วันที่สองของการเดินทาง 
เยือนเมืองเมียวดี สัมผัสเมืองหน้าด่านสุดชายแดนเมียนม่าร์



  หลังจากทำบุญไหว้พระกันที่ตัวอำเภอแม่สอดเป็นที่เรียบร้อยแล้ววันรุ่งขึ้นผู้กองแดงพาผมและทีมงานidotravellers.com ไเข้าร่วมในพิธีเปิดโครงการ“เปิดประตูสู่AEC เชื่อมไมตรีสองฝั่งเมย”ซึ่งจัดขึ้นที่บริเวณลานวัดไทยวัฒนาราม



จากนั้นประธานในพีธีก็ปล่อยขบวนคาราวาน  “ไหว้พระสองแผ่นดิน  เยือนถิ่นวัฒนธรรมเมืองชายแดน   แคว้นพุทธภูมิไทย-เมียนมาร์”ออกเดินทาง ข้ามสะพานมิตรภาพไทย-เมียนม่าร์ ข้ามแม่น้ำเมย เดินทางข้ามไปเยือนประเทศเพื่อนบ้านหรือเรียกให้เต็มยศว่า “สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์”



สำหรับวัดแห่งแรกที่ผู้กองแดงพาคณะของเราและขบวนคาราวานนิตยสารท่องเที่ยวถ่ายภาพPhototeach เดินทางไปก็คือวัดส่วยมินวุ่น  (วัดเจดีย์ทอง)



วัดส่วยมินวุ่น  (วัดเจดีย์ทอง) หรือชื่อเต็มว่า "เจดีย์ชเวเมียนโหว่นเซตี้" ซึ่งเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของเมืองเมียวดีมีอายุเก่าแก่



ภายในประดิษฐานพระมหามุนี พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ จุดเด่นจะอยู่ที่องค์เจดีย์สีทองเหลืองอร่าม เป็นศิลปมอญ-พม่า สร้างบนฐานสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้ 20 ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 30 เมตร มีความสูงจากฐานถึงยอดฉัตรประมาณ 123 ฟุต 3 นิ้ว ชั้นบนสุดซึ่งประดับด้วยฉัตรมียอดเป็นทองคำประดับด้วยอัญมณีนานาชาติ และฐานชั้นแรกขององค์เจดีย์ประกอบด้วยเจดีย์รายขนาดเล็กจำนวน 28 องค์ ทำให้เจดีย์องค์นี้ไม่มีเงาทอดลงบนพื้นดิน บริเวณรอบ ๆ ยังมีพระพุทธรูปประจำอยู่ทั้ง 4 ทิศ ซึ่งแต่ละด้านเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ใหญ่ไว้ภายใน


พระพุทธรูปแต่ละองค์ล้วนแต่มีพระนามอันเป็นมงคล เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้มาสักการบูชาเป็นสิริมงคล อีกทั้งด้านนอกจะมีสิงโตทั้ง 4 ด้าน ตามความเชื่อที่ว่าสิงโตเหล่านี้จะทำหน้าที่เฝ้าวัด อีกทั้งบริเวณด้านหลังองค์เจดีย์ยังมีพระพุทธรูปที่สร้างจากหวายสุดงดงามประดิษฐานอยู่ด้วย   
จากนั้นผู้กองแดงพาคณะของเราเดินทางต่อไปยังวัดมิเจากง



-    วัดมิเจากงหรือที่คนไทยเรียกว่า “วัดจระเข้”วัดนี้มีลักษณะเด่นที่ไม่เหมือนวัดอื่น ๆ ตรงที่มีรูปปั้นจระเข้ขนาดใหญ่ ความยาวของลำตัวตั้งแต่หัวจรดหางยาวถึง 65 เมตร ทาสีเขียวสดใสทั้งตัว กลางตัวจระเข้ได้สร้างเป็นหอไตรกลางน้ำ (หอไตรดังกล่าวนี้จะมีทางเข้าอยู่ด้านหลัง และไม่อนุญาตให้ผู้หญิงเข้าไป)



โดยมีเรื่องเล่ากันว่า ในอดีตมีจระเข้จะเข้ามากินเนื้อพระภิกษุสงฆ์ แต่ท่านแสดงธรรมจนจระเข้เห็นธรรมและเลิกกินเนื้อสัตว์ พร้อมกับมักจ้องมองไปทางเจดีย์ชเวเมียนโหว่นเซตี้อยู่เสมอจนสิ้นใจ เนื่องจากอยากไปกราบไหว้แต่ไม่สามารถทำได้ ชาวบ้านจึงช่วยกันสร้างจระเข้ตัวนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นอนุสรณ์ และภายในวัดยังมีหอแสดงพุทธประวัติของพระพุทธเจ้าให้เดินชมกันเพลินอีกด้วยแต่ ยังหมดเพียงเท่านั้นน่ะครับ เพราะที่บริเวณลานกว้างของวัดแห่งนี้จะมีเสาอโศกรูปสิงห์ 4 หัว อยู่บนสุดของยอดเสา



