่งราชวงศ์ไศเลนทรา (Sailendra Dynasty) ผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา (ไม่ปรากฏนามแน่ชัดว่าเป็นกษัตริย์องค์ใด) โดยในช่วง ค.ศ.732 ราชวงศ์นี้ได้เข้าครอบครองเกาะชวาตอนกลางแทนที่ราชวงศ์สัญชัย (Sanjaya Dynasty) ซึ่งนับถือศาสนาฮินดู (พราหมณ์) ที่มาจากประเทศอินเดีย  ราชวงศ์ไศเลนทรานับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน จึงได้ก่อสร้างโบสถ์ วิหาร และเจดีย์ขึ้นมากมาย ทว่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือ ‘บุโรพุทโธ’ โดยเริ่มก่อสร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ.775 จนกระทั่งมาเสร็จสมบูรณ์ในสมัยกษัตริย์อินทราเมื่อ ค.ศ.847 รวมเวลาก่อสร้างนานถึง 72 ปี ระยะเวลาอันยาวนานที่ใช้ในการก่อสร้างบูโรพุทโธ สัมฤทธิ์ผลลงด้วยอัจฉริยภาพขั้นสูงสุดของสถาปัตยกรรมแห่งราชวงศ์ไศเลนทรา ซึ่งยังคงความภาคภูมิใจให้แก่ลูกหลานชาวอินโดนีเซียมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ นี่คือสิ่งก่อสร้างที่เกิดก่อนปราสาทนครวัดถึง 300 ปี ใช้หินในการก่อสร้างทั้งหมดราว 2 ล้านก้อน หรือคิดเป็นปริมาตรประมาณ 60,000 คิวบิกเมตร รวมน้ำหนักกว่า 3,500,000 ตัน อีกทั้งพื้นที่ของโบราณสถานยังกินอาณาเขตกว้างขวางถึง 14,165 ตารางเมตร และโครงสร้างหลักสามารถยืนหยัดมาได้กว่า 1,200 ปี



 แม้ว่าบุโรพุทโธจะยิ่งใหญ่สักปานใด แต่เมื่อศาสนาอิสลามเข้าครอบครองเกาะชวาไว้ได้โดยสมบูรณ์ในศตวรรษที่ 15 ศาสนาสถานแห่งนี้ก็เริ่มถูกละเลย แล้วถูกทิ้งร้างอยู่กลางป่ารกมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ผู้คนที่เคยอาศัยอยู่รอบบูโรพุทโธก็พากันย้ายออกไปหาที่ทำกินใหม่ ซ้ำร้ายยังเกิดแผ่นดินไหวและเถ้าถ่านของภูเขาไฟเมาราปิปลิวมาทับถมปกคลุมโบราณสถานแห่งนี้เอาไว้ 
     จนกระทั่งศตวรรษที่ 20 เกิดน้ำท่วมจากฝนตกต่อเนื่อง ทำให้ส่วนฐานรากของโบราณสถานแห่งนี้ทรุดตัวตาม จนกระทั่งเซอร์-โทมัส สแตมฟอร์ม แรฟเฟิล (Sir Thomas Stamford Raffles) ผู้สำเร็จราชการอังกฤษประจำเกาะชวา ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของบูโรพุทโธ จึงเริ่มมีการบูรณะอย่างจริงจังเป็นครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1855



ต่อมารัฐบาลอินโดนีเซียได้ขอความช่วยเหลือจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) ในการบูรณะอย่างละเอียดอีกหลายครั้ง เพื่อแก้ไขปัญหาโพรงภายในภูเขาดินด้านล่างทรุดตัวจากน้ำท่วม การบูรณะได้เสร็จสมบูรณ์เมื่อ ค.ศ. 1983 ยูเนสโกจึงประกาศให้บูโรพุทโธเป็นมรดกโลกใน ค.ศ.1991 นอกจากนี้ ยังมีเองที่น่าแปลกเป็นอย่างยิ่งว่า บูโรพุทโธเป็นพุทธสถานที่ถูกห้อมลอมด้วยศาสนสถานขนาดใหญ่ของชาวฮินดูอยู่ถึง 3 แห่งด้วยกันคือ วัดแคงกัล (Canggal Temple) ทางทิศตะวันออก วัดเซนไก (Sengi Temple) ทางทิศเหนือ และวัดพรินกาปัส (Pringapus Temple) ทางทิศตะวันตก นี่ย่อมแสดงให้เห็นถึงการผสมกลมกลืนทางศาสนาต่างๆบนผืนดินชวา เป็นความใจกว้างของคนโบราณที่ไม่ได้ทำลายศาสนสถานของศาสนาอื่นยามที่ศาสนาของตนเองรุ่งเรืองขึ้นมาแทนที่



