6. ศาลเจ้าพ่อเสือ ถนนตะนาว เสาชิงช้า
สถานที่ตั้ง: ตั้งอยู่เลขที่ 468 ถนนตะนาว ใกล้เสาชิงช้า



  ศาลเจ้าพ่อเสือ เป็นศาลเจ้าชาวจีนที่เก่าแก่ และมีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองไทย เป็นศาลเจ้าที่ประดิษฐานเฮี้ยงเทียนเซียงตี่ และรูปเจ้าพ่อเสือ หรือที่คนจีนเรียกว่า "ตั่วเล่าเอี้ย" (บ้างก็เรียกเฮี๊ยงเทียนเสี่ยงตี) เป็นศาลที่ทั้งคนจีนและคนไทยให้ความเคารพ และมากราบไหว้กันนานเป็นร้อยปี ศาลเจ้าแห่งนี้สร้างโดยชาวจีนแต้จิ๋ว เดิมตั้งอยู่บริเวรถนนบำรุงเมือง เมื่อมีการขยายถนนในสมัยรัชกาลที่ 5 จึงย้ายมาสร้างใหม่ ที่บริเวณทางสามแพร่ง ถนนตะนาว เขตพระนคร ลักษณะอาคารสร้างตามรูปแบบศาลเจ้าที่นิยมทางภาคใต้ของจีน เทพเจ้าประจำศาลคือ "เสียนเทียนซั่งตี้" หรือที่คนไทยเรียกว่า "เจ้าพ่อเสือ" นั่นเอง เรื่องราวตำนานของเจ้าพ่อเสือที่ชาวบ้านย่านนี้เล่าขานนั้น เชื่อมโยงกับหลวงพ่อพระร่วง วัดมหรรณพ์ สะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องชาวไทย และชาวจีนในละแวกนี้ที่มีมาช้านาน วิธีสักการะ ไหว้ด้วยธูป 18 ดอก ปัก 6 กระถาง เทียนแดง 1 คู่ และพวงมาลัย 1 พวง การสักการะเจ้าพ่อเสือ จะต้องซื้อเครื่องเซ่น ซึ่งประกอบด้วย หมูสามชั้น ไข่ดิบ และข้าวเหนียวหวาน ชุดเล็กราคา 20 บาท และชุดใหญ่ ราคา 50 บาท



เวลาเปิด: สำหรับเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเดินทางไปสักการะ คือ ช่วงเวลา 06.00 - 17.00 น. ทุกวัน ควรเดินทางด้วยรถประจำทางหรือรถแท็กซี่จะสะดวกกว่า เนื่องจากสถานที่จอดรถมีจำนวนจำกัด
7. วัดกัมโล่วยี่ หรือ วัดทิพยวารีวิหาร(บ้านหม้อ)
สถานที่ตั้ง : 119 ซอยทิพยวารี ถนนตรีเพชร เขตพระนคร (บ้านหม้อ) กรุงเทพฯ 



  วัดกัมโล่วยี่ หรือ วัดทิพยวารีวิหารสร้างในสมัยกรุงธนบุรีในปี พ.ศ. 2319 รัชสมัยของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงพระราชทานที่ดินฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาให้เป็นที่อาศัย ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ องค์เชียงสือนัดดาเจ้าเมืองเว้ ได้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารและได้ลักลอบหนีกลับเมือง กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ทรงแคลงพระทัยชาวญวนจึงได้มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้กลุ่มชนชาวญวนซึ่งมีอยู่มากในบริเวณนั้น ย้ายออกไปอาศัยอยู่ที่อื่น เพื่อให้ห่างจากพระนคร ชุมชนบริเวณนี้ซึ่งเคยเป็นที่อาศัยของคนไทย คนจีน และคนญวน เชื้อสายพุทธจึงอยู่ในความเงียบสงบ วัดทิพยวารีวิหาร (กัมโล่วยี่) ในขณะนั้นจึงมีสภาพคล้ายรกร้าง ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษาเลยอีกนานหลายปีจนถึงประมาณปี พ.ศ.2439 พระอาจารย์ไหซัน พระภิกษุจีนชาวมณฑลหูหนาน ได้จาริกมาจำพรรษาที่วัดทิพยวารีวิหารแห่งนี้ ท่านจึงได้ทำการบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นมาใหม่ และได้ชักนำคนไทย - คนจีนในเขตนั้น อันมีนายเช็งเต็ก แซ่เจี่ย และนางซิ่วออม แซ่ตัน สองสามีภรรยาคหบดีผู้กว้างขวางในกลุ่มชาวจีน ในย่านตลาดมิ่งเมืองเป็นแกนนำ ต่อมาทายาทของครอบครัวท่านทั้งสองนี้ ได้รับพระราชทานนามสกุลจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่6 ว่า "เศวตมาลย์"



