วันแรกของการเดินทาง



-    สนามบินสุวรรณภูมิ



      07.00 น. เจ้านกเหล็กยักษ์ของสายการบินการูด้า  (Garuda Airline) www.garuda-indonesia.com ซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติของอินโดนีเซียเป็นผู้ให้การสนับสนุนการดินทางในทริปนี้ก็ทะยานขึ้นสู่รันเวย์ของสนามบินสุวรรณภูมิเหิรฟ้าพาผมและคณะผู้ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางสู่สนามบินจาการ์ต้าในเกาะชวา(Java)



จากนั้นเจ้านกเหล็กยักษ์ก็เหิรฟ้ามุ่งหน้าลงไปทางทิศใต้ตัดผ่านอ่าวไทยจากนั้นบินผ่านตอนบนของประเทศมาเลเซียเข้าสู่มหาสมุทรอินเดียผ่านเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย  ผมมองจากหน้าต่างเครื่องบินของสายการบินการูด้าลงมายังเบื้องล่างแลเห็นหมู่เกาะน้อยใหญ่นับเป็นร้อยๆเกาะของประเทศอินโดนีเซียกระจัดกระจายอยู่ในมหาสมุทรอินเดีย(Indian Ocean)



และในที่สุดเจ้านกเหล็กยักษ์ก็ลดระดับเพดานบินลงมาเรื่อยๆจนลงมาจอดสงบนิ่งอยู่บนรันเวย์ของสนามบินนานาชาติจาการ์ต้าจากกรุงเทพเดินทางมายังสนามบินจาการ์ต้าระยะทางประมาณ2,300กิโลเมตรโดยใช้เวลาในการบินทั้งหมด3ชั่วโมงเดินทางมาประเทศอินโดนีเซียไม่จำเป็นต้องปรับเวลาน่ะครับเพราะเวลาท้องถิ่นของอินโดนีเซียตรงกับเวลาท้องถิ่นของไทยครับพูดถึงเรื่องเวลาแล้วผมยังงงๆไม่หายประเทศมาเลเซียตั้งอยู่ในแนวเส้นแบ่งเขตเวลาโลกแนวเดียวกับไทยห่างจากไทยไม่เท่าไหร่แต่เวลาดันเร็วกว่าไทยหนึ่งชั่วโมงส่วนประเทศอินโดนีเซียนั้นตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของไทยระยะทางไกลจากมาเลเซียเวลาท้องถิ่นน่าจะช้ากว่าไทยแต่เวลาดันเท่ากับไทยเช่นเดียวกับประเทศเวียดนามตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเวลาน่าจะเร็วกว่าไทยหนึ่งชั่วโมงแต่เวลาท้องถิ่นของประเทศเวียดนามดันเท่ากับไทย...งงๆๆๆๆๆครับ



จากนั้นผมและคณะฯทุกคนไม่รอช้าต่างพากันเดินเท้าจากสนามบินนานาชาติจาการ์ต้ามายังสนามบินภายในประเทศซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันเห่างกันไม่มากนักแต่ก็ทำเอาหลายๆคนหอบไปเหมือนกันเพื่อทำการต่อเครื่องบินเดินทางต่อไปยังเมืองย็อกยาการ์ตา(Yogyakarta)ซึ่งตั้งอยู่ในเกาะชวากลาง(Java)  



สำหรับบรรยากาศของสนามบินภายในประเทศเท่าที่ผมสังเกตุดูค่บรรยากาศค่อนข้างที่จะชุลมุนวุ่นวายกันพอสมควรเพราะชาวอินโดนีเซียมักจะนิยมเดินทางโดยทางเครื่องบินกันเป็นส่วนใหญ่



สาเหตุเพราะว่าภูมิประเทศของอินโดนีเซียมีลักษณะเป็นหมู่เกาะการเดินทางไปมาระหว่างเมืองที่อยู่กันคนละเกาะจึงทำได้เฉพาะเดินทางด้วยเรือทัวร์โดยสารและทางอากาศเท่านั้น โดยเฉพาะการเดินทางโดยทางเรือโดยสารจะพบกับอุปสรรคมากในช่วงของฤดูมรสุมเพราะคลื่นลมในทะลจะมีกำลังแรงมากอาจเกิดอันตรายกับผู้โดยสารในระหว่างเดินทางได้ส่วนเวลาการเดินทางก็ล่าช้าชาวอินโดนีเซียจึงหันมานิยมเดินทางโดยทางเครื่องบินกันมากเพราะรวดเร็วและมีความปลอดภัยมากกว่าตลอดจนราคาค่าโดยสารเครื่องบินในประเทศอินโดนีเซียก็ไม่แพงจนเกินไปนัก



