มีข้อผิดพลาด
  • แทมเพลตที่ใช้แสดงผลในส่วนนี้ไม่สมบูรณ์กรุณาติดต่อผู้ดูแล

ย่าง เข้าสู่เดือนธันวาคมเดือนสุดท้ายของปี2551 อุณหภูมิอากาศลดลงตามอุณหภูมิการเมืองไทยที่ลดลง หลังจากที่ร้อนระอุมาเกือบตลอดทั้งปี แต่กว่าเหตุการณ์จะสงบเรียบร้อยลงไปได้นั้นก็ทำเอาหลายคนใจหายใจคว่ำไปตามๆ กัน และจากวิกฤตการณ์การเมืองในครั้งนี้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติ อย่างใหญ่หลวงโดยเฉพาะในเรื่องธุรกิจการท่องเที่ยวที่เสียหายจนประเมินค่ามิ ได้ จนไม่ทราบว่าจะต้องใช้เวลากอบกู้ชื่อเสียงและความเชี่อมั่นจากต่างชาติอีก นานสักเท่าไหร่ ความเชื่อมั่นถึงจะกลับคืนมาดั่งเดิมซึ่งจะต้องใช้เวลาและงบประมาณอีกมาก มายมหาศาลกว่าจะกอบกู้ความเชื่อมั่นจากนักท่องเที่ยวและนักลงทุนให้กลับคืน มาเหมือนเดิม
สำหรับผู้ที่ประสบผลกระทบหนักที่สุด โดยเฉพาะผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว เช่น ธุรกิจโรงแรม รีสอรท์ตลอดจนบริษัททัวร์ ต่างก็ได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า ปีหน้าเรามาช่วยกอบกู้ความเชื่อมั่นและเศรษฐกิจของชาติให้กลับคืนมาโดยเร็ว ด้วยการหันมาช่วยเที่ยวเมืองไทยกันเถิดครับ ให้สมกับสโลแกนที่ว่า “เที่ยวไทยคึกครื้น เศรษฐกิจไทยคึกคัก”
www. Idotravellers.com ฉับบนี้เลยถือโอกาศขออาสาพาท่านผู้อ่านเดินทางไปไหว้พระไหว้เจ้าทำจิตใจให้ สงบกันที่เมืองพระชนกจักรี จังหวัดอุทัยธานี ใช้เวลาเดินทางประมาณสองชั่วโมงเศษๆจากกรุงเทพฯ เป็นการส่งท้ายปีเก่าเพื่อทำใจให้สบายต้อนรับปีใหม่ที่จะมาถึงในอีกไม่กี่ วันข้างหน้านี้น่ะครับ พบกันใหม่ปี 2552 ครับ

ปีนี้อากาศบ้านเราดูจะหนาวกว่าทุกปีที่ผ่านมา ในขณะที่สภาพเศรษฐกิจการเงินของโลกทำท่าจะอ่อนยวบยาบน่ากลัว ประจวบกับเหตุบ้านการเมืองบ้านเราก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง Idotravellers ฉบับนี้ก็เลยขอนำท่านท่องเที่ยวไหว้พระให้สบายใจ แล้วค่อยตั้งสติ หาลู่หาทางประคองตัวในยามที่เศรษฐกิจโลกกำลังจะรุมเร้าเราอย่างจริงจังในปี หน้าที่กำลังจะมาถึง ท่องเที่ยวไหว้พระ 9 วัด ที่มีการจัดขึ้นในแต่ละจังหวัดก็น่าสนใจทั้งหมด แต่ด้วยเวลาที่น้อยนิด บวกกัลบการเดินทางที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก ยิ่งมามองเรื่องค่าใช้จ่ายแล้ว จังหวัดอุทัยธานี เป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ ที่ทางทีมงานเลือกที่จะพาท่านมาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวไหว้พระ 9 วัด ให้ท่านได้รู้จัก



