วันที่สองของการเดินทาง
   ผมตื่นนอนตอนเช้าท่ามกลางธรรมชาติและอากาศอันบริสุทธิ์ภายในภูผาน้ำรีสอร์ทจากนั้นผมเดินออกมาที่บริเวณระเบียงห้องพักมองเห็นทะเลหมอกที่ลอยปกคลุมไปทั่วบริเวณพื้นที่1,300ไร่ของภูผาน้ำรีสอร์ทช่างเป็นภาพที่สวยงามเป็นอย่างมากผมเลยหยิบกล้องพร้อมบันทึกภาพอันประทับใจภาพนี้มาฝากท่านผู้อ่านครับ


-    ภาพทะเลหมอกในยามเช้าที่ภูผาน้ำรีสอร์ท


หลังจากปฎิบัติภาระกิจส่วนตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นผมจึงเดินลงมายังห้องอาหารของภูผาน้ำรีสอร์ทพร้อมรับประทานอาหารเช้าขนมปังฟักทองผลผลิตที่เกิดจากไร่ของภูผาน้ำรีสอร์ท



พร้อมข้าวต้มเครื่องตบท้ายด้วยกาแฟเป็นอันสิ้นสุดสำหรับอาหารเช้าในเช้าของวันนี้



จากนั้นคุณจักรก็พาผมออกเดินทางท่องเที่ยวไปในอำเภอด่านซ้ายดั่งที่ได้สัญญาไว้กับผมเมื่อคืนนี้สำหรับแหล่งท่องเที่ยวแห่งแรกที่คุณจักรจะพาผมไปท่องเที่ยวในเช้าวันนี้ก็คือพระธาตุศรีสองรัก



-    บันไดทางขึ้นพระธาตุศรีสองรักในอำเภอด่านซ้าย



สำหรับพระธาตุศรีสองรัก ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำหมัน ห่างจากตัวอำเภอประมาณ 1 กม. หรือห่างจากตัวจังหวัดเลยประมาณ 83 กม. มาตามทางหลวงหมายเลข 203 แล้วแยกขวาตรงกม.ที่ 66 เข้าทางหลวงหมายเลข 2013 อีก 15 กม. จากนั้นแยกขวาเข้าเส้นทาง 2113 อีก 1 กม. พระธาตุศรีสองรักมีรูปทรงสัณฐาน คล้ายพระธาตุพนม  มีงานนมัสการใหญ่โตทุกปีในช่วงเดือน 6 มีประชาชนเคารพนับถือมาก นอกจากนี้ภายในวัดยังมีพระพุทธรูปปางนาคปรกศิลปะธิเบตด้วย สร้างเมื่อ  พ.ศ.2103  แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2106 ในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์แห่งกรุงศรีอยุธยาเพื่อเป็นสักขีพยานแสดงความสัมพันธ์อันดีงามระหว่างกัน กับพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชแห่งกรุงศรีสัตนาคนหุต  (เวียงจันทร์)ประวัติความเป็นมาของพระธาตุศรีสองรักพระธาตุศรีสองรัก  เป็นเจดีย์ที่ก่อด้วยอิฐถือปูนมีฐานเป็นเหลี่ยมจัตุรัส ขนาดกว้างด้านละประมาณ  8 เมตร  สูงประมาณ 32  เมตร  อยู่ห่างจากที่ตั้งจังหวัดเลยไปทางทิศตะวันตกประมาณ  1กิโลเมตรและอยู่ห่างจากที่ตั้งจังหวัดเลยไปทางทิศตะวันตก ประมาณ83กิโลเมตร  องค์พระเจดีย์ตั้งอยู่ในวัดพระธาตุศรีสองรักบนเนินริมน้ำหมัน  ซึ่งเป็นวัดที่ไม่มีพระภิกษุพำนักอยู่ในวัดนอกจากองค์พระเจดีย์แล้ว  ถัดไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือมีโบสถ์  1  หลัง


-    นักท่องเที่ยวเดินเวียนเทียนแสวงบุญกันรอบองค์พระธาตุศรีสองรัก  


ภายในโบสถ์มีพระพุทธรูปนาคปรก  1  องค์  และพระพุทธรูปอื่น ๆ อีกบ้าง  และถัดองค์พระเจดีย์ไปทางทิศตะวันตกมีศิลาจารึก  1  แผ่น  ซึ่งจารึกตำนานการสร้างพระธาตุศรีสองรักด้วยอักษรธรรมอยู่ด้วย 



และเมื่อผมได้มีโอกาสเดินทางมาสักการะองค์พระธาตุศรีสองรักแล้วทำให้ผมพบกับคำถามที่น่าเคลือบแคลงใจว่าทำไม คนที่จะเข้ามาในบริเวณองค์พระธาตุศรีสองรักแล้ว จึงห้ามใส่เสื้อผ้าสีแดง รวมถึงเครื่องประดับที่มีสีแดงเป็นส่วนประกอบอีกด้วย ซึ่งผมได้ค้นคว้าหาข้อมูลนำมาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังดังนี้น่ะครับ 
 ย้อนไปในอดีต "พระธาตุศรีสองรัก" ถูกสร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ กษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา และพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์สัตนาคนหุต (เวียงจัน) เนื่องจากขณะที่กษัตริย์ทั้งครองราชสมบัติ ตรงกับสมัยที่พม่าเรืองอำนาจ และมีการรุกรานดินแดนต่างๆ เพื่อขยายอำนาจ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์และพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช จึงมีความเห็นตรงกันที่จะรวมกำลังเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อต่อสู้กับพม่าผู้รุกราน กษัตริย์ทั้งสองพระองค์จึงทรงกระทำสัตยาธิษฐานร่วมกันว่า จะไม่ล่วงล้ำดินแดนของกันและกัน และเพื่อเป็นที่ระลึกในการมีสัมพันธไมตรีต่อกัน จึงได้ทรงร่วมกันสร้างเจดีย์ขึ้นเป็นสักขีพยาน ณ กึ่งกลางระหว่างแม่น้ำน่านและแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นรอยต่อของทั้งสองอาณาจักรโดยการสร้างเจดีย์ขึ้นและให้ใช้ชื่อว่า "พระธาตุศรีสองรัก"  ทั้งนี้นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปสักการะองค์พระธาตุศรีสองรัก อาจจะต้องแปลกใจ เพราะว่า คนที่จะเข้าไปสักการะองค์พระธาตุได้ จะห้ามใส่เสื้อผ้า "สีแดง" หรือถือสิ่งของที่มีสีแดงเข้าไปบริเวณองค์พระธาตุ ด้วยเหตุผลที่ว่า...   "พระธาตุศรีสองรัก" เป็นพระธาตุที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นสักขีพยานในความมีสัมพันธไมตรีระหว่างไทย และลาว มาตั้งแต่สมัยโบราณ ทั้งนี้ "สีแดง" อาจเปรียบได้กับ "เลือด" ที่เป็นผลจากการทำสงครามของทั้งสองประเทศมาช้านาน ดังนั้น คนโบราณจึงมีการห้ามไม่ให้ผู้ที่สวมเสื้อผ้าสีแดง เข้ามาในบริเวณองค์พระธาตุ จนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมาถึงทุกวันนี้



