วันที่สองของการเดินทาง



หลังจากจัดการกับอาหารเช้าเป็นที่เรียบร้อยแล้วในระหว่างที่รอเพื่อนมารับไปส่งที่ท่าเรือเขาหมาจอและเพื่อเป็นการไม่ให้เสียเวลา ผมเดินลงมาเก็บภาพของอ่าวดงตาลบริเวณด้านหน้าของศูนย์สมุทรกีฬา



ซึ่งเป็นศูนย์ฝึกการเเล่นเรือใบโดยมีเด็กๆให้ความสนใจเดินทางมาฝึกเล่นเรือใบกันอย่างคับคั่ง



ผมบันทึกภาพบรรยากาศชายหาดอ่าวดงตาลด้านหน้าของศูนย์สมุทรกีฬาซึ่งนอกจากจะมีเด็กๆมาฝึกแล่นเรือใบกันแล้วยังมีผู้ใหญ่บางคนมาเล่นกีฬาร่มบินอีกด้วยครับสร้างความคึกคักให้กับบรรยากาศในยามเช้าบริเวณอ่าวดงตาลปากทางเข้ากองเรือยุทธการเป็นอย่างยิ่งครับ



และก็ได้เวลาเพื่อนทหารเรือของผมมารับผมเดินทางกลับไปยังท่าเรือเขาหมาจอสถานที่ที่ผมจากมาเมื่อเย็นนี้เอง



ผมเดินทางถึงท่าเรือเขาหมาจอเมื่อเวลา09.00นได้เวลาเรือโดยสารของทหารเรือออกเดินทางไปยังเกาะขามพอดีสำหรับค่าบริการเดินทางไปยังเกาะขาม
- ผู้ใหญ่ คนละ 200 บาท
ซึ่งราคานี้จะแบ่งออกเป็น
-    ค่าเรือโดยสารไป-กลับระหว่างท่าเรือหมาจอกับเกาะขาม
-    ค่าสิ่งอำนวยความสะดวกบนเกาะเช่นห้องอาบน้ำ,ห้องสุขา
-    หน้ากากดำน้ำรวมทั้งชูชีพ
-    ค่าเรือท้องกระจกนั่งดูปะการัง



สำหรับการเดินทางไปเกาะขามจะใช้เวลาเดินทางประมาณ45นาทีในช่วงเวลาที่คลื่นลมในทะเลสงบสำหรับการเดินทางไปเกาะขามจะไกลกว่าการเดินทางไปเกาะแสมสาร 
เกาะขาม เป็นเกาะหนึ่งในหมู่เกาะแสมสารที่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวขึ้นมาเที่ยวได้โดยอยู่ในความดูแลของทหารเรือ เกาะขามมีหาดทรายขาวน้ำทะเลใสรอบๆเกาะขาม มีปะการังน้ำตื้นที่สวยงามมากจนได้รับการขนานนามว่าเป็นอุทยานใต้ทะเล เปิดให้เที่ยวในช่วงเดือน ก.ย. – เม.ย. ส่วนช่วงเดือน พ.ค. – ส.ค. ของทุกปี จะปิดเพื่อให้ธรรมชาติฟื้นตัว และจะอนุญาตให้ขึ้นไปท่องเที่ยวบนเกาะได้เฉพาะช่วงกลางวันเท่านั้นไม่อนุญาตให้พักค้างแรมบนเกาะโดยเด็ดขาดครับ
สำหรับกฎระเบียบข้อบังคับในการขึ้นไปท่องเที่ยวบนเกาะขามก็เหมือนๆกับขึ้นไปเที่ยวบนเกาะแสมสารนั้นล่ะครับท่านผู้อ่าน
เรือโดยสารพาผมเดินทางล่องลอยไปในทะเลแสมสารมองเห็นเกาะจวงเกาะจานอยู่ไม่ไกลจากสายตาเกาะสองเกาะนี้เป็นเกาะอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลจัดไว้ให้เต่าทะเลขึ้นมาวางไข่อยู่ในความดูแลของกองทัพเรือจึงไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวขึ้นมาท่องเที่ยวบนเกาะโดยเด็ดขาดครับ
นอกจากนั้นบริเวณร่องน้ำแห่งนี้ระหว่างเกาะโรงโขนโรงหนังและเกาะจวง ในระดับความลึกประมาณสามสิบเมตร มีเรือสินค้าจมอยู่ใต้ทะเลลำหนึ่งมีชื่อว่า “เรือสุทธาทิพย์” หรือที่นักดำน้ำสคูบ้าชาวต่างชาติรู้จักกันในชื่อว่า “ Hardeep “เรือจมลำนี้เป็นเรือบรรทุกสินค้า ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ทางกองทัพเรือได้นำมาประจำการ เพื่อใช้ในกิจกรรมของทหาร แต่เนื่องจากประเทศไทยได้เข้ากับร่วมสงครามกับฝ่ายประเทศญี่ปุ่น และเมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดโจมตี ทางกองทัพเรือกลัวว่าเรือสุทธาทิพย์จะโดนระเบิดไปด้วย จึงสั่งให้นำเรือไปจอดแอบหลบลอยลำอยู่ที่ร่องน้ำบริเวณนี้ แต่ก็ไม่รอดโดนเครื่องบินของฝ่ายสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดโจมตีจนเสียหายจมลงใต้ทะเลช่องแสมสารกลายเป็นบ้านชั้นยอดของเหล่ากุ้ง,หอย,ปู,ปลาใต้ทะเลไป   ปัจจุบันเรือจมสุทธาทิพย์ลำนี้ เป็นที่นิยมของบรรดานักดำน้ำสคูบ้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ต่างพากันเดินทางมาดำน้ำกันที่จุดเรือจมแห่งนี้กันเป็นประจำ