 ในปัจจุบันนี้ ผู้ที่จะเข้าชมบูโรพุทโธ มักเริ่มเดินทางจากเมืองยอกยาการ์ตา (Yogyagarta) หรือที่ชาวอินโดนีเซียเรียกสั้น ๆ ว่า ‘ยอกยา’ โดยบูโรพุทโธอยู่ห่างจากเมืองนี้ขึ้นไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 40 กิโลเมตร



นักท่องเที่ยวบางกลุ่มนิยมหาที่พักราคาประหยัดค้างคืนกันในเมืองยอกยาการ์ตา โดยติดต่อเหมารถไว้ล่วงหน้าให้มารับในช่วงเวลาประมาณ 04.00 น. ของวันรุ่งขึ้น เพื่อไปให้ทันชมพระอาทิตย์ขึ้นที่บูโรพุทโธ ซึ่งกล่าวขานกันว่าเป็นภาพที่งดงามติดตราตรึงใจเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ดี ประตูทางเข้าสู่บูโรพุทโธจะเปิดในเวลาประมาณ 06.00 น. นักท่องเที่ยวทั่วไปจึงไม่สามารถขึ้นไปชมพระอาทิตย์ขึ้นจากชั้นบนสุดได้  อีกทางเลือกหนึ่ง (ที่ต้องควักกระเป๋าแพงกว่า) คือ การซื้อแพ็คเกจทัวร์ที่เรียกว่า ‘Borobudur Sun Rise Tour’ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวเข้าสู่บุโรพุทโธได้ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เพื่อขึ้นไปรอชมพระอาทิตย์ขึ้นจากชั้นบนสุดได้



 บุโรพุทโธมีลักษณะสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นเป็นพีระมิดขั้นบันไดสี่เหลี่ยมด้านเท่า ยาวด้านละ 118 เมตร สูง 42 เมตร (ปัจจุบันความสูงลดลงเหลือเพียง 35.29 เมตร อันเป็นผลจากดินทรุดตัวและถูกฟ้าผ่าซ้ำซาก) มีบันไดขึ้นจากฐานทั้งสี่ด้าน ตัวบูโรพุทโธแบ่งได้เป็น 10 ชั้น จากชั้นที่ 1-6 สร้างเป็นฐานย่อมุมหกเหลี่ยมพร้อมภาพสลักนูนต่ำเกี่ยวกับพุทธประวัติ คติธรรมทางศาสนา จักรวาล กิเลสของมนุษย์ และการเข้าสู่พระนิพพาน จากชั้นที่ 7-10 สร้างเป็นฐานกลมล้อมรอบพระสถูปประธานซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดเอาไว้



สำหรับคติในการสร้างนั้นคือ บุโรพุทโธเปรียบเสมือนศูนย์กลางของจักรวาลเช่นเดียวกับเขาพระสุเมรุ โดยแบ่งได้เป็น 3 ชั้นใหญ่ ๆ คือ ส่วนฐานเรียกว่า ‘กามาฐาน’ หรือขั้นที่มนุษย์ยังผูกพันอย่างใกล้ชิดอยู่กับความสุขทางโลก และถูกครอบงำด้วยกิเลสตัณหา สร้างเป็นขั้นบันไดใหญ่ 4 ขั้น มีภาพนูนต่ำสลักบนกำแพงรอบฐานนี้รวม 160 ภาพ สูงขั้นไปเป็นชั้น ‘รูปธาตุ’ หรือขั้นที่มนุษย์หลุดพ้นจากกิเลสทางโลกได้บางส่วน