ดังนั้นในทุกๆวันเราจึงแลเห็นสนามบินภายในประเทศของอินโดนีเซียจะพลุกพล่านไปด้วยชาวอินโดนีเซียที่มาใช้บริการเครื่องบินเดินทางไปยังเมืองที่อยู่ตามเกาะต่างๆทั่วประเทศอินโดนีเซียยิ่งในช่วงเทศกาลวันสำคัญทางศาสนาและงานเทศกาลสำคัญประจำท้องถิ่นสนามบินภายในประเทศจะแน่นขนัดไปด้วยผู้คนต่างเดินทางไปเยี่ยมญาติหรือประกอบพิธีกรรมทางศาสนากันมากคล้ายๆกับวันขึ้นปีใหม่หรือเทศกาลสงกรานต์ของไทยอย่างไงอย่างงั้นล่ะครับดังนั้นถ้าท่านผู้อ่านมีความประสงค์ที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศอินโดนีเซียก็ควรที่จะหลีกเลี่ยงเดินทางมาในช่วงเทศกาลวันสำคัญทางศาสนาของชาวอินโดนีเซียเขาล่ะครับเดี๋ยวจะหาว่าหล่อไม่เตือนน่ะครับ.



จากกรุงจาการ์ตาเมืองหลวงของประเทศอินโดนีเซียเดินทางมายังเมืองย็อกยาการ์ตาเมืองหลวงเก่าของอินโดนีเซียซึ่งตั้งอยู่ในเกาะชวากลาง(Java)เหมือนกันระยะทางห่างกันประมาณ500 กิโลเมตรแต่ถ้าเดินทางโดยทางรถโดยสารจะใช้เวลาในการเดินทางประมาณ9 ชั่วโมงสาเหตุที่รถโดยสารใช้เวลาเดินทางนานก็เพราะว่าถนนหนทางบนเกาะชวาไปตามเมืองแต่ละเมืองนั้นค่อนข้างแคบและไม่มีมอเตอร์เวย์เหมือนกับเมืองไทยอีกทั้งภูมิประเทศของอินโดนีเซียส่วนใหญ่เป็นภูเขามากกว่าพื้นราบรถโดยสารจำเป็นจะต้องขับลัดเลาะไปตามไหล่เขานอกจากนั้นทางการของอินโดนีเซียยังออกกฎหมายห้ามขับรถเร็วเกินกว่า60กิโลเมตรต่อชั่วโมงยิ่งทำให้การเดินทางโดยรถยนต์ล่าช้าเป็นอันมากและถ้าเดินทางโดยทางรถไฟด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่ต้องใช้เวลาในการเดินทางประมาณ12-15ชั่วโมงแต่ถ้าเดินทางโดยเครื่องบินจะใช้เวลาแค่1 ชั่วโมงเท่านั้นเองครับสำหรับอัตราค่าโดยสารเครื่องบินก็ไม่แพงอยู่ระหว่าง1,000-1,200บาทเท่านั้นเองครับจ่ายเงินเพิ่มอีกนิดหน่อยแต่สามารถประหยัดเวลาไปได้ตั้ง10-12 ชั่วโมงเลยน่ะครับท่านผู้อ่าน
สาเหตุที่ตามสนามบินและสถานีขนส่งต่างๆในประเทศอินโดนีเซียคร่าคร่ำไปด้วยผู้คนก็เพราะว่าในประเทศอินโดนีเซียมีจำนวนประชากรมากถึง250ล้านคนมากเป็นอันดับ4รองมาจากจีน,อินเดียและอเมริกาและมีจำนวนประชากรมากกว่าบ้านเรา3-4 เท่าเชียวน่ะครับท่านผู้อ่าน
แต่ถ้าท่านผู้อ่านอยากที่จะประหยัดเวลาเดินทางให้น้อยๆลงจะได้มีเวลาท่องเที่ยวให้มากๆขึ้นไม่ต้องมาเสียเวลาต่อเครื่องบินจากกรุงจาการ์ตาเดินทางมายังเมืองย็อกยาการ์ตาให้มันยุ่งยากเสียเวลาและลำบากลำบนเหมือนกับผม  ทาง Air Asiaสายการบินต้นทุนต่ำเขามีเที่ยวบินบินตรงจากกรุงเทพฯบินโดยตรงมาถึงยังเมืองย็อกยาการ์ตาเลยครับลองคลิ๊กเข้าไปดูที่ www.airasia.com   