จากนั้นเรือโดยสารก็พาผมแล่นผ่านมาถึงยังเกาะโรงโขน เกาะโรงหนัง ทั้งสองเป็นเกาะหินเล็กๆ รอบเกาะไม่มีชายหาดให้ขึ้นไปบนตัวเกาะได้ มีเรื่องเล่าของชาวเรือประมงช่องแสมสารว่า ที่เกาะโรงโขนโรงหนังเวลากลางคืน เมื่อมีเรือประมงแล่นผ่านมา หรือว่าจอดลอยลำหาจับปลาอยู่ที่บริเวณนี้ จะได้ยินเสียงดนตรีมโหรีปี่พาทย์บรรเลงดังแว่วมาจากตัวเกาะ ทำให้เป็นที่กล่าวขานปนขนหัวลุกเล่าสู่กันฟังมาจนทุกวันนี้เหตุการณ์นี้เขาเล่าต่อกันมาน่ะครับผมไม่ได้โม้ขึ้นมาเอง ผมจึงเก็บมาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟัง จะจริงหรือเท็จแค่ไหนก็แล้วแต่วิจารณญาณของท่านผู้อ่านแล้วกันน่ะครับ ในที่สุดผมก็เดินทางมาถึงยังเกาะขามเนื่องจากเป็นเวลาน้ำทะเลลงผมจำเป็นที่จะต้องลงเรือยางเดินทางเข้าสู่ชายหาดเกาะขามอีกทอดหนึ่ง



และก่อนที่จะพาท่าผู้อ่านเดินทางท่องเที่ยวบนเกาะขามผมขอเล่าถึงประวัติความเป็นมาของเกาะขามให้ท่านผู้อ่านได้ฟังพอสังเขปดังนี้น่ะครับ
 เมื่อปี 2536กองทัพเรือ ได้มอบหมายให้ ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ เป็นประธานคณะกรรมการอำนวยการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพแวดล้อมในทะเล พร้อมทั้งให้ ผู้บัญชาการกองเรือป้องกันฝั่ง เป็นประธานคณะอนุกรรมการ การดำเนินงานโครงการอุทยานใต้ทะเลพื้นที่สัตหีบ และบริเวณใกล้เคียง  ซึ่งในเบื้องต้นได้กำหนดพื้นที่เกาะครามเป็นเป้าหมายแรกในการจัดทำเป็นอุทยานใต้ทะเล เนื่องจากเกาะขามมีลักษณะทางอุทกศาสตร์ และมีระบบนิเวศน์สมบูรณ์ในระดับที่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของปะการัง และพื้นที่มีความสะดวกในการเดินทางเนื่องจากไม่ห่างฝั่งมากนัก



 เกาะขาม เป็นเกาะเล็ก ๆ  ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของ อำเภอสัตหีบ  ห่างออกไปจากฝั่ง ประมาณ 9 กม. ใช้เวลาเดินทางด้วยเรือประมาณ 45 นาที  และอยู่ทิศตะวันตกของเกาะแสมสารห่างจากท่าเรือแสมสาร 3 กม. ใช้เวลาเดินทางด้วยเรือประมาณ  15 นาที



ห้องน้ำและห้องสุขาให้บริการนักท่องเที่ยวบนเกาะขาม


เกาะขามมีรูปร่างคล้ายตัว H มีพื้นที่ประมาณ 61 ไร่ อยู่ภายใต้การดูแลของกองเรือป้องกันฝั่ง  ชายหาดของเกาะขามมีสองหาดใหญ่ ๆ  คือ  หาดด้านทิศเหนือ  และทิศใต้   ชายหาดด้านทิศเหนือเป็นทรายค่อนข้างละเอียด เหมาะสำหรับการว่ายน้ำและสันทนาการทางน้ำ  ด้านทิศใต้เป็นหาดทรายหยาบมีหินกรวดและซากปะการังทับถมเต็ม ลึกลงไปในน้ำของเกาะขามจะพบ แนวปะการังอันอุดมสมบูรณ์กระจายตัวอยู่รอบ ๆ เกาะ บริเวณที่สวยงามและอุดมสมบูรณ์ของปะการังอยู่ทางทิศใต้   ซึ่งแนวปะการังในบริเวณนี้   จะเป็นปะการังเขากวาง ปะการังโต๊ะและปะการังสมอง ในระดับความลึกของน้ำประมาณ 3-6 เมตร 



จึงเหมาะสำหรับการดำน้ำท่องเที่ยว ทั้งแบบผิวน้ำและแบบน้ำลึก นอกจากนี้แล้ว ยังพบปลาทะเลที่สวยงาม ได้แก่ ปลาผีเสื้อ ปลาสลิดหิน ปลาอมไข่ ปลากะรัง และ ปลารวมฝูง เช่น ปลาหางเหลือง นอกจากนี้ยังพบสัตว์ทะเลอื่น ๆ ได้แก่ หอยมือเสือ,หอยมือแมว,ดอกไม้ทะเล  ปลาอินเดียนแดง,กุ้งและปูชนิดต่างๆที่เป็นความสวยงามโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเกาะขาม



