เที่ยวเกาะแสมสาร...เขตทหารยินดีต้อนรับ
เรื่องและภาพโดย   สุเทพ  พวงมะโหด , ศักดา   สุวรรณศรีไพศาล
-    ท่าราชวรดิษฐ์



ต้นฤดูฝนกลางเดือนมิถุนายน ผมออกจากบ้านเดินทางมาถึงท่าราชวรดิษฐ์เมื่อเวลา 05.45 น.



เพื่อใช้บริการรถโดยสารสวัสดิการของกองทัพเรือเดินทางมายังอำเภอสัตหีบโดยเที่ยวแรกจะออกเวลา05.00น. ผมมาถึงเที่ยวที่สองออกเวลา06.00นจากนั้นจะออกจากท่าราชวรดิษฐ์ทุกๆ1-2ชั่วโมงเรื่อยไปจนเที่ยวสุดท้ายจะออกเวลา17.00น สำหรับอัตราค่าโดยสารคนละ110บาทใช้เวลาในการเดินทางประมาณ2ชั่วโมงเศษๆ ท่านผู้อ่านที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเวลารถออกได้ที่ห้องขายตั๋วท่าราชวรดิษฐ์โทรศัพท์02-475-5401และ087-593-0887



และเมื่อถึงเวลา 06.00น  รถโดยสารสวัสดิการของกองทัพเรือก็พาผมออกเดินทางขึ้นทางด่วนยมราชและทางด่วนมอเตอร์เวย์มุ่งหน้าสู่อำเภอสัตหีบจังหวัดชลบุรี



เวลาผ่านไปสองชั่วโมงเศษๆรถโดยสารสวัสดิการของกองทัพเรือก็พาผมเดินทางมาถึงยังสามแยกทางเข้าฐานทัพเรือสัตหีบซึ่งตั้งอยู่ทางขวามือส่วนตัวอำเภอสัตหีบตั้งอยู่ทางด้านซ้ายมือ
ผมลงรถโดยสารจากนั้นจึงเดินเท้าผ่านวัดสัตหีบหรือ “วัดหลวงปู่อี๋ “จนเดินเข้ามาถึงยังตลาดเช้าในตัวอำเภอสัตหีบซึ่งกำลังพลุกพล่านไปด้วยผู้คนเดินทางออกมาจับจ่ายซื้ออาหารกันอย่างคับคั่ง จากนั้นผมทำการสอบถามชาวบ้านถึงจุดที่จอดรถสองแถวเดินทางไปยังหมู่บ้านแสมสาร



จากตัวเมืองสัตหีบผมใช้บริการรถสองแถวค่าบริการคนละ20บาทเดินทางไปยังหมู่บ้านแสมสารซึ่งตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองสัตหีบระยะทางประมาณ10กว่ากิโลเมตรรวมเวลาที่ผมเดินทางจากกรุงเทพฯมาถึงยังแสมสารใช้เวลาประมาณ3.30ชั่วโมงเองครับประหยัดทั้งเวลาและเงินดีกว่านั่งรถทัวร์โดยสารที่ขนส่งหมอซิตเยอะเลยครับ



และก่อนที่ผมจะเดินทางท่องเที่ยวต่อไปในแสมสารผมขอนำท่านผู้อ่านเดินทางขึ้นเนินเขามายังวิหารหลวงพ่อดำ



เพื่อทำการสักการะบูชาหลวงพ่อดำพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นที่เคารพบูชาของชาวบ้านในแสมสารตลอดจนประชาชนทั่วไปเดินทางมาสักการะบูชาหลวงพ่อดำไม่ขาดสายในแต่ละวัน



ผมขอเล่าย้อนเวลาไปเมื่อประมาณปีพ.ศ 2540  เมื่อครั้งที่ผมเดินทางมาท่องเที่ยวช่องแสมสารเป็นครั้งแรก   ผมเคยขอพระที่จำพรรษาซึ่งมีอยู่องค์เดียวในวิหารหลวงพ่อดำนอนพักค้างแรมที่บริเวณศาลาภายในวิหารหลวงพ่อดำซึ่งในเวลานั้นหลวงพ่อดำยังไม่เป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วไปและโดยรอบๆบริเวณวิหารหลวงพ่อดำยังไม่เจริญเหมือนเช่นทุกวันนี้   ส่วนสาเหตุที่ผมจำเป็นต้องขออาศัยศาลาภายในวิหารหลวงพ่อดำนอนพักค้างแรมก็เพราะว่าผมต้องการที่จะเฝ้าถ่ายรูปดวงอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้าสาเหตุเพราะทำเลที่ตั้งของวิหารหลวงพ่อดำตั้งอยู่บนที่สูงปากทางเข้าช่องแสมสารพอดีจึงสามารถมองเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นและตกได้อย่างชัดเจนและอีกสาเหตุหนึ่งก็เพราะว่าสตังค์ในกระเป๋าของผมมีไม่พอจ่ายค่ารีสอร์ทครับขอสารภาพท่านผู้อ่านตามตรง....แฮ่ะๆ       หลังจากนั้นเมื่อผมเดินทางกลับกรุงเทพฯไปผมก็ถูกล๊อตเตอรี่สองตัวล่างในงวดต่อมา ผมเดาเอาว่าหลวงพ่อดำคงจะเวทนาผมจึงให้ค่ารถช่างภาพจนๆอย่างผมเดินทางกรุงเทพฯ



จากนั้นผมซื้อดอกไม้ธูปเทียน(แล้วแต่จะบริจาค)นำมากราบสักการะบูชาหลวงพ่อดำสำหรับธูปเทียนให้จุดสักการะบูชาหลวงพ่อดำได้แต่ภายนอกวิหารเท่านั้นน่ะครับส่วนภายในวิหารอนุญาติให้กราบไหว้และปิดทองหลวงพ่อดำได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้นครับครับ



ภาพเจดีย์เก่าแก่ได้รับการบูรณะใหม่



ภาพวิหารหลวงพ่อดำ



ภาพไข่ต้มที่ชาวบ้านนำมาแก้บนหลวงพ่อดำ
จากนั้นผมเดินเข้ามาภายในวิหารหลวงพ่อดำกราบสักการะบูชาหลวงพ่อดำซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิสีทองสูงประมาณ5เมตรตั้งประดิษฐานอยู่ตรงกลางวิหารโดยหันหน้ามาทางทิศตะวันออกของช่องแสมสาร  


         
และภายในวิหารหลวงพ่อดำผมเหลือบมองไปทางด้านขวามือมีพระบรมฉายาลักษณ์ของเจ้าหญิงมาทิลด์พระชายาในเจ้าชายฟิลิปมกุฏราชกุมารแห่งเบลเยี่ยม




ขนาดใหญ่สองรูปทรงฉายพระรูปไว้เป็นที่ระลึกเมื่อคราวที่พระองค์ทรงเสด็จมาสักการะบูชาหลวงพ่อดำเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ2556ที่ผ่านมานี้เองครับ



-    รูปที่หนึ่งเป็นรูปพระครูพระครูวิสารทสุตากรเจ้าอาวาสวัดช่องแสมสารกำลังทูลเกล้าถวายองค์หลวงพ่อดำจำลองแก่เจ้าหญิงมาฟิลด์



-    รูปที่สองเป็นรูปเจ้าหญิงมาฟิลด์ทรงเสด็จสักการะหลวงพ่อดำภายในวิหารพร้อมถวายปัจจัยในการทำนุบำรุงวิหารหลวงพ่อดำ
      สำหรับประวัติความเป็นมาของหวงพ่อดำผมจะเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังพอเป็นสังเขปดังนี้ครับ



“พระสัมพุทธมหามุนีศรีคุณาศุภนิมิต” หรือ “หลวงพ่อดำ” วัดช่องแสมสาร ต.แสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิสูง ๕ เมตร มีรูปใบหน้าอิ่มเอิบ ดวงตาทอดต่ำลงแผ่เมตตาให้กับผู้คนที่เดินทางมากราบไหว้ ตำนานหลวงพ่อดำ ระบุว่า เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๑ “หลวงพ่อดำรง คุณาสโภ” ได้เดินทางจาก จ.สุพรรณบุรี มาปักกลด ณ บริเวณพระเจดีย์เก่าบนเขาของวัดช่องแสมสาร หลวงพ่อดำรง ได้เล่าให้ญาติโยมที่ไปกราบนมัสการให้ฟังว่า เดิมทีท่านจำพรรษาอยู่วัดเขาขึ้น อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี สาเหตุที่เดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ เพราะได้ฝันว่า เทพยดาองค์หนึ่งบอกให้ไปสร้างพระพุทธรูปไว้ใกล้ๆ พระเจดีย์เก่าองค์หนึ่ง บนเขาชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก 
“ในภายภาคหน้า พระประธานองค์นี้จะกลายเป็นพระที่ศักดิ์สิทธิ์ และมีประชาชนให้ความเคารพนับถือเดินทางมากราบไหว้กันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากบริเวณแห่งนี้มีความเหมาะสมที่จะบูรณะให้กลายเป็น แหล่งรักษาศีลและความสงบให้กับชาวพุทธศาสนิกชนเป็นอย่างมาก...” หลวงพ่อดำรง ได้ออกเดินทางจากวัดเขาขึ้น กว่าจะถึงวัดช่องแสมสารเป็นเวลาหลายวัน เพราะท่านเดินทางถึงหมู่บ้านติดทะเลที่ใดก็จะแวะดูเรื่อยไป จนถึงบ้านช่องแสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี คือ สถานที่ท่านปักกลดอยู่นี้ เป็นสถานที่มีภูมิทัศน์ตรงกับสภาพที่ท่านนิมิตฝัน ท่านจึงชักชวนญาติโยม