พระอาจารย์และประชาชนในครั้งนั้น ได้ร่วมกันบูรณปฏิสังขรณ์วัดใหม่ทั้งวัด จนวัดอยู่ในสภาพสมบูรณ์สวยงาม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) จึงได้ทรงพระราชทานสมณศักดิ์ให้อาจารย์ไหซัน เป็นหลวงจีนธรรมรสจีนศาสน์ ปลัดซ้ายจีนนิกายดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส และได้ทรงพระราชทานนามวัดกัมโล่วยี่ให้ใหม่ว่า "วัดทิพยวารีวิหาร" ตรงกับ พ.ศ.2452 เหตุที่ให้ชื่อวัดเป็นเช่นนี้ เพราะที่วัดนี้มีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ หรือบ่อน้ำทิพย์อยู่นั่นเอง ตั้งแต่นั้นมาคนทั้งหลายจึงเรียกวัดกัมโล่วยี่ หรือวัดน้ำทิพย์นี้เป็น "วัดทิพยวารีวิหาร" อันเป็นวัดในสังกัดคณะสงฆ์จีนนิกายจนถึงปัจจุบันนี้.



เวลาเปิด: เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 7.00 - 18.00 น.
โทรศัพท์: . 0-222-5988,038-398-381 - 3, 038-398-399 โทรสาร: 038-398-384
8. ศาลเจ้าพ่อยี่กอฮง
สถานที่ตั้ง : ตั้งอยู่บนชั้นที่4ชองสถานีตำรวจพลับพลาไชย



  ในกรุงเทพมหานครที่ห้อมล้อมไปด้วยตึกสูงระฟ้ายังมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์บนดาดฟ้าของสถานีตำรวจพลับพลาไชยเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าพ่อยี่กอฮง เจ้าพ่อยี่กอฮงมีนามเดิมว่า นายเตี่ยง แช่แต้ (แซ่แต้เป็นต้นตระกูลเตชะวณิชย์ ที่ทำคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติไว้มากมาย) ส่วนที่เกี่ยวข้องกับหวยก็คือ ในสมัยรัชกาลที่ 6 ท่านเป็นนายอากรบ่อนเบี้ยที่ริเริ่มให้มีหวย ก.ข ในย่านสามยอด พลับพลาไชย และเยาวราชเป็นคนแรก ก่อนเสียชีวิตท่านได้บริจาคที่ดินเป็นจำนวนมากให้แก่ข้าราชการ รวมถึงที่ดินผืนนี้  ผู้ที่เคารพศรัทธาจึงสร้างศาลเจ้าไว้สักการะและระลึกถึงท่านส่วนสาเหตุที่ทำให้บรรดาคอหวยทั้งหลายนิยมมาขอหวยที่นี่ ส่วนหนึ่งเพราะในสมัยที่ท่านมีชีวิตอยู่ท่านเป็นเจ้าของโรงหวย และมีส่วนสำคัญในการริเริ่มให้เล่นหวยขึ้นในประเทศ ที่สำคัญท่านยังชื่นชอบการเล่นหวยมากนั่นเอง 
นามเดิมของท่านคือ นายฮง แซ่แต้ มีบรรดาศักดิ์เป็น รองหัวหมื่นพระอนุวัตน์ราชนิยม นายอากรบ่อนเบี้ยในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่6 ท่านเกิด พ.ศ. 2394 เมื่อท่านอาย14ปี บุพการีของท่านได้นำท่านกลับไปสู่ภูมิลำเนาเดิมจนกระทั่งท่านอายุได้16ปี จึงได้เดินทางมาสู่แผ่นดินสยาม ในสมัยแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่5 โดยครั้งนี้ท่านได้ตั้งปณิธานไว้อย่างแน่วแน่ว่า จะขอประกอบสัมมาอาชีพในแผ่นดินสยามจนกว่าชีวิตจะหาไม่ และด้วยปณิธานอันแน่วแน่นี้เอง ท่านจึงได้ตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และขยันขันแข็ง ด้วยการทำมาค้าขายจนสร้างฐานะมั่นคงมีโรงสีชื่อ"เคียมฮั้ว"ส่งสินค้า เข้าและออก กับต่างประเทศ ทำให้ธุรกิจของท่านเจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็ว ธุรกิจของท่านเจริญรุ่งเรืองรุดหน้าตลอดมา ทำให้มีฐานะระดับอัครมหาเศรษฐีในสมัยนั้น ท่านจึงริเริ่มให้มีการเล่นหวยในประเทศสยามในวาระนั้น ตามประวัติของท่านปรากฎว่าท่านเล่าเรียนทางคาถาอาคมทางไสยศาสตร์แบบคนไทยสมัยนั้น จนมีวิชาแก่กล้า เมื่อท่านตั้งโรงหวยขึ้นที่สามยอด ท่านก็ใช้วิชาอาคมที่ร่ำเรียนมานี้ป้องกันฝ่ายตรงข้ามหรือคู่แข่งที่จะมาทำลายท่านก่อนหวยออก ท่านได้ทำพิธีอย่างถูกต้องตามตำรา กิจการทางด้านหวยของท่านจึงเจริญรุดหน้าตามลำดับ จึงไม่มีใครมาแข่งขันกับท่านหรือประทุษร้ายต่อท่าน ทำให้ท่านมีกำไรมากมาย และด้วยสาเหตุนี้เอง ชาวจีนในสมัยนั้นที่มีท่านเป็นแกนนำจึงพร้อมใจกันก่อสร้าง"มูลนิธิปอเต๊กตึ๊ง"ตั้งอยู่บริเวณตรงข้ามกับ สน.พลับพลาไชย และได้อัญเชิญ "เทพเจ้าไต่ฮงกง"มาจากเมืองจีน เพื่อให้คนได้กราบไหว้จนถึงทุกวันนี้