ถ้า จะกล่าวถึงจังหวัดอุทัยธานีหลายท่านมักจะนึกถึงประเพณีตักบาตรเทโว ที่วัดสังกัสรัตนคีรี หรือไม่ก็ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ซึ่งเป็นมรดกโลก หากแต่หลายท่านไม่ทราบว่าจังหวัดอุทัยธานี นั้นยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมายที่น่าท่องเที่ยวโดยเฉพาะการท่องเที่ยว ในแนวศิลปวัฒนธรรม ซึ่งที่จังหวัดอุทัยธานี นั้นมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ที่สำคัญๆ ของประเทศอยู่ค่อนข้างจะมากทีเดียว โดยเฉพาะวัดวาอารามในตัวเมืองจังหวัดอุทัยธานี แล้ว เที่ยวทั้งวันก็ยังไม่ทั่ว ขนาดทีมงาน Idotravellers ได้มาเที่ยวยังจังหวัดอุทัยธานี หลายครั้งหลายคราก็ยังรู้สึกสนุกสนานทุกครั้งไปที่ได้มาเยือนจังหวัดน่ารักๆ อย่างจังหวัดอุทัยธานี ครับคงต้องบอกว่าออกเดินทางท่องเที่ยวกันเลยดีกว่าเพื่อไม่ให้เสียเวลา วัดแรกที่เราจะนำท่านท่องเที่ยวไหว้พระ 9 วัด ก็ต้องเริ่มกันที่วัดเด่นประจำจังหวัดที่ใครไปใครมาก็ต้องคิดถึงวัดนี้เป็น แห่งแรก ครับ วัดสังกัสรัตนคีรี



วัดสังกัสรัตนคีรี ประวัติความเป็นมาแต่เดิมนั้น เป็นวัดที่มีเทวสถานตั้งอยู่บนเขาแก้ว เขาแก้วเป็นภูเขาที่อยู่ใกล้กับชุมชนบ้านสะแกกรัง ข้างบนเขาแก้วเป็นที่ตั้งของโบราณสถานเดิมน่า เชื่อว่าน่าจะเป็นโบราณสถานสมัยอยุธยา เช่นเดียวกับวัดเขาธรรมามูล และวัดเขากบ ซึ่งจะมีเทวสถานตั้งอยู่บนยอดเขา ซึ่งคติที่มีการสร้างเทวสถานอยู่บนเขานี้ เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยทวาราวดี จึงทำให้ได้รับอิทธิพลของสมัยทวาราวดีอยู่มาก สังเกตได้จากซากอิฐแบบหินศิลาแลง ที่พบอยู่ข้างบน พระปลัดใจ ซึ่งเป็นเจ้าคณะเมืองในสมัยนั้นได้เป็นผู้เดินทางขึ้นไปพบซากโบราณสถานแห่ง นี้ จึงคิดได้ว่า ภูเขาแห่งนี้มีลักษณะเหมือน ภูมิสถานในตำนานพุทธประวัติเรื่องตักบาตรเทโว จึงได้สร้างมณฑปขึ้นและสร้างบันไดทางลงเมื่อปี พ.ศ. 2440



การ สร้างมณฑปครั้งนั้น เนื่องจากภูเขาอยู่ใกล้เมืองและเมื่อสร้างมณฑปข้างบนก็อยากให้ผู้คนได้เห็น จึงสร้างบันไดทางลงมายังด้านล่างเชิงเขา และสร้างวัดขึ้นชื่อว่าวัดสังกัสวนาราม ตัวมณฑปนี้มีชื่อว่ามณฑปศิริมรรยาบุญดาคาร โดย สมมุติว่าตัวมณฑปด้านบนยอดเขาเป็นสวรรค์ชั้นดาวส์ดึงที่พระพุทธเจ้า เสด็จขึ้นไปเทศน์โปรดพุทธมารดา