อุทยานใต้ทะเลเกาะขาม นอกจากอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแนวปะการังน้ำตื้นแล้ว ยังเป็นสถานที่แห่งแรกของประเทศไทยที่ได้มีการเคลื่อนย้ายปะการังที่กำลังจะเสื่อมโทรมจากมลภาวะบริเวณเกาะเตาหม้อมาไว้ที่เกาะคราม  เพื่อพัฒนาและเสริมสร้างแนวปะการังในบริเวณที่เสื่อมโทรมและตายไปให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งการเคลื่อนย้ายปะการังนี้ ได้ดำเนินการโดยกำลังพลกองทัพเรือและนักดำน้ำอาสาสมัคร ทั้งนี้โดยได้รับความร่วมมือจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และมหาวิทยาลัยบูรพา ซึ่งได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี ๒๕๓๘ เป็นต้นมา จากการติดตามประเมินผล ปรากฏว่าปะการังส่วนใหญ่ยังคงดำรงชีวิตอยู่ได้และเจริญเติบโต เพื่อสร้างแนวปะการังที่เสื่อมโทรมให้ฟื้นคืนสู่สภาพที่สมบูรณ์เหมือนเดิม  


    


จากการสำรวจในเบื้องต้น มีปะการังที่ดี ราว 20,000ตารางเมตร และปะการังเสียหายประมาณ 60,000ตารางเมตร โดยในส่วนที่เสียหายนี้ได้รับการพัฒนาและเสริมสร้างปะการังแล้วเป็นพื้นที่ 14,300ตารางเมตร แต่อย่างไรก็ตามปะการังในส่วนที่ดีพื้นที่ 20,000ตารางเมตรนั้นได้รับความเสียหายตายไปเป็นบางส่วน ทั้งนี้เนื่องจากสาหร่ายเซลเดียวซูซานเทลลี่ซึ่งอาศัยร่วมอยู่ในโครงสร้างปะการังและเป็นผู้ผลิตออกซิเจนให้กับ ปะการังได้ตายไป โดยมีสาเหตุมาจากอุณหภูมิของน้ำร้อนขึ้นกว่าปกติอันเนื่องมาจากวิกฤติการณ์เอลนินโญ่ เหลือปะการังที่ไม่ได้รับผลกระทบและยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์เต็มที่ประมาณ 4,000ตารางเมตร และจากการสำรวจในเดือนธันวาคม 2541นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยบูรพาพบว่าปะการังบางส่วนเริ่มฟื้นตัวบ้างแล้ว จึงเป็นที่น่าดีใจว่า ปะการังเหล่านี้จะได้รับการปกป้องไม่ให้ถูกทำลายจากมนุษย์ และจะกลายคืนสู่สภาพสวยงามเหมือนเดิม



เรือท้องกระจกชมปะการังรอบเกาะขาม
ผมเดินท่องเที่ยวถ่ายภาพอยู่บนเกาะขามจนสมควรแก่เวลาจากนั้นจึงโดยสารเรือกลับมายังท่าเรือหมาจอหาอาหารกลางวันรับประทานพร้อมกับดื่มกาแฟสักแก้วจากนั้นจึงออกเดินทางมายังศูนย์อนุรักษ์พันธ์เต่าทะเลตั้งอยู่ริมหาดจุกเสม็ด ในเขตหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยาน และรักษาชายฝั่ง ต.สัตหีบ จ.ชลบุรีห่างจากตัวเมืองสัตหีบระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร



โดยใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 3126 เส้นทางไปท่าเรือจุกเสม็ดและเมื่อผ่านทางแยกเข้าบ้านช่องแสมสารไปทางเข้าจะอยู่ขวามือจากนั้นแลกบัตรที่ด่านตรวจทหารเรือเดินทางไปตามถนนสักพักหนึ่ง



และในที่สุดผมก็เดินทางมาถึงยังศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเข้าชมใดๆทั้งสิ้น



ภายในศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลผมได้รู้จักกับนาวาโท ณฤทธิ์   พิชิตชโลธรชื่อเล่นว่าผู้การ”เพชร”ตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายกิจการพลเรือนหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่งเป็นผู้ดูแลศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล



นาวาโท ณฤทธิ์   พิชิตชโลธร



จากนั้นผู้การเพชรได้พาผมและนักเรียนที่เดินทางมาทัศนศึกษายังศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลเข้าชมวีดีทัศน์




ซึ่งกล่าวถึงประวัติความเป็นมาของศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลแห่งนี้พร้อมกับเล่าถึงประวัติความเป็นมาให้พวกเราฟังว่า
    ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลคือต้นแบบแห่งความสำเร็จของการอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือได้ดำเนินการอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลมาตั้งแต่ปี 2493 ด้วยการจัดตั้งศูนย์เก็บและเพาะฟักไข่เต่าทะเลขึ้นที่หาดหน้าบ้าน เกาะขาม เพื่อเก็บไข่เต่าทะเลจำหน่ายตามที่ได้รับสัมปทาน แต่จะเก็บไข่เต่าส่วนหนึ่งไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 มาเพาะฟักและปล่อยลูกเต่าทะเลลงสู่ธรรมชาติ เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชดำริให้กรมประมงจัดตั้ง “โครงการสมเด็จอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล” ที่เกาะมันใน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ในปี 2522 ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือได้ร่วมปฏิบัติงานถวาย ด้วยการให้เจ้าหน้าที่โครงการสมเด็จอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล 2 นาย มาเพาะฟักและเพาะเลี้ยงพันธุ์เต่าทะเลร่มกับกองทัพเรือ และส่งลูกเต่าทะเลปีละ 4,000 ตัว (ลูกเต่าตะนุ 3,000 ตัว และลูกเต่ากระ 1,000 ตัว) ไปให้สถานีอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลของกรมประมง กองทัพเรือได้ดำเนินการอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลอย่างจริงจัง ตั้งแต่ปี 2527 เป็นต้นมา