ด้านสาธารณประโยชน์ที่เจ้าพ่อยี่กอฮงได้สร้างไว้มีเป็นจำนวนมาก เช่นถนน โรงเรียน สะพาน มูลนิธิ ตั้งทุนการศึกษาให้กับเด็กที่เรียนดีแต่ยากไร้ ฯลฯ ด้วยคุณประโยชน์ที่ท่านสร้างไว้ทราบถึงพระเนตร พระกรรณ องค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่6 จึงได้พระราชทานราชทินนามว่า"พระอนุวัตน์ราชนิยม" และพระราชทานนามสกุลว่า"เตชะวณิช"เพื่อเป็นบำเหน็จความดีแก่ท่าน ตระกูลเตชะวณิชมีผู้สืบทอดที่มีชื่อเสียงอยู่ในหลายวงการ เช่นวงการกีฬา สถาบันทหาร สถาบันการเงินและธนาคาร สถาบันการศึกษาและสถาบันการแพทย์ ถึงแม้ท่านจะเป็นคนจีนที่เกิดในสมัยนั้นแต่ท่านไม่นิยมการสูบฝิ่น นี่เป็นคำยืนยันของผู้ใกล้ชิดท่านเอง จวบจนมาถึงปี พ.ศ.2479 ท่านก็ได้อำลาจากพวกเราไปรวมสิริมายุได้84ปี และแม้ท่านจะถึงแก่อนิจกรรมมานานหลายสิบปีแล้ว แต่ชื่อเสียงเกียรติคุณความดีของท่านยังคงอยู่ตลอดกาล