สำหรับเครื่องบินภายในของสายการบินการูด้าที่ใช้บินระหว่าง กรุงจาการ์ตาเดินทางมายังเมืองย็อกยาการ์ตาเป็นเครื่องบินขนาดเล็กรองรับผู้โดยสารได้ประมาณ120ที่นั่งคล้ายๆกับสายการบินที่บินภายในประเทศของบ้านเราบินสู่จังหวัดเล็กๆเช่นนครพนม,ตราดฯลฯส่วนเครื่องบินของสายการบินการรูด้าลำที่ผมและคณะใช้โดยสารอยู่นี้ที่นั่งทุกที่นั่งเต็มครับ



และเมื่อได้เวลาเครื่องบินของสายการบินการูด้าก็เหิรฟ้าพาคณะของเราออกเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองย๊อกจาการ์ต้าในทันที



 สำหรับบรรยากาศภายในเครื่องบินก็เหมือนกับสายการบินLowcostในบ้านเรานั้นล่ะครับแต่สิ่งที่สะดุดตาผมมากเป็นพิเศษก็คือแอร์โฮสเตสนางหนึ่งของสายการบินการูด้าเที่ยวบินนี้สวยคมสมใจผมจริงๆจนทำให้ผมต้องแอบชมความงามของเธออยู่บ่อยๆเปรียบเสมือนหมาแก่ ๆมองเห็นเครื่องบินนั้นล่ะครับได้แต่มองทำอะไรไม่ได้จริงๆ



13.00 น.  เครื่องบินของสายการบินการรูด้าใช้เวลาเดินทางเพียงหนึ่งชั่วโมงก็พาผมและคณะฯของเราเดินทางมาถึงยังสนามบินของเมืองย็อกยาการ์ที่มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “Adisutjipto International Airport”ผมคุ้นๆชื่อของสนามบินคล้ายกับชื่อนายพลคนดังของอินโดนีเซียที่ล่วงลับไปแล้วคือท่านนายพลSutjiptoครับ


และที่สนามบิน Adisutjipto International Airport ผมและคณะได้พบกับเจ้าหน้าที่ของการท่องเที่ยวเกาะชวากลางรวมทั้งไกด์และพนักงานของบริษัททัวร์ Cha Cha Tour and Travel จำ กัด www.chachatour.com ที่ทางการท่องเที่ยวเกาะชวากลางจัดให้มาต้อนรับคณะของเราในการเดินทางมาท่องเที่ยวยังเกาะชวากลางในทริปนี้



จากนั้นเจ้าหน้าที่ของการท่องเที่ยวเกาะชวากลางทำพิธีกล่าวต้อนรับคณะฯของเราพร้อมกับแนะนำตัวทุกคนเป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงถ่ายรูปหมู่ร่วมกันเป็นที่ระลึก  



จากนั้นจึงพาคณะฯของเราเดินทางออกจากสนามบินเดินทางเข้ามายังตัวเมืองย็อกยาการ์ตา



เพื่อรับประทานอาหารกลางวันกันที่ Jayakarta hotelในเมืองย็อกยาการ์ตา



เนื่องจากอินโดนีเซียเป็นประเทศมุสลิมเมนูอาหารที่เตรียมไว้สำหรับคณะของเราในมื้อนี้จึงปรุงมาจากเนื้อปลาและผักเสียเป็นส่วนใหญ่