ช่วยกันบริจาควัสดุในการสร้างพระพุทธปฏิมากร ซึ่งได้รับศรัทธาร่วมมือด้วยดี ในสมัยนั้นยังไม่มีทางรถยนต์ จึงจำเป็นต้องใช้แรงงานคนแบกขนวัสดุขึ้นไป การสร้างใช้เวลาสร้างประมาณ ๒ ปี จึงแล้วเสร็จและ ทารักสีดำ ตั้งเป็นสง่าอยู่กลางแจ้ง โดยไม่มีหลังคาคลุมแต่อย่างใด ชาวบ้านชาวเรือและผู้พบเห็น จึงเรียกว่าหลวงพ่อดำกันจนติดปาก ทั้งๆ ที่ตอนสร้างเสร็จท่านได้ถวายนามว่า “พระสัมพุทธมหามุนีศรีคุณาศุภนิมิต” ซึ่งชื่อในตอนท้าย มีความหมายระบุว่า เป็นพระที่เกิดจากความฝันดี หลังจากสร้างเสร็จประมาณหนึ่ง เดือน จากนั้นชาวบ้านแสมสารได้จัดงานฉลองพระและประกอบพิธีเบิกพระเนตรหลวงพ่อดำ ในครั้งนั้นได้มีการผูกหุ่นฟางขึ้นมาสองตัว เพื่อเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อดำ หลังจากเสร็จพิธีก็เผาหุ่นฟางนั้นเสีย หลวงพ่อดำ ได้ตั้งตากแดดอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานานถึงสิบปีเศษ จนมีชาวประมงจากจังหวัดสมุทรปราการแล่นเรือผ่านมาเห็นหลวงพ่อดำตากแดดอยู่ จึงบนบานขอพรว่าออกเรือเที่ยวนี้ขอให้ได้ปลามาเท่ากับจำนวนเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท แล้วจะมาทำหลังคาให้ ปรากฏว่าได้ดังคำขอ จึงเอาเงินมาฝากให้นายเจริญ ทิศาบดี ผู้ใหญ่บ้าน ช่วยทำหลังคา แต่ไม่มีฝา เมื่อฝนตกก็สาดเปียก ต่อมาชาวประมงอีกรายผ่านมา ก็บนหลวงพ่อดำอีก ขอให้จับปลาได้เยอะๆ จะมากั้นฝาให้ ปรากฏว่าได้สมหวังก็เอาเงินมาฝากผู้ใหญ่ให้ช่วยทำต่อไป สภาพวิหารหลวงพ่อดำในขณะนั้น จึงเป็นเพียงมีหลังคาและฝาไม้สามด้านเท่านั้น ชาวบ้านและชาวเรือต่างขึ้นไปนมัสการกราบไหว้ขอพร กันเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่มักประสบผลสำเร็จ


    หลังจากสิบปีผ่านไป สภาพของวิหารชำรุดทรุดโทรมจนใช้งานไม่ได้ นายเสน่ห์ พิทักษ์กร สมาชิกสภาจังหวัดชลบุรี ได้ร่วมมือกับพระครูวิสารทสุตากร เจ้าอาวาส พร้อมชาวบ้าน ร่วมกันสร้างเป็นวิหารจตุรมุข ภายในมีจิตรกรรมฝาผนัง และมีภาพปูนปั้นเรื่องราวพุทธประวัติ ซึ่งหาชมได้ยากในปัจจุบัน    วิหารหลวงพ่อดำ เมื่อครั้นสร้างเสร็จ ได้ทำพิธีเปิดวิหารอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2532 ในแต่ละวันมีประชาชนเดินทางไปนมัสการขอบน และแก้บนสิ่งสมปรารถนามิขาดสาย   เรื่องราวพุทธานุภาพปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อดำมีมาก จากคำบอกเล่าของชาวบ้านที่มาแก้บนในแต่ละวัน จะเข้ามาสักการะแก้บนหลวงพ่อดำด้วยไข่ต้มและพวงมาลัยดอกไม้สด ตามความเชื่อว่าหลวงพ่อดำคุ้มครองจะคุ้มครองให้ปลอดภัย และได้โชคลาภสิ่งที่สมปรารถนาไม่ขาดสาย จนองค์หลวงพ่อดำที่เคยลงรักสีดำ ต่อมาชาวบ้านต่างพากันมาลงรักปิดทองทั่วทั้งองค์จนกลายมาเป็นหลวงพ่อดำสีทองเหลืองอร่ามไปทั่วทั้งองค์ดังที่ท่านผู้อ่านเห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ครับ



ด้านหลังของวิหารหลวงพ่อดำมีรูปจิตกรรมฝาผนังเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า



ส่วนด้านข้างของวิหารหลวงพ่อดำเป็นที่ตั้งของศาลพระพรหม



  และเนื่องจากวิหารหลวงพ่อดำตั้งอยู่บนเนินเขาสูงจึงเป็นจุดชมวิวที่สวยงามแห่งหนึ่งในหมู่บ้านแสมสาร



สามารถมองเห็นเกาะแรด



เกาะแสมสาร



เขาหมาจอ



ตลอดจนหมู่บ้านแสมสารตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่เบื้องล่าง



ตลอดจนภาพของเรือประมงกำลังแล่นออกจากช่องแสมสารไปหาปลา
นอกจากนี้ยังเป็นจุดที่สามารถชมดวงอาทิตย์ขึ้นและตกได้สวยงามแห่งหนึ่งในหมู่บ้านแสมสารอีกด้วยครับ.



ก่อนเดินทางออกจากวิหารหลวงพ่อดำผมใส่เงินทำบุญตามตู้บริจาคที่วางเรียงรายอยู่บริเวณหน้าวิหารหลวงพ่อดำ



พร้อมกับเช่าเหรียญหลวงพ่อดำมาบูชาอีกด้วยครับ



จากวิหารหลวงพ่อดำผมเดินลงมาเที่ยวชมภายในหมู่บ้านแสมสารซึ่งกำลังคับคั่งไปด้วยผู้คนเดินทางออกจากบ้านมาปฎิบัติภาระกิจประจำวันกันหมู่บ้านช่องแสมสารหรือ ตำบลแสมสารมีเนื้อที่โดยประมาณ 2,000 ไร่ มีลักษณะทางภูมิประเทศเป็นภูเขา และที่ราบชายฝั่งทะเล 
ภาพถ่ายจากดาวเที่ยมช่องแสมสาร



โดยแบ่งจำนวนหมู่บ้านออกเป็น 4 หมู่บ้านและมีจำนวนครัวเรือนประมาณ 1240 ครัวเรือน ประชากรโดยประมาณ6,000 คน อาชีพของชาวบ้านส่วนใหญ่ ได้แก่การทำอาชีพประมง, การค้าขาย,รับจ้างและทำไร่ฯลฯ



นักท่องเที่ยวจะรู้จักหมู่บ้านช่องแสมสาร ในเรื่องของการท่องเที่ยวตกปลา และออกไปดำน้ำชมปะการังตามเกาะต่างๆในหมู่เกาะแสมสารเช่นรอบเกาะแสมสาร,เกาะขาม โดยส่วนใหญ่จะพักค้างแรมกันที่หมู่บ้านช่องแสมสารที่มีบ้านพักรีสอร์ทให้นักท่องเที่ยวได้พักในราคาย่อมเยาและจะเริ่มทำกิจกรรมต่างๆเช่นการตกปลาก็จะเช่าเรือออกไปตกปลาตั้งแต่เช้าและกลับเข้าฝั่งกันในเวลาเย็น โดยมีค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงมากนักครับ



ผมเดินเที่ยวชมบรรยากาศภายในหมู่บ้านแสมสารมองเห็นตะแกรงตากปลาหมึกตั้งเรียงรายอยู่เกือบจะทุกบ้านที่ตั้งอยู่ริมทะเล



ผมสอบถามชาวบ้านได้ความว่าชาวบ้านในหมู่บ้านแสมสารนิยมทำปลาหมึกแห้งกันแทบจะทุกครัวเรือน



สาเหตุเพราะบริเวณทะเลภายในช่องแสมสารแห่งนี้มีปลาหมึกชุกชุมมากชาวประมงจับปลาหมึกได้มากๆในแต่ละวันหมึกสดก็ส่งขายตลาดส่วนหมึกที่เหลือก็นำมาตากแห้งส่งขายในกรุงเทพต่อไปสำหรับหมึกแห้งเป็นสินค้าส่งออกที่มีชื่อสียงของหมู่บ้านแสมสารเพราะรสชาติดีและไม่เค็มจนเกินไปนัก



สำหรับแรงงานที่ทำการประมงส่วนใหญ่เกือบ100เปอร์เซนต์จะใช้แรงงานชาวต่างประเทศเช่นเขมรและพม่าผมเห็นเดินกันพลุกพล่านแถมส่งภาษาบ้านเกิดของตัวเองให้ลั่นไปหมด



ในหมู่บ้านแสมสารมีร้านขายของชำและร้านอาหารเปิดให้บริการลูกค้าบรรยากาศเหมือนกับท่าเรือทำการประมงทั่วๆไปนอกจากนี้ยังมีวัดช่องแสมสารศูนย์รวมจิตใจของชาวแสมสาร



และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านช่องแสมสารให้บริการในเรื่องสุขอนามัยแก่ชาวบ้านอีกด้วยครับ



Percala Farm หรือ เพอคูล่าฟาร์ม ตั้งอยู่ในอำเภอสัตหีบบริเวณหมู่บ้านช่องแสมสาร ที่นี่เป็น ฟาร์มปลาการ์ตูน ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย



 ท่านจะได้รู้จักกับชีวิตความเป็นอยู่ของปลาการ์ตูนทั้ง 6 กลุ่ม สายพันธุ์ วิธีการเพาะเลี้ยงและการขยายพันธุ์ปลาการ์ตูน ชมปลาทะเลหลาก หลายชนิดใน ปัจจุบันนี้มีโรงเรือน 2 ชั้น