ปัจจุบันมีผู้คนนิยมกราบไหว้บูชาเจ้าพ่อยี่ฮงเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นชาวไทย หรือแม้กระทั่งชาวต่างประเทศ เพราะพวกเขาเหล่านั้นต่างมีความเชื่อที่ว่าถ้าอยากมีความโชคดีจากการ เสี่ยงโชคเสี่ยงดวง ซื้อหวยหรือกระทั่งเล่นการพนัน ต้องเจ้าพ่อยี่กอฮงเท่านั้นที่จะไม่ทำให้พวกเขานั้นผิดหวัง ดังจะเห็นได้จากสิ่งของต่างๆที่มีการนำไปแก้บนท่าน ที่ท่านเห็นจะชอบมากเป็นพิเศษคือโอยั๊วแก่ๆไม่ใส่น้ำตาล หมากพลู ดอกไม้ที่ท่านชอบคือดอกดาวเรือง หรือใครมีเรื่องทุกข์ร้อนใดๆก็ขอให้ท่านช่วยเหลือได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหลายๆประการต้องไม่เกินกฎแห่งกรรมด้วย และ...ได้นำทรัพย์สินสร้างสาธารณกุศล อาทิ โรง-เรียน สุสานที่เก็บศพไร้ญาติอันเป็นเหตุให้ดำเนินการสร้างศาลป่อเต็กตึ๊ง เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2465 ได้ โอนที่ดินให้กรมพระนครบาลสร้างโรงพักกลาง (ปัจจุบันคือสถานีตำรวจนครบาลพลับพลาไชย) บนดาดฟ้าโรงพักแห่งนี้ยังมีศาลเจ้ายี่กอฮงเป็นหลักฐาน โดยใช้รูปถ่ายของพระอนุวัฒน์ราชนิยมไว้สักการบูชา ซึ่งมีอักษรจีนจารึกที่ด้านหน้าว่า “ฮะเกเพ่งอัน” หมายถึง ....ขอให้ทุกๆท่านจงประสบความร่มเย็นเป็นสุขสืบไป...ชาวไทยเชื้อสายจีนเลื่อมใสในความศักดิ์สิทธิ์  “ยี่กอฮง”....ตลอดระยะที่ผ่านมาได้สำแดงปาฏิหาริย์ให้เป็นที่ประจักษ์บ่อยครั้ง จะบนบาน อธิษฐานปรารถนาสิ่งใด ก็มักสัมฤทธิผลแทบทุกราย (แม้แต่ในเรื่องร่ำรวยถูกหวยเบอร์)
9. ศาลเจ้าไต้เสี่ยฮุกโจ้ว (เจ้าพ่อเห้งเจีย)
สถานที่ตั้ง: ถนนพระราม ๔ริมคลองผดุงกรุงเกษม เยื้องกับสถานีรถไฟหัวลำโพง กรุงเทพฯ 



ศาลเจ้าไต้เสี่ยฮุกโจ้ว นับเป็นศาลเจ้าเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองไทย ภายในศาลเจ้ามีองค์เทพ "เจ้าพ่อเห้งเจีย" โดดเด่นเป็นสง่าสร้างศรัทธาแก่ผู้ที่ไปกราบไหว้ขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต มาเป็นเวลานานปี ตามตำนานพงศาวดารจีน องค์เจ้าพ่อเห้งเจีย ครั้งเกิดขึ้นในยุคสมัยราชวงศ์ถัง กลางมหาสมุทร มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อว่า ฮวากั่วซาน บนยอดเขามีหินลูกใหญ่ที่ถูกแสงสุริยัน-จันทรา แผดเผามากนานกว่า ๑,๐๐๐ ปี
             วันหนึ่ง หินก้อนใหญ่นี้ได้แตกสลายกลายเป็น "ลิงกายสิทธิ์" กระทำกิริยาคารวะทิศทั้งสี่ นัยน์ตาทั้งสองฉายแสงโชติช่วงไปยังสวรรค์ ลิงตัวนี้มีนิสัยดุเดือด มุทะลุ หยิ่งผยอง ชอบคุยโวโอ้อวด ครั้งหนึ่งได้แสดงความกล้าหาญเสี่ยงภัยจนได้ค้นพบ "ถ้ำสุ่ยเหลียนต้ง" จึงได้รับการยกย่องจากบรรดาฝูงลิงทั้งหลายให้เป็น "ลิงอ๋อง" ราชาผู้ปกครองถ้ำ
             อยู่มาวันหนึ่ง "ลิงอ๋อง" ได้เห็นลิงในฝูงตัวหนึ่งตายลงด้วยความแก่ ทำให้เกิดความคิดที่จะออกเดินทางไปศึกษาวิชาที่จะไม่ทำให้เจ็บ ไม่ตาย จึงออกจากถ้ำเดินทางเสาะแสวงหาผู้รู้ ในที่สุดก็พบกับเซียน "โผเถโจ๊ซือ"
             เมื่อเซียนรับลิงอ๋องเป็นศิษย์ จึงได้สอนวิชาต่างๆ ให้ เช่น การแปลงกายได้ถึง ๗๒ ร่าง, ตีลังกาได้ไกลกว่า ๓๐๐ ลี้, ยืดหดตัวได้, ดึงขนตัวเองออกมาเสกเป็นสิ่งต่างๆ ได้สารพัด, หายตัวล่องหนได้ดั่งใจนึก, มีพาหะเป็นเมฆวิเศษ เซียนผู้เป็นอาจารย์ได้ตั้งชื่อศิษย์ลิงนี้ว่า "หงอคง" 