ครั้น เมื่อเทศน์โปรดพุทธมารดาแล้วจึงได้เสด็จกลับลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวส์ดึง ตามคติความเชื่อจึงได้สร้างบันไดลงมาจากยอดเขา โดยสร้างบันได ทั้งหมด 320 ขั้น ระหว่างทางลงบันไดจะมีขั้นพักและมีหอระฆังที่สร้างขึ้นเรียงขึ้นไป ซึ่งปัจจุบันไม่มีปรากฏให้เห็นแล้ว ทำให้สันนิษฐานได้ว่า วัดสังกัสรัตนคีรี สร้างขึ้นเพื่อเป็นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ของชาวเมืองอุทัยธานี และ สร้างวัดสังกัสรัตนคีรียังด้านล่าง เพื่อเป็นเสมือนหนึ่งเป็นเมืองสังกัสนคร ซึ่งตรงกับเมืองที่พระพุทธเจ้าเสด็จกลับลงมายังโลกมนุษย์หลังจากที่ได้เทศน์ โปรดพระพุทธมารดาแล้ว



เมื่อ สร้างวัดสังกัสวนารามเสร็จวัดนี้ก็กลายเป็นวัดที่มีความสำคัญและมีประเพณี ตักบาตรเทโวเป็นประจำตลอดมา ที่สำคัญ คือ ประเพณีตักบาตรเทโวจังหวัดอุทัยหรือตักบาตรเทโวเมืองอุทัยธานี ไม่ใช่เทโวโรหนะอย่างที่เข้าใจกันในปัจจุบัน ซึ่ง



แต่ เดิมผู้ที่คิดใช้คำนี้คงเข้าใจว่าเทโวโรหนะมาจากคำว่าเทโวโรหนะสูตรซึ่งเป็น ชื่อของพระสูตรในพระไตรปิฎก ซึ่งที่ถูกต้องน่าจะใช้ชื่อประเพณีตักบาตรเทโวธรรมดาไม่ใช่ตักบาตรเทโวโรหนะ อย่างที่ใช้กันมานาน บางพื้นที่การตักบาตรเทโวจะเรียกแตกต่างกันบ้างซึ่งบางแห่งจะเรียกว่า ประเพณีตักบาตรดอกไม้หรืออาจจะมืชื่อเรียกต่างไปแล้วแต่จะเรียกกัน



หลัง จากสร้างวัดสังกัสรัตนคีรีแล้วต่อมาก็มีการอัญเชิญพระพุทธรูปที่สำคัญองค์ หนึ่งที่พระเป็นพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัย ชาวเมืองอุทัยเรียกว่า พระพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์ มาประดิษฐานยังวัดสังกัสรัตนคีรี