ภายในมณฑปบริเวณองค์พระธาตุฯ ประดิษฐานพระพุทธรูปนาคปรก ที่สร้างขึ้นพร้อมกับ พระธาตุศรีสองรัก หัวนาคปรกสร้างด้วยศิลา ในส่วนขององค์พระพุทธรูปสันนิษฐานว่า สร้างด้วยทองสัมริด มีหน้าตักกว้าง 21 นิ้ว สูง 30 นิ้ว โดยหลวงพ่อไกรสีห์จะเปิดให้นมัสการในโอกาสสำคัญ ซึ่งในแต่ละปีจะมีการปิดทอง 1 ครั้ง โดยจะทำก่อนวันงานสมโภชและนมัสการพระธาตุศรีสองรัก 1 วัน  นอกจากนั้น ประวัติการสร้างพระธาตุศรีสองรัก ยังถูกบันทึกไว้บน "ศิลาจารึกพระธาตุศรีสองรัก" (หลักเก่า) บริเวณวัดพระธาตุศรีสองรัก โดยเป็นศิลาจารึกรูปใบโพธิ์ บันทึกประวัติโดยย่อของพระธาตุศรีสองรัก 
ดังนั้นถ้าท่านผู้อ่านมีโอกาสได้ไปสักการะ "องค์พระธาตุศรีสองรัก" ก็อย่าลืมธรรมเนียมปฏิบัติ กับข้อห้ามในเรื่องของ "สีแดง" ด้วยน่ะครับ ท่านจะได้ไม่เก้อเขินด้วยสายตาทุกคนที่จะมองมาที่ตัวท่านเพียงคนเดียว. จากพระธาตุศรีสองรัก
สำหรับแหล่งท่องเที่ยวแห่งที่สองที่คุณจักรจะพาผมไปท่องเที่ยวก็คือวัดเนรมิตวิปัสสนา


-    ถนนขึ้นไปยังวัดเนรมิตวิปัสสนา


   วัดเนรมิตวิปัสสนา ตั้งอยู่ในอำเภอด่านซ้าย ห่างจากตัวอำเภอระยะทางเพียง1กิโลเมตรเท่านั้นและห่างจากพระธาตุศรีสองรัก เพียงเล็กน้อย วัดเนรมิตวิปัสสนาตั้งอยู่บนเนินเขาสูงเด่นเป็นสง่า ภายในบริเวณของวัดมีพระอุโบสถและเจดีย์ก่อสร้างด้วยศิลาแลงทั้งหลัง และมีพระอุโบสถขนาดใหญ่ตกแต่ง อย่างวิจิตรงดงามตามศิลปะภาคกลาง มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย  เกิดจากจินตนาการสร้างสรรค์ออกแบบ โดยพระและเณร  มีภาพจิตรกรรมที่สวยงามประดับอยู่โดยรอบ มีพระพุทธชินราชจำลองเป็นพระประธาน และมี หุ่นขี้ผึ้งของหลวงพ่อพระมหาพันธ์ สีลวิสุทโธ ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มสร้างวัดและได้มรณภาพแล้ว บริเวณพื้นที่โดยรอบมี การจัด แต่งสวนและต้นไม้ร่มรื่นสวยงามและมีต้นไม้ที่ สำคัญทางพุทธศาสนา คือ " ต้นสาละ" เป็นต้นไม้ที่ พระพุทธเจ้าทรงประสูติ เป็นสถานที่ที่ใครเดินทางมาถึงด่านซ้ายไม่ลืมแวะไปนมัสการและเที่ยวชม
สำหรับสิ่งที่น่าสนใจในวัดเนรมิตวิปัสสนา


-    ประตูทางเข้าวัดเนรมิตวิปัสสนา  


อุโบสถวัดเนรมิตวิปัสสนา  ทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ประกอบด้วยคานคอดิน อุโบสถเป็นลักษณะแบบทรงไทย ก่ออิฐถือปูน หลังคามุงด้วย กระเบื้องเซรามิก ฝาผนังเป็นศิลาแลงที่นำมาจากจังหวัดลำพูนและจังหวัดปราจีนบุรี พื้นของอุโบสถปู ด้วยหิน แกรนิตสีชมพูจากแหล่งหินแกรนิตในจังหวัดเลย ประตูหน้าต่างเป็นไม้มะค่าแผ่นเดียว


-    อุโบสถวัดเนรมิตวิปัสสนา 


เมื่อเข้ามาในโบสถ์จะพบ กับความงดงามของพระประธานปางมารวิชัยซึ่งมีพุทธลักษณะคล้ายกับพระพุทธชินราช โอสถ จำลองแบบมาจาก วัดมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก

