เช้าวันที่สี่ของการเดินทาง
  ผมออกเดินทางออกจากเมืองเสียมเรียบกลับสู่ประเทศไทยทางด่านช่องสะงำในจังหวัดศรีสระเกษตามทางหลวงหมายเลข67ถนนลาดยางอย่างดีผ่านท้องไร่ท้องนาอันอุดมสมบูรณ์ที่เต็มไปด้วยต้นตาลตลอดจนบ้านเรือนของชาวกัมพูชาที่ปลูกเรียงรายอยู่ตลอดสองข้างทาง



-    ชาวนาเขมรกำลังดำนาอยู่ในท้องทุ่งนาทางไปปราสาทบันทายสรี



และจากเมืองเสียมเรียบระยะทางประมาณ35กม.บนเส้นทางระหว่างเดินทางกลับประเทศไทยเป็นที่ตั้งของปราสาทแห่งหนึ่งที่สร้างมาจากหินสีชมพูอันสวยงามแห่งหนึ่งชานเมืองเสียมเรียบนั่นก็คือปราสาทบันทายสรี

-    ปราสาทบันทายสรี


-    ปราสาทบันทายสรีสร้างขึ้นใน พ.ศ. 1510 โดยพราหมณ์ยัชญวราหะ ซึ่งเป็นนักปราชญ์ เมื่อพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 เสด็จสวรรคต พระเจ้าชัยวรมันที่ 5 ซึ่งเป็นราชโอรสจึงขึ้นครองราชย์แทน เนื่องจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 ยังทรงพระเยาว์อยู่ พราหมณ์ยัชญวราหะ จึงได้ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และเป็นพระอาจารย์ให้กับพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 ไปพร้อมๆ กัน พราหมณ์ยัชญวราหะได้ทูลขอที่ดินแปลงหนึ่งจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 เพื่อมาสร้างปราสาทเพื่อบูชาพระศิวะ และเป็นศูนย์รวมจิตใจของราษฎร ปราสาทบันทายสรี เป็นเทวสถานขนาดเล็ก แต่มีความงามทางด้านลวดลายเป็นเลิศ ศิลปะมีลักษณะพิเศษจนต้องจัดเป็นศิลปะสมัยหนึ่งโดยเฉพาะ ศิลปะแบบบันทายสรีถูกจัดให้อยู่ในยุคราว พ.ศ. 1510-1550 ก่อสร้างด้วยหินทรายสีชมพู เนื้อละเอียด การสลักลวดลายดูอ่อนช้อย ลายคมชัด ดูมีชีวิตชีวา

 
หลังจากที่เดินเที่ยวชมปราสาทบันทายศรีจนสมควรแก่เวลาจากนั้นผมออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ด่านชายแดนช่องสะงำ อ.ภูสิงห์จังหวัดศรีสะเกษ

-    สภาพถนนหมายเลข 67 ไปยังเมืองอัลลองเวง


-    ภาพชีวิตประจำวันที่เห็นจนชินตาบนถนนไปยังเมืองอัลลองเวง


ระหว่างเดินทางกลับผมแวะรับประทานอาหารกลางวันกันที่เมืองอัลลองเวงเมืองที่มีพรมแดนใกล้ชิดติดกับประเทศไทยทางจังหวัดศรีสะเกษพร้อมแวะเที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจในเมืองอันลองเวงตั้งอยู่ในจังหวัดอุดรมีชัย ซึ่งในช่วงสงครามเมืองอัลลองเวงแห่งนี้เคยถูกระบุไว้ว่าเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของเขมรแดง ก่อนที่จะสิ้นอำนาจลงและพ่ายแพ้แก่กองกำลังทหารรัฐบาลของนายกฮุนเซ็น