ด้วยการงดจำหน่ายไข่เต่าทะเล นำมาเพาะฟักทั้งหมดและอนุบาลจนกระทั่งลูกเต่าทะเลมีอายุ 3-6 เดือน จึงปล่อยคืนสู่ธรรมชาติรวมทั้งจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างสำนึกตามที่โอกาสจะอำนวย กองทัพเรือได้สร้างศูนย์เพาะเลี้ยงเต่าทะเลขึ้น บริเวณชายหาดหน่วยบัญชาการ ต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง พร้อมกับมีอาคารและวิทยากรบรรยายให้ความรู้แก่ผู้มาเยี่ยมชม มีวิดีทัศน์ นิทรรศการ และนำชมความน่ารักของเต่าทะเลที่บ่ออนุบาล ทำให้ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดชลบุรีในปัจจุบัน นอกเหนือจากเป็นสถานที่ให้ความรู้ด้านชีววิทยาเกี่ยวกับวงจรชีวิตของเต่าทะเล และความสำเร็จในการเพาะฟักและอนุบาลเต่ากลับคืนสู่ท้องทะเลได้ …
ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ เป็นสถานที่ที่ให้ความรู้ทางด้านชีววิทยา เกี่ยวกับวงจรชีวิตของเต่าทะเล เปิดให้นักเรียน นักศึกษาและประชาชนทั่วไปเข้าเยี่ยมชม โดยทางศูนย์ฯ ได้จัดวิทยากรให้คำบรรยาย ชมวีดีทัศน์และนำชมนิทรรศการ และชม ความน่ารักของเต่าทะเลที่บ่ออนุบาล ผู้เยี่ยมชมจะได้สัมผัสกับวงจรชีวิตของเต่าทะเล ซึ่งทางศูนย์ฯ มุ่งเน้นให้เกิดความรู้สึกรัก และหวงแหนทรัพยากรเต่าทะเลของไทยที่กำลังจะสูญพันธุ์



ภายในศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลได้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ ด้วยกัน คือ 
ส่วนที่ 1 เป็นอาคารบรรยายให้ความรู้แก่ผู้มาเที่ยวชมศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลเกี่ยวกับ วงจรชีวิตของเต่าทะเล โดยจัดให้มีการฉาย วีดิทัศน์ขนาดความยาว 7 นาที และ 12 นาที อีกทั้งจัดให้มีห้องแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับเต่าทะเล ในส่วนของรายชะเอียดด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลของแหล่งวางไข่เต่าทะเลในประเทศไทย ลักษณะเฉพาะ ของเต่าทะเลแต่ละชนิด การดูแลรักษา หรือข่าวคราว ต่าง ๆ เกี่ยวกับสถานการณ์เต่าทะเลในประเทศไทย



ส่วนที่ 2 จะเป็นบ่ออนุบาลเต่าทะเลซึ่งจะมีเต่าทะเลในช่วงอายุที่แตกต่างกันไป ซึ่งการดำเนินงาน ของกองทัพเรือ โดยหน่วยรักษา ทรัพยากรธรรมชาติและอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลจะกระทำโดยการจัดเจ้าหน้าที่ เฝ้าตรวจประจำตามหา ดต่าง ๆ บนเกาะคราม เกาะอีร้า และเกาะจาน รวม 16 หาดด้วยกัน



เพื่อเฝ้าตรวจ การลักลอบเก็บไข่เต่าทะเล การทำลายแหล่งขยายพันธุ์เต่าทะเล รวมทั้งการเก็บ รวบรวมไข่เต่าทะเล จากหาดต่าง ๆ นำไปเพาะฟักในพื้นที่ ที่เตรียมไว้จนกระทั่งเกิดเป็นลูกเต่า หลังจากนั้นจึงดำเนินงาน ในขั้นตอน ของการอนุบาลลูกเต่าก่อนกลับคืน สู่ธรรมชาติต่อไป



สำหรับขั้นตอนการดำเนินงานการเพาะฟักและการอนุบาลลูกเต่าทะเลของหน่วยรักษาทรัพยากร- ธรรมชาติ และอนุรักษ์พันธุ์เต่า ทะเลที่เกาะคราม เกาะอีร้า และเกาะจาน จะเริ่มตั้งแต่การสำรวจหาไข่เต่า โดยเจ้าหน้าที่ เฝ้าตรวจตามหาดต่าง ๆ จะสำรวจตามแนว ชายหาดเป็นประจำทุกวันตั้งแต่เวลา 05.30 - 06.00 นาฬิกา เพื่อหาไข่เต่าทะเลและเก็บขยะตามแนวชายหาดเพื่อไม่ให้กีดขวาง แม่เต่าที่จะมาขึ้นวางไข่ เมื่อพบหลุมไข่เต่า ก็จะเก็บและลำเลียงไข่เต่าไปยังพื้นที่เพาะฟักหลังจากลูกเต่าออกจากไข่และ ขึ้นจาก หลุมเพาะฟักแล้วเจ้าหน้าที่จะทำการเคลื่อนย้าย ลูกเต่าไปอนุบาล ที่เกาะขามต่อไป