สร้างเป็นขั้นบันไดรูปกลม ฐานมี 6 ชั้น และมีภาพสลักนูนต่ำกว่า 1,300 ภาพ แสดงพุทธประวัติ ส่วนชั้นบนสุดคือชั้น ‘อรูปธาตุ’ หรือขั้นที่มนุษย์ไม่ผูกพันกับความสุขทางโลกอีกต่อไป สร้างเป็นฐานกลมซึ่งมีเจดีย์เล็กๆ จำนวน 72 องค์ วนเป็น 3 ชั้น ล้อมรอบพระสถูปประธาน (Central Stupa) สูง 150 ฟุต ในอดีตส่วนปลียอดของพระสถูปประธานนี้เคยมีลักษณะเป็นฉัตรครอบ 3 ชั้น ทว่าปัจจุบันไม่มีให้เห็นแล้ว อันเป็นผลมาจากการถูกฟ้าผ่าซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเสียหายร่วมกับผลจากแผ่นดินไหวนั่นเอง พระสถูปประธานมีความหมายถึง ‘ศูนย์กลางของจักรวาล’ ภายในเป็นห้องหลังคาทรงพีระมิด ซึ่งเคยใช้ประดิษฐานพระพุทธรูปทองคำ ซึ่งต่อมาใน ค.ศ.1849 ได้ถูกย้ายเข้าไปเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์แทน และรู้จักกันในชื่อว่า ‘The Unfinished Buddha’



สำหรับเจดีย์องค์เล็กจำนวน 72 องค์ที่รายล้อมพระสถูปประธานนั้น สร้างเป็นทรงระฆังคว่ำโปร่งฉลุลายรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดภายในบรรจุพระพุทธรูปเอาไว้ ซึ่งปัจจุบันมีเจดีย์เพียงบางองค์ที่ยังมีพระพุทธรูปตั้งอยู่ภายใน หรือถ้ามีอยู่ก็เสียหาย หาที่สมบูรณ์ได้ยาก โดยทางทิศตะวันออกมีเจดีย์อยู่องค์หนึ่งที่ส่วนฐานครอบหายไป เผยให้เห็นองค์พระที่ค่อยข้างสมบูรณ์ พระพักตร์สงบนิ่ง นั่งอยู่ในท่าขัดสมาธิเพชร นับเป็นพระพุทธรูปที่ถูกถ่ายภาพมากที่สุด และกลายเป็นสัญลักษณ์ทางด้านการท่องเที่ยวของบูโรพุทโธในปัจจุบันก็ว่าได้ เสน่ห์ของบูโรพุทโธสำหรับแต่ละคนคงจะต่างกันไป บ้างก็หลงใหลในความขลังและความเก่าแก่ของพุทธสถานแห่งนี้ บ้างต้องการมาแสวงบุญ บ้างก็มาชื่นชมลวดลายสลักหินนับพัน ๆ ภาพ ซึ่งสามารถสลักหินภูเขาไฟสีดำอันแข็งกร้าวให้ออกมาอ่อนช้อยราวกับมีชีวิตจิตใจ โดยเฉพาะพระพักตร์ของพระพุทธองค์นั้นอิ่มเอิบและเปี่ยมด้วยเมตตาเป็นอย่างยิ่ง สะท้อนได้ถึงยุคอันรุ่งเรืองของพุทธศาสนาและความสงบสุขเมื่อหลายพันปีก่อน



การชมบุโรพุทโธให้ละเอียดครบถ้วนนั้นกินเวลาเป็นวัน ๆ แต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ซึ่งมีเวลาจำกัดมักจะมุ่งตรงขึ้นไปยังชั้นบนสุดซึ่งเปรียบเสมือนไฮไลท์ของที่นี่ อยากจะแนะนำว่าการมาท่องเที่ยวของคุณจะสนุกสนานยิ่งขึ้น หากได้มีโอกาสศึกษาประวัติศาสตร์และความสำคัญของสถานที่แห่งนี้มาก่อน รวมทั้งควรเดินชมรายละเอียดของภาพสลักต่าง ๆ ด้วย ความยิ่งใหญ่ของบูโรพุทโธก็จะปรากฏขึ้นอย่างแจ่มชัดกว่าการมาชมอย่างฉาบฉวย เพราะหากลองจินตนาการเล่น ๆ ดูแล้ว อาจจะเห็นภาพของคนงานและนายช่างฝีมือเลิศนับพันๆ ชักลากและแกะสลักหินจนเกิดเป็นลวดลายอันงามวิจิตร อีกทั้งในอดีตยังเป็นการสร้างขึ้นมาด้วยแรงงานคนล้วนๆ!



 แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านไป แม้ว่าอิฐหินที่ใช้สร้างบูโรพุทโธจะถูกธรรมชาติกัดกร่อนจนเก่าลงทุกวันตามกฏแห่งกาลเวลา แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนตามคือ ความศรัทธาอันแรงกล้าของผู้คนที่มีต่อสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ บูโรพุทโธมิได้เป็นเพียงกองอิฐหินเก่าคร่ำคร่า หากแต่เป็นตัวแทนแห่งพระพุทธศาสนาที่โลกจักไม่มีวันลืมเลือน



แม้ว่าชาวอินโดฯ ส่วนใหญ่จะเป็นมุสลิม แต่พวกเขาต่างก็ภาคภูมิใจในพุทธสถานแห่งนี้ ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังได้ดูแลรักษามหาเจดีย์บุโรพุทโธให้อยู่ในสภาพที่ค่อนข้างดี โดยเฉพาะเมื่อสองปีที่ผ่านมา เถ้าถ่านจากภูเขาไฟระเบิดห่างไปไม่กี่กิโลได้ท่วมทับพุทธสถานแห่งนี้ แต่ด้วยจิตอาสาของชาวอินโดฯ ต่างศาสนา จึงช่วยกันทำความสะอาดให้โบราณสถานสำคัญได้กลับมามีชีวิตขึ้นอีกครั้งหนึ่งแม้บุโรพุทโธจะไม่ใช่ 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก แต่มหาเจดีย์ “บุโรพุทโธ” หรือ “บรมพุทโธ” (Borobudur) ก็จัดได้ว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ในระดับน้องๆ ของสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ในขณะที่ชาวอินโดนีเซียต่างยกย่องให้มหาเจดีย์แห่งนี้เป็นสิ่งมหัศจรรย์สำคัญของประเทศ และเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่เชิดหน้าชูตาของอินโดนีเซียอีกด้วยครับ



ผมและคณะเดินเที่ยวชมความมหัศจรรย์ของบุโรพุทโธซึ่งในขณะนั้นมีคณะทัวร์จากยุโรปเดินทางมาสักการะบูชาด้วยเดินเท้าสวดมนต์กันโดยรอบขององค์บุโรพุทโธสามรอบจากนั้นยืนก้มหน้าลงแล้วเอามือแตะกับฐานขององค์บุโรพุทโธพร้อมกับสวดมนต์อยู่ชั่วขณะหนึ่งเป็นภาพที่น่าประทับใจมากและที่ประทับใจผมมากที่สุดก็คือ ไกด์นำเที่ยวของเราคือคุณ Enggar ชาวอินโดนีเซียถึงแม้จะไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ แต่เขาก็สามารถเล่าเรื่องราวพุทธประวัติและพุทธปรัชญาได้อย่างแตกฉานล้ำลึก ทำให้พวกเราชาวพุทธเช่นเราๆท่านๆจำเป็นที่จะต้องหันกลับมาทบทวนความเป็น ‘ชาวพุทธแท้’ กันอีกครั้งหนึ่งแล้วครับท่านผู้อ่าน.



ห่างจากบุโรพุทโธมาประมาณหนึ่งกิโลเมตรผมและคณะฯก็เดินทางมาถึงยังMendut Templeซึ่งตั้งอยู่บนถนนสายเดียวกันกับบุโรพุทโธ  พอผมและคณะฯลงจากรถขวามือเป็นที่ตั้งของปรางค์ปราสาทหินขนาดใหญ่ในศาสนาฮินดูหนึ่งหลังตั้งตะหง่านอยู่บนลานสนามหญ้าอันเขียวขจีใกล้กับองค์ปรางค์ปราสาทหินมีต้นไทรขนาดใหญ่อายุอานามคาดว่าเป็นร้อยๆปีแผ่กิ่งก้านสาขาอยู่โดยรอบให้ความร่มเย็นแก่ผู้ที่ได้มีโอกาสมาเยี่ยมเยือนเป็นยิ่งนักรวมทั้งม่านไทรที่ห้อยลงมาจนเกือบถึงพื้นดิน



ผมเดินเท้าผ่านร้านขายของที่ระลึกให้กับนักท่องเที่ยวไปหน่อยมีกองหินขนาดใหญ่วางระเกะระกะอยู่บนลานสนามหญ้าผมเดาว่าคงจะเป็นชิ้นส่วนของปรางค์ปราสาทหลังนี้ที่พังทะลายลงมาเมื่อครั้งเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในอินโดนีเซีย



และโดยรอบผนังของวิหารทั้ง4ด้านมีภาพแกะสลักนูนต่ำเรื่องราวในมหากาพย์รามายนะตลอดจนภาพของวิถีชีวิตผู้คนเมือพันกว่าปีที่ผ่านมาอีกด้วยครับ