-    พระประธานภายในอุโบสถวัดเนรมิตวิปัสสนา  


ทั้งยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังลวดลายอ่อนช้อยด้วยศิลปะ ของช่างเขียนชาว ด่านซ้าย ซึ่งใช้เวลาวาดนานถึง 8 ปี เป็นภาพเกี่ยวกับพุทธประวัติ ภาพพระเวสสันดรชาดก และภาพทศชาติ รวมทั้งมี พระพุทธรูปปางนาคปรก พระแก้วมรกต รูปเหมือนหลวงพ่อโต



มณฑปพระครูภาวนาวิสุทธิญาณ เป็นมณฑปที่สร้างด้วยศิลาแลง เช่นกัน ที่มณฑปแห่งนี้ตั้งของหุ่นขี้ผึ้งของหลวงพ่อมหาพันธ์ สีลวิสุทโธ หรือพระครูภาวนาวิสุทธิญาณ ซึ่งเป็นผู้ร่วมกับพุทธศาสนิกชนร่วมกันสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นรวม ทั้งสังขารของหลวงพ่อ ซึ่งไม่เน่าเปื่อยให้พุทธศาสกนิกชน และลูกศิษย์ได้มากราบไหว้


-    มณฑปพระครูภาวนาวิสุทธิญาณ


     สำหรับประวัติของวัดเนรมิตวิปัสสนาผมจะเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังดังต่อไปนี้น่ะครับ    วัดเนรมิตวิปัสสนา ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2521 โดยพระครูภาวนาวิสุทธิญาน หรือหลวงพ่อมหาพันธ์ สีลวิสุมโธ เจ้าอาวาสรูปแรก แต่เดิม วัดมีชื่อว่า "วัดหัวนายูง" ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น "วัดเนรมิตวิปัสสนา"ในปีพ.ศ. 2521 ขณะหลวงพ่อมหาพันธ์ สิลวิสุทโธ พำนักจำพรรษาอยู่ที่วัดจำปา จังหวัดสุรินทร์ (บ้านเกิด) ท่านได้ปรารภในที่ ประชุมสงฆ์ว่า ท่านจะออกธุดงค์เดินทางไปเรื่อยไม่พำนักเป็นหลักแหล่งถาวรแต่ที่ประชุมมีความเห็นพ้องกันว่า หลวงพ่อมีอายุมากเกรงว่าจะได้รับความลำบาก อยากให้ท่านมีที่พำนักถาวร จะได้เป็นที่อาศัยเป็นเนื้อนา บุญแก่ ญาติโยมทั้งหลายซึ่งหลวงพ่อเองก็เห็นชอบด้วย ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2522 หลวงพ่อเป็นประธานออกเดินธุดงค์ พร้อมด้วยคณะสงฆ์ อุบาสก อุบาสิกา ได้เดินทางไปพำนักอยู่ที่พระธาตุศรีสองรัก อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ระหว่างนั้นหลวงพ่อได้ตัดสินใจหาสถานที่เป็นหลักแหล่งมั่นคงถาวร โดยเลือกเอาพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติซึ่ง ถูก ชาวบ้านบุกรุกเพื่อทำไร่เผาถ่านจนมีลักษณะเป็นที่โล่งเตียน เหมือนภูเขาหัวโล้น ที่เรียกว่า ภูเปือย ซึ่งทางวัดได้ รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยได้เมื่อตั้งวัดขึ้นจึงได้ปลูกป่าอนุรักษ์ให้คง สภาพเดิมมากที่สุด  เดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2522 หลวงพ่อและคณะได้ปักกลดอยู่ ณ ที่ตั้งวัด พร้อมกับเร่งดำเนินการปลูกสร้างที่พักอาศัย ชั่วคราวขึ้น จากนั้นจึงทำการปรับพื้นที่ ปลูกสร้างถาวรวัตถุและในปีพ.ศ. 2529 ได้ร่วมกันสร้างอุโบสถ ภายในวัด ขึ้นมีขนาดกว้าง 40 เมตร ยาว 80 เมตร 
วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2540 หลวงพ่อท่านได้ มรณภาพภาพลง แต่ร่างของท่านไม่เน่าเปื่อย ปัจจุบันถูกเก็บอยู่ใน มณฑปด้านหลังอุโบสถ หลังจากที่หลวงพ่อมรณภาพลง พระครูภาวนาวิสุทธาภรณ์ เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน ได้รับ เป็นประธานดำเนินการก่อสร้างต่อ พร้อมด้วยบรรดาคณะศิษยานุศิษย์ พระภิกษุสามเณร ข้าราชการ ทหารตำรวจ พ่อค้าและประชาชนชาวอำเภอด่านซ้าย ใช้งบประมาณในการก่อสร้างประมาณ 197 ล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้าง 14 ปี จึงแล้วเสร็จต่อมาในปีพ.ศ. 2549 วัดหัวนายูง เปลี่ยนชื่อเป็น วัดเนรมิตวิปัสสนา
    วัดเนรมิตวิปัสสนา 20 หมู่ 14 บ้านหัวนายูง ตำบลด่านซ้าย อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย 42120โทร 042-891226, 086-8525950  
ฝ่ายติดต่อประสานงานพระบุญเพ็ง วรธมฺโม 08-9426-4233Email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.   http://www.watneramitvipassana.org 
   จากวัดเนรมิตวิปัสสนาคุณจักรก็พาผมเดินทางมายัง วัดโพนชัย ในตัวอำเภอด่านซ้าย 



วัดโพนชัย เป็นวัดเก่าแก่ที่ตั้งมากว่า 400 ปี สร้างหลังการก่อสร้างพระธาตุศรีสองรัก สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดเลย พระธาตุศรีสองรัก สร้างปีพ.ศ.2103 แล้วเสร็จในปี พ.ศ.2106  วัดโพนชัยแห่งนี้ จะมีเรื่องราวเกี่ยวพันกับพระธาตุศรีสองรัก โดยมีการเล่าขานสืบต่อกันมาว่า บริเวณที่ตั้งของวัดโพนชัยในขณะที่มีการก่อสร้างพระธาตุศรีสองรัก เป็นที่พักของพระสงฆ์ทั้งของไทยเละลาวมาพำนักอยู่หลังจากที่การก่อสร้างพระธาตุศรีสองรักเสร็จ ต่อมาก็แปรสภาพมาเป็นวัดมาจนถึงปัจจุบันนี้



