มีข้อผิดพลาด
  • แทมเพลตที่ใช้แสดงผลในส่วนนี้ไม่สมบูรณ์กรุณาติดต่อผู้ดูแล

จาก เมืองเดียนเบียนฟูทีมงานidotraveller ขอพาท่านเดินทางต่อไปยังเมืองซาปา เมืองท่องเที่ยวยอดนิยมทางตอนเหนือของประเทศเวียดนาม เมืองที่ได้รับขนานนามว่า “หลังคาของอินโดจีน” ซึ่งเต็มไปด้วยเทือกเขาอันสลับซับซ้อน มีเมฆหมอกปกคลุมตลอดวันอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี บางปีได้ทราบข่าวว่าถึงกับมีหิมะตก โดยมียอดเขาฟานซีปันความสูง 3,143 เมตร เป็นยอดเขาที่มีความสูงที่สุดในอินโดจีนเป็นพระเอกตั้งเด่นเป็นสง่าท้าทาย บรรดานักผจญภัยและนักไต่เขาที่มักจะเดินทางมาพิชิตยอดเขาลูกนี้ นอกจากนี้แล้วซาปายังเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชาวเขาเผ่าต่างๆ ที่ดำรงชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย และตลาดขายรักประเพณีที่ชนกลุ่มน้อยสืบต่อกันมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ จากนั้นเราพาท่านเดินทางข้ามพรมแดน จีน-เวียดนามนั่งรถโดยสารทรมาณบันเทิงสู่เมืองคุนหมิงเที่ยวสวนหินโบราณอายุ หลายร้อยล้านปี ก่อนที่จะเดินทางกลับเมืองไทยทางด่านบ่อเต็น-บ่อหาน ชายแดนจีน-ลาวเดินทางเข้าสู่สปป.ลาว พักผ่อนท่องเที่ยวที่เมืองห้วยทรายก่อนที่จะเดินทางกลับกรุงเทพฯ ถ้าอยากทราบว่าการเดินทางด้วยรถโดยสารท้องถิ่นของจีนและเวียดนาม เป็นอย่างไร อัตราค่าโดยสารเท่าใด ที่กินที่พักถูกหรือแพงขนาดไหน ขอเชิญคลิ๊กเข้ามาศึกษาหาข้อมูลกันได้เลยครับ
อ้อ.....อยากทราบราย ละเอียดนอกเหนือจากเรื่องราวในเวปไซด์ก็สามารถเข้าไปตั้งกระทู้ในเว็บบอรด์ ของเราได้นะครับ ทีมงานยินดีน้อมรับคำคำแนะนำติชมครับ

วันที่หนึ่งของการเดินทาง
จาก เดียนเบียนฟู สู่ ซาปา

อรุณ สวัสดิ์เดียนเบียนฟู หลังจากปฎิบัติภาระกิจส่วนตัวเสร็จสรรพจัดการเก็บสัมภาระเป็นที่เรียบร้อย แล้วจากนั้นเราทั้งสองคนสะพายเป้ออกเดินเท้ามุ่งหน้าสู่สถานีขนส่งเดียน เบียนฟูซึ่งตั้งอยู่ภายในตัวเมืองเดียนเบียนฟูห่างจากโรงแรมที่เราทั้งสอง พักระยะทางประมาณ หนึ่งกิโลเมตร



ระหว่าง ทางเราเดินเท้าผ่านบริเวณหน้าตลาดเดียนเบียนฟูซึ่งกำลังคับคั่งไปด้วยชาว เวียตนามและบรรดาชนเผ่าต่างๆนำสินค้ามาวางขายกันเต็มบริเวณหน้าตลาด สินค้าส่วนใหญ่จะเป็นจำพวกพืช ผัก ผลไม้



เรา ทั้งสองเดินข้ามสะพาน สวนทางกับบรรดาหญิงสาวชาวม้งซึ่งแต่งชุดประจำเผ่าสีสันสดใสคล้ายกับจะไปร่วม งานประเพณีของชาวม้งที่ไหนสักแห่ง และบนถนนเรียงรายไปด้วยหญิงสาวชาวไทดำที่สวมหมวกญวนขี่จักรยานซึ่งสองข้าง ของจักรยานของพวกเธอบรรทุกฟืนเต็มกระบุงทั้งสองข้างขี่จักรยานเรียงรายแถว ตอนเรียงหนึ่งช่างเป็นภาพที่สวยงามน่าชมเป็นอย่างยิ่ง ถนนหนทางในเมืองเดียนเบียนฟูการจราจรไม่คับคั่งเหมือนกับตามหัวเมืองใหญ่ๆใน เวียตนามเช่นฮานอยหรือโฮจิมินห์



เรา ทั้งสองเดินเท้ามาถึงสถานีขนส่งเดียนเบียนฟูซึ่งกำลังคับคั่งไปด้วยประชาชน ชาวเวียตนามที่มารอเข้าคิวซื้อตั๋วโดยสารเดินทางไปยังเมืองต่างๆ