 ประกอบกับล่วงเลยเวลาอาหารกลางวันมาชั่วโมงกว่าแล้วผมและคณะฯจึงรับประทานอาหารกลางวันมื้อนี้ด้วยความเอร็ดอร่อยสาเหตุเพราะหิวกันจนตาลายเลยครับ
หลังจากอิ่มหนำสำราญกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นเจ้าหน้าที่ของการท่องเที่ยวเกาะชวากลางก็พาผมและคณะฯเดินทางด้วยรถทัวร์ท่องเที่ยวไปตามถนนในเมืองย็อกยาการ์ตามุ่งหน้าสู่วิหารปรามบานัน(Prambanan)หนึ่งในศาสนสถานศาสนาฮินดูตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองย็อกยาการ์ตาระยะทางประมาณ8กิโลเมตร



ระหว่างเดินทางไปยังวิหารปรามบานันไกด์ประจำทริปชาวอินโดนีเซียก็ขึ้นกล่าวแนะนำตัวเป็นภาษาอังกฤษว่าชื่อคุณEnggerพูดได้แต่ภาษาอังกฤษแต่ภาษาไทยพูดไม่ได้เลยครับ



ผมนึกในใจว่าซวยแล้วซิตูภาษาอังกฤษของผมยังเพียงแค่งูๆปลาๆแล้วจะฟังไกด์Enggerอธิบายข้อมูลที่เล่ามารู้เรื่องหรือว่ะ...แต่ก็เอาเหอะฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องถามเพื่อนร่วมทางที่นั่งอยู่ข้างๆก็ได้คงจะเข้าใจบ้างล่ะว่ะผมนึกในใจ
หลังจากแนะนำตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้วเจ้าหน้าที่ของการท่องเที่ยวของเกาะชวากลางก็นำเงินรูเปีย(สกุลเงินของอินโดนีเซีย)มาให้ผมและคณะฯแลกในอัตราแลกเปลี่ยน300รูเปียเท่ากับ1บาทหรือ1ดอลล่าร์สหรัฐเท่ากับ3,000รูเปีย ถ้าหากใช้ไม่หมดวันกลับสามารถนำมาแลกคืนได้อีกด้วยครับผมแลกเงินรูเปียติดกระเป๋าเอาไว้เล็กน้อยเผื่อเจอของถูกใจจะได้ชื้อติดไม้ติดมือกลับเมืองไทยบ้างสำหรับเงินรูเปียหน้าตาเป็นแบบนี้ครับ



ผมพาท่านผู้อ่านเดินทางมาถึงยังเมืองย็อกยาการ์ตาแล้วถ้าไม่เล่าเรื่องราวของเมืองแห่งนี้ให้ท่านผู้อ่านทราบเสียเลยรู้สึกว่ามันจะยังไงอยู่ น่ะครับผมจึงจะขอเล่าเรื่องราวของเมืองย็อกยาการ์ตาให้ท่านผู้อ่านได้ฟังพอสังเขปดังนี้น่ะครับ



ย็อกยาการ์ตา(Yogyakarta)หรือที่ชวาชวานิยมเรียกกันว่าย็อกยา(Yogya)ตั้งอยู่บนเกาะชวากลาง(Java)  อดีตเคยเป็นเมืองหลวงเก่าของอินโดนีเซียเป็นศูนย์กลางศิลปวัฒนธรรมชวา



ย็อกยาการ์ตาเป็นจังหวัดที่ปกครองตนเองในประเทศอินโดนีเซีย โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดจะสืบเชื้อสายมาจากสุลต่านแห่งย็อกยาการ์ตาองค์ที่ผ่านมาดังนั้นสุลต่านจึงดำรงตำแหน่งทั้งสองตำแหน่งคือเป็นทั้งสุลต่านและก็ผู้ว่าราชการจังหวัดย็อกยาการ์ตาในคนๆเดียวกันครับ