ภายในวัดโพนชัยมีพระอุโบสถสองหลังอยู่ติดกัน โดยหลังใหญ่จะหันหน้าไปทางทิศเหนือ และหลังเล็กหันหน้าไปทางทิศตะวันออก  จากการเล่าขานสืบต่อกันมาว่า พระอุโบสถหลังเล็กนั้นสร้างทีหลัง แต่ละหลังการก่อสร้างจะเป็นศิลปะล้านช้างหลวงพระบาง   สำหรับพระอุโบสถหลังใหญ่ ภายในจะมีภาพเขียนสีผนังพุทธประวัติ และพระพุทธรูปประธานขนาดใหญ่ภายในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ซึ่งชาวอำเภอด่านซ้ายเรียกพระพุทธรูปองค์นี้ว่า  “พระเจ้าใหญ่ หรือหลวงพ่อใหญ่ “เป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์มาก


-    หลวงพ่อใหญ่


พระครูศรีรัตนลังการ เจ้าอาวาสวัดโพนชัย เล่าถึงประวัติความเป็นมาของพระประธานภายในพระอุโบสถวัดโพนชัยว่า พระเจ้าใหญ่ เป็นพระพุทธรูปที่เก่าแก่และมีความศักดิ์สิทธิ์มาก องค์พระสูง 115 นิ้ว หน้าตักกว้าง 79 นิ้ว เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ศิลปะลาว  ชาวอำเภอด่านซ้ายจะมากราบไหว้บูชาในช่วงวันพระมาตั้งแต่อดีตจนถึงทุกวันนี้ ด้านหลังของพระเจ้าใหญ่จะมีรูของพญานาคโผล่ขึ้นมา โดยรูพญานาคที่โผล่ทางด้านหลังหลวงพ่อใหญ่มีการเล่าขานสืบทอดกันมาว่า เป็นรูที่พญานาคเจาะมาจากลำน้ำหมัน ห่างจากวัดประมาณ 300 เมตร มาโผล่หลังหลวงพ่อใหญ่ คอยปกปักรักษาหลวงพ่อใหญ่ ซึ่งท่าวังเวิน เป็นที่ทิ้งหัวผีตาโขนหลังจากเล่นเสร็จแล้ว รูพญานาคแห่งนี้ได้มีคนทดสอบว่ามาจากไหน จึงได้เอาส้มโอและมะพร้าวหย่อนลงไปในรูหลังพระพุทธรูป ปรากฏว่าส้มโอและมะพร้าวไปโผล่ออกที่ท่าน้ำวังเวินในลำน้ำหมัน ในอดีตที่ผ่านมาทุกวันพระ บริเวณรูพญานาคหลังพระพุทธรูปมีดินโคลนปรากฏอยู่เป็นรอยเหมือนงูใหญ่เลื้อย ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นรอยพญานาคที่ขึ้นมาสักการะหลวงพ่อใหญ่ ทำให้มีรอยเปื้อนเต็มไปหมดในบริเวณพระอุโบสถ บางคนจะได้ยินเสียงน้ำไหลอยู่ในรูพญานาคด้วย ในปีพ.ศ.2531 ช่วงนั้นเกิดสงครามบ้านร่มเกล้าระหว่างไทยและลาว ที่อำเภอนาแห้ว จ.เลย มีคนเห็นน้ำสีแดงไหลออกจากตาของพระเจ้าใหญ่ ชาวบ้านเชื่อกันว่าหลวงพ่อใหญ่เกิดความเสียใจที่พี่น้องไทย-ลาวมาฆ่าฟันกันเอง อดีตเจ้าอาวาสวัดโพนชัยเคยทำการปิดรูพญานาคแห่งนี้ เนื่องจากไม่ต้องการให้พญานาคเอาโคลนเข้าในพระอุโบสถ แต่หลังจากปิดรูแล้วทำให้วัดโพนชัยไม่เจริญก้าวหน้า มีแต่ทรุดโทรมลงไป ต่อมาในปีพ.ศ.2536 พญานาคได้มาเข้าทรงชาวบ้าน คือ คุณยายสมปอง ชามนตรี อายุร่วม 70 ปี หมู่บ้านเดิ่น ต.ด่านซ้าย 
คุณยายสมปองเล่าว่า "พญานาคมาเข้าทรง บอกว่า มาปิดทางเดินของกูทำไม" เพราะพญานาคไม่สามารถมารักษาดูแลพระเจ้าใหญ่ได้ มาปิดรูก็เหมือนปิดวัด ซึ่งก็เป็นความจริง เนื่องจากภายหลังที่ปิดรูพญานาค ช่วงนั้นวัดเกิดความทรุดโทรมลงอย่างมาก
หลังจากพญานาคมาเข้าทรงแล้วชาวบ้านและคณะกรรมการวัดได้ตกลงกันเปิดรูที่อยู่หลังพระเจ้าใหญ่ ให้พญานาคขึ้นมาดูแลพระเจ้าใหญ่นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา วัดโพนชัยมีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างมาก



และในทุกวันพระ 8 ค่ำ 15 ค่ำ คุณยายสมปอง จะจัดอาหารมาถวายพญานาคเป็นประจำ โดยเชื่อว่า พญานาคจะมาช่วยดูแลปกปักรักษาหลวงพ่อใหญ่หรือพระเจ้าใหญ่นั่นเองครับ
     ถัดจากวัดโพนชัยมาเล็กน้อยเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองด่านซ้าย ซึ่งตั้งอยู่ภายในวัดโพนชัย โดยนำกุฏิหลังเดิมของท่านเจ้าอาวาสมาดัดแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์ กุฏิดังกล่าวสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2478 ด้วยไม้ทั้งหลังตามแบบสถาปัตยกรรมแบบพื้นถิ่น



