วันที่สามของการเดินทาง

 

-    รุ่งอรุณที่ปราสาทนครวัด


หลังจากรับประทานอาหารเช้าในเมืองเสียมเรียบเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นผมก็เดินทางมาถึงยังสถานที่จำหน่ายตั๋วซึ่งตั้งอยู่บนถนนทางขวามือทางเข้าสู่ปราสาทนครวัดห่างจากปราสาทนครวัดระยะทางประมาณ 2 กม.  

-    ถนนทางไปปราสาทนครวัด


-    สถานที่ซื้อบัตรเข้าชมปราสาทนครวัด-นครทม


สำหรับตั๋วเข้าชมปราสาทนครวัด-นครธม มีจำหน่าย 3 ราคาคือ
- 1 วันราคา 20 USD
- 3 วันราคา 40 USD
- 7 วันราคา 60  USD

สำหรับตั๋วเข้าชมจะทั้งสามราคานี้นักท่องเที่ยวทุกคนจะต้องถ่ายรูปติดบัตรจากนั้นนำบัตรมาคล้องคอไว้เพื่อแสดงตัวตนที่ชัดเจนต่อเจ้าหน้าที่ก่อนที่จะเดินทางเข้าไปเที่ยวชมปราสาทนครวัดตลอดจนปราสาทต่างๆในเมืองพระนคร แต่การเสียค่าตั๋วเข้าชมปราสาทนครวัด-นครธม ราคา 20 USD ต่อวันนี้นักท่องเที่ยวชาวไทยบางคนบอกว่าค่าตั๋วแพงมาก เพราะที่เมืองไทยนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าชมปราสาทแต่ละแห่งในเมืองไทยเช่นปราสาทพนมรุ้งที่ จ.บุรีรัมย์เสียค่าเข้าชมเพียงแค่คนละ 20 บาทเท่านั้นเองครับ แตกต่างจากปราสาทนครวัด-นครธม เสียค่าเข้าชมคนละ 20 USD ต่อวัน ใครว่าไม่คุ้มแต่ผมคิดว่าแค่เข้าชมปราสาทนครวัดเพียงปราสาทเดียวก็สุดแสนที่จะคุ้มแล้วน่ะครับเพราะปราสาทนครวัดใหญ่โตอลังการงานสร้างเกินกำลังที่มนุษย์ตาดำๆ อย่างเราจะสร้างขึ้นมาได้ ในสมัยเมื่อเกือบพันปีที่แล้วที่ยังไม่มีเครื่องจักรกลและสถาปนิกใช้เพียงแค่แรงคนช้างม้าวัวควายล้วนๆ ครับแค่ชมปราสาทนครวัดเพียงปราสาทเดียวก็คุ้มแล้วครับยังไม่นับปราสาทอื่นที่มีอยู่อีกเป็นสิบๆ ปราสาทในเมืองพระนครอีกหลายสิบปราสาท

-  บัตรเข้าชมปราสาทนครวัด 1 วัน 20 usd


สำหรับในปราสาทต่างๆในเมืองเสียมเรียบที่น่าสนใจที่ผมจะพาท่านผู้อ่านเข้าไปเที่ยวชมมีดังต่อไปนี้ครับ