56


สำหรับเลี้ยงพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ปลาการ์ตูนเกือบ 500 คู่ มีลูกปลารวมทั้งปลาขุนนับ แสน ๆ ตัว ที่เลี้ยงไว้ในบ่อปูนซีเมนต์เกือบ 30 บ่อ



โรงเรือนสำหรับอนุบาลลูกปลา กว่า 1,500 ตารางเมตร พื้นที่ สำหรับเพาะเลี้ยงสาหร่าย และโรติเฟอร์ ซึ่งเป็นอาหารสำหรับลูกปลา กว่า 500 ตารางเมตร  ฟาร์มแห่งนี้ยังเป็นแหล่งสะสมพันธุ์ปลาทะเลอยู่เกือบ 100 ชนิด อาทิ ปลาหมอทะเล , ปลานก แก้ว , ปลาฉลาม , ปลาเก๋า , ปลาโนรี , ปลาช่อนทะเล และปลาขี้ตัง



มีกิจกรรมพิเศษไปเลี้ยงปลาในกระชังของเพอคูล่าได้โดยนั่งเรือ ไปชมปลาในกระชังและในอาหารปลาทะเลที่หาดูยากอาทิ ฝูงปลาช่อนทะเล, ฝูงปลาทูทอง ปลาฉลามกว่า 200 ตัว ปลาโฉมงาม,ปลาหูช้าง นอกจากนี้ เพอคูล่าฟาร์ม ยังเป็นแหล่งซื้อขายปลาการ์ตูน ซึ่งมีให้เลือกหลากหลายสายพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดอีกด้วย



ปัจจุบันฟาร์มเพอคูล่ายังได้เปิดให้ผู้ที่สนใจ เข้าชมทัศนศึกษา เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องราวที่เกี่ยวกับปลาทะเล โดยเฉพาะ แหล่งทัศนศึกษาอาณาจักรปลาการ์ตูน ได้เรียนรู้วิธีการเพาะพันธุ์และเลี้ยง อย่างถูกวิธี ซึ่งเมื่อก่อนมีการมองกันว่า การเลี้ยง ปลาการ์ตูนเป็นปลาสวยงามนั้น จะต้องจับจากธรรมชาติอย่างเตียว ซึ่งเป็นการทำลาย ระบบนิเวศน์วิทยาที่มีอยู่ เพอคูล่าฟาร์มได้ให้ การสนับสนุนพันธุ์ปลามากกว่า 10,000 ตัวให้กับชาวชุมชนช่องแสมสาร เพื่อทำการปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ และประสานความ ร่วมมือ กับกรมประมงในการสร้างหลักสูตรท้องถิ่นการเพาะเลี้ยงปลาการ์ตูน ให้กับโรงเรียน ชุมชนช่องแสมสาร พร้อม ผลักดันส่งเสริม ชุมชนช่องแสมสาร ผลิตปลาการ์ตูนให้เป็นสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์



คุณ นฤดม พิสิษฐเกษม ซึ่งเป็นเจ้าของฟาร์มเลี้ยงปลาการ์ตูนแห่งแรกและใหญ่ที่สุดในเมืองไทยกล่าวว่า ครอบครัวของผม คุณพ่อชอบเลี้ยงและเพาะพันธุ์ปลา คุณย่าชอบต้นไม้ จึงได้มีเวลาสนุกอยู่กับการเลี้ยงปลา และปลูกต้นไม้มา ตั้งแต่ผมยังเด็กๆครอบครัวของเราเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดได้เกือบทุกชนิดที่พอจะหาได้ในขณะนั้น ด้วยความสวยงาม ของปลาทะเลจึงเป็นเสน่ห์ให้ถูกนำมาเลี้ยงในตู้ โดยคุณพ่อเป็นคนที่สนใจและเลี้ยงปลาทะเลอยู่ก่อน ผมจึงมีโอกาสได้คลุกคลีอยู่กับปลาทะเลจนเกิดความรัก ความเข้าใจในปลาทะเลชนิดต่าง ๆ ที่คุณพ่อพยายามจะเลี้ยงและเพาะขยายพันธุ์เป็นอย่างดี ในสมัยนั้นเราจะไปหาซื้อปลาทะเล กันทุกวันเสาร์ที่ท้องสนามหลวง (สมัยนั้นสวน จตุจักรยังไม่มี) แต่ปลาทะเลที่ซื้อมานั้นเลี้ยงไม่ทน จะตายง่ายมาก เราพูดคุยกันเสมอ ว่าสักวันเราต้องทำสำเร็จ ก็ เพราะด้วยความสวยงามที่ยากจะห้ามใจ จึงได้ไปหาซื้อมาเติมใส่ในตู้ทุกอาทิตย์ เรียนไปด้วยเลี้ยงปลาไปด้วย จนกระทั่งอยู่ชั้นมัธยม 3 โรงเรียนมัธยมสาธิตประสานมิตร ที่จะต้องเลือกสายวิชาเรียน อยากจะเรียนสายวิทย์ฯ แต่ คะแนนสะสมไม่ถึง (เอาแต่เลี้ยงปลา) จึงต้องสอบคัดเลือกเข้าใหม่และก็ได้เรียนในที่สุด ด้วยความมุ่งมั่นที่จะทำ ความฝันให้เป็นจริง ประกอบกับการแนะแนวของ อาจารย์พูนศักดิ์ เทศนิยม และทีมอาจารย์แนะแนว ผู้ซึ่งเป็นที่ เคารพของผมว่า “ถ้าสนใจจะเรียน เกี่ยวกับทะเลจริง ๆ ต้องเรียนที่ มศว.บางแสน เพราะมีวิชารองรับและอยู่ใกล้ ทะเลมีโอกาสที่จะเรียนรู้ของจริงได้ดีกว่าทุกที่” จึงเข้า เรียนที่คณะวิทยาศาสตร์ มศว.บางแสน (มหาวิทยาลัยบูรพา) กระทั่งสำเร็จปริญญาตรี วิชาเอกวาริชศาสตร์ จากนั้นก็ได้ไปศึกษา ปริญญาตรี คณะวิทยาศาสตร์ สาขาจุลชีวะวิทยา ที่ Washington State University ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมุ่งเรียนทาง ด้านพันธุวิศวกรรมเทคโนโลยีชีวะภาพ ของพืชและสัตว์ และเมื่อจบการศึกษา ผมก็กลับมาช่วยงานที่บ้านขายสังกะสี ในช่วงที่มีเวลาว่าง ก็ได้ติดต่อกับท่าน อาจารย์ที่บางแสน อาทิ รศ.ดร.ทวี หอมชง , ผศ.ดร.พิชาญ สว่างวงศ์ , อาจารย์วิรัช คารวะพิทยากุล , ผศ.ดร.สิทธิพันธ์ ศิริรัตนชัย , รศ.ดร.วีระพงษ์ วุฒิพันธุ์ชัย , ผศ.ดร.สมถวิล จริตควร  ถึงความเป็นไปได้ที่จะเพาะพันธุ์ปลาทะเลสวยงาม ซึ่งทุกท่านได้ให้กำลังใจและสนับสนุนให้เริ่มทำการทดลอง หาข้อมูล โดยได้เช่าที่ดินตั้งฟาร์มขนาดเล็ก เริ่มจากการ ศึกษาการเพาะปลาการ์ตูนส้ม-ขาว ซึ่งเป็นปลาที่หาได้ง่าย เมื่อปี 2544 ผมลงทุนซื้อที่ดินติดทะเล 2 ไร่ ตำบล แสมสาร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ในราคา 20 ล้านบาท จากนั้นออกแบบก่อสร้างบ่อปูนซีเมนต์ และโรงเรือนเลี้ยง พ่อแม่พันธุ์พร้อมที่พักโดยเริ่มจากจุดเล็กๆไปหาใหญ่



ขณะนี้ที่ฟาร์มเลี้ยงปลาทะเลของผมสมบูรณ์เกือบ 100% แล้ว โดยใช้เงินงบประมาณไปทั้งหมดเกือบ 100 ล้าน บาท มีกระชังเลี้ยงพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ปลาทะเลทั่วไปอีก 10 กระชังซึ่งอยู่ห่างจากชายฝั่งทะเลประมาณ  1,500 เมตร อีกด้วย ปัจจุบันนี้มีโรงเรือน 2 ชั้น สำหรับเลี้ยงพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ปลาการ์ตูนเกือบ 500 คู่ มีลูกปลารวมทั้งปลาขุนนับ แสน ๆ ตัว ที่เลี้ยงไว้ในบ่อปูนซีเมนต์เกือบ 30 บ่อ โรงเรือนสำหรับอนุบาลลูกปลา  กว่า 1,500 ตารางเมตร พื้นที่ สำหรับเพาะเลี้ยงสาหร่ายและโรติเฟอร์ ซึ่งเป็นอาหารสำหรับลูกปลา กว่า 500 ตารางเมตรจนปัจจุบันฟาร์มผมได้ ดำเนินการมา 8 ปีแล้วภายใต้ใบอนุญาตประกอบกิจการฟาร์มเพาะพันธุ์ปลาทะเล