ส่วนทางด้านซ้ายมือของปรางค์ปราสาทหินมีประตูทางเข้าวัด



ภายในวัดลักษณะคล้ายวัดในพุทธศาสนาพอผมก้าวเท้าผ่านประตูเข้าไปมีทางเดินเท้าปูด้วยอิฐกว้างประมาณ2เมตรสองข้างทางเดินมีรูปทรงเจดีย์ทรงคว่ำก่อด้วยอิฐตั้งอยู่ในน้ำเรียงรายไปตลอดสองข้างทางเดินยาวประมาณ120เมตร



ปลายสุดของทางเดินเท้าตรงกลางเป็นเจดีย์ทรงคว่ำก่อด้วยอิฐถือปูนขนาดใหญ่ความสูงประมาณ10เมตรตั้งตะหง่านอยู่โดยมีพระพุทธรูปปรางค์สมาธิก่อขึ้นด้วยปูนประดิษฐานอยู่เบื้องหน้าผมกราบสักการะบูชาองค์พระเจดีย์และพระพุทธรูปปรางค์สมาธิซึ่งประดิษฐานอยู่ภายในวัดแห่งนี้



จากนั้นผมเดินออกมาทางประตูทางเข้าวัดขวามีวิหารอยู่หนึ่งหลัง



ภายในเป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นพระพุทธเจ้าปางปรินิพานหล่อขึ้นมาจากปูนโดยมีผ้าสีทองผืนใหญ่คลุมไว้ตั้งแต่พระศอจรดจนถึงพระบาทนอกจากนี้ยังมีรอยพระพุทธบาทประดิษฐานอยู่ภายในวิหารแห่งนี้อีกด้วย



ผมมองดูว่าช่างเป็นความกลมกลืนของทั้งสองศาสนาคือพุทธกับฮินดูที่ศาสนสถานทั้งสองแห่งมาตั้งอยู่ใกล้ชิดติดกันจนเกือบจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยปราศจากความขัดแย้งซึ่งกันและกันผมและคณะฯเที่ยวชมศาสนสถานทั้งสองแห่งภายในMendut Templeจนสมควรแก่เวลา



แต่พอจะเดินขึ้นรถเหล่าแม่ค้าที่เดินขายของอยู่บริเวณนั้นต่างก็กรูกันเข้ามาเสนอขายของที่ระลึกในราคาลดแหลกแจกแถม



ซึ่งคณะของเราก็เลือกซื้อของที่ระลึกกันคนละอย่างสองอย่างเท่ากับเป็นการกระจายรายได้ให้กับชาวบ้านแถวนั้นไปด้วย



จากนั้นคณะของเราก็เดินทางไปตามถนนราดยางอันร่มรื่นมุ่งหน้าสู่ketep Passซึ่งตั้งอยู่บนภูเขาสูงเพื่อรับประทานอาหารกลางวันและเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ภูเขาไปเมราปี



ketep Passซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเมืองย๊อกยาการ์ตาระยะทางประมาณ80กิโลเมตร


สำหรับร้านอาหารของketep Passตั้งอยู่บนภูเขานักท่องเที่ยวสามารถรับประทานอาหารกลางวันพร้อมชมวิวทิวทัศน์ของภูเขาไฟเมราปีที่กำลังคลุกกรุ่นอยู่ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นที่อยู่ของพระเจ้า



แต่ก่อนที่จะรับประทานอาหารกลางวันผมและคณะเดินเข้าไปเที่ยวชมภายในของพิพิธภัณฑ์ในketep Passซึ่งมีเรื่องราวประวัติความเป็นมาพร้อมกับรูปจำลองของ ภูเขาไฟเมราปี


         สำหรับภูเขาไฟเมราปี (Mount Merapi) ตั้งอยู่ในเกาะชวากลาง มีความสูงประมาณ 2,914 เมตร ส่วนคำว่า “เมราปี” มาจากคำสองคำคือ คำว่า "เมรุ" เป็นภาษาสันสกฤต หมายถึง "ภูเขา"สำหรับภูเขาไฟเชื่อกันว่าคือศูนย์กลางของจักรวาลตามคติความเชื่อในศาสนาฮินดู ส่วนคำว่า "อาปี" แปลว่า "ไฟ" เมื่อรวมคำสองคำเข้าด้วยกันแล้วมีความหมายว่า "ภูเขาไฟ"