จากนั้นคณะของเราเดินทางต่อไปยังวัดเด้ถั่นเอ่



วัดเด้ถั่นเอ่ หรือที่คนไทยเรียกกันว่า “วัดอธิษฐาน”เป็นวัดซึ่งสร้างขึ้นมาใหม่ในปี พ.ศ. 2544 นับเป็นวัดที่ชาวบ้านนิยมเดินทางมากราบไหว้ขอพร "พระอธิษฐาน" พระพุทธรูปหลังเจดีย์ ซึ่งเชื่อกันว่าหากใครได้มาขออธิษฐานพรแล้วจะสมความปรารถนาตามที่อธิษฐานไว้ รวมทั้งวัดแห่งนี้ยังมีจุดชมวิวสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของเมืองเมียวดีได้อีกด้วยครับ



จากนั้นผมเดินทางต่อไปยังวัดเจ้าโหล่งจี



-    วัดเจ้าโหล่งจี หรือที่คนไทยเรียกกันว่า “วัดก้อนหินใหญ่”เป็นวัดที่ตั้งอยู่บนลานหินขนาดใหญ่บนเนินเขา ทำให้มองเห็นยอดเจดีย์สีทองเหลืองอร่ามแต่ไกล โดยมีเรื่องเล่ากันมาว่า ในอดีตมีพระพุทธรูปสายธุดงค์ได้มาจำพรรษาอยู่บริเวณวัดนี้ พอตื่นเช้าขึ้นมามีงูเหลือมมานอนขดอยู่บริเวณด้านบนของก้อนหินที่ท่านจำพรรษาอยู่ ชาวบ้านที่เดินทางผ่านมาแลเห็นจึงเกิดความศรัทธา และนิมนต์ให้ท่านจำพรรษาอยู่ที่นี่จนมรณภาพ



อย่างไรก็ตาม คนไทยที่มาเที่ยวเมียวดีนิยมมาไหว้พระธาตุแห่งนี้เพื่อเป็นสิริมงคล หรือท่านผู้อ่านอาจจะลองเสี่ยงทายยกหินสีทองลูกกลม ๆ หนักราว 10 กิโลกรัม ซึ่งเป็นเรื่องแปลกสำหรับวัดนี้ สำหรับวิธีเสี่ยงทาย คือให้ท่านผู้อ่านลองยกก้อนหินว่าหนักแค่ไหน จากนั้นให้อธิษฐานแล้วลองยกอีกครั้ง ถ้าท่านผู้อ่านรู้สึกว่าเบากว่าครั้งแรกหรือก่อนอธิษฐาน แสดงว่าคำอธิษฐานนั้นจะมีโอกาสเป็นจริง แต่ถ้ารู้สึกว่าหนักกว่าเดิมแสดงว่าคำอธิษฐานนั้นไม่ได้ผล



คณะของเรารับประทานอาหารกลางวันกันที่วัดก้อนหินใหญ่ที่ทางเจ้าอาวาสของวัดได้จัดเตรียมไว้ให้



พร้อมแจกเครื่องรางของขลังให้แก่ขบวนคาราวานนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาทำบุญเยี่ยมเยียนยังที่วัดแห่งนี้
  บ่ายคล้อยของวันนั้น กองแดงพาคณะของเราและขบวนคาราวานนิตยสารท่องเที่ยวถ่ายภาพPhototeachเดินทางข้ามสะพานแม่น้ำเมยกลับมายังอำเภอแม่สอดทางฝั่งไทยตามเดิม



ผมและคณะแวะช้อบปิ้งกันที่ตลาดริมเมยซึ่งมีสินค้าให้เลือกซื้อมากมายรวมทั้งเพชรพลอยเครื่องประดับจากหินสีนานาชนิดให้เลือกซื้อแบบตาดีได้ตาร้ายเสียเลือกซื้อหากันจนสมควรแก่เวลา



จากนั้นผมและทีมงานidotravellers.comก็อำลาผู้กองแดงเดินทางออกจากอ.แม่สอดท่องเที่ยวต่อไปตามใจปรารถนา.
  แล้วท่านผู้อ่านล่ะครับในปีนี้ได้มีโอกาสเดินทางไปไหว้พระทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองแล้วหรือยังครับ  ถ้ายังก็เริ่มต้นวางแผนการเดินทางไปไหว้พระเสริมสิริมงคลกันเถอะน่ะครับ....สวัสดีปีมะเมียทุกท่านครับ.