และกิจการสวนสัตว์จากกรม ประมง นอกจากนี้ ฟาร์มแห่งนี้ยังเป็นแหล่งสะสมพันธุ์ปลาทะเลอยู่เกือบ 100 ชนิด อาทิ ปลาหมอทะเล , ปลานก แก้ว , ปลาฉลาม , ปลาเก๋า , ปลาโนรี , ปลาช่อนทะเล และปลาขี้ตัง เป็นต้นในปัจจุบันเพอคูล่าฟาร์มยังได้เปิดให้ผู้ที่สนใจ เข้าเยี่ยมชมทัศนศึกษา เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องราวที่เกี่ยวกับปลาทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งปลาการ์ตูน ได้เรียนรู้วิธีการเพาะพันธุ์และเลี้ยง อย่างถูกวิธี ซึ่งเมื่อก่อนมีการมองกันว่า การเลี้ยง ปลาการ์ตูนเป็นปลาสวยงามนั้น จะต้องจับจากธรรมชาติอย่างเตียว ซึ่งเป็นการทำลาย ระบบนิเวศน์วิทยาที่มีอยู่ แต่เดี๋ยวนี้เราเพาะขยายพันธุ์ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องจับจากธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีกลุ่มผู้นิยมเลี้ยง ปลาทะเลลักลอบบ้าง แต่ก็มีน้อยค่อย ๆ แก้ปัญหา และมาช่วยกันผลักดันให้ปลาชนิดนี้มาทำรายได้เข้าประเทศกันเถอะ ผมยินดีที่จะให้ ความรู้แก่ผี่สนใจ



       ตามปกติในธรรมชาติปลาการ์ตูนมักจะอยู่กันเป็นฝูง เป็นปลาที่มีความเร็ว จับยาก ถ้าจับด้วยอวนมักจะไม่ประสบความสำเร็จหรือไม่เช่นนั้น ปลาก็มักจะได้รับบาดเจ็บ อีกกรณีคือ การใช้วิธีวางยาไซยาไนด์ลงไปในจุดที่มีปลาการ์ตูนอาศัยอยู่พอปลาหายใจเอายาเข้าไปก็จะสลบ ชาวประมงก็จะจับขึ้นมาแล้วเปลี่ยนน้ำทะเลใหม่ เพื่อให้ปลาหายใจได้ แต่สิ่งที่ตามมาก็คือ ระบบหายใจของปลาเสียหาย เมื่อจับมันมา มันจะอยู่ได้อีกสองสามวัน เหงือกของมันก็จะเน่าและจะ ตายในที่สุด “เพอคูล่าฟาร์ม” เป็นอีกความสำเร็จหนึ่งในการบุกเบิกเพาะเลี้ยงสัตว์ ทะเลสวย งามในเชิงพาณิชย์โดยเริ่มต้นจากกลุ่มปลาการ์ตูน ในการเพาะพันธุ์ปลาการ์ตูนอาศัยหลักการที่ว่า“สัตว์ทุกชนิดไม่ต้องการสูญพันธุ์”



  ดังนั้นมันต้องขยายพันธุ์ วิธีการที่ทำก็คือ เมื่อปลามันมีความสุข มีความปลอดภัย และสร้างบรรยากาศที่ปลาชอบ ปรับให้อยู่ในภาวะที่เหมาะสม ถ้าปลารู้สึกว่ามันอยู่ด้วยกันแค่สองตัวในโลกนี้ มันต้องสูญพันธุ์แน่นอนสัญชาตญาณ ของปลาก็คือ มันต้องสืบพันธุ์ ปลาที่เกิดจากการเพาะเลี้ยง จะเป็นปลาที่แข็งแรงเลี้ยงง่ายเพราะไม่ผ่านการจับด้วยยาพิษ เป็นปลาที่ผ่านการคัดเลือกสายพันธุ์ที่มีความทนทานต่อโรคสูงเลี้ยงง่ายโตเร็วไม่ รบกวนระบบนิเวศน์ทางธรรมชาติในระหว่างการจับทุกวิธีไม่จำเป็นต้องเลี้ยงรวมกับดอกไม้ทะเลและสามารถเลี้ยงอยุ่ ู่ในตู้ขนาดเล็กกว่า ปลาที่จับจากธรรมชาติได้


ปัจจุบันเพอคูล่าฟาร์มเป็นแหล่งทัศนศึกษาอาณาจักรปลาการ์ตูนได้เปิดโอกาสให้ผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมเรียนรู้ การเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์จากประสบการณ์จริงได้อย่างใกล้ชิดเพอคูล่าฟาร์มได้ให้การสนับสนุนพันธุ์ปลามากกว่า 10,000 ตัวให้กับชาวชุมชนช่องแสมสาร เพื่อทำการปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ และประสานความ ร่วมมือกับกรมประมงในการสร้างหลักสูตรท้องถิ่นการเพาะเลี้ยงปลาการ์ตูน ให้กับโรงเรียน ชุมชนช่องแสมสาร พร้อม ผลักดันส่งเสริมชุมชนช่องแสมสาร ผลิตปลาการ์ตูนให้เป็นสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์


นอกจากนี้ ยังได้ทำบันทึกข้อตกลงกับทางภาควิชาวาริชศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อที่จะร่วมมือวิจัยค้นคว้าวิธีการเลี้ยงและ เพาะพันธุ์สัตว์ทะเล รวมทั้งเปิดรับนิสิตเข้าฝึกงานที่เพอคูล่าฟร์ม เพื่อเป็นการพัฒนาบุคลากรในด้านนี้ อย่างยั่งยืนต่อไปเพอคูล่าฟาร์มที่ก่อตั้ง และบริหารงานโดยนฤดม “สิงห์” พิสิษฐเกษม ศิษย์เก่าภาควิชาวาริชศาสตร์คณะวิทยาศาสตร์ มศว บางแสน ได้ดำเนินธุรกิจเพาะพันธุ์ปลาการ์ตูนควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและ สิ่งแวดล้อมมีเนื้อที่ติดชายทะเล “ปลาการ์ตูนตัวต่อไปในตู้ขอให้เป็นปลาที่มาจากการเพาะเลี้ยงเท่านั้นน่ะครับ” คุณ นฤดม  กล่าวในที่สุด.............



สำหรับ Percala Farm ตั้งอยู่บนถนนหลวงสาย 331 สี่แยก ก.ม.10 ทางไปสนามบินอู่ตะเภา ทางเข้าบ้าน ช่องแสมสารประมาณ 7 กิโลเมตร




รายละเอียดเพิ่มเติม     Percala Farm เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 9.00 - 15.30 น.  อัตราค่าบริการเข้าชมฟาร์มปลาการ์ตูน ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท อัตราค่าบริการนั่งเรือชมกระชังและการเลี้ยงปลาที่กระชังพร้อมให้อาหารปลา ท่านละ 100 บาทสนใจสามารถคลิ๊กเข้าไปเยี่ยมชมรายละเอียดได้ที่ www.perculafarm.com ได้เลยครับ



      ผมเดินเที่ยวชม Percala Farm จนสมควรแก่เวลาจากนั้นจึงเดินเท้าต่อมายังพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทยที่ตั้งอยู่บนเขาหมาจอใกล้กับหมู่บ้านแสมสารอยู่ในการดูแลของกองทัพเรือ



ก่อนจะเที่ยวชมบริเวณโดยรอบของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทยผมขอพาท่านผู้อ่านไปกราบนมัสการศาลพระเจ้าตากสินมหาราชที่ตั้งอยู่บนเชิงเขาหมาจอทางขึ้นสู่พิพิธภัณฑ์



ภายในศาลแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานรูปหล่อสีทองเหลืองอร่ามของพระเจ้าตากสินมหาราชในท่าทรงนั่งพระหัตถ์ซ้ายทรงถือพระแสงดาบส่วนด้านหลังเป็นรูปหล่อลงรักสีดำของพระเจ้าตากสินมหาราชอีกองค์หนึ่งในท่ายืนพร้อมรบ ในทุกๆวันมีประชาชนเดินทางเดินทางมากราบสักการะบูชาไม่ขาดสาย



จากนั้นผมจึงเดินขึ้นบันไดปูนไต่ระดับความสูงประมาณ150เมตรขึ้นไปเยี่ยมชมยังพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย



ซึ่งบริเวณระเบียงของพิพิธภัณฑ์มีจุดชมวิวทิวทัศน์ของหมู่บ้านช่องแสมสารและวิหารหลวงพ่อดำได้อย่างชัดเจน



พร้อมกับมองเห็นสะพานคอนกรีตความยาวหลายร้อยเมตรเดินเชื่อมไปยังท่าเรือเดินทางไปเที่ยวยังเกาะแสมสารอีกด้วยซึ่งเป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามแห่งหนึ่งของเขาหมาจอ



ผมจะเล่าถึงประวัติความเป็นมาของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทยให้ท่านผู้อ่านได้รับฟังพอเป็นสังเขปดังต่อไปนี้น่ะครับ
      สำหรับ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทยตั้งอยู่ใน ต.แสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล  โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงมีพระราชกระแสแนะนำแนวทางการสร้างความรู้ความเข้าใจและจิตสำนึก   ในเรื่องเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้แก่เยาวชนไว้หลายครั้งหลายครา  



ครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์พ.ศ. 2536 ได้มีพระราชกระแสว่า"การสอนให้เด็กมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์พืชพรรณนั้น ควรใช้วิธีการปลูกฝังให้เด็กเห็นความงดงามความสนใจ และก่อให้เกิดความปิติที่จะทำการศึกษาและอนุรักษ์พืชพรรณต่อไป  การใช้วิธีการสอน การอบรมให้เกิดความรู้สึกกลัวว่าหากไม่อนุรักษ์แล้วจะเกิดผลเสีย เกิดอันตรายแก่ตนเอง จะทำให้เด็กเกิดความเครียด ซึ่งจะเป็นผลเสียต่อประเทศในระยะยาว" ในโอกาสเดียวกันนี้ ยังได้ทรงมีพระราชกระแสเพิ่มเติมด้วยว่า " ตามเกาะต่าง ๆ มีพืชพรรณอยู่มาก แต่ยังไม่มีผู้สนใจเท่าไร จึงน่าจะมีการสำรวจพืชพรรณตามเกาะด้วย"