เมื่ออนุบาลลูกเต่าที่เกาะครามได้ ประมาณ 1 เดือน จะทำการเคลื่อนย้ายมาอนุบาลที่ศูนย์อนุรักษ์ พันธุ์เต่าทะเล โดยวิธีการ ลำเลียงจะ ใช้กระบะพลาสติกขนาดประมาณ 70 คูณ 100 คูณ 30 เซนติเมตร ใส่ทรายเปียกรองพื้นกระบะ หนาประมาณ 1 นิ้วฟุต ลำเลียงลูกเต่าได้ประมาณ ๑๐๐ ตัว หรืออีกวิธีหนึ่ง ด้วยการใช้กระสอบป่านชุบน้ำ ปิดเป็นฝากระบะ เพื่อรักษาอุณหภูมิและ ความชุ่มชื้นให้กับลูกเต่า ในการลำเลียงลูกเต่าจากเกาะครามไปที่ ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล โดยปกติจะลำเลียง พร้อมเรือเสบียง ใช้เวลาประมาณ 3-5 ชั่วโมง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่ให้กระบะตากแดดหรือได้รับการกระทบ กระแทกเพราะ อาจจะทำให้ลูกเต่าตายได้



หลังจากลำเลียงลูกเต่ามาถึงศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลเจ้าหน้าที่จะนำ ลูกเต่าลงในบ่ออนุบาลได้ทันที แล้วรอประมาณ 1 ชั่วโมง จึงให้อาหารกับลูกเต่า โดยอาหารสำหรับลูกเต่าอายุประมาณ 1-3 เดือน จะใช้ปลาข้างเหลือง เฉพาะส่วนที่เป็นเนื้อ ด้วยการแยกหัว หนัง และก้างออกทิ้งไป ส่วนเนื้อให้ใช้เลี้ยงได้ โดยไม่ต้องสับเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย และเมื่ออนุบาลลูกเต่าจนมีอายุได้ประมาณ 3-6 เดือน สามารถที่จะปล่อยเต่ากลับคืนสู่ธรรมชาติได้ โดยลูกเต่าที่จะปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาตินั้นจะต้องมี สุขภาพสมบูรณ์ไม่เจ็บป่วย ซึ่งปัจจุบันศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลได้กำหนดให้ไปปล่อยที่เกาะคราม หรือเกาะอื่น ๆ ที่มีระบบนิเวศวิทยาที่เหมาะสม จะลำเลียง ลูกเต่าที่มีอายุ 3 เดือน ขึ้นไป และสุขภาพแข็งแรงโดยทางเรือหรือเครื่องบิน สำหรับการปล่อยลูกเต่าทะเลลงน้ำเจ้าหน้าที่ จะวาง ลูกเต่าบนหาดทรายห่างจากแนวน้ำประมาณ 4-6 เมตร เพื่อให้ลูกเต่าปรับตัว ซึ่งในช่วงนี้ลูกเต่าบางตัวจะใช้ระยะเวลาหนึ่ง ในการ ปรับตัวก่อนคลานลงไปอาศัยอยู่ในน้ำทะเล ตามธรรมชาติต่อไปครับ



จากนั้นผู้การเพชรก็พาผมเดินเข้าไปเที่ยวชมภายในของศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลซึ่งนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับวงจรชีวิตของเต่าทะเลและเต่าทะเลสต๊าฟไว้แต่ละสายพันธุ์



จากนั้นผู้การเพชรก็พาผมและคณะนักเรียนเดินเที่ยวชมบ่ออนุบาลเต่าทะเลซึ่งแต่ละบ่อมีเต่าทะเลอายุแตกต่างกันออกไปตั้งแต่เล็กจนโต  จนมาหยุดยืนอยู่ที่โรงพยาบาลเต่าที่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างและจะทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 13 สิงหาคม 2556ที่จะถึงนี้



ท่านที่สนใจจะร่วมบริจาคผ่านทางธนาคารทหารไทยสาขาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ สัตหีบ ประเภทออมทรัพย์หมายเลขบัญชี 632-2-42631-0 หรือติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่  ฝ่ายกิจการพลเรือนสอ.รฝ โทร.038 431477หรือ79035-6
   สำหรับวัตถุประสงค์ที่ทางกองทัพเรือ เตรียมเปิดตัวโรงพยาบาลเต่าทะเลแห่งแรกของอาเซียน เพื่ออนุบาลเต่าเล็กและรักษาเต่าทะเลที่เจ็บป่วย หวังเพิ่มจำนวนประชากรเต่าในน่านน้ำทะเลไทย หลังพบจำนวนลดลงอย่างเห็นได้ชัด เต่าตนุเพศเมีย อายุ 15 ปี เป็นหนึ่งในเต่าทะเลที่ถูกนำตัวให้ทีมสัตว์แพทย์ โรงพยาบาลศูนย์วิจัยโรคสัตว์ ภายในศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ รักษาอาการป่วย หลังตรวจพบติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือด และ การทำงานของปอดผิดปกติ ข้อมูลจากศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล พบว่าในช่วงหลายปีมานี้ เต่าทะเลโดยเฉพาะเต่าตนุและเต่ากระ ที่เคยมีมากในน่านน้ำทะเลไทย ลดจำนวนลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะลูกเต่าช่วงแรกเกิดถึง 3 เดือน ที่ใน 100 ตัว จะตายมากถึง 20-30 ตัว นอกจากนั้นยังพบว่าอัตราการเจ็บป่วยของเต่าใหญ่เพิ่มขึ้นทุกปีจาก 2 ปัจจัย คือ ปัจจัยทางธรรมชาติ ที่ลูกเต่ามักถูกสัตว์ใหญ่กินเป็นอาหาร ประกอบกับภาวะโลกร้อน ส่งผลให้สภาพแวดล้อมในทะเลเปลี่ยนไป ทำให้เต่าติดเชื้อได้ง่าย และปัจจัยจากฝีมือมนุษย์ ที่เข้าไปบุกรุกแหล่งวางไข่ของเต่า รวมถึงการล่าเต่า เพื่อนำอวัยวะมาใช้ประโยชน์ โดยเต่าหลายตัวบาดเจ็บจากเครื่องมือประมงของชาวบ้านโดยไม่ได้ตั้งใจ แนวคิดการสร้างโรงพยาบาลเต่าทะเลแห่งแรกของภูมิภาคอาเซียน ภายในศูนย์เรียนรู้ฟื้นฟูท้องทะเลไทย หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี มุ่งหวังว่าจะเป็นโรงพยาบาลเต่าทะเลที่มีความพร้อม ทั้งสัตวแพทย์ และเครื่องมือการรักษาที่สมบูรณ์แห่งหนึ่งของโลก ซึ่งช่วยลดการตายของเต่าทะเล และอนุบาลเต่าให้แข็งแรง ก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติต่อไป