-    พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองด่านซ้าย


-    บริเวณใต้ถุนของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองด่านซ้าย

ภายในได้รวบรวมเอาวัฒนธรรมและประเพณีของด่านซ้ายเข้ามาจัดแสดงไว้ครบถ้วน ตั้งแต่ห้องแรก คือห้องเมืองด่านซ้ายและพระธาตุศรีสองรัก แสดงประวัติศาสตร์ของชาวด่านซ้ายตั้งแต่เมื่อ 400 ปีที่ผ่านมา ประวัติตำนานพระธาตุศรีสองรัก
ส่วนที่สองคือห้องผีตาโขนจัด แสดงวัฒนธรรมประเพณีฮีตสิบสองคลองสิบสี่ของชาวอีสาน งานประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน ประวัติความเป็นมาของผีตาโขน การทำหน้ากากผีตาโขนในรูปแบบต่าง ๆ ตลอดจนคติความเชื่อเกี่ยวกับการละเล่นผีตาโขน ซึ่งผู้เล่นและผู้ดูควรที่จะรู้และเข้าใจ



ส่วนที่สาม ห้องสื่อวีดีทัศน์ ฉายภาพเรื่องราวของเมืองด่านซ้าย ประเพณีงานบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน พร้อมกับนิทรรศการแหล่งท่องเที่ยวในอำเภอด่านซ้าย อาหารพื้นเมือง และบุคคลสำคัญของด่านซ้าย



ส่วนที่สี่ ว่าด้วยเรื่องของดีเมืองด่านซ้าย แสดงสาระความรู้ที่ชาวด่านซ้ายภาคภูมิใจ เช่น สมุนไพรพื้นบ้าน แหล่งท่องเที่ยว ข้อมูลพื้นบ้านของอำเภอด่านซ้าย




ส่วนที่ห้า สาธิตการทำหน้ากากผีตาโขน จะมีการสาธิตให้ผู้สนใจทุกวันเสาร์-อาทิตย์ แม้จะไม่มีโอกาสมาร่วมงานประเพณีบุญหลวง หากแต่ผู้ชมสามารถลองสวมชุดและหน้ากากผีตาโขนที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้



ส่วนที่หก มุมพักผ่อนและขายของที่ระลึก อาทิ หน้ากากผีตาโขนจิ๋ว เซรามิกรูปผีตาโขน รายได้จากการขายของที่ระลึกจะใช้ในกิจการพัฒนาพิพิธภัณฑ์


ซึ่งกว่าจะมาเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เดิมนั้นเป็นเพียงนิทรรศการเกี่ยวกับประเพณีผีตาโขนในห้องสมุดประชาชน ที่เริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2522 เมื่อททท.เข้ามาโปรโมทการท่องเที่ยว ทำให้ผู้สนใจเข้ามาชมและสอบถามอยู่เสมอ ๆ ภายใต้การนำของเจ้าหน้าที่ประจำการศึกษานอกโรงเรียน(กศน.)อำเภอด่านซ้าย จึงของบประมาณประมาณจาก ททท. และจังหวัด มาจัดทำพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ โดยขอแรงสนับสนุนอีกทางจากท่านเจ้าอาวาสและทางชุมชน ในช่วงที่มีงานบุญหลวง ผู้คนทั่วประเทศแห่แหนกันมาที่วัดโพนชัย พิพิธภัณฑ์แห่งนี้นอกจากจะเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประเพณีบุญหลวงและการเล่นผีตาโขนให้กับคนต่างถิ่นแล้ว นอกชานบนตัวเรือนที่เป็นที่นั่งพักผ่อนหย่อนใจแก่ผู้มาเยือนอีกด้วย



ต่อไปนี้คือประวัติความเป็นมาของประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน
 สำหรับคำว่า“บุญหลวง” เป็นการทำบุญที่รวมบุญประเพณี ประจำเดือนต่าง ๆใน “ฮีตสิบสอง” ของภาคอีสาน(คำว่า “ฮีตสิบสอง” หมายถึง งานบุญประเพณีประจำเดือนต่าง ๆ ในหนึ่งปี) โดยรวมเอาบุญ“พระเวส” หรือ “บุญพระเวสสันดร” ซึ่งนิยมทำในเดือนสี่และ“บุญบั้งไฟ” นิยมทำบุญในเดือนหกรวมเข้าด้วยกัน รวมจัดงานเป็นงานบุญเดียวกัน แต่เลื่อนมาทำในเดือนเจ็ดหรือเดือนแปด การกำหนดการจัดงาน “ประเพณีบุญหลวง” ที่วัดโพนชัย อำเภอด่านซ้าย จะกำหนดวันภายหลังจากที่มีพิธีบวงสรวงอารักษ์หลักเมืองที่ “หอหลวง” และ “หอน้อย” ขณะที่กระทำพิธีบวงสรวงวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าในอดีต โดยจะเข้าทรงร่างผ่าน “เจ้ากวน” (“เจ้ากวน” คือ พิธีกรรมความเชื่อที่ผู้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการอัญเชิญวิญญาณเจ้าในอดีตเข้าร่างหรือเข้าทรง เป็นผู้กระทำพิธี) โดยจะมีรับสั่งอนุญาตกำหนดวันในการจัดงานประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขนจะกระทำการขออนุญาตกำหนดวันจัดงานพิธีที่ “หอน้อย”งานบุญประเพณีบุญหลวงจัดขึ้นที่วัดโพนชัย จะเว้นไม่กระทำไม่ได้มีความเชื่อว่าปีใดไม่กระทำจะเกิดเภทภัยต่าง ๆ เกิดขึ้นกับชุมชนชาวด่านซ้าย หลังจากที่มีกำหนดการจัดงานในสมัยก่อนที่จะมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวนิยมจัดงาน ๒ วัน คือ วันรวม (วันโฮม) ซึ่งจัดการแสดงการละเล่นผีตาโขนและแห่ขบวนเผวสเข้าเมือง วันที่ ๒ ของงานจะมีการฟังเทศน์มหาชาติ เป็นเสร็จพิธี เมื่อมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวขึ้นประมาณปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ทางจังหวัดเลยร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้ขออนุญาตจาก “เจ้ากวน” เพิ่มวันในการจัดงานบุญหลวงเพิ่มเป็น ๓ วัน