-    ปราสาทนครวัด


-    ปราสาทนครวัดสร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ในพุทธศตวรรษที่ 17 (พ.ศ. 1650 – 1693) จุดประสงค์เพื่อสร้างอุทิศถวายแก่พระวิษณุเทพในศาสนาฮินดูหรือศาสนาพราหมณ์ และยังใช้เป็นราชสุสานเก็บพระศพของพระองค์ ด้วยเหตุนี้มหาปราสาทนครวัดจึงถูกสร้างให้หันหน้าไปทางทิศตะวันตก ต่างจากปราสาทอื่นๆ ที่จะหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเสียเป็นส่วนใหญ่ อาณาขอมโบราณนั้นได้รับอิทธิพลความเชื่อจากอินเดียผ่านมาทางชวา ศาสนาฮินดูหรือศาสนาพราหมณ์นั้นยกย่องกษัตริย์ว่าเป็นเทพเจ้า เรียกว่า “ลัทธิเทวราชา” กษัตริย์คือตัวแทนของเทพเจ้าในโลกมนุษย์ จากนั้นก็เดินมาเที่ยวชมภาพจำหลักโดยรอบปราสาทนครวัดซึ่งนับว่าเป็นภาพจำหลักที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของศิลปะขอม ปรากฏอยู่ที่ผนังด้านในระเบียงคตชั้นนอกสุดของตัวปราสาท พื้นที่รวมของภาพสลักมีขนาดใหญ่มาก ยาวเกือบ 600 เมตร เนื้อหาของภาพส่วนใหญ่มาจากคัมภีร์พระเวท และมหากาพย์ในศาสนาฮินดู จากปราสาทนครวัดผมก็เดินทางมายังปราสาทบายน


-    รูปพระวิษณุตั้งอยู่ที่โคปุระชั้นนอกขวามือทางเข้าปราสาทนครวัด



-    นางอัปสรานับเป็นพันๆองค์เรียงรายอยู่รอบปราสาท



-    รูปจำหลักกวนเกษียณสมุทรอยู่ที่โคปุระชั้นในทางด้านทิศตะวันออก


-    ปราสาทบายน


-    ปราสาทบายน สร้างขึ้นในปีพุทธศตวรรษที่ 18ในรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นศิลปะแบบบายน ศาสนาพุทธนิกายมหายาน ปราสาทบายนเป็นปราสาทหลวงประจำรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และเป็นการปฏิวัติรูปแบบของการสร้างปราสาทที่มีภาพลักษณ์ต่างจากการสร้างรูปแบบเดิมๆ โดยสิ้นเชิง เป็นเพราะพระองค์ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนานิกายมหายาน ซึ่งต่างจากกษัตริย์หลายพระองค์ที่ล้วนแล้วแต่นับถือศาสนาฮินดูหรือศาสนาพราหมณ์ที่สืบทอดมากกว่า 415 ปี ปราสาทบายนสร้างขึ้นโดยการนำหินมาวางซ้อนๆ กันขึ้น แม้จะเป็นปราสาทที่ไม่ใหญ่โตเท่าปราสาทนครวัด แต่มีความแปลกและดูลี้ลับทั้งปราสาทมีแต่ใบหน้าคน หากเข้าไปยืนอยู่ภายในปราสาทแห่งนี้ไม่ว่ามุมไหนก็หาได้รอดหลุดพ้นจากสายตาเหล่านี้ได้เลยปรางค์ปราสาทบายนทั้ง 54 ปรางค์ถูกสลักเป็นภาพพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ผันพระพักตร์ออกไปทั้งสี่ทิศ เพื่อสอดส่องดูแลความทุกข์สุขของเหล่าพสกนิกรของพระองค์ให้อยู่เย็นเป็นสุข รอยยิ้มนี้เรียกว่ายิ้มแบบบายนเปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณา ใบหน้าเหล่านั้นหากนับรวมกัน 54 ปรางค์ปราสาทปรางค์ปราสาทละ 4 หน้า จะมีรวมถึง 216 หน้า แต่ปัจจุบันได้สึกกร่อนพังทลายลงไปหลายหน้าแล้ว

-    หนึ่งใน216ใบหน้าของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรที่ปราสาทบายน



รอบๆ ปรางค์ประธานประกอบด้วยระเบียงคต 2 ชั้น รูปทรงสี่เหลี่ยมพื้นผ้า ชั้นนอกมีขนาดกว้าง 140 เมตร ยาว 160 เมตร ชั้นในมีขนาดกว้าง 70 เมตร ยาว 80 เมตร หน้าโคปุระทุกด้านมีภาพประติมากรรมลอยตัวรูปสิงห์ทั้งสองข้างของบันได ปรางค์ประธานมีลักษณะเป็นทรงกรวยมีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 25 เมตร และสูง 43 เมตร เหนือจากระดับพื้น ตัวปราสาทโดยรอบแบ่งออกเป็น 3 ชั้น ประกอบระเบียงคตด้านนอก ชั้นระเบียงคตด้านใน และบนสุดเป็นชั้นของปรางค์ประธาน และปรางค์บริวารที่ทุกปรางค์จะมีภาพพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ผินพระพักตร์มองออกไปทั้งสี่ทิศ