  หลังจากนั้น "หงอคง" เกิดลำพองใจ ไปอาละวาดอวดวิชาตามสถานที่ต่างๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งสวรรค์หรือบาดาล ทำให้ ๓ โลกปั่นป่วนไปหมด ฯลฯ จนเมื่อ "เง็กเซียนฮ่องเต้" รู้ข่าวก็สั่งขุนพลทหารสวรรค์นับแสนนาย และเทพต่างๆ ลงไปปราบ แต่ไม่สำเร็จ จนในที่สุด เง็กเซียนฮ่องเต้ ต้องยอมให้หงอคงขึ้นเป็นใหญ่ พร้อมตั้งให้เป็น "มหาเทพ" (ฉีเทียนต้าเซิ้น = ผู้ยิ่งใหญ่เสมอสวรรค์)
             แต่หงอคงก็ยังเหิมเกริมไม่เลิก ในที่สุดองค์ "ยูไล" ต้องเสด็จลงมาปราบเอง โดยให้หงอคงถูกทับด้วยภูเขาหินนาน ๕๐๐ ปี โดยกำหนดให้ผู้ที่จะช่วยออกมาได้ คือ "พระถังซัมจั๋ง" เท่านั้น
             ต่อมา เมื่อ พระถังซัมจั๋ง ผ่านมาพบเข้า หงอคงจึงต้องยอมถวายตัวบวชเป็นศิษย์รับใช้ พระถังซัมจั๋ง จึงตั้งชื่อให้ใหม่ว่า "เห้งเจีย" มีหน้าที่คุ้มครองพระถังซัมจั๋ง ตลอดการเดินทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎก จากชมพูทวีป มายังประเทศจีน 



             หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจคุ้มครองพระถังซัมจั๋ง เรียบร้อยแล้ว เห้งเจียได้บำเพ็ญเพียรจนสำเร็จมรรคผล กลับคืนสู่ดินแดนสวรรค์ พระนามคือ "เจ้เทียนไต่เส่งปุดจ้อ” และได้รับตำแหน่งเป็นเทพเซียนตราบจนปัจจุบัน
             องค์เดิม "เจ้าพ่อเห้งเจีย" ที่ศาลเจ้าไต้เสี่ยฮุกโจ้ว แห่งนี้ ได้อัญเชิญจากประเทศจีนมาประดิษฐาน ณ วัดสามจีน หัวลำโพง (ต่อมาเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๒ ทางราชการได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "วัดไตรมิตรวิทยาราม")



             ศาลเจ้าไต้เสี่ยฮุกโจ้ว แห่งนี้มีองค์เจ้าพ่อเห้งเจีย ปางไต้เสี่ยฮุกโจ้ว (ปางสำเร็จเป็นอรหันต์แล้ว) ประทับนั่งขัดสมาธิบนดอกบัว แกะสลักจากไม้มงคลโบราณ ลงรักปิดทอง อายุหลายร้อยปี นับเป็นองค์เทพเห้งเจียองค์แรกของเมืองไทย ที่อยู่คู่วัดสามจีนมานานร้อยกว่าปี


การเดินทาง   จากถนนพระรามสี่มุ่งเข้าสู่เยาวราช ข้ามสะพานคลองผดุงกรุงเกษม หัวลำโพงอยู่ขวามือ ไม่ต้องเลี้ยวซ้ายไปทางวัดไตรมิตร (วงเวียนโอเดียน) แต่ให้ตรงไป ผ่านตรอกสุกร ทางซ้ายมือ (ไม่ใช่ซอยสุกร1) ศาลเจ้าพ่อเห้งเจียจะตั้งเดี่ยวๆ เป็นห้องแถวอยู่ทางซ้ายมือ เลยตรอกมาหน่อยหนึ่ง
เวลาเปิด:ตั้งแต่เวลา08.00-17.00 น