วันที่ห้าของการเดินทาง
    เช้าวันสุดท้ายของการเดินทางและก่อนที่จะเดินทางสู่อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารผมแวะรับประทานอาหารเช้ากันที่ร้านเจียวโภชนาตั้งอยู่ที่บริเวณวงเวียนพระนางศรีสะเกษใจกลางเมืองศรีสะเกษ

 ตามตำนานโบราณมีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่าพระนางศรีสระผม (ชื่อเดิม)  เป็นคนสัญชาติกล๋อม (ขอมแท้)  ตามการสันนิษฐานเข้าใจกันว่าพระนางศรีสะเกษเป็นราชธิดาของพระเจ้าสุริยวรมัน กับพระนางพิณสวัณคราวดี ตำแหน่งเป็นอุปราชครองพิมานมงคลในแคว้นโคตรบูร   สันนิษฐานกันว่าพระนางศรีสระผมเป็นผู้สร้างปราสาทสระกำแพงใหญ่  เป็นผู้รอบรู้วิชานาฎศิลปะชำนาญในเรื่องของการฟ้อนรำ ทรงเป็นครูฝึกหัดการฟ้อนรำและทรงเป็นประธานในพิธีถวายเทวาลัยปราสาทสระกำแพงใหญ่ พระนางศรีสระผมได้เข้าพิธีสรงน้ำสระพระเกศาในสระของปราสาทสระกำแพงใหญ่จากนั้นทรง แต่งองค์ทรงเครื่องเต็มยศสวยงาม  มีดนตรีบรรเลงทรงฟ้อนรำบวงสรวงเดี่ยวหน้าเทวรูปพระวิษณุในศาสนาฮินดูเพื่ออัญเชิญเทพเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ศักดานุภาพมารับมอบเทวาลัยให้เป็นสถานที่สิงสถิต เหล่าพสกนิกรของพระองค์ต่างซาบซึ้งและระลึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น จึงได้ขนานนามพระองค์ว่า “พระนางศรีสระผม” ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้ทรงโปรดเกล้าพระราชทานให้ตั้งเมืองใหม่โดยแยกจาก  “เมืองขุขันธ์”  ชื่อว่า “เมืองศรีสะเกษ”   เพื่อเป็นการให้เกียรติและเป็นอนุสรณ์แก่พระนางศรีสระผมซึ่งในเวลาต่อมาได้มีการเปลี่ยนการเรียกชื่อรูปเคารพของพระนางศรีสระผม  (เดิม) เปลี่ยนมาเป็น “พระนางศรีสะเกษ”  เพื่อให้สอดคล้องและกลมกลืนกับวัฒนธรรมและสังคมของเมืองศรีสะเกษ และให้เกิดความถูกต้องกับสถานที่ตั้งและให้ประชาชนชาวจังหวัดศรีสะเกษ สามารถจดจำชื่อและเป็นเอกลักษณ์ของเมืองได้ตลอดจนใช้เป็นชื่อเรียกทางราชการต่อไปในภายหน้า ทางเทศบาลเมืองศรีสะเกษได้ร่วมกับสมาชิกสภาเทศบาล ข้าราชการ,พ่อค้า ,ประชาชนในจังหวัดศรีสะเกษ  ได้ร่วมกันจัดสร้างรูปหล่อของพระนางศรีสะเกษขึ้นเพื่อประดิษฐานไว้เป็นสมบัติคู่บ้านคู่เมือง และเป็นที่สักการะบูชาของประชาชนทั่วไป

สำหรับรูปหล่อพระนางศรีสะเกษสร้างด้วยโลหะทองเหลืองรมดำ ขนาดเท่าคนจริงออกแบบโดยอาจารย์พจน์ หวลมานพแห่งวิทยาลัยเพาะช่างกรุงเทพฯ และได้ทำพิธีอัญเชิญพระนางศรีสะเกษขึ้นประดิษฐานบนแท่นเมื่อวันที่10 ธันวาคม  2524  
จากวงเวียนพระนางศรีสะเกษผมเดินทางต่อไปยังอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร โดยใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 221จนถึงอำเภอกันทรลักษ์จากนั้นตรงไปอีกจนถึงกิโลเมตรที่ 91 เข้าไปประมาณ 4 กม.เป็นที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร

-    บริเวณปากทางเข้าอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร


-    บริเวณด้านหน้าอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร


    สำหรับอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารตั้งอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเขาพระวิหาร มีเนื้อที่ประมาณ 130ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 2จังหวัดคือ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ อำเภอน้ำขุ่น และอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 83ของประเทศไทยเมื่อวันที่ 20มีนาคม พ.ศ. 2541สภาพภูมิประเทศทั่วไปส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาตามแนวทิวเขาพนมดงรักกั้นชายแดนไทย-กัมพูชา พื้นที่ปกคลุมด้วยป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรัง นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าจำนวนมากที่อาศัยหากินข้ามไปมาในผืนป่าระหว่างสองประเทศได้แก่ หมูป่า,กวาง,เก้ง,กระต่าย,กระรอก,ชะนี,ชะมด เป็นต้น อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารยังมีแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมที่น่าสนใจ ดังนี้
ผามออีแดง ตั้งอยู่ที่ชายแดนไทย กัมพูชา เป็นหน้าผาหินสีแดงที่มีทัศนียภาพกว้างไกลสุดตา และจากจุดนี้นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นปราสาทเขาพระวิหารได้ นับเป็นจุดชมวิวในมุมสูงที่สวยงามแห่งหนึ่งในภาคอีสาน

-    ผามออีแดง


-    พระอาทิตย์ตกที่ผามออีแดง


ภาพสลักนูนต่ำ อยู่ทางทิศใต้ของผามออีแดง มีบันไดให้ลงไปชมได้สะดวก เป็นภาพเทพสามองค์ เชื่อว่าเป็นที่ซ้อมมือของช่างในการแกะสลักก่อนเริ่มการแกะสลักจริงที่ปราสาทเขาพระวิหาร


-    บันไดทางลงไปชมภาพสลักนูนต่ำที่ผามออีแดง


-    ภาพสลักนูนต่ำที่ด้านล่างของผามออีแดง


สถูปคู่ ชาวบ้านเรียกว่าพระธาตุ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของผามออีแดง ตัวสถูปทำจากหินทรายตัดเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ด้านบนกลมมนตั้งอยู่คู่กัน ข้างในเป็นโพรงใช้บรรจุ สิ่งของเชื่อกันว่าสถูปคู่ คือสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ของอาณาจักรในสมัยนั้น

-    สถูปคู่


ปราสาทโดนตวล อยู่บริเวณบ้านภูมิซรอล ตำบลบึงมะลู ห่างจากหน้าผาชายแดนไทย-กัมพูชา ประมาณ 300 เมตร สร้างราวพุทธศตวรรษที่ 15-16 เป็นปราสาทหินแบบขอม มีตำนานเล่าว่านามนมใหญ๋ (เนียงเดาะทม)ได้แวะพักที่แห่งนี้ในขณะที่เดินทางไปเฝ้ากษัตริย์พระองค์หนึ่ง

-    ปราสาทโดนตวล


    นักท่องเที่ยวสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบ้านพักและสถานที่กางเต็นท์ได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร โทร. 0 4581 6071, 0 4581 6000 หรือกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โทร. 0 2562 0760 www.dnp.go.th


-    ศาลาจุดชมวิวที่ผามออีแดง



-    ศาลพระพรหมบนผามออีแดง


-    พระพรหม


ผมเดินเที่ยวชมสิ่งที่น่าสนใจและความสวยงามพร้อมสูดอากาศบริสุทธิ์ภายในอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารจนสมควรแก่เวลาได้เวลาพาท่านผู้อ่านเดินทางกลับบ้านกันแล้วครับและการเดินทางในทริปนี้ทั้งหมดของผมก็มาสิ้นสุดลงที่อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารแต่เพียงเท่านี้ล่ะครับ.