พระ พุทธรูปองค์ดังกล่าวนี้แต่เดิมไม่ได้ประดิษฐานที่วัดสังกัสรัตนคีรี แต่เป็นพระพุทธรูปที่ประดิษฐาน ณ วัดขวิด ซึ่งเป็นวัดที่ตั้งอยู่ริมน้ำและเป็นวัดใหญ่แห่งหนึ่งในเมืองอุทัยธานี เมื่อราว ปี พ.ศ. 2335 รัชการที่ 1 ท่านทรงมีพระราชดำริว่าควรให้นำพระพุทธรูปที่ชำรุดทรุดโทรมตามหัวเมืองต่างๆ นำมาบูรณะให้สมบูรณ์ และนำมาประดิษฐานไว้ตามวัดต่างๆ ตามริมแม่น้ำเจ้าพระยา สันนิฐานได้ว่าพระที่ชลอมาไว้ตามวัดต่างๆ ส่วนใหญ่ก็จะล่องแพลงมา ที่มักจะมีตำนานเล่าขานกันว่า พระลอยน้ำมา ก็น่าจะมาจากเหตุการณ์ดังกล่าวนั่นเองในสมัยนั้นพระที่ชลอลงมาทางน้ำมาส่วน ใหญ่ก็มักจะล่องมาตั้งแต่เมืองสุโขทัย เมื่อมาขึ้นท่าน้ำที่จังหวัดใด หรือตำบลใดที่เหมาะสมจะอัญเชิญพระองค์นั้นขึ้นไปประดิษฐานยังวัดนั้นๆ ได้ ก็จะมีการอัญเชิญพระขึ้นไป จะสังเกตได้ว่ามีชื่อว่าตำบลท่าพระ หรือไม่ก็ อำเภอท่าพระ อยู่แทบจะทุกจังหวัดตามลำน้ำเจ้าพระยา อีกทั้งยังสังเกตได้ว่าวัดใดที่ตั้งอยู่ริมน้ำจะมีคำว่าท่าพระ ท่าพระ ดังกล่าวก็คือท่าน้ำที่ได้อัญเชิญพระขึ้น แสดงว่าได้มีการอัญเชิญพระเข้าวัด ส่วนพระองค์ที่สมบูรณ์ก็จะมีการล่องมาตามแม่น้ำเจ้าพระยาเช่นเดียวกัน แต่จะนำไปประดิษฐานไว้ตามวัดที่มีความสำคัญ เช่นวัดมหาธาตุ วัดพระเชตุพน วัดโพธ์ วัดสุทัศน์ ซึ่งเป็นวัดหลวง แต่ส่วนมากแล้วจะเป็นพระที่มีขนาดใหญ่ หรือพระสุโขทัยที่มีพุทธลักษณะที่สมบูรณ์ส่วนมากแล้วก็จะชลอมาอยู่ในเมือง หลวง ส่วนพระที่ชำรุดก็จะมีการบูรณะให้สมบูรณ์ โดยการต่อองค์ ต่อเศียร ต่อแขน เมื่อบูรณะเรียบร้อยแล้วคนก็จะเห็นพระสมบูรณ์ไม่เห็นรอยต่อ ส่วนพระพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์องค์นี้ก็เป็นพระที่ได้รับการบูรณะโดยการต่อ เศียร ถ้าเข้าไปดูด้านหลังองค์พระก็จะเห็นรอยดังกล่าว
ส่วนสาเหตุที่ทำ ให้มีการอัญเชิญ พระพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์ มาประดิษฐานยังวัดสังกัสรัตนคีรี ก็เนื่องจากขณะนั้นวัดขวิดซึ่งตั้งอยู่ริมน้ำได้ถูกน้ำกัดเซาะอย่างหนัก จึงได้มีการอัญเชิญ พระพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์ มายังวัดวัดสังกัสรัตนคีรี เมื่อปี พ.ศ. 2480 โดยครั้งนั้นได้ประดิษฐานไว้ที่ศาลาน้ำร้อน ซึ่งเป็นศาลาที่ชาวจีนที่มาอาศัยที่เมืองอุทัยธานีมักจะมาใช้เป็นที่พบปะ ดื่มน้ำชากัน กันยามเย็นโดยมีขุนกอบไวยกิจซึ่งเป็นมัคทายกวัดในสมัยนั้นเป็นผู้ริเริ่ม ตั้งโรงน้ำร้อนก่อน ต่อมาภายหลังก็มีการปรับปรุงภูมิทัศน์ของวัด จึงได้รื้อโรงน้ำร้อนออกและสร้างวิหารขึ้นแทน ซึ่งอยู่ในตำแหน่งเดิมที่เคยเป็นที่ตั้งเดียวกับโรงน้ำร้อน ส่วนโบราณวัตถุที่สำคัญมีสองชิ้นที่นำมายังวัดสังกัสรัตนคีรี ก็คือระฆังใบใหญ่น่าจะสร้างขึ้นในสมัยรัชการที่ 5



ใน สมัยนั้นชาวเมืองอุทัยธานคิดที่จะหล่อกันเองแต่ไม่สำเร็จเพราะขนาดของระฆัง มีขนาดที่ใหญ่ มาก เมื่อสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงทราบเรื่องเข้า ก็ทรงรับอาสาเป็นธุระที่จะไปติดต่อกับช่างหลวงที่กรุงเทพเพื่อทำระฆังขนาด ใหญ่ให้ พระปลัดใจ เจ้าคณะในสมัยนั้นจึงได้เรี่ยไรปัจจัยจากชาวเมืองอุทัยธานีช่วยกันหล่อระฆัง ขึ้น เนื่องจากวัดนี้เป็นวัดที่พระปลัดใจหรือพระสุนทรมุนี (ใจ)เป็นผู้สร้าง จึงได้นำระฆังมาไว้ที่นี่ แล้วจึงได้อัญเชิญพระพุทธรูปตามมา