        ภูเขาไฟเมราปีเป็นหนึ่งในจำนวนภูเขาไฟ 129 ลูกในอินโดนิเชียที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ การระเบิดของมันเมื่อ พ.ศ. 2537 ได้คร่าชีวิตผู้คนไป 70 ราย ขณะที่การระเบิดใน พ.ศ. 2473 มีผู้เสียชีวิตถึง 1,300 ราย จากนั้นระเบิดเมื่อ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 เมื่อเวลา 5.40 น. ตามเวลาท้องถิ่นภูเขาไฟเมราปีกลับมาประทุอีกครั้งเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2553 ก่อให้เกิดเถ้าถ่านและกลุ่มควันสูงขึ้นไปในอากาศ 1.5 กิโลเมตร ทำให้มีผู้เสียชีวิต 304 คน ทางการสั่งอพยพประชาชนในพื้นที่ 50,000 คน ก่อนหน้านี้ เกิดแผ่นดินไหวจากภูเขาไฟกว่า 500 ครั้ง และการปะทุของลาวาที่เพิ่มความถี่มากขึ้นจากเมื่อการประทุเมื่อพ.ศ. 2549



จากนั้นผมและคณะฯก็เดินเข้ามาในโรงภาพยนต์ขนาดเล็กเพื่อชมวีดิทัศน์การระเบิดของภูเขาไฟเมราปี  



ผมนั่งชมวิดิทัศน์เห็นความร้ายแรงการระเบิดของภูเขาไฟเมราปีที่มีอำนาจการทำลายล้างรุนแรงมาก



ทำให้สงสารชาวอินโดนีเซียขึ้นมาอย่างจับจิตจับใจ ประเทศอินโดนีเซียเพื่อนบ้านที่ดีของเราต้องประสบกับโศกนาฎกรรมร้ายแรงจากภัยธรรมชาติภูเขาไฟระเบิดและแผ่นดินไหวมาโดยตลอดแถมวันดีคืนดีก็มาเกิดคลื่นยักษ์สึนามิซ้ำเติมเข้าให้อีก



เนื่องจากสถานที่ตั้งของเกาะชวาอยู่ตรงบริเวณรอยเลื่อนของเปลือกโลก (Ring of Fire)พอดีจึงทำให้สามารถเกิดแผ่นดินไหวได้ตลอดเวลา  ประเทศไทยของเรานับว่าโชคดีที่ไม่ค่อยที่จะเกิดภัยธรรมชาติที่รุนแรงเหมือนกับประเทศอินโดนีเซียแต่ภัยร้ายแรงของประเทศไทยเกิดจากการกระทำของคนไทยกันเองที่ชอบทะเลาะและฆ่ากันเองมากการเกิดจากภัยธรรมชาติ  



หลังจากชมวิดิทัศน์ความเป็นมาของภูเขาไฟเมราปีเสร็จเรียบร้อยแล้วผมและคณะฯของเราจึงรับประทานอาหารกลางวัน



พร้อมชมความสวยงามที่แฝงไว้ด้วยความน่ากลัวของภูเขาไฟเมราปีที่ตั้งตะหง่านอยู่เบื้องหน้า



จากนั้นผมและคณะฯก็เดินทางมายังเมืองสุราการ์ตา(Suragarta)หรือที่ชาวชวาเรียกกันว่า”โซโล” (Solo)ชื่อเมืองน่ะครับไม่ใช่ชื่อยี่ห้อกุญแจหรือเครื่องมือช่างในบ้านเราตั้งอยู่ห่างจากเมืองย็อกจาการ์ตามาทางทิศตะวันออกระยะทางประมาณ60กิโลเมตร