 สำหรับสุลต่านแห่งย็อกยาการ์ตาองค์ปัจจุบันนี้คือ ท่านศรีสุลต่านฮาเมงกูบูโวโนที่ 10 มีพระมเหสีหนึ่งองค์และมีพระธิดา4องค์
ผมได้ความรู้ใหม่จากเพื่อนชาวย็อกยาของผมถึงชื่อที่มาของคำว่าย็อกยาการ์ตาเพื่อนชาวย็อกยาของผมอธิบายให้ผมฟังว่าคำว่าย็อกยามาจากคำว่า “อโยธยา”  มีความหมายว่า “เมือง”สำหรับอโยธยาเป็นเมืองเก่าแก่โบราณเป็นสถานที่กำเนิดของพระรามในมหากาพย์ฮินดูเรื่องรามยานะเมืองนี้ตั้งอยู่ในรัฐอุตตรประเทศในประเทศอินเดียส่วนคำว่าการ์ตามีความหมายว่า “รวย”ดังนั้นเมื่อนำคำทั้งสองคำมารวมกันเข้าคำว่าย็อกยาการ์ตาจึงมีความหมายว่า “เมืองแห่งความร่ำรวย”



ภายในเมืองย็อกยาการ์ตามีประชากรประมาณหนึ่งล้านคนและได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีเสน่ห์มากที่สุดจนได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดีท่ามกลางบรรยากาศเก่าๆที่มีมนต์ขลังของชวาเมืองย็อกยาการ์ตา คืออดีตศูนย์กลางด้านการปกครองที่ร่ำรวยไปด้วยประวัติศาสตร์ยาวนานมานับพันปี ซึ่งกาลเวลาอันยาวนานได้ทำการเพาะบ่มให้เมืองย็อกยาการ์ตากลายเป็นเมืองแห่งวัฒนธรรม แม้ว่ากระแสของโลกาภิวัตน์จะนำวัฒนธรรมสมัยใหม่เข้ามายังเมืองย็อกยาการ์ตา หากแต่ทว่าท่ามกลางเมืองที่แออัดด้วยผู้คนจำนวนมากการจราจรที่ติดขัดและภาพกราฟิตี้หลากหลายสีสันบนกำแพงทุกมุมเมืองแห่งนี้



ก็ยังมีผู้คนจำนวนหนึ่งพยายามที่จะรักษาวัฒนธรรมพื้นบ้านอันเป็นเอกลักษณ์ของย็อกยาการ์ตาไว้เพื่อบอกเล่าให้คนรุ่นหลังฟัง  และประมาณ6กิโลเมตรจากถนนมาลิโอโบโรใจกลางเมืองย็อกยาการ์ตา เป็นที่ตั้งของย่านเมืองเก่าที่มีชื่อว่าโกตาเงเด (Kotagede) ซึ่งอดีตเมื่อครั้งที่ย็อกยาการ์ตายังไม่มีพื้นที่กว้างขวางเท่าปัจจุบันนี้ ที่นี่คือศูนย์กลางความเจริญ เพราะเป็นที่ตั้งของวังสุลต่าน มัสยิดหลวงโกตาเงเดและบ้านพักของข้าราชบริพารในสมัยราชวงศ์อิสลามมาตาราม ชาวบ้านที่นี่มีความเก่งกาจในเรื่องการทำเครื่องเงินเพื่อถวายสุลต่านและขุนนางซึ่งองค์ความรู้ในการผลิตเครื่องเงินก็ได้ถูกถ่ายทอดสู่รุ่นลูกหลานจนถึงปัจจุบัน จุดเด่นของช่างฝีมือที่นี่คือการถักทอเส้นไหมเงินที่มีขนาดเล็กให้ออกมาเป็นงานที่มีความละเอียดซับซ้อน จนกลายเป็นอีกหนึ่งสินค้าที่ได้รับความนิยมสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดเครื่องประดับในยุโรปและญี่ปุ่น