เต่าป่วย
        กองทัพเรือโรงพยาบาลเต่าทะเล จะเริ่มเปิดรักษาพร้อมกับการเปิดศูนย์เรียนรู้ฟื้นฟูท้องทะเลไทย ในวันที่ 13 สิงหาคม 2556 เพื่อกระตุ้นเตือนให้ประชาชนเห็นความสำคัญของระบบนิเวศ และหันมาช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล เพื่อให้ดำรงไว้ซึ่งแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติที่สมบูรณ์ต่อไป



จากนั้นผู้การเพชรก็พาผมและคณะนักเรียนเดินทางมายังชายหาดที่อยู่ภายในศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล




เพื่อทำการปล่อยเต่าทะเลกลับคืนธรรมชาติและจากชายหาดสถานที่ปล่อยเต่ามองออกไปเบื้องหน้าก็คือเกาะพระ,เกาะตอมอ,และท่าเรือจุกเสม็ด



จากนั้นผมและคณะนักเรียนก็ทำการปล่อยเต่าทะเลที่แข็งแรงและได้เกณฑ์ดีแล้วกลับคืนสู่ธรรมชาติและให้ออกไปต่อสู้กับทะเลกว้าง



เสร็จสิ้นจากการปล่อยเต่าผู้การเพชรก็พาผมและนักเรียนเดินทางมาเที่ยวชมภายในร้านจำหน่ายของที่ระลึกที่ตั้งอยู่ภายในศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล



และที่บริเวณฝาผนังภายในร้านมีภาพพระฉายาลักษณ์ของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติเมื่อคราวทรงเสด็จมาเยี่ยมเยือนศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลทรงถ่ายรูปรวมกันนายทหารเรือชั้นผู้ใหญ่ที่มาเฝ้ารอรับเสด็จในครั้งนี้



     ภายในร้านมีสินค้าและของที่ระลึกให้เลือกซื้อมากมายสินค้าส่วนใหญ่ออกแบบรูปลักษณ์มาเป็นรูปเต่าทะเลซึ่งก็ได้รับการอุดหนุนจากผู้ที่เดินทางมาเยี่ยมชมศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลกันเป็นอย่างมา



ก่อนจากผมไม่ลืมที่จะกล่าวขอบคุณนาวาโท ณฤทธิ์   พิชิตชโลธรหรือผู้การเพชรที่อำนวยความสะดวกและให้ข้อมูลของศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลแก่ผมในครั้งนี้



ท่านผู้อ่านที่สนใจที่จะเข้าเที่ยวชมภายในศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลติดต่อขอทราบรายละเอียดได้ที่   ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลโทร. 0 3843 1477 หรือ 0 384 38457 ต่อ 066 - 3809, 066 - 6178และศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวกองทัพเรือในพื้นที่สัตหีบ 0 3843 7112 ,หรือ 75096, 74673 (ทร.) ในวันและเวลา ราชการ



    และก่อนที่ผมจะเดินทางกลับกรุงเทพผมถือโอกาศเดินทางไปเยี่ยมเยือนสนามบินนานาชาติอู่ตะเภาเพราะได้ยินแต่ชื่อมานานตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็กๆแต่ไม่มีโอกาศได้มาเยี่ยมชมกับเขาสักทีรู้แต่เพียงว่าเป็นสนามบินขนาดใหญ่และมีรันเวย์สนามบินที่ยาวที่สุดในเอเซียสร้างโดยสหรัฐอเมริกาในสมัยสงครามอินโดจีนมีอายุเกือบจะ50ปีแล้วปัจจุบันก็ยังคงใช้งานอยู่ตามปกติครับ



    สนามบินอู่ตะเภาเป็นท่าอากาศยานภายใต้การดูแลของกองทัพเรือไทย ริเริ่มโครงการในปี พ.ศ. 2504 สืบเนื่องจากกองทัพเรือต้องการก่อสร้างสนามบินทหารเรือ จึงดำเนินการสำรวจพื้นที่บริเวณจังหวัดชลบุรี และ จังหวัดระยอง ณ เวลานั้น กระทรวงกลาโหมได้อนุมัติให้ฝูงบินทหารเรือสังกัดกองเรือยุทธการ โดยใช้สนามบินกองทัพอากาศดอนเมืองเป็นสนามบินชั่วคราว