ต่อมาในปี พ.ศ.2541ได้ทรงพระราชทานแนวทางการปฏิบัติแก่กองทัพเรือในการดำเนินงานกิจกรรมสร้างจิตสำนึกของโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ฯ ที่เกาะแสมสารว่า ควรพิจารณาปฏิบัติตามรูปแบบของอุทยานแห่งชาติเกาะปอร์กอรอลส์ และเกาะโคร์ส ที่ฝรั่งเศส ซึ่งได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนมาในปี พ.ศ. 2538 และทรงมีความประทับใจในวิธีการให้ความรู้ความเข้าใจในด้านพันธุ์ไม้และระบบนิเวศต่อเยาวชน ในลักษณะที่เป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิต อันก่อให้เกิดความรู้สึกผูกพันกับธรรมชาติ  นอกจากนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  ยังได้ฝากงานอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลนี้ไว้ต่อกองทัพเรือด้วย โดยมีพระราชกระแสต่อผู้บัญชาการทหารเรือ เมื่อ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2544 ว่า  “ให้กองทัพเรือทำงานนี้เพื่อความมั่นคงของประเทศ”   อันเนื่องมาจากพระราชกระแสและพระราชดำริหลายครั้งหลายครานี้เองทางกองทัพเรือจึงมุ่งหน้าดำเนินงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ที่เกาะแสมสาร และในส่วนของกิจกรรมสร้างจิตสำนึกแก่เยาวชน กองทัพเรือได้พิจารณาจัดตั้ง "พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย"  ขึ้นบนฝั่งสัตหีบตรงข้ามเกาะแสมสาร รวมทั้งจัดสร้างสวนพฤกษศาสตร์และเส้นทางศึกษาธรรมชาติบนเกาะแสมสารเพื่อเป็นสื่อในการสร้างความรู้ความเข้าใจและจิตสำนึกแก่เยาวชนตามแนวทางพระราชดำริ



ในการนี้ได้ทรงมีพระราชวินิจฉัยเห็นชอบและยังพระราชทานแนวทางการดำเนินงานเพิ่มเติมด้วยว่า
- "ควรให้คนเข้าชมพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งอยู่บนฝั่งมากกว่าที่จะไปรบกวนบนเกาะ"
- "ที่เกาะแสมสาร จะทำแบบเกาะปอร์กอรอลส์ไม่ได้ เพราะเกาะของเราเล็ก ฉะนั้นควรให้คนมาดูแล้วกลับไป ไม่มีที่ให้พักค้างแรม"
- "สำหรับเนื้อหาที่จะจัดแสดง(ในพิพิธภัณฑ์) จะต้องให้เป็นการสอนและปรับปรุงให้ใหม่อยู่เสมอ และควรมีงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง"
จากนั้นทางกองทัพเรือได้น้อมเกล้าฯ รับพระราชดำริ มาประมวลเป็นรูปแบบการก่อสร้างและหลักการการจัดการพิพิธภัณฑ์ฯจนกระทั่งบัดนี้การก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทยบนฝั่งแสมสาร รวมทั้งสวนพฤกษศาสตร์ และเส้นทางศึกษาธรรมชาติบนเกาะแสมสารมีความคืบหน้าไปบ้างแล้ว และคาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ได้ตามเป้าหมายในปี พ.ศ. 2550



พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย  ตั้งอยู่ริมทะเลบริเวณเขาหมาจอ ตำบลแสมสาร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ในจุดที่อยู่ตรงข้ามเกาะแสมสาร มีอาณาบริเวณประมาณ 16 ไร่ สิ่งก่อสร้างมีลักษณะเป็นอาคารไต่ระดับเขา ถึงยอดเขา เพื่อให้มองเห็นทัศนียภาพมุมกว้าง ไกล และความลึกของทะเลโดยมุ่งที่จะให้ผู้ชมเห็นความงดงามของท้องทะเลแล้วเกิดจินตนาการและความปิติที่จะรักษาทรัพยากรธรรมชาติไว้ตามแนวพระราชดำริ ในหลักวิชาว่าด้วยการพิพิธภัณฑ์ ถือได้ว่าพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทยเป็นพิพิธภัณฑ์ที่สากลเรียกว่า NATURAL HISTORY MUSEUM  อันเป็นสถานที่รวบรวมและจัดแสดงวัตถุธรรมชาติ ทั้งในด้านธรณีวิทยา พฤกษศาสตร์ สัตวศาสตร์ ทางทะเลเป็นแห่งแรกในประเทศไทย


     สำหรับเนื้อหาการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ รวมทั้งสวนพฤกษศาสตร์และเส้นทางศึกษาธรรมชาติบนเกาะแสมสารจะประมวลมาจากผลการสำรวจเกาะต่าง ๆ ของไทยในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ  กองทัพเรือตามแนวทางพระราชทานที่ว่า "ให้สำรวจตั้งแต่ยอดเขาถึงใต้ทะเล" โดยคณะปฏิบัติงานวิทยาการ หรือคณะนักวิชาการหลายสาขาจากหลายสถาบัน ที่อุทิศตนอาสาสมัครเข้ามาปฏิบัติงานร่วมในโครงการฯได้นำตัวอย่างและงานวิจัยในเรื่อง พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ดิน หิน แร่ มาจัดแสดงและต่อไปจะมีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมในโอกาสที่เหมาะสมด้วย ส่วนการศึกษาทรัพยากรชีวภาพและกายภาพในธรรมชาติจริง นอกเหนือจากการชมตัวอย่างในพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทยแล้ว ก็จะต้องลงเรือข้ามไปยังเกาะแสมสารซึ่งได้จัดไว้เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติ (NATURE TRAIL)   สวนพฤกษศาสตร์ ป่าชายเลน และบ่อแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ทั้งนี้ การเข้าชมในส่วนนี้จะเป็นไปอย่างจำกัด เฉพาะนักวิจัย เยาวชนผู้ด้อยโอกาส และบุคคลที่มีเหตุผลสมควรในด้านการศึกษาตามพระราชดำริ เส้นทางศึกษาธรรมชาตินี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมมาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อคราวเสด็จฯ ทอดพระเนตรความคืบหน้าในการดำเนินงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ กองทัพเรือ ที่เกาะแสมสาร ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2545 โดยได้ทอดพระเนตรพรรณไม้ เช่น ชำมะเลียงป่า จำปีแขก เปล้าใหญ่ มะค่า ถอบแถบเครือ สังคมของป่าพลอง และพรรณไม้ท้องถิ่นที่มีพืชหลัก คือ แสมสาร สะเดาอินเดีย หยี เกด มะค่า  ทรงสนพระทัยในวิธีการชะลอความชุ่มชื้นด้วยฝายที่เรียกกันว่า  CHECK DAM อันเป็นผลให้ป่าดิบแล้งเกิดความชุ่มชื้นขึ้น  นอกจากนี้ยังสนพระทัยในชีวภาพที่ค้นพบตามเกาะ เช่น หอยนกขมิ้น สัตว์เลื้อยคลานที่สวยงาม นกหายากหลายชนิด หินแร่ และฟอสซิล ในโอกาสเดียวกันนี้ได้ทรงทอดพระเนตรจุดก่อสร้าง พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย บนฝั่งบริเวณเขาหมาจอ จากกล้องส่องทางไกลบนยอดเนินเขาเกาะแสมสารด้วย



สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีได้ทรงเสด็จพระราชดำเนินเปิดพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย ในโอกาสงานประชุมวิชาการนิทรรศการ ทรัพยากรไทย : ประโยชน์แท้แก่มหาชน ในวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ.2550
และทำการเปิดให้เยาวชนและประชนทั่วไปได้เข้าชมทุกวัน..  จัดเก็บค่าชมดังนี้
-  ผู้ใหญ่ คนละ 50 บาท
- เด็กนักเรียนไม่เกินชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 คนละ20 บาท
ยกเว้นค่าเยี่ยมชมสำหรับ ทหารเรือในเครื่องแบบนักบวชเด็กเล็กความสูงไม่เกิน 110 ซม.
ผมเดินเที่ยวชมภายในพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทยจนสมควรแก่เวลา


จากนั้นจึงเดินเท้าตามสะพานคอนกรีต


สองข้างทางเต็มไปด้วยป่าไม้โกงกางที่ปลูกขึ้นมาใหม่ทดแทนของเก่าที่ถูกทำลายลงไปโดยความรู้เท่าไม่ถึงการ



ผมเดินมาจนถึงท่าเรือเขาหมาจอระหว่างรอเรือโดยสารของทหารเรือเดินทางไปยังเกาะแสมสารผมนั่งพักกินกาแฟรับลมทะเลเย็นๆที่ร้านกาแฟสวัสดิการของกองทัพเรือท่าเรือเขาหมาจอ



จากท่าเรือเขาหมาจอผมมองออกไปไกลๆแลเห็นเกาะแสมสารตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่เบื้องหน้า



สำหรับการเดินทางไปท่องเที่ยวยังเกาะแสมสารที่อยู่ในความดูแลของกองทัพเรือนั้นเขาอนุญาติให้นักท่องเที่ยวไปท่องเที่ยวได้ในรูปแบบเช้าไปเย็นกลับเท่านั้นน่ะครับแต่ไม่อนุญาติให้นักท่องเที่ยวพักค้างแรมบนเกาะนอกจากนั้นนักท่องเที่ยวจะต้องนำอาหารกลางวันไปรับประทานกันเองครับเพราะ บนเกาะไม่มีร้านอาหารให้บริการยกเว้นร้านจำหน่ายน้ำดื่มเท่านั้นครับ