และหนึ่งในวัฒนธรรมการละเล่นพื้นบ้านที่เป็นความภาคภูมิใจของชาวยอกยาการ์ตา คือการละเล่น “วายังกุลิต” (Wayang Kulit) หรือหุ่นละครเงา ต้นแบบสำคัญของการละเล่นหนังตะลุงทางภาคใต้ของไทย ซึ่งสันนิษฐานกันว่าวายังกุลิตได้รับอิทธิพลมาจากการละเล่นหุ่นเงาจากประเทศอินเดียที่เข้ามาพร้อมกับการเผยแผ่ศาสนาฮินดูบนเกาะชวา โดยเริ่มแรกนั้นวายังกุลิตเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมทางศาสนาในการอัญเชิญดวงวิญญาณบรรพบุรุษเพื่อมาสถิตกับหุ่น แต่ต่อมาได้ปรับเปลี่ยนให้กลายมาเป็นการละเล่นเพื่อประกอบการเผยแผ่ศาสนาผ่านการเชิดหุ่นละครที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับวรรณกรรมรามายณะ ว่ากันว่าในยุคของสงครามเนื้อหาในการละเล่นวายังกุลิตยังได้ถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นเครื่องมือสื่อสารทางการเมือง เพราะในยุคสมัยก่อนนั้นช่องทางการสื่อสารอย่างวิทยุ,หนังสือพิมพ์ และโทรทัศน์ ยังไม่เข้าถึงผู้คนมากเท่าปัจจุบัน การละเล่นวายังกุลิตจึงกลายเป็นช่องทางสำคัญที่สามารถเข้าถึงผู้คนในชนบท ปัจจุบันวายังกุลิตก็ยังคงเป็นวัฒนธรรมการละเล่นพื้นบ้านที่มักจะนำไปจัดแสดงตามงานบุญต่างๆ คล้ายกับหนังตะลุงในบ้านเราที่ถูกว่าจ้างไปเล่นตามงานวัดหรืองานบวชต่างๆ ซึ่งเป็นกำลังหลักสำคัญที่ช่วยต่อลมหายใจของการละเล่นพื้นบ้านที่ทรงคุณค่านี้



สถานที่ท่องเที่ยวในเมืองย๊อกยาการ์ตาแต่ละแห่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากกันมากนักสามารถเดินเท้าเที่ยวชมได้ย๊อกยาการ์ตาเป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนที่ราบถนนหนทางอยู่ในสภาพดีเหมาะกับการขี่จักรยานเที่ยวเล่นครับ.



ในที่สุดคณะของเราก็เดินทางมาถึงยังวิหารปรามบานัน(Prambanan)หนึ่งในศาสนสถานที่สำคัญในศาสนาฮินดูสำหรับค่าเข้าชมคนละ 20 USDครับ



แต่ก่อนจะเดินทางเข้าไปชมภายในวิหารปรามบานันนักท่องเที่ยวทุกคนทั้งชายและหญิงจะต้องนุ่งผ้าผืนหนึ่ง(ลักษณะคล้ายกับผ้าขะม้าของไทยแต่ลวดลายแบบชวาผมเรียกไม่ถูกครับ)ทับลงไปอีกชั้นหนึ่งเพื่อความสุภาพเรียบร้อยในการเข้าไปเที่ยวชมภายในของวิหารปรามบานัน



เนื่องจากเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาการเข้าไปเที่ยวชมภายในวิหารปรามบานันจึงมีกฎระเบียบคล้ายกับการเข้าไปเที่ยวชมภายในวัดพระแก้วของบ้านเราเลยครับท่านผู้อ่าน.



เมื่อคณะของเราทุกคนพร้อมจากนั้นจึงพากันเดินเท้าเข้าไปเที่ยวชมภายในของวิหารปรามบานัน



  สำหรับประวัติความเป็นมาของวิหารปรามบานันผมจะเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังพอสังเขปดังนี้น่ะครับ



วิหารปรัมบานัน(Prambanan)หรือวัดปรัมบานันหรือจันทิปรัมบานันมีความสำคัญและยิ่งใหญ่น่าอัศจรรย์ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ามหาเจดีย์บุโรพุทโธวิหารปรัมบานันตั้งอยู่ที่หมู่บ้านปรัมบานันในชวากลางเป็นเทวสถานในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย



สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่9โดยพระเจ้าบาลีตุงมหาซัมบูเพื่อถวายแด่เหล่าองค์เทพเจ้าในศาสนาฮินดูซึ่งมีพระศิวะสิงสถิตอยู่ภายในวิหารองค์กลางมีความสูง47เมตรรายล้อมด้วยวิหารหลักอีกสองแห่งด้วยกันคือวิหารทางด้านทิศเหนือสร้างขึ้นเพื่อถวายพระพรหมส่วนวิหารทางด้านทิศใต้ถวายแด่องค์พระวิษณุกรรมนับว่าเป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดูที่เก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของโลกโดยรอบวิหารนั้นมีภาพแกะสลักนูนต่ำบอกเล่าเรื่องราวของมหากาพย์รามยณะโดยมีบันไดให้เดินขึ้นไปจนถึงชั้นบนสุดซึ่งเป็นที่สิงสถิตของเหล่าบรรดาทวยเทพในศาสนาฮินดู