ระฆัง นี้แต่เดิมก็แขวนอยู่ที่ใต้ต้นข่อยที่อยู่หน้าโรงน้ำร้อน ต่อมาภายหลังจึงได้นำไปไว้ที่ข้ามณฑปบนยอดเขา ที่วัดสังกัสรัตนคีรี ยังมีศิลปะที่น่าชมอีกอย่างก็คือ ตัวมณฑป ที่แต่เดิมสร้างขึ้นมาแล้วปรากฏว่าถูกไฟไหม้เสียหายไปก็มีการสร้างมณฑปขึ้น ใหม่ ที่ตัวมณฑปนี้ถ้านักท่องเที่ยวได้ขึ้นไปนมัสการก็จะได้พบเห็นรอยพระพุทธบาท จำลองอยู่ ซึ่งรอยพระพุทธบาทองค์ปัจจุบันนี้แต่เดิมประดิษฐานอยู่ที่วัดใหม่ คาดว่ารอยพระพุทธบาทองค์เดิมน่าจะเสียหายไปพร้อมกับมณฑป ศิลปะที่เกิดขึ้นในวัดนี้ก็จะเป็นวัดที่ผสมผสานระหว่างศิลปะไทยกับจีน



จะ สังเกตุได้จากด้านหน้าก็จะทำเป็นหงส์ ด้านหลังก็จะเป็นแบบจีน เป็นลายกนกโค้งแบบศาลาจีน เพราะฉะนั้นวัดนี้ก็จะมีศิลปะทั้งไทยจีนผสมกัน ซึ่งอยู่ในช่วงรัชกาลที่ 5 - รัชกาลที่ 6 ที่เมืองอุทัยธานี มีประวัติศาสตร์ที่น้อยท่านนักจะทราบว่าเป็นเมืองที่มีเหตุให้เราได้ใช้ธงไต รงค์กันอย่างในปัจจุบันนี้ เนื่องจากในสมัยรัชการที่ 6 ได้ทรงเสด็จมาที่วัดสังกัสรัตนคีรี ในระหว่างที่พระองค์ได้ทรงพระราชดำเนินผ่านตามบ้านเรือนประชาชน ปรากฏว่ามีคนแก่คนหนึ่งด้วยอารามรีบร้อนก็เลยติดธงช้างหงายท้อง เมื่อรัชกาลที่ 6 ได้ทรงทอดพระเนตรเห็นเข้าจึงทรงมีพระราชดำริที่จะเปลี่ยนรูปแบบของธงชาติ เสียใหม่เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นอีก จึงเป็นที่มาของการแก้ไขเปลี่ยนจากธงช้างมาเป็นธงไตรรงค์ใน สิ่งสำคัญภายในวัดนอกจาก ตัวมณฑป ระฆัง พระพุทธมงคลศักดิ์สิทธ์แล้ว ก็จะมีหอระฆังขุนกอบไวยกิจที่ยังคงมีลวดลายเดิมอยู่ วิหารจีนของขุนกอบไวยกิจ ซึ่งตั้งอยู่ข้างบันไดทางขึ้นเขา



เป็น วิหารจีนซึ่งข้างในวิหารก็จะมีหมู่เจดีย์เป็นศิลปะแบบอยุธยาแต่สร้างในสมัย รัตนโกสินทร์ โบสถ์จีนที่สร้างขึ้นอยู่ในเทวะสถานเดิม แต่เมื่อทำแท่นประดิษฐาน และมีหมู่พระพุทธรูป นี่ก็เป็นคติเดิมของสมัยอยุธยาทำให้เชื่อได้ว่าเกิดในสมัยอยุธยาแต่คนสมัย ใหม่ก็จะว่าเป็นโบสถ์รุ่นใหม่นั่นแหละ

หน้าต่อไป

Additional information