สำหรับค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปศึกษาทรัพยากรธรรมชาติเกาะแสมสาร     
- ผู้ใหญ่ คนละ 250 บาท
- เด็ก คนละ 200 บาท ( อายุต่ำกว่า 3 ขวบ ไม่เสียค่าใช้จ่าย)
ซึ่งราคานี้จะแบ่งออกเป็น
-    ค่าเรือโดยสารไป-กลับระหว่างท่าเรือหมาจอกับเกาะแสมสาร
-    ค่าสิ่งอำนวยความสะดวกบนเกาะเช่นห้องอาบน้ำ,ห้องสุขา
-    รถท่องเที่ยวบนเกาะ
-    รถจักรยานขี่ท่องเที่ยวบนเกาะ
-    หน้ากากดำน้ำรวมทั้งชูชีพ
-    ค่าเรือท้องกระจกนั่งดูปะการัง
ราคานี้ผมว่าถูกสุดๆแล้วน่ะครับท่านผู้อ่าน
เรือโดยสารของสวัสดิการกองทัพเรือออกเดิทางจากท่าเรือเขาหมาจอพานักท่องเที่ยวไปท่องเที่ยวยังเกาะแสมสารทุกวันไม่มีวันหยุดโดยเรือเที่ยวแรกจะออกจากท่าเรือเขาหมาจอเวลา08.30นและจะเดินทางไปกลับทุกๆ2ชั่วโมงเรือเที่ยวสุดท้ายจะออกจากท่าเรือเกาะแสมสารกลับสู่ท่าเรือเขาหมาจอเวลา16.00น.
การเดินทางไปศึกษาธรรมชาติเกาะแสมสาร     
ติดต่อขอทราบรายละเอียดได้ที่ โทร./Fax 038-432471, 038-432473,038-432475
ตารางการเดินเรือไปเกาะแสมสาร



จากนั้นก็ได้เวลาผู้โดยสารลงเรือโดยสาร



จากนั้นเรือโดยสารของทหารเรือพาผู้โดยสารแล่นผ่านหมู่บ้านช่องแสมสาร



จากนั้นเรือโดยสารใช้เวลาเดินทางประมาณ 15นาทีก็พาผมและนักท่องเที่ยวเดินทางมาถึงยังท่าเรือบนเกาะแสมสาร



ส่วนเกาะตรงข้ามกับหาดเทียนก็คือเกาะแรดเป็นเกาะอนุรักษ์พันธุ์พืชไม้พฤกษศาตร์



ซึ่งตั้งอยู่ที่หาดเทียนทางด้านทิศตะวันออกของเกาะแสมสารซึ่งเป็นหาดยอดนิยมแห่งหนึ่งบนเกาะแสมสารเพราะหาดมีความสวยงามน้ำทะเลใสนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาพักผ่อนหย่อนใจและลงเล่นน้ำที่ชายหาดแห่งนี้กันเป็นประจำรวมทั้งมีร้านจำหน่ายเครื่องดื่ม(งดเว้นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์)





รวมทั้งห้องสุขาห้องอาบน้ำไว้ให้บริการแก่นักท่องเที่ยวอีกด้วยครับ



นอกจากนั้นก็ยังมีรถจักรยานให้ขี่เล่นฟรีและสน๊อคเกิ้ลให้ใช้ยืมดำน้ำฟรีอีกด้วยครับ



และนี่คือป้ายกฎข้อบังคับในการท่องเที่ยวบนเกาะแสมสารที่ทางเรือหาดเทียน



และนี่คือภาพความสวยงามของหาดเทียนในวันที่ท้องฟ้าเป็นใจให้เดินทางมาท่องเที่ยว



จากนั้นผมจึงได้ทำความรู้จักกับนต.ประภาส  สุริยะวงศ์ประจำหน่วยสงครามพิเศษทางเรือปัจจุบันทำหน้าที่ นายทหารดูแลรับผิดชอบเกาะแสมสาร



จากนั้น นต.ประภาส  สุริยะวงศ์  ได้อธิบายถึงประวัติความเป็นมาของเกาะแสมสารให้ผมและนักท่องเที่ยวฟังว่า



    เกาะแสมสารเป็นเกาะหนึ่งในจำนวน9เกาะในหมู่เกาะแสมสารอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของช่องแสมสาร ออกไปประมาณ2 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากฝั่งของอำเภอสัตหีบไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ประมาณ 8 กิโลเมตร โดยมีเนื้อที่บนเกาะทั้งหมดจำนวน 2,738 ไร่ 3 งาน 36 ตารางวา. เกาะแสมสารมีลักษณะเป็นรูปทรงยาวรี ภูมิประเทศส่วนใหญ่บนเกาะประกอบไปด้วย ภูเขาขนาดใหญ่หนึ่งลูก สูงประมาณ 167 เมตร อยู่ทางทิศเหนือของเกาะและภูเขาขนาดย่อมหนึ่งลูก สูงประมาณ 159 เมตร อยู่ทางทิศใต้ของเกาะและมีเนินขนาดความสูงเล็กน้อยอีกเป็นบางส่วน
เกาะแสมสารเป็นพื้นที่อนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ปัจจุบันได้รับการควบคุมดูแลด้วยหน่วยงานราชการกองทัพเรืออันได้แก่ " หน่วยสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ กองทัพเรือ " หรือที่เราเรียกกันแบบย่อๆว่า " นสร. " เป็นหน่วยงานของกองทัพเรือที่มีหน้าที่ดูแลรักษาพื้นที่บนเกาะแสมสารแห่งนี้  รวมถึงการเปิดโอกาสให้ หน่วยงาน,นิสิตนักศึกษา,ประชาชนทั่วไปไม่ว่าจะมาเป็นหมู่คณะหรือมาแบบส่วนตัวต้องการที่จะมาเยี่ยมชมเกาะแสมสารเพื่อ " สร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช " โดยในการเยี่ยมชมจะมีเจ้าหน้าที่และวิทยากรจากหน่วยงาน " นสร." จะเป็นผู้บรรยายให้ความรู้ และอธิบายถึงความสำคัญของการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชให้ผู้ที่เดินทางมาเยี่ยมชมได้กลับไปอีกด้วย.
สำหรับชายหาดบนเกาะแสมสาร มีทั้งหมด 5 แห่ง ได้แก่ ..
หาดเทียน อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของเกาะแสมสาร
หาดแหลมฝรั่ง อยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะแสมสาร
หาดเตยและหาดกรวด อยู่ทางด้านทิศตะวันตกของเกาะแสมสาร
หาดลูกลม อยู่ทางด้านทิศเหนือของเกาะแสมสาร



ในอดีตเมื่อหลายสิบปี่ผ่านมาเกาะแสมสารนั้นมีชุมชนชาวบ้านอาศัยอยู่โดยมีบ้านเรือนปลูกสร้างอยู่บนเกาะแสมสารรวมทั้งรีสอร์ทของนายทุนอีกหลายหลัง ชาวบ้านบนเกาะส่วนใหญ่มีอาชีพหลักคือการทำประมง แต่ต่อมาเมื่อมีการขอความร่วมมือจากทางราชการเพื่อใช้พื้นที่ของเกาะแสมสารเพื่อการอนุรักษ์ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บนเกาะจึงได้ย้ายถิ่นฐานจากบนเกาะแสมสารขึ้นมาบนฝั่ง ซึ่งปัจจุบันก็คือ ” ตำบลแสมสาร ”ซึ่งกว่าจะอพยพชาวบ้านและรีสอร์ทของนายทุนออกมาจากเกาะแสมสารได้หมดก็เล่นเอากองทัพเรือเหนื่อยไปเหมือนกัน



แผนที่เกาะแสมสาร


     หลังจากอธิบายถึงประวัติความเป็นมาและลักษณะทางภูมิศาตร์ของเกาะแสมสารเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นนต.ประภาส  สุริยะวงศ์  ก็พาผมไปชมโครงการฟื้นฟูปะการังบนเกาะแสมสารและได้เล่าให้ผมฟังว่า



      ฝั่งทะเลอ่าวไทยมีพื้นที่ปะการังรวมทั้งหมดประมาณ 45,500 ไร่ แบ่งเป็น อ่าวไทยฝั่งตะวันออกพบแนวปะการังกระจายอยู่รอบเกาะต่างๆ ตั้งแต่จังหวัดชลบุรี,ระยอง, จันทบุรี และจังหวัดตราด มีพื้นที่รวมประมาณ 17,500 ไร่ ส่วนอ่าวไทยฝั่งตะวันตกพบปะการังบริเวณรอบเกาะ ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี พื้นที่รวม 29,500 ไร่ จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีพื้นที่ปะการังมากที่สุดในอ่าวไทยประมาณ 24,000 ไร่ สภาพปะการังปี 2549 แนวปะการังฝั่งตะวันออกและตะวันตกของอ่าวไทย ส่วนใหญ่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ปานกลางถึงสมบูรณ์ดีมาก



ต่อมาเมื่อปี 2553 เกิดเหตุการณ์ปะการังฟอกขาวเป็นวงกว้าง จากอุณหภูมิน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว การฟอกขาวเกิดขึ้นทั้งฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน จากการสำรวจโดยหลายหน่วยงานพบว่าในแต่ละพื้นที่มีการฟอกขาวมากน้อยแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับชนิดปะการังที่ปกคลุมพื้นที่ว่าเป็นพวกที่ไวต่อการฟอกขาวเพียงใด เช่น ปะการังเขากวาง เป็นชนิดที่ไวต่อการฟอกขาว พื้นที่ที่พบปะการังเขากวางเป็นชนิดเด่นจะได้รับผลกระทบจากการฟอกขาวมาก ลักษณะการก่อตัวแนวปะการังถือเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการฟอกขาว แนวปะการังที่ได้รับอิทธิพลจากคลื่นลมอยู่เสมอจะได้รับผลกระทบน้อยกว่า เพราะเป็นด้านที่อุณหภูมิไม่สูงอยู่ตลอดเวลา เช่น ด้านตะวันตกของเกาะต่างๆในทะเลอันดามัน