       ปรัมบานันมีชื่อเรียกขานตามภาษาท้องถิ่นอีกชื่อหนึ่งว่า “โลโรจงกรัง” โดยมีเรื่องเล่าจากตำนานพื้นบ้านเล่าสืบต่อกันมาว่าโลโรจงกรังเป็นเจ้าหญิงแสนงาม(โลโรจงกรังภาษาถิ่นหมายถึงหญิงสาวร่างอรชร) ต่อมาจึงมียักษ์มาขอแต่งงานด้วยแต่ เจ้าหญิงไม่กล้าปฏิเสธ แต่ทรงขอให้ยักษ์สร้างจันทิให้ได้หนึ่งพันหลังถึงจะแต่งงานด้วย ยักษ์จึงใช้เวทย์มนต์สร้างจันทิจนเกือบจะเสร็จสมบูรณ์จากนั้นเจ้าหญิงจึงใช้เวทมนต์ทำลายจันทิเหล่านั้นจนหมดสิ้นเพราะไม่ต้องการแต่งงานด้วย ทำให้ยักษ์โกรธจัดจึงสาปเจ้าหญิงให้กลายเป็นหินแล้วนำรูปมาประดิษฐานอยู่ภายในวิหารปนัมบานันแห่งนี้ ซึ่งชาวบ้านเรียกขานกันว่า“โลโรจงกรัง”



จากนั้นวิหารปรามบานันถูกละทิ้งและเสื่อมสลายลงในเวลาต่อมา  จนมาในยุคปัจจุบันวิหารปรัมบานันได้รับการบูรณะช่อมแซมขึ้นมาใหม่จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกใน ปี ค.ศ. 1991



ต่อมาในปี ค.ศ. 2006 เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่บนเกาะชวา สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้กับวิหารปรัมบานันโดยเฉพาะเทวาลัยขนาดเล็กที่ตั้งอยู่โดยรอบนั้นพังทลายเสียหายอย่างหนักจนต้องปิดซ่อมแซมไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าชม แต่ว่าปัจจุบันวิหารปรัมบานันเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าเที่ยวชมจนถึงทุกวันนี้



ผมและคณะเดินเข้าไปเที่ยวชมภายในของวิหารปรามมานันซึ่งชาวชวานิยมเรียกกันว่า “วัด”มากกว่าวิหารแตกต่างจากชาวไทยและกัมพูชาที่นิยมเรียกศาสนสถานในศาสนาฮินดูว่า”ปราสาทหิน”



ผมมองดูโดยรอบของวิหารปรามมานันแล้วปราสาทนครวัดในประเทศกัมพูชาดูจะมีความอลังกาและยิ่งใหญ่กว่ามากด้วยสาเหตุที่ว่าปราสาทนครวัดสร้างขึ้นมาภายหลังวิหารปรามมานันหลายร้อยปีจึงสามารถสร้างได้ยิ่งใหญ่กว่า


แต่ถึงอย่างไรศาสนสถานทั้งสองแห่งก็ยังคงเป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดูเหมือนกันครับ



ภายในบริเวณพื้นที่อันเป็นที่ตั้งของวิหารปรามบานันได้มีกิจกรรมที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวก็คือในเวลาตี5ของทุกวันจะเนืองแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและชาวชวาเดินทางมาชมพระอาทิตย์ขึ้นที่วิหารปรามบานันเหมือนกับการเดินทางไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ปราสาทนครวัดอย่างไงอย่างงั้นเลยครับ


นอกจากนั้นในยามค่ำคืนจะมีเวทีกลางแจ้งแสดงเรื่องเกี่ยวกับรามเกียรติ์และเรื่องราวในมหากาพย์รามยนะพร้อมเทคนิคพิเศษแสงสีตระการตางานสร้างอีกด้วยครับ.