ต่อมากองบัญชาการทหารสูงสุดอนุมัติสร้างสนามบินแห่งใหม่ของกองทัพเรือบริเวณหมู่บ้านอู่ตะเภา จังหวัดระยอง โดยเป็นทางวิ่งลาดยางความยาว 1,200 เมตร เมื่อการก่อสร้างสำเร็จเรียบร้อย ในขณะนั้น ได้เกิดการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ในเวียดนามใต้ และประเทศลาว รัฐบาลสหรัฐอเมริกาเห็นว่าต้องสร้างสนามบินขนาดใหญ่ในประเทศไทยเพิ่มเติม
ในปี พ.ศ. 2505 รัฐบาลไทยและสหรัฐอเมริกาได้มีโครงการร่วมกัน โดยคณะรัฐมนตรีได้ลงมติให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาปรับปรุงสนามบินอู่ตะเภาในปี พ.ศ. 2508 เพื่อเป็นหน่วยในการลำเลียงหน่วยรบไปยังจุดยุทธศาสตร์ต่างๆภายในประเทศ การก่อสร้างแล้วเสร็จในระยะเวลาประมาณ 1 ปี จอมพลถนอม กิตติขจร ผู้บัญชาการทหารสูงสุดในเวลานั้น มีคำสั่งให้สนามบินแห่งนี้ให้กองทัพเรือใช้ในราชการ และดูแลรักษาสนามบิน โดยใช้ชื่อว่า "สนามบินอู่ตะเภา"



ในปี พ.ศ. 2519 กองทัพสหรัฐอเมริกาได้ถอนกำลังทหารออกจากประเทศไทย รวมทั้งสนามบินอู่ตะเภาด้วย คณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้สนามบินอู่ตะเภาเป็นสนามบินพาณิชย์ระหว่างประเทศ และเป็นสนามบินสำรองของท่าอากาศยานดอนเมือง



หลังจากการปรับปรุงสนามบินอู่ตะเภาโดยกรมการบินพาณิชย์ คณะรัฐมนตรีเห็นว่าควรใช้ประโยชน์จากสนามบินอู่ตะเภามากขึ้น จึงพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาเป็นท่าอากาศยานสากล โดยใช้ชื่อว่า "สนามบินนานาชาติระยอง-อู่ตะเภา" ภายใต้สังกัดของกองทัพเรือ โดยให้พัฒนาเป็นสนามบินพาณิชย์ร่วมกับกรมการบินพาณิชย์ กระทรวงคมนาคม
การบินไทยได้ตั้งศูนย์ซ่อมอากาศยานลำตัวกว้างแห่งที่สองขึ้นที่สนามบินอู่ตะเภา โดยศูนย์ซ่อมนี้สามารถรองรับเครื่องบิน ตระกูล Boeing 737,747 และ 777 และเครื่องบินตระกูล Airbus A300 A330 A340



“สนามบินอู่ตะเภา ระยอง พัทยา” หรือ “ท่าอากาศยานอู่ตะเภา ระยอง พัทยา” (Utapao Rayong Pattaya International Airport) มีชื่อเรียกสั้นๆ ว่า “สนามบินอู่ตะเภา” เป็นสนามบินนานาชาติของไทย ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางการเดินทางโดยเครื่องบินของภาคตะวันออก และรองรับเที่ยวบินสำหรับนักเดินทางท่องเที่ยวที่ต้องการบินมาพัทยาเป็นหลัก เนื่องจากพัทยาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญในของไทย โดยจัดว่าอยู่ในจังหวัดชลบุรี หลายคนเข้าใจว่า นี่คือสนามบินพัทยาและตั้งอยู่ในจังหวัดชลบุรี แต่อันที่จริงแล้ว ตัวสนามบินอู่ตะเภานี้ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดระยอง
สนามบินแห่งนี้อยู่ภายใต้การดูแลของกองทัพเรือไทย ซึ่งแต่เดิมสร้างเพื่อใช้ประโยชน์ด้านการทหาร แต่เมื่อสถานการณ์ในช่วงสงครามสงบลง จึงได้รับการปรับเปลี่ยนเป็นสนามบินเพื่อการพาณิชย์ ต่อมา ได้ใช้เป็นสนามบินสำรองของท่าอากาศยานดอนเมืองและท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยมีเที่ยวบินภายในประเทศสำหรับเดินทางไปมายังกรุงเทพฯ เกาะสมุย และภูเก็ต สำหรับสายการบินหลักที่ให้บริการเที่ยวบินไปมายังสนามบินนี้คือ สายการบินบางกอกแอร์เวย์ครับ



เมื่อผมได้มีโอกาศเดินทางมาเยี่ยมชมสนามบินอู่ตะเภาเป็นครั้งแรกในชีวิตซึ่งตอนเด็กๆผมได้รับฟังแต่ข่าวภาระกิจของสนามบินแห่งนี้ในด้านการทหารมาโดยตลอดและเมื่อได้มาเห็นกับสายตาตนเองทำให้ผมต้องตกตะลึงกับความใหญ่โตมโหฬารของสนามบินอู่ตะเภาแห่งนี้ที่มีความยาวของรันเวย์ถึง1,200เมตรไปจนสุดขอบของแผ่นดินเลยครับเลยจากนั้นเลยไปก็เป็นทะเลครับ