   เมื่อประมาณภาพรวมทั่วประเทศ พบว่าปะการังแต่ละแห่งมีการฟอกขาวมากถึงร้อยละ 30 – 95  พบปะการังเกือบทุกชนิดฟอกขาวหมด ยกเว้นเพียง 3 – 4 ชนิดที่ทนต่อการฟอกขาวได้ เช่น ปะการังสีน้ำเงิน ,ปะการังลายดอกไม้ และปะการังดาวใหญ่ การฟื้นฟูปะการัง คือการทำให้แนวปะการังกลับมามีสภาพความอุดมสมบูรณ์และสามารถเอื้อประโยชน์ในแง่ต่าง ๆ ให้กับสิ่งมีชีวิตในทะเลรวมไปถึงมนุษย์ การฟื้นฟูสามารถดำเนินการได้หลายวิธี ได้แก่
1.    การป้องกันและลดปัจจัยสาเหตุของการเสื่อมโทรมของแนวปะการัง ได้แก่ การจัดการพื้นที่แนวปะการัง เช่น การแบ่งเขตการใช้ประโยชน์ให้มีความเหมาะสมตามลักษณะพื้นที่ การผูกทุ่นเพื่อจอดเรือแทนการทิ้งสมอ การควบคุมไม่ให้มีน้ำเสีย ขยะ และตะกอนลงสู่ทะเลหรือแนวปะการัง วิธีเหล่านี้เป็นสิ่งที่ง่ายที่สุดในการป้องกันและรักษาแนวปะการังไว้



2. การฟื้นฟูปะการังที่ดำเนินการกับแนวปะการังโดยตรง แบ่งได้เป็น
            2.1 การฟื้นฟูทางกายภาพ เป็นการปรับปรุงสภาพพื้นที่ให้เหมาะสมต่อการฟื้นตัวของปะการัง ได้แก่
-  การปรับพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงไปให้เหมาะสมต่อการฟื้นตัวตามธรรมชาติของปะการัง เช่น การที่นักดำน้ำร่วมกันพลิกปะการังที่ล้มคว่ำให้กลับสู่สภาพที่จะเจริญเติบโตได้ต่อไปตามธรรมชาติ การเก็บขยะในแนวปะการัง นับเป็นการฟื้นฟูรูปแบบหนึ่งที่ทำให้ปะการังสามารถดำรงชีวิตและเติบโตต่อไปได้ตามธรรมชาติ
- การสร้างพื้นที่ลงเกาะให้กับปะการัง ในรูปของปะการังเทียมโดยใช้วัสดุต่าง ๆ เช่น หิน เซรามิค คอนกรีต นอกจากนี้การใช้ปะการังเทียมอาจมีวัตถุประสงค์นอกเหนือไปจากการเพิ่มพื้นที่ลงเกาะสำหรับปะการัง ได้แก่ การเป็นแหล่งอาศัยสัตว์น้ำอื่น ๆ การทำประมงพื้นบ้าน ป้องกันเครื่องมือประเภทอวนลาก เป็นแหล่งดำน้ำเพื่อลดการใช้ประโยชน์ของนักดำน้ำในแนวปะการังธรรมชาติ 
ในบางครั้งการฟื้นฟูทางกายภาพเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอที่จะทำให้การฟื้นตัวของแนวปะการังเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องมีการดำเนินการฟื้นฟูทางชีวภาพต่อไป
2.2 การฟื้นฟูทางชีวภาพ เป็นการฟื้นฟูที่ตัวปะการังโดยตรง ซึ่งวิธีที่ดำเนินการในปัจจุบัน ได้แก่การย้ายปะการังบางส่วนจากแหล่งที่มีความสมบูรณ์ไปยังบริเวณที่ต้องการฟื้นฟู โดยมีหลักสำคัญคือต้องไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริเวณที่เป็นแหล่งพันธุ์  ซึ่งการฟื้นฟูวิธีนี้ในประเทศไทยมีวิธีดำเนินการหลากหลายรูปแบบ



ปัจจัยสำคัญในการฟื้นฟูแนวปะการัง
        1. ความเหมาะสมของพื้นที่และสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตและการพัฒนาของแนวปะการัง 
        สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ได้แก่ บริเวณที่มีน้ำใส มีแสงส่องถึงในปริมาณพอเหมาะ มีความเค็มคงที่ในช่วง 30-36 ส่วนในพันส่วน อุณหภูมิน้ำทะเลอยู่ในช่วง 25-30 องศาเซลเซียส กระแสน้ำและคลื่นลมไม่รุนแรงเกินไป มีพื้นทะเลมั่นคงพอที่ปะการังจะลงเกาะ หลายพื้นที่ชายฝั่งของไทย ปะการังสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้แต่ไม่สามารถพัฒนาเป็นแนวปะการังได้ ดังนั้นการฟื้นฟูแนวปะการังจึงต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมของพื้นที่และสิ่งแวดล้อมบริเวณนั้นเป็นอันดับแรก โดยทั่วไปมักเป็นบริเวณที่เคยมีแนวปะการังอยู่ก่อนแล้วแต่เกิดความเสื่อมโทรมลงด้วยสาเหตุต่าง ๆ 
        แนวปะการังน้ำตื้นชายฝั่งส่วนใหญ่ที่มักได้รับผลกระทบจากตะกอนตามธรรมชาติ แต่แนวปะการังเหล่านี้สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมบริเวณชายฝั่งและพัฒนาเติบโตต่อไปได้ และยังเป็นแหล่งรวมความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ำ แต่อาจมีสภาพไม่สวยงามเท่ากับแนวปะการังที่อยู่ในบริเวณที่ไกลจากชายฝั่งซึ่งได้รับอิทธิพลจากตะกอนน้อยกว่า แนวปะการังหลายบริเวณที่ได้รับอิทธิพลจากตะกอนชายฝั่งเหล่านี้ถือว่าเป็นสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติที่อาจไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าฟื้นฟู
        2. สาเหตุและแก้ไขสาเหตุความเสื่อมโทรมของแนวปะการัง
        การฟื้นฟูแนวปะการังอย่างยั่งยืน ต้องแก้ไขที่ต้นเหตุความเสื่อมโทรมของแนวปะการังในบริเวณที่จะฟื้นฟู โดยเฉพาะบริเวณที่แนวปะการังเสื่อมโทรมจากกิจกรรมของมนุษย์ ซึ่งเกิดการเสื่อมโทรมอย่างต่อเนื่องทำให้สิ่งแวดล้อมบริเวณนั้นเสียหายอย่างมาก จนยากที่จะฟื้นฟูได้ในระยะเวลาอันสั้น เช่น การชะล้างตะกอนจากชายฝั่งจากการเปิดหน้าดิน การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่ง การปล่อยน้ำเสียลงสู่ทะเล การนำเรือผ่านเข้าออกในแนวปะการัง การทิ้งสมอลงในแนวปะการัง หากแก้ไชสาเหตุของปัญหาได้การฟื้นฟูแนวปะการังในบริเวณนั้นก็จะประสบความสำเร็จ
        3. ความร่วมมือของประชาชนในพื้นที่
        ความร่วมมือของประชาชนในพื้นที่เป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการฟื้นฟูแนวปะการัง เนื่องจากการฟื้นฟูปะการังเป็นกิจกรรมที่ใช้ทั้งแรงงาน เวลา และงบประมาณในการฟื้นฟูสูง การได้รับความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ทำให้การฟื้นฟูประสบความสำเร็จได้ง่ายการการดำเนินการผ่ายเดียว โดยเฉพาะการฟื้นฟูปะการังโดยชุมชนที่ตระหนักถึงความสำคัญของแนวปะการังในพื้นที่ของตนและมีศักยภาพในการดำเนินการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง เช่น  การร่วมกันดูแลสภาพแวดล้อม การสอดส่องไม่ให้มีกิจกรรมที่การทำลายปะการังเกิดในพื้นที่ ไปจนถึงการร่วมดำเนินกิจกรรมฟื้นฟูปะการัง การดูแลพื้นที่ฟื้นฟู และร่วมกันวางแผนจัดการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ที่ดำเนินการฟื้นฟูปะการัง
        4. วิธีการที่เหมาะสมในการฟื้นฟูปะการังในแต่ละพื้นที่
        สภาพแวดล้อมแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน เช่น การเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำและพื้นท้องทะเล ชนิด จำนวนและที่มาตัวอ่อนปะการังที่มีอยู่ในมวลน้ำที่แตกต่างกันไปในแต่ละสถานที่และฤดูกาล เป็นต้น  ดังนั้นการฟื้นฟูปะการังจึงควรปรับเปลี่ยนรูปแบบหรือวิธีการให้ความเหมาะสมกับพื้นที่นั้นๆ ภายใต้พื้นฐานทางวิชาการ แม้ในต่างประเทศเองก็ยอมรับว่าการฟื้นฟูโดยการปลูกปะการังยังสามารถทำได้ในระดับการศึกษาวิจัยเท่านั้น เนื่องจากใช้งบประมาณ กำลังคน เวลามาก และไม่มีสิ่งที่จะรับประกันความสำเร็จในระยะยาว
        6. การประเมินความสำเร็จของการดำเนินงาน
        การประเมินความสำเร็จในการฟื้นฟูแนวปะการังควรกำหนดขอบเขตและเป้าหมายของการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมและสามารถตรวจวัดได้ เช่น การกำหนดขอบเขตพื้นที่ดำเนินการ ความแตกต่างของพื้นที่ฟื้นฟูกับบริเวณใกล้เคียงที่ไม่ได้ทำการฟื้นฟูภายในระยะเวลาต่าง ๆ อาจพิจารณาจากอัตรารอดของปะการังแต่ละพื้นที่ โครงสร้างสังคมสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้น องค์ประกอบชนิดของสัตว์น้ำที่เปลี่ยนแปลงไป รูปแบบการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ ฯลฯ ควรกำหนดช่วงเวลาการสำรวจทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการฟื้นฟูในระยะเวลาต่างๆ และมีการติดตามข้อมูลเป็นครั้งคราวอย่างต่อเนื่อง