เมืองสุราการ์ตาเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานโดยเมืองแห่งนี้เคยเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรมะตะรัมที่ยิ่งใหญ่ก่อนที่จะถูกแยกจากยอร์ยาการ์ตาในปี 1755 ตามเงื่อนไขสนธิสัญญาสันติภาพที่ทำกับดัตซ์ ภายในเมืองสุราการ์ตาเป็นที่ตั้งวังเกอราตอน กาซูนานัน ที่สร้างขึ้นบนฝั่งของแม่น้ำโซโลซึ่งจัดว่าเป็นศูนย์กลางของเมือง อาณาจักรและจักรวาลเช่นเดียวกับวังแห่งย็อกยาการ์ตา โดยราชสำนักทั้งสองแห่งนี้ใช้เวลาสร้างนับสิบปีและมีความคล้ายคลึงกันมาก  นอกจากนี้โซโลยังเป็นเมืองอุตสาหกรรมและศูนย์กลางการผลิตผ้าบาติกที่มีชื่อเสียงที่สุดในอินโดนีเซียอีกด้วยครับ
ผมได้ยินคำว่า “โซโล”ครั้งแรกเมื่อยังเป็นเด็กจากเพลงของฟรานซิส ยิบ นักร้องยอดนิยมในอดีตชาวฮ่องกงร้องเพลงที่มีชื่อว่า “เบอกาวันโซโล” ในอัลบั้มชุดDiscoveryซึ่งมีความหมายว่า “แม่น้ำโซโล”เนื้อเพลงบรรยายถึงความสวยงามของแม่น้ำโซโลแห่งนี้เพลงนี้มีความไพเราะมากท่านผู้อ่านลองหาฟังในYoutubeได้น่ะครับ



พอเข้าสู่เขตเมืองโซโลฝนที่ตั้งเค้ามานานก็ตกลงมาอย่างหนักสักพักหนึ่งท้องฟ้าก็เริ่มเปิดฟ้าสวยแดดใสกลับมาตามเดิมและนี่คือสภาพอากาศของประเทศอินโดนีเซียที่มีลักษณะเป็นหมู่เกาะฝนตกบ่อยแต่ก็ตกไม่นานจากนั้นท้องฟ้าก็ปลอดโปร่งตามเดิมซึ่งเป็นอย่างนี้ตลอดทั้งวันครับพอฝนตกรถก็ติดเหมือนกับบ้านเรา



สำหรับสถานที่แห่งแรกที่คณะฯของเราจะเดินทางไปเยี่ยมชมก็คือสถานีรถไฟเก่าสมัยอินโดนีเซียเป็นอาณานิคมของดัทซ์ชื่อว่า “Tasikmadde”




ปัจจุบันสถานีรถไฟแห่งนี้เลิกใช้งานไปแล้วแต่ภายในได้จัดเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆที่ใช้ในการรถไฟของอินโดนีเซียรวมทั้งเป็นสถานที่เก็บรักษาหัวรถจักรไอน้ำโบราณผลิตในประเทศเยอรมันสร้างตั้งแต่ ปีค.ศ 1908หรือประมาณ100กว่าปีที่ผ่านมาแล้วเปรียบเป็นคนก็ชราภาพมากแล้ว


นอกจากจะจัดเป็นพิธภัณฑ์แล้วบริเวณโดยรอบของสถานีรถไฟโบราณแห่งนี้ยังได้เป็นสวนสนุกให้ชาวอินโดนีเซียพาครอบครัวมาพักผ่อนหย่อนใจในวันหยุดอีกด้วยโดยมีหัวรถจักรโบราณขับเคลื่อนด้วยพลังงานไอน้ำวิ่งให้บริการในช่วงสั้นๆอีกด้วยครับ



สำหรับหัวรถจักรโบราณมีอายุ100กว่าปีแล้วปัจจุบันก็ยังใช้งานได้อยู่ผมและคณะฯทดลองนั่งเป็นที่สนุกสนานครื้นเครงไปทั้งขบวนรถไฟ



นอกจากนี้บริเวณโดยรอบของสถานีรถไฟโบราณยังมีร้านอาหารและร้านจำหน่ายสินค้าO-TOPของอินโดนีเซีย


ซึ่งคณะของเราได้รับการต้อนรับอย่างเป็นกันเองด้วยไมตรีจิตอย่างดียิ่งจากแม่ค้าชาวอินโดนีเซียพร้อมซื้อสินค้าของที่ระลึกกันคนละอย่างสองอย่างติดไม้ติดมือกลับเมืองไทยก่อนเดินทางต่อเหล่าแม่บ้านก็รวมตัวกันถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันด้วยความคริ้นเครง.



จากนั้นผมและคณะฯเดินทางสู่โรงแรม Lor in Hotel  www.lorinhotel.com ตั้งอยู่ใจกลางในเมืองSolo


เพื่อพักผ่อนและรับประทานอาหารค่ำ แล้วพบกันใหม่ในวันพรุ่งนี้ครับ...
สำหรับคืนนี้ขอกล่าวคำว่า “ราตรีสวัสดิ์ครับ”

หน้าต่อไป