ผมและคณะฯเดินเที่ยวชมภายในของวิหารปรามบานันจนสมควรแก่เวลาจากนั้นจึงเดินทางต่อไปยังวังสุลต่าน(Kraton)ตั้งอยู่ใจกลางเมืองย็อกยาการ์ตาห่างจากภูเขาไฟมาราปีมาประมาณ30กิโลเมตร



สำหรับวังสุลต่านแห่งนี้เป็นวังเดิมที่สุลต่านองค์แรกแห่งเมืองย๊อกยาการ์ตาคือสุลต่านฮาเม็งกูบูโวโนที่1ได้ทรงดำริให้สร้างขึ้นอีกทั้งพระองค์ยังเป็นสถาปนิกออกแบบด้วยพระองค์เอง    ด้วยศิลปแบบชวาซึ่งต่อมามีศิลปแบบยุโรปเข้ามาผสมผสานจึงออกมาเป็นเขตพระราชฐานที่มีความสวยงามแม้กาลเวลาจะล่วงเลยมานานถึง200ปีแล้วก็ตาม
สำหรับบริเวณห้องโถงทางด้านหน้าของวังถูกใช้เป็นที่ทำการของวังจำหน่ายตั๋วเข้าชมคนละ12,500รูเปียประมาณ40บาทค่ากล้องถ่ายรูปจ่ายเพิ่มอีก3,000รูเปียหรือ10บาทครับ



และด้วยความกว้างขวางบริเวณนี้ยังใช้เป็นจุดนัดพบของผู้ที่จะเข้ามาเยี่ยมชมพิพิธภัณท์ที่ตั้งอยู่ภายในวังแห่งนี้อีกด้วย



สำหรับวังสุลต่านแห่งนี้สร้างขึ้นโดยสุลต่านฮาเม็งกูบูโวโนที่4



ภายในท้องพระโรงเป็นที่แสดงสิ่งของต่างๆของราชวงศ์รวมทั้งพระบรมฉายาลักษณ์ของสุลต่านและประไหมสุหรีส่วนด้านตะวันตกของวังเป็นอุทยานหลวงทามันสาหรี



ปัจจุบันวังสุลต่านแห่งนี้ยังคงใช้เป็นที่ประทับของสุลต่านองค์ปัจจุบันอยู่จนถึงทุกวันนี้และยังใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมและงานประเพณีสำคัญต่างๆเช่นการแสดงของวงดนตรีกามาลันซึ่งเป็นการแสดงดนตรีพื้นเมืองของชวาอีกด้วยครับ



ผมและคณะฯเดินเที่ยวชมภายในวังสุลต่านซึ่งถ้าเทียบกับพระบรมมหาราชวังที่วัดพระแก้วของเราแล้วคงจะเทียบกันไม่ได้ครับพระบรมมหาราชวังของเราใหญ่โตอลังกากว่ามากครับผมและคณะฯเดินเที่ยวชมภายในวังสุลต่านจนสมควรแก่เวลา
   จากนั้นคณะฯของเราจึงเดินทางเข้าสู่โรงแรมCakra Kusum Hotel www.cakrakusuma-hotel.com  



ซึ่งทางโรงแรมได้จัดเตรียมอาหารและการแสดงพื้นบ้านไว้ต้อนรับคณะของเรา



จากนั้นคณะฯของเรารับประทานอาหารค่ำด้วยความเอร็ดอร่อยเพราะมีเมนูอาหารให้เลือกรับประทานมากมายหลากหลายชนิดเชิญชมอาหารอินโดนีเซียได้ตามรูปครับ



พร้อมชมการแสดงพื้นบ้านของชวาจนสมควรแก่เวลาจากนั้นจึงแยกย้ายกันกลับเข้าสู่ห้องพักเพื่อพักผ่อนเก็บเรี่ยวแรงเอาไว้ท่องเที่ยวต่อในวันรุ่งขึ้น.
 .............พรุ่งนี้ผมจะพาท่านผู้อ่านไปเที่ยวยังบุโรพุทธโธศาสนสถานที่สำคัญในศาสนาพุทธกันครับ สำหรับคืนนี้ขอกล่าวคำว่า “ราตรีสวัสดิ์ Yogya”ครับ.

หน้าต่อไป