โดยวันแรกเป็นวันรวม (วันโฮม) ประชาชนจากหมู่บ้านต่าง ๆ มาร่วมงานพิธีตั้งแต่เช้ามืด เวลาประมาณ ๐๓.๐๐-๐๕.๐๐ น. กระทำพิธีอัญเชิญอุปคุตจากห้วยน้ำหมันเข้ามาประดิษฐานอยู่ที่เหมาะสมภายใน วัดโพนชัย มีการบวงสรวงสักการะอุปคุตเสร็จพิธี ในตอนสายจะมีการนำขบวน “ผีตาโขนใหญ่”(“ผีตาโขนใหญ่” มีอยู่สองตนเป็นชายหนึ่งตนหญิงหนึ่งตนทำด้วยโครงสร้างจากไม้ไผ่มีขนาดใหญ่โต ทำให้คนสามารถเข้าไปอยู่ข้างในตัวผีได้ โดยผู้ที่จะสร้างผีตาโขนขนาดใหญ่ จะต้องทำพิธีแต่งขันดอกไม้ ขันห้า และขันแปด มีดอกไม้และเทียนอย่างละ๕ คู่ และ ๘ คู่ ทำการขอขมาและขออนุญาตต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนจึงเริ่มทำโครงไม้ไผ่จากส่วน หัวก่อนและทำลำตัว หาผ้ามุ้ง ผ้าห่ม หรือหาเศษผ้าเก่า ๆ มาสวมใส่ห่อหุ้มลำตัว แต่งหน้าตาให้หน้ารู้ว่าเป็นหญิงหรือชายและหาอุปกรณ์มาทำเป็นอวัยวะเพศให้ผี ทั้งสองตน) แห่ขบวนจากบ้านช่างที่ทำผีตาโขนใหญ่ไปบ้าน “เจ้ากวน” โดยมีขบวนฆ้อง กลอง ฉิ่งฉาบตีเป็นที่สนุกสนานหยอกล้อกันผู้คนที่ออกมาร่วมงาน “เจ้ากวน” จะออกมาตอนรับพร้อมกับ “นางเทียม” หรือ “เจ้าแม่นางเทียม” (“เจ้าแม่นางเทียม” หรือ “นางเทียม” คือ พิธีกรรมความเชื่อที่ผู้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการอัญเชิญวิญญาณเจ้าในอดีต เข้าร่างหรือเข้าทรง เป็นผู้หญิงเป็นร่างทรง) มีการเลี้ยงเหล้าข้าวปลาอาหารจนเป็นที่อิ่มนำสำราญแล้ว จึงพากันลา “เจ้ากวน” และ “เจ้าแม่นางเทียม” ตั้งขบวนแห่ไปที่วัดโพนชัย แห่ขบวนรอบวัดโพนชัยครบ ๓ รอบ ขบวนผีตาโขนใหญ่และผีตาโขนน้อยจะพากันแห่แยกย้ายขบวนไปตามบ้านต่าง ๆ ขอเหล้าปลาอาหารจากชาวบ้านและทำการหยอกล้อผู้คนที่พากันมาร่วมงานพร้อมทั้ง นักท่องเที่ยว โดยในวันนี้เองจะมีผีตาโขนต่าง ๆ จะออกมาเป็นจำนวนมากเมื่อถึงเวลาอันเหมาะสมขบวนผีต่าง ๆ จะกับมารวมที่วัดทำการเล่นสนุกสนานกับผู้คนที่มาร่วมงานบุญ อันเป็นการเฉลิมฉลองงานบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขนในวันแรก


ส่วนในวันที่สองของงานบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขนขบวนผีตาโขนน้อยใหญ่จะเริ่มเล่นไปตามบ้านเรือนต่าง ๆ ตั้งแต่เช้ามืด เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสมประชาชนผู้เข้าร่วมงานและผีตาโขนทั้งหลายจะไปรวมกัน ณ จุดที่จะกระทำพิธีอัญเชิญพระเวสสันดรและพระนางมัทรีเข้าเมือง โดยสมมุติให้วัดโพนชัยเป็นเมืองสีพีนคร ซึ่งการแห่พระเวสสันดรเข้าเมืองนี้ ได้เค้าโครงมาจากเรื่องพระเวสสันดรชาดกในกัณฑ์ที่ ๑๓ ในการกระทำพิธีซึ่งจะมีการละเล่นกันอย่างครึกครื้น เป็นวันที่มีผีตาโขนน้อยใหญ่ออกมาเล่นหยอกล้อกับผู้คนเป็นที่สนุกสนาน หลังจากร่วมขบวนแห่ในงานบุญดังกล่าว ผีตาโขนน้อยใหญ่จะนำเครื่องเล่นผีตาโขนหน้ากาก และอุปกรณ์การละเล่นผีตาโขนต่าง ๆ ไปล่องที่ลำน้ำหมัน “การนำเครื่องเล่นผีตาโขนน้อยใหญ่ไปล่องลำน้ำหมันเป็นความเชื่อว่า เป็นการลอยความไม่ดีไม่งามที่บรรดาผีบรรดาผีตาโขนน้อยใหญ่นำมาให้ลอยไปกับลำน้ำหมัน”เป็นการเสร็จการละเล่นผีตาโขนน้อยใหญ่ ตอนกลางคืนของงานจะมีการฟังเทศน์ตลอดคืน
ในวันที่สามของงานในตอนเช้าประชาชนชาวด่านซ้ายมาร่วมกันทำบุญที่วัดโพนชัย ร่วมกันฟังเทศน์ฟังธรรมเป็นอันเสร็จสิ้นงานประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขนของชาวด่านซ้าย
และเมื่อกล่าวถึงการละเล่นผีตาโขน “ผีตาโขน” เป็นคำที่เรียกชื่อการละเล่นชนิดหนึ่ง ที่ผู้เล่นต้องสวมหน้ากากที่ทำมาจากทางมะพร้าวแห้งและหวดนึ่งข้าวเหนียวเป็นวัสดุหลักจากนั้นวาดและแต่งแต้มสีให้หน้ากากของผีตาโขนดูน่ากลัวส่วนชุดเสื้อผ้าของผีตาโขนใช้ผ้าเก่า,ผ้ามุ้งหรือเศษผ้าที่ไม่ใช่แล้วนำมาเย็บรวมกันเป็นชุดนำมาห่อหุ้มร่างกายให้มิดชิด จากนั้นจึงเข้าร่วมขบวนแห่และแสดงอาการท่าทางต่าง ๆในระหว่างที่มีงานประเพณีบุญหลวง ซึ่งเป็นการละเล่นที่มีเฉพาะในท้องที่อำเภอด่านซ้ายนี้เท่านั้น