-    วงเวียนใจกลางเมืองอัลลองเวง


สำหรับคำว่า “ อัลลองเวง” ในภาษาเขมรมีความหมายว่า ห้วงน้ำขนาดใหญ่หรือบึงน้ำใหญ่ที่ตั้งอยู่ในเมืองอัลลองเวง คำว่า “เวง”แปลว่า ยาว เมื่อนำคำมารวมกันเข้าก็หมายถึงบึงน้ำขนาดใหญ่นั่นเองครับซึ่งผมก็ยังงงๆเหมือนกันกับความหมายของคำๆนี้ 

-    บึงน้ำขนาดใหญ่ภายในเมืองอัลลองเวง ที่มาของชื่อเมืองแห่งนี้   

       

สำหรับสถานที่ที่น่าไปเที่ยวชมในเมืองอัลลองเวงคงจะหนีไม่พ้นประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับเขมรแดงอีกตามเคยนั่นก็คือ บ้านพักของนายพลตาม็อก ซึ่งสร้างขึ้นด้วยไม้เหมือนบ้านเรือนชาวเขมรทั่วๆไปแต่จะมีขนาดใหญ่กว่า

-    บ้านไม้หลังใหญ่ของนายพลตาม๊อก


-    ภายในบ้านของนายพลตาม๊อก


และบริเวณโดยรอบตัวบ้านจะเป็นบึงน้ำขนาดใหญ่ซึ่งถ้ามองจากระเบียงบ้านออกมาจะมองเห็นวิวทิวทัศน์ของบึงแห่งนี้เป็นภาพที่สวยงามมาก

ตามประวัติศาสตร์เขมรเล่าว่า นายพลตาม็อก หรือสมญานามว่า “นายพลขาเดียวแห่งเขมรแดง” ถือเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญด้านการรบมาก ดังนั้น การเลือกสร้างบ้านที่เมืองอัลลองเวงซึ่งเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของเขมรแดง ก็เพราะเป็นเมืองที่มีน้ำล้อมรอบทำให้ยากต่อการเข้าโจมตีจากกองกำลังของรัฐบาล

-    นายพลตาม๊อก


สำหรับคำว่าตาม็อก ในภาษาเขมรแปลว่า "คุณตา" เป็นชื่อจัดตั้งของนายพล อึงเชือนหรือนายพลตาม็อกเป็นชาวกัมพูชาเชื้อสายจีน เกิดที่จังหวัดตาแก้วใกล้ชายแดนเวียดนาม เคยบวชเณรตั้งแต่เด็ก และอุปสมบทเป็นพระสงฆ์ ก่อนจะลาสิกขาบทเพื่อเข้าร่วมขบวนการต่อต้านเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสและกลุ่มเขมรอิสระ ก่อนจะเข้าร่วมกับกองกำลังเขมรแดงตาม็อกได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการทหารของเขมรแดง โดยมีฐานที่มั่นอยู่ทางใต้และตะวันตกของกัมพูชา แถบชายแดนไทย เขาถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้สั่งการให้มีการสังหารชาวกัมพูชาเป็นจำนวนมากในช่วงเขมรแดงเรืองอำนาจในปีพ. ศ 2518-2522 นายพล ตาม็อกยังเคยถูกกับระเบิดทำให้ขาพิการไปข้างหนึ่งจากนั้นเป็นต้นมาจึงได้รับฉายาว่า  “นายพลขาเดียว”ต่อมาในปี ค.ศ. 1997 ตาม็อกได้ยึดอำนาจจากพล พตและตั้งตนเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเขมรแดง ในปีถัดมากลุ่มเขมรแดงถูกกองกำลังของรัฐบาลฮุน เซนกวาดล้าง เขาหลบหนีจากจังหวัดไพลินไปอันลอง เวง ก่อนจะถูกทางการจับกุมตัวเมื่อวันที่ 6 มีนาคม ค.ศ. 1999 ตาม็อกถูกส่งตัวขึ้นศาลพิเศษคดีอาชญากรสงคราม ที่พนมเปญ แต่เสียชีวิตที่โรงพยาบาลทหารในกรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ค.ศ. 2006  ก่อนการพิจารณาคดีจะเริ่มขึ้นในปี 2007รวมอายุได้80ปีจากนั้นนำศพไปฝังที่อันลองเวงตามคำสั่งเสียก่อนตาย   และล่าสุดปรากฏว่าทางรัฐบาลกัมพูชา ได้มีโครงการพัฒนาสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับอดีตผู้นำเขมรแดง คนนี้ ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกในด้านความโหดเหี้ยมเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวกัมพูชาในช่วงรัฐบาลเขมรแดงปกครองประเทศระหว่างปีพ.ศ 2518-2522 เพื่อใช้ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศ ด้วยการพัฒนาปรับปรุงบ้านพักขอนายพลตา ม็อกให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ ซึ่งอยู่ติดกับแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ทางด้านด่านผ่านแดนถาวรช่องสะงำ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ

-    รถโฆษณาชวนเชื่อของเขมรแดง


-    คุกขังนักโทษของเขมรแดง


จากเมืองอัลลองเวงผมเดินทางต่อไปบนถนนหมายเลข67พอใกล้ถึงด่านชายแดนไทย-กัมพูชาลักษณะของถนนสายนี้จะเป็นเส้นทางขึ้นเขาพนมดงรักหรือที่ภาษาเขมรเรียกกันว่า “เขาไม้คาน”ซึ่งเส้นทางมีความลาดชันพอสมควร

-    ถนนหมายเลข67สู่ด่านช่องสะงำภูเขาที่เห็นอยู่ไกลๆคือเทือกเขาพนมดงรัก


 สำหรับภูเขาพนมดงรักหรือดงเร็กลูกนี้มีความยาวของเทือกเขาหลายร้อยกิโลเมตรเป็นเส้นกั้นพรมแดนระหว่างไทย-กัมพูชา
   ในที่สุดผมก็เดินทางมาถึงยังด่านชายแดนช่องสะงำ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษรวมระยะทางจากเมืองเสียมเรียบมายังด่านช่องสะงำ135กม.ระยะการเดินทางสู่เมืองเสียมเรียบใกล้กว่าที่ด่านช่องจอมจ.สุริทร์ซึ่งมีระยะทาง178กม.สำหรับบรรยากาศของด่านชายแดนช่องสะงำก็เหมือนกับเมืองชายแดนทั่วๆไปนั่นล่ะครับคือเป็นสถานที่ตั้งของบ่อนคาสิโนขนาดใหญ่และตลาดการค้าชายแดนที่มีสินค้าจากอินโดจีนให้เลือกมากมายหลากหลายชนิดแต่บรรยากาศที่ด่านชายแดนช่องสะงำยังไม่คึกคักเท่ากับด่านชายแดนไทย-กัมพูชาที่อำเภออรัญประเทศเท่านั้นเองครับ

สำหรับด่านชายแดนช่องสะงำ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษจะเปิดทำการทุกวันตั้งแต่เวลา07.00-20.00นแต่ที่แตกต่างกันก็คือที่ด่านชายแดนช่องสะงำ จะปิดด่านเร็วกว่าด่านช่องช่องจอมในจ.สุรินทร์2ชั่วโมงสอบถามรายละเอียดได้ที่ตม.สุรินทร์โทรศัพท์044-559-127-8

-    ด่านช่องสะงำ



-    ผ่านขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองที่ด่านช่องสะงำ


ส่วนขั้นตอนระเบียบการเดินทางผ่านเข้าออกระหว่างสองประเทศก็จะคล้ายๆกับที่ด่านช่องจอมแต่เวลาเปิด-ปิดด่านจะไม่เหมือนกันเท่านั้นเองครับจากด่านตรวจคนเข้าเมืองช่องสะงำผมเดินทางเข้ามายังตัวเมืองศรีสะเกษระยะทางห่างกันประมาณ119กม.เพื่อพักผ่อนเก็บเรี่ยวแรงเอาไว้เดินทางท่องเที่ยวยังอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารต่อไปในวันรุ่งขึ้น.

หน้าต่อไป