-    ภาพแกะสลักนูนต่ำที่กำแพงปราสาทบายน


ต่อจากนั้นก็เดินทางไปเที่ยวชมปราสาทตาพรหม

-    ปราสาทตาพรหม


-    ปราสาทตาพรหมจัดได้ว่าเป็นวัดในพุทธศาสนาและเป็นวิหารหลวงในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทางเข้าประกอบด้วยโคปุระชั้นนอกและชั้นใน บริเวณผนังที่อยู่เชื่อมระหว่างโคปุระชั้นนอกและชั้นในมีการสลักภาพตามคติธรรมของพุทธศาสนานิกายมหายาน ปราสาทแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1729 เพื่ออุทิศให้แก่พระราชมารดาของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 คือพระนางชัยราชจุฑามณีผู้เปรียบประดุจกับพระนางปรัชญาปรมิตา ซึ่งหมายถึงเมื่อพระองค์เป็นอวตารของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร พระราชมารดาของพระองค์จึงเปรียบดังพระนางปรมิตาเช่นกั-ร้างใน พ.ศ. 1510 โดยยัชญวราหะ ซึ่งเป็นพราหมณ์นักปราชญ์ เมื่อพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 เสด็จสวรรคต พระเจ้าชัยวรมันที่ 5 ซึ่งเป็นราชโอรสจึงขึ้นครองราชย์แทน เนื่องจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 ยังทรงพระเยาว์อยู่ พราหมณ์ยัชญวราหะ จึงได้ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และเป็นพระอาจารย์ให้กับพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 ไปพร้อมๆ กัน พราหมณ์ยัชญวราหะได้ทูลขอที่ดินแปลงหนึ่งจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 เพื่อมาสร้างปราสาทเพื่อบูชาพระศิวะ และเป็นศูนย์รวมจิตใจของราษฎรและเป็นที่น่าสังเกตว่าปราสาทที่พระเจ้าแผ่นดินสร้าง กับปราสาทที่เสนาบดีหรือข้าราชการชั้นสูงสร้างจะต่างกันที่ฐาน ปราสาทที่พระเจ้าแผ่นดินสร้าง จะสร้างอยู่บนฐานที่ทำเป็นชั้นสูง หรือสร้างบนเนินเขาดังเช่น นครวัด ที่ส่วนปรางค์ประธานจะต้องตั้งอยู่ฐานชั้นสูงหรือที่พนมบาแค็ง ที่ปราสาทสร้างอยู่บนเนินเขา สำหรับปราสาทบันทายสรี ผู้สร้างเป็นราชครู จึงต้องสร้างปราสาทบนเนินดินอาจทำเป็นฐานเตี้ยๆ ยกพื้นขึ้นเพื่อรองรับตัวปราสาทเท่านั้น

   หลังจากเดินเที่ยวชมปราสาทต่างๆกันจนตาลายดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าลงไปแล้ว

หลังจากนั้นผมก็เดินทางกลับมายังตัวเมืองเสียมเรียบเพื่อหาอาหารค่ำรับประทานพร้อมเดินท่องราตรีในเมืองเสียมเรียบเพราะพรุ่งนี้ผมจะพาท่านผู้อ่านเดินทางกลับเข้าสู่ประเทศไทยทางด่านชายแดนช่องสะงำ อ.ภูสิงห์จังหวัดศรีสะเกษซึ่ง มีจุดผ่านแดนสากลที่เชื่อมถึงกันระยะทาง ประมาณ 135 กิโลเมตร.

หน้าต่อไป