อาจกล่าวได้ว่าในสมัยนั้นสนามบินอู่ตะเภาแห่งนี้มีรันเวย์สนามบินที่ยาวที่สุดในเอเซียใหญ่ซึ่งสามารถรองรับเครื่องบินทิ้งระเบิดหรือที่เรียกกันว่า “ป้อมบินยักษ์”ขนาดB-52 สตราโตฟอร์เทรส เป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์พลังไอพ่นพิสัยไกล



ที่ถูกใช้โดยกองทัพอากาศสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 สร้างโดยบริษัทโบอิง แอร์เพลน คัมปะนี นอกจากนี้เครื่องบินขนาดใหญ่ เช่น Airbus ก็ลงจอดได้ครับซึ่งในสมัยนั้นจะมีสนามบินไม่กี่แห่งในเอเซียที่สามารถให้เครื่องบิน B-52 ลงจอดเป็นสิบๆลำได้อย่างสบายๆ


นี่คือภาพของเครื่องบิน B-52(สีดำ)เมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องบินโดยสารลำอื่นๆ
ท่านผู้อ่านลองคิดดูถึงความใหญ่โตมโหฬารของสนามบินอู่ตะเภาแห่งนี้ซิครับ นี่ขนาดสนามบินอู่ตะเภาสร้างขึ้นมาก่อนสนามบินสุวรรณภูมิเกือบ50ปีนะครับปัจจุบันยังคงใช้งานได้ตามปกติผิดกับสนามบินสุวรรณภูมิสร้างขึ้นมายังไม่ถึงสิบปีดีเลยรันเวย์สนามบินพังแล้วรัฐบาลต้องหางบประมาณมาซ่อมกันใหม่แล้วคิดแล้วเศร้าครับท่านผู้อ่าน  



เครื่องบิน B-52ปีกเครื่องบินมียนาดกว้างมากพร้อมภาพจำนวนระเบิดที่สามารถบรรทุกได้อะไรจะขนาดนั้นครับท่านผู้อ่าน



ภาพเครื่องบิน B-52กำลังบินขึ้นจากรันเวย์สนามบิน
      ปัจจุบันสนามบินอู่ตะเภากำลังดำเนินการก่อสร้างอาคารท่าอากาศยานหลังใหม่จำนวนหนึ่งหลังรองรับผู้โดยสารได้ถึง1,000-1,500คน ซึ่งสามารถรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่เข้า-ออกได้ครั้งละ4เครื่องและเพื่อให้สนามบินอู่ตะเภาเป็นสนามบินพาณิชย์รองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซี่ยนที่กำลังจะมาถึงในปีพ.ศ 2558ที่กำลังจะมาถึงนี้ด้วยครับผมเที่ยวชมความใหญ่โตมโหฬารของสนามบินอู่ตะเภา
      จากนั้นเพื่อนนายทหารเรือของผมก็พาผมเดินทางมายังหาดนภาธาราภิรมย์ที่ตั้งอยู่ภายในบริเวณสนามบินอู่ตะเภาเพื่อรับประทานอาหารกันที่ร้านอาหารหาดนภาธาราภิรมย์ชื่อเดียวกับชายหาด



มีอาหารตามสั่งให้เลือกมากมายดูตามรูปเอาเองก็แล้วกันครับ



ท่านผู้อ่านมีโอกาศมาเที่ยวที่สนามบินอู่ตะเภาอู่ตะเภาเมื่อไหร่ก็ลองแวะมาชิมได้เสยครับ



หรือถ้าชอบบรรยากาศอยากจะนอนพักค้างแรมสักคืนทางร้านก็มีบ้านพักไว้ให้บริการบ้านพักสร้างอยู่บนเครื่องบินเลยครับมองดูแล้วแปลกดี



ผมนั่งรับประทานอาหารไปสลับกับฟังเสียงคลี่นและเสียงเครื่องบินขึ้นลงไปบรรยากาศสบายๆดีแท้  



หลังจากอาหารกลางวันผ่านพ้นไปแล้วเจ้านายทหารเรือเพื่อนรักของผมก็ขับรถพาผมมาส่งที่ท่ารถสวัสดิการกองทัพเรือ



เดินทางกลับสู่กรุงเทพฯโดยสวัสดิภาพ



สุดท้ายนี้ขอกล่าวคำว่า “ลาก่อนแสมสาร”ครับ
การเดินทางไปช่องแสมสารแบบรวดเร็วและประหยัด
      ทางสวัสดิการของกองทัพเรือได้จัดรถโดยสารประจำทางวิ่งให้บริการระหว่างกรุงเทพฯ-ฐานทัพเรือสัตหีบทุกวันรถโดยสารจะจอดอยู่ที่บริเวณลานจอดรถตั้งอยู่ระหว่างท่าราชวรดิษฐ์กับราชนาวีสโมสรตรงข้ามกับกำแพงวัดพระแก้วทางไปท่าเตียนโดยคันแรกจะออกจากท่าเวลา05.00น.จากนั้นก็จะเริ่มทะยอยออกทุกๆหนึ่งชั่วโมงและสองชั่วโมงตามลำดับสอบถามเวลารถออกได้ที่ห้องขายตั๋วท่าราชวรดิษฐ์โทรศัพท์02-475-5401และ087-593-0887  สำหรับอัตราค่าโดยสารคนละ110 บาทระยะทางประมาณ180กม.ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2.45ชั่วโมงจากนั้นให้ใช้บริการของรถสองแถวประจำทางรับจ้าง สัตหีบ-ช่องแสมสาร ที่จอดคอยให้บริการอยู่ในตลาดอำเภอสัตหีบเดินทางไปยังหมู่บ้านแสมสารอัตราค่าโดยสารคนละ 20 บาท.