        การฟื้นฟูที่ดำเนินการกับปะการังโดยตรง ไม่ใช่วิธีการหลักในการแก้ปัญหาความเสื่อมโทรมของแนวปะการัง แต่ควรเป็นทางเลือกสุดท้ายที่จะทำเพื่อให้ได้แนวปะการังกลับคืนมาอีกครั้ง



จากโครงการฟื้นฟูปะการังนต.ประภาส  สุริยะวงศ์  ก็พาผมและนักท่องเที่ยวขึ้นรถทหารออกเดินทางเที่ยวชมโดยรอบเกาะแสมสารในพื้นที่ที่เป็นเขตไม่หวงห้ามและอนุญาติให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปเที่ยวชมได้



ขณะที่นั่งอยู่บนรถนต.ประภาส  สุริยะวงศ์  ได้เล่าให้พวกเราฟังว่า เกาะแสมสารแห่งนี้สมเด็จพระเทพฯเคยเสด็จพระราชดำเนินมายังเกาะแสมสารถึงสองครั้งด้วยกันครั้งแรกในปีพ.ศ2541และได้ทรงปลูกต้นแสมสารไว้ที่บริเวณหาดเทียนอีกด้วยต่อมาครั้งที่สองปีพ.ศ.2545เพระองค์ทรงเสด็จมาทอดพระเนตรถึงความก้าวหน้าของโครงการที่พระองค์ได้ทรงมีพระราชดำริอนุรักษ์เกาะแสมสารไว้ให้เป็นเกาะอนุรักษ์พันธุ์กรรมพืชโดยมีพืชพันธ์ไม้หายากอาทิเช่น เฟิรน์กูดหางนกและต้นไม้ที่ค้นพบใหม่ก็คือต้นแจง



นอกจากนั้นก็ยังมีต้นยางนา,ตะเคียน,พยุง,พยอม,มะเกลือ,มะพลับฯลฯ



ในที่สุดรถก็พาผมและนต.ประภาส  สุริยะวงศ์  มาถึงยังสถานที่ศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนบนเกาะแสมสารที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์ไม้ป่าชายเลนมากมายหลากหลายชนิดที่ทางทหารเรือปลูกขึ้นมาใหม่และกำลังเติบโตดีวีนดีคืนเนื่องจากไม่มีคนมารบกวน



และจากบริเวณศาลาที่พักร้อน




จะแลเห็นอ่างเก็บน้ำที่ถูกขุดขึ้นมาเพื่อเป็นแหล่งน้ำจืดนำน้ำมาใช้บนเกาะแสมสาร



ถัดออกไปเล็กน้อยก็จะเป็นชายหาดเทียนทอดตัวยาวสุดสายตา



มองเห็นเกาะแรดตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า



จากสถานที่ศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนรถทหารก็พาผมเดินทางไปตามถนนซีเมนต์สภาพดีสองข้างทางอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์ไม้นานชนิด



จนในที่สุดก็เดินทางมาถึงยังหาดลูกลมซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเกาะแสมสาร



ชายหาดมีลักษณะโค้งเว้าเป็นรูปครึ่งวงกลมความยาวหลายร้อยเมตร



ส่วนด้านบนชายหาดต้นสนทะเลขึ้นเรียงรายไปตลอดแนวเป็นต้นสนที่ปลูกขึ้นมาใหม่โดยกองทัพเรือ ลึกเข้าไปจากแนวสนทะเลก็จะเป็นกลุ่มไม้หอมเช่นไม้จันท์,กฤษณา,ลำดวนฯลฯ ถัดขึ้นไปบนเนินเขาทางขวาความสูงประมาณ60เมตรที่เราเห็นอยู่นั้นก็คืออาคารทรงงานของพระเทพฯเมื่อครั้งที่พระองค์ทรงเสด็จมายังเกาะแสมสารเมื่อปีพ.ศ.2545  



หาดลูกลมเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเช่นรัสเซียและจีนเดินทางด้วยเรือเร็วพากันนอนอาบแดดและเล่นน้ำกับบริเวณชายหาดลูกลมเป็นประจำทุกวัน



 นอกจากนี้บนชายหาดลูกลมยังมีร้านขายเครื่องดื่มสวัสดิการของกองทัพเรือขายเฉพาะน้ำดื่มและเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์เท่านั้นส่วนเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ห้ามนำขึ้นมาบนเกาะโดยเด็ดขาดครับ



และในวันที่ฟ้าสวยแดดใสเช่นนี้ผมจัดการกดซัตเตอร์นำภาพสวยมามาฝากท่านผู้อ่านดั่งที่ท่านเห็นอยู่เบื้องล่างนี้ครับ



ผมใช้เวลาเดินเที่ยวชมพืชพันธุ์ไม้ที่หายากพร้อมทำการบักทึกภาพหาดทรายที่สวยๆบนเกาะแสมสารมาฝากท่านผู้อ่านจนสมควรแก่เวลา



จากนั้นจึงนั่งรถโดยสารของทหารเดินทางกลับมายังหาดเทียนเพื่อลงเรือกลับเข้าสู่ฝั่ง



ได้เวลา17.00น.เรือโดยสารของกองทัพเรือก็พาผมและนักท่องเที่ยวเดินทางกลับสู่ท่าเรือเขาหมาจอ



และระหว่งที่ล่องเรือกลับฝั่งผมแลเห็นวิหารหลวงพ่อดำตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนเชิงเขาเหนือปากช่องแสมสารพร้อมภาวนาอยู่ในใจขอโชคลาภจากหลวงพ่อดำอีกไม่นานคงจะได้มีโอกาศเดินทางมานมัสการหลวงพ่อดำใหม่อีกครั้งหนึ่งครับ



และในที่สุดเรือโดยสารของกองทัพเรือก็พาผมและนักท่องเที่ยวเดินทางมาถึงท่าเรือหมาจอโดยสวัสดิภาพ



และก่อนลาจากเกาะแสมสารผมกราบขอบคุณนต.ประภาส  สุริยะวงศ์ ที่ให้ข้อมูลและการต้อนรับอย่างดียิ่งพร้อมกับรวมบันทึกภาพไว้เป็นที่ระลึกโอกาสหน้าหวังว่าคงได้พบกันอีกครับ



และเมื่อถึงท่าเรือเขาหมาจอเพื่อนผมซึ่งเป็นนายทหารเรือประจำอยู่ที่กองเรือยุทธการที่มาคอยรอรับผมก็พาผมออกเดินทางสู่ที่พักสำหรับคืนนี้ผมจะพักค้างแรมกันที่อาคารรับรองศูนย์สมุทรกีฬาซึ่งตั้งอยู่ปากทางเข้ากองเรือยุทธการติดกับถนนเลียบชายหาดอ่าวดงตาลภายในฐานทัพเรือสัตหีบ



ห้องพักสะอาด บรรยากาศดีพร้อมแอร์ทีวีน้ำอุ่นพักได้ห้องละ2คนในอัตราค่าบริการคนภายนอกอย่างผมตกคืนละ550บาทครับ




ส่วนด้านหลังยังมีบริการร้านอาหารบรรยากาศดีดนตรีเพราะไว้ให้บริการแก่ผู้ที่เข้าพักอีกด้วยครับ



        ท่านผู้อ่านสนใจจะเข้าพักอาคารรับรองศูนย์สมุทรกีฬาสามารถติดต่อไปได้ที่   อาคารศูนย์สมุทรกีฬา ถนนชายทะเล อ่าวดงตาลอ.สัตหีบจ.ชลบุรี   โทรศัพท์ 0-3843-8593หรือที่0-2466-1180ต่อ 75091,75090โทรสาร0-3843-8593หรือที่ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. 
หลังจากปฎิบัติภาระกิจส่วนตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นผมลงมาจากที่พักเดินหาทำเลถ่ายภาพพระอาทิตย์ตกที่อ่าวดงตาลด้านหน้าของอาคารรับรองศูนย์สมุทรกีฬา แต่วันนี้อากาศไม่เป็นใจให้กับผมไปหาอาหารค่ำรับประทานกันดีกว่าครับ



จากนั้นเพื่อนนายทหารเรือของผมขับรถมาหาผมพาผมพาผมไปรับประทานอาหารค่ำยังร้านอาหารเทียนทะเลตั้งอยู่ที่หาดเทียนทะเลห่างจากศูนย์สมุทรกีฬาที่พักของผมระยะทางประมาณ 3กิโลเมตร



ร้านอาหารเทียนทะเลเป็นร้านอาหารของสวัสดิการทหารเรือมีอาหารให้เลือกรับประทานมากมายหลากหลายชนิดโดยเฉพาะอาหารทะเลปรุงโดยพ่อครัวที่เป็นทหารแต่ในเรื่องรสชาติของอาหารแล้วเรียกว่าไม่ธรรมดาเลยจริงๆโดยเฉพาะไข่ตุ่นอร่อยจนผมต้องสั่งมารับประทานอีกเป็นหนที่สอง



 ผมรับประทานด้วยความเอร็ดอร่อยพร้อมกับบันทึกภาพความสวยงามของอ่าวดงตาลในยามดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าแต่สภาพอากาศในค่ำคืนนี้ไม่เป็นใจให้กับผมเลยครับจึงได้ภาพมาฝากท่านผู้อ่านดั่งที่เห็นอยู่ในภาพนี้เท่านี้ล่ะครับท่านผู้อ่าน



         หลังจากรับประทานอาหารเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นจึงเดินทางกลับมายังศูนย์สมุทรกีฬาที่พักเพื่อพักผ่อนหลังจากเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางท่องเที่ยวมาตลอดทั้งวัน    พรุ่งนี้ผมจะพาท่านผู้อ่านเดินทางไปท่องเที่ยวยังเกาะครามและศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลกันครับ  สำหรับคืนนี้ขอกล่าวคำว่า “ราตรีสวัสดิ์ครับ”.

หน้าต่อไป