ส่วนคำว่า “ผีตาโขน” ตามความหมายเดิมไม่แน่ชัดว่าหมายถึงอะไรแต่เท่าที่สืบทราบกันมาทราบแต่เพียงว่า ผีตาโขนเป็นผีที่มีลักษณะรูปร่างหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวและจากการที่สอบถามร่างทรง “เจ้ากวน” ผีตาโขนมาจากคำว่า“ผีตามคน” ในวันปล่อยผีเหล่าพวกผีๆจะเข้ามาขออาหาร ขอส่วนบุญในเมืองมนุษย์ทำการเล่นหยอกล้อผู้คนขอข้าวปลาอาหารแล้วจากนั้นก็จะพากันกลับไปยังถิ่นที่อยู่อาศัยของตน  ประเพณีผีตาโขนนี้จึงมีลักษณะคล้ายกับวันฮาโลวีนหรือวันปล่อยผีของฝรั่งนั่นเองแต่ผีตาโขนของไทยเราดูจะสนุกสนานและน่ากลัวกว่าของฝรั่งเยอะเลยสำหรับการละเล่น “ผีตาโขน” ของชาวอำเภอด่านซ้ายมีความเชื่อกันว่า 
-    ประการแรก เล่นเพื่อถวายให้แก่ดวงวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ที่มีอำนาจในการปกครองสูงสุดในเมืองด่านซ้าย 
-    ประการที่สองเล่นเพื่อร่วมขบวนแห่พระเวสสันดรเข้าเมือง อันเป็นความเชื่อทางพุทธศาสนา 
-    ประการที่สาม เล่นเพื่อร่วมขบวนในการแห่บุญเดือนหก (บุญบั้งไฟ) และการแห่ขอฝน
-    ประการที่สี่ เล่นเพื่อความสนุกสนาน 
และประการสุดท้าย เล่นเพื่อให้สิ่งที่ไม่ดีที่เคยกระทำด้วยกาย วาจา ใจ รวมถึงโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ให้ติดไปกับผีตาโขน โดยการนำไปล่องลำน้ำหมันเป็นการเสร็จสิ้นประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน


สำหรับการละเล่นผีตาโขนนับว่าเป็นสิ่งที่แปลกสำหรับผู้ที่ได้มาพบเห็น มีการนำเอาก้านทางมะพร้าวที่ตากแห้ง นำมาตกแต่งเป็นหน้ากาก โดยการเจาะช่องตา จมูก ปาก และใบหู นำเอาหวดนึ่งข้าว โดยจะทำการกดดันหวดให้เป็นรอยบุ๋มหงายปากหวดขึ้น เพื่อสวมศีรษะแต่งแต้มสีสันให้น่าดู ส่วนชุดที่สวมใส่ทำมาจากเศษผ้าหลากหลายสีมาเย็บต่อกัน อุปกรณ์ในการละเล่นมี ๒ ชิ้น คือ "หมากกระแหล่ง" มีไว้เพื่อเขย่าทำให้เกิดเสียงดังในเวลาเดิน และ "อาวุธประจำกาย" ผีตาโขน



ส่วนมากจะใช้ผู้ชายแสดงเนื่องจากต้องกระโดดโลดเต้นไปเรื่อย ๆ จึงไม่เหมาะที่จะใช้ผู้หญิงเป็นตัวแสดง นอกจากเข้าร่วมในงาน "บุญหลวง" ยังได้เข้าร่วมขบวนแห่ในวันเปิดงานกาชาดดอกฝ้ายบานมะขามหวานเมืองเลย โดยขบวนผีตาโขนจะเดินรอบเมืองเพื่อโชว์ให้แขกบ้านแขกเมืองได้เห็นอีกด้วยซึ่งสร้างความสนุกสนานให้กับนักท่องเที่ยวที่มารอชมขบวนแห่ผีตาโขนตลอดสองข้างทาง



และต่อไปนี้คือกำหนดการงานประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขนพ.ศ 2557
27  มิถุนายน 2557  
-     พิธีเบิกพระอุปคุต(บริเวณระหว่างลำน้ำหมัน-ลำน้ำศอก)
       -     พิธีบายศรีสู่ขวัญเจ้าพ่อกวน-เจ้าแม่นางเทียม(บ้านเจ้าพ่อกวน)
       -      พิธี “วันโฮม” ณ บ้านโพนชัย


28 มิถุนายน 2557
-    พิธีงานประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน
-    พิธีอัญเชิญพระเวสสันดรเข้าเมือง
-    พิธีจุดบั้งบูชาพญาแทนเพื่อขอฝน(หลังวัดโพนชัย)


29 มิถุนายน 2557
-    พิธีเทศน์มหาชาติ13 กัณฑ์
-     พิธีคารวะพระเจ้าใหญ่
ท่านผู้อ่านติดต่อขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ว่าการอำเภอด่านซ้าย โทรศัพท์  042-891266และสำนักงานวัฒนธรรมอำเภอด่านซ้าย  083-1453080
หมายเหตุ    วันที่29 มิถุนายน 2557ไม่มีการละเล่นผีตาโขน
   ท่านผู้อ่านที่สนใจจะเข้าร่วมประเพณีงานบุณหลวงและงานแห่ผีตาโขนก็ขอเชิญได้น่ะครับ



     จากวัดโพนชัยคุณจักรก็พาผมเดินทางมายังชาโต้ เดอ เลยไวเนอรี่ตั้งอยู่บนถนนสายด่านซ้าย-ภูเรือ เลยภูผาน้ำรีสอร์ทมาทางภูเรือไม่กี่กิโลเมตรเท่านั้น



และถ้าจะกล่าวถึงไวน์แบบไทย ๆ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปไกลทั่วโลกนั่นคือ แบรนด์ “ชาโต้ เดอ เลย” (Chateau De Loei) ที่มีผลิตภัณฑ์หลักๆ ทั้ง ไวน์ขาว, ไวน์แดง,ไวน์หวาน,บรั่นดี และสปาร์คกลิ้ง ใครชื่นชอบแบบไหนไวน์ขาว ไวน์แดง ก็ลองเลือกชิมและหาซื้อได้ตามใจชอบ ไวน์ชาโต้ เดอ เลยไวเนอรี่ (Chateau De Loei) ก่อตั้งขึ้นโดยนายแพทย์ชัยยุทธ กรรณสูตครับ ซึ่งสัญลักษณ์ที่นำมาเป็นเครื่องหมายการค้าของไวน์แบรนด์ไทยนี้ก็คือ สัญลักษณ์รูปไก่ ซึ่ง ปีระกาเป็นปีเกิดของนายแพทย์ชัยยุทธ กรรณสูตเจ้าของชาโต้ เดอ เลยไวเนอรี่นั่นเอง ชาโต้ เดอ เลยไวเนอรี่เริ่ม ผลิตไวน์ออกจำหน่ายครั้งแรกในปี 1995 และนับได้ว่าเป็นไวน์แบรนด์ไทยเจ้าแรกที่ส่งออกไปขายในยุโรปและญี่ปุ่น



   ชาโต้ เดอ เลยไวเนอรี่ ณ.ที่สวนองุ่นแห่งนี้ เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่เรียกว่าใครเดินทางมาท่องเที่ยวยังอ.ด่านซ้ายและอ.ภูเรือ จังหวัดเลย แล้วก็จะต้องแวะมาท่องเที่ยวกันที่แห่งนี่ด้วยครับ ภายในชาโต้ เดอ เลยไวเนอรี่ เป็นสวนองุ่นขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่หลายพันไร่ มีทั้งองุ่นสดสำหรับรับประทาน และองุ่นสำหรับผลิตไวน์ให้นักท่องเที่ยวได้ชม ได้ชิม และซื้อผลิตภัณฑ์ติดมือกลับบ้านได้ด้วย



นอกจากผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับองุ่นแล้ว ที่นี่ยังมีศูนย์อาหาร แหล่งช้อปปิ้งของฝาก ผักปลอดสารพิษนานาพันธุ์ ไอศกรีม,คุ๊กกี้ และสินค้าอีกเพียบไว้รอให้บริการนักท่องเที่ยวที่สนใจโดยภายในจะมีศูนย์อาหาจะมีที่นั่งจัดไว้อย่างดีท่านผู้อ่านสามารถนั่งพักรับประทานเค้ก,ไอศกรีม,คุ๊กกี้ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวนักท่องเที่ยวจะเยอะมาก ครับ



หลังจากเข้าไปเที่ยวชมสวนองุ่นและโรงงานผลิตไวน์พร้อมลองจิบไวน์ภายใน  ชาโต้ เดอ เลยไวเนอรี่ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว



จากนั้นผมและคุณจักรก็มานั่งพูดคุยกับผู้จัดการของชาโต้ เดอ เลยไวเนอรี่ พร้อมรับประทานไอสครีมและคุ๊กกี้ภายในร้านจำหน่ายของที่ระลึกของชาโต้ เดอ เลยไวเนอรี่และก่อนที่จะเดินทางกลับเข้าที่พักผมไม่ลืมที่จะซื้อไวน์และคุ๊กกี้ของชาโต้ เดอ เลยไวเนอรี่ติดไม้ติดมือกลับบ้านเพราะไวน์ที่นี่รสชาติดีส่วนคุ๊กกี้ก็อร่อยอีกด้วยครับ


-    ถ่ายรูปร่วมกับผู้จัดการคนเก่ง(ซ้ายมือสุด)


ดวงอาทิตย์ใกล้จะลาลับขอบฟ้าจากนั้นคุณจักรก็พาผมเดินทางกลับภูผาน้ำรีสอร์ทปฏิบัติภาระกิจส่วนตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงลงมายังห้องอาหารของรีสอร์ทเพื่อรับประทานอาหารค่ำพร้อมกับจิบไวน์ชาโต้ เดอ เลยท่ามกลางบรรยากาศอันเย็นสบายในยามค่ำคืนเป็นการสั่งลาก่อนเดินทางกลับสู่กรุงเทพฯในวันรุ่งขึ้น.  สวัสดีครับ
ขอขอบคุณ   ภูผาน้ำรีสอร์ท 252 หมู่ 1 โคกงาม ด่านซ้าย เลย 42120โทรศัพท์ 042-078-078 , 098-132-5668 , 081-554-3330 , 091-009-6033 แฟ็กซ์ 042-078-080 E-mail : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. www.phuphanamresort.com

ข้อมูลอำเภอด่านซ้าย