เรา ทั้งสองคนเดินทางมาไม่ทันรถโดยสารใหญ่ที่เดินทางออกไปเมื่อเวลา 05.30 น จึงหันมาใช้บริการของรถตู้โดยสารค่าบริการคนละ 128,000โด่ง ตกประมาณ 350 บาท รถตู้นั่งได้ทั้งหมด 18 คนรวมคนขับ นั่งแถวละ 4คนยังไม่รวมสัมภาระของผู้โดยสารอีกยัดทะนานกันเหมือนปลากระป๋องตราสามแม่ ครัว ตัดสินใจกันว่าจะเดินทางไปกับรถเที่ยวต่อไปแต่พอไปยืนมองดูตารางการเดินรถ ที่หน้าสถานีแล้วให้มึนงงหนักเข้าไปใหญ่เพราะเป็นภาษาเวียตนามทั้งนั้นไม่ มีภาษาอังกฤษสักคำอ่านไม่รู้เรื่อง สอบถามพนักงานขายตั๋วก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้อีกยิ่งมึนงงหนักไปกันใหญ่ เลยจำเป็นต้องโดยสารไปกับรถตู้คันนี้



โชค ดีที่คนขับเห็นว่าเราทั้งสองคนตัวใหญ่จึงเห็นใจกรุณาให้เราทั้งสองคนนั่ง แถวละสามคนซึ่งถือว่าเป็นความโชคดีของเราไปแต่ ก็ยังโชคดีกว่านั่งรถสองแถวของเจ้เกียวในลาวทรมาณกว่าหลายเท่าก็ต้องขอบอก ผู้ที่มีความประสงค์จะเดินทางมาเดียนเบียนฟูบนเส้นทางสายนี้โดยรถเมล์ท้อง ถิ่นก็ขอให้เตรียมใจกันมาได้เลย ไอ้เรื่องความสะดวกสบายเหมือนนั่งรถทัวร์ในเมืองไทยนั้นไม่ต้องพูดถึง ถ้าเวลามีจำกัดลำบากนักไม่ค่อยจะได้แต่สตังค์มีเยอะก็ขอแนะนำให้ซื้อโปรมแก รมทัวร์จากบริษัททัวร์ เดินทางมาโดยเครื่องบินจะสะดวกสบายกว่าเดินทางมาอย่างทุลักทุเลลำบากบากลำบน ค่ำไหนนอนนั่นเฉกเช่นเดียวกับคนสตังค์น้อยอย่างเราทั้งสองคนแต่มีความดัน ทุรังสูง
06.30 น. จากนั้นรถตู้โดยสารก็พาเราทั้งสองคนเดินทางออกจากเมืองเดียนเบียนฟูไปตามถนน หมายเลข 12 เชื่อมต่อกับเมืองไลโจว ไปตามเส้นทางภูเขาอันคดเคี้ยววกวนและแม่น้ำดก หรือซ่งดาในภาษาเวียตนาม ซึ่งไหลลัดเลาะไปตามหลีบเขาใหญ่น้อยผ่านท้องไร่ท้องนาของชาวเขาเผ่าต่างๆ


และ เนื่องจากฤดูนี้อยู่ในช่วงของฤดูฝนบางช่วงของถนนเส้นนี้จึงเกิดปัญหาดินถล่ม ทับเส้นทางทำให้เราทั้งสองคนเสียเวลาในการเดินทางพอสมควร และด้วยระยะทาง103 กิโลเมตร จากเมืองเดียนเบียนฟูในที่สุดรถตู้ก็พาเราทั้งสองคนเดินทางมาถึง เมืองไลโจวแวะพักรถพร้อมรับประทานอาหารกลางวันเราทั้งสองหาอาหารกลางวันกัน แบบง่ายๆ และพอมีเวลาเหลืออีกนิดหน่อยเราทั้งสองจึงออกมายืนหน้าร้านอาหารเพื่อชม เมือง สำหรับเมืองไลโจว อดีตเคยเป็นเมืองประวัติศาตร์ของชนเผ่าไท ในอดีตเมื่อประมาณปี ค.ศ 1991 และ 1996 เมืองไลโจวเคยประสบปัญหาเกี่ยวกับอุทกภัยจากแม่น้ำดาไหลบ่าเข้าท่วมเมืองจน ทำให้เกิดความดสียหายอย่างหนัก จนประชาชนต้องอพยพขึ้นไปอยู่ตามไหล่เขาเป็นส่วนใหญ่ ทางรัฐบาลได้ทำการสร้างเขื่อนเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมทำให้เมืองไลโจวบางส่วน ต้องจมอยู่ใต้น้ำ จึงทำให้เมืองเอกประจำมณฑลต้องย้ายไปอยู่ที่เมืองเดียนฟูแทนซึ่งการสูญเสีย เมืองไลโจวไปบางส่วนเท่ากับสูญเสียสัญลักษณ์ประวัติศาตร์อันรุ่งโรจน์ของชน เผ่าไทไปเพราะชาวไทลื้อซึ่งเป็นชนเผ่าไทพวกหนึ่งได้อพยพโยกย้ายถิ่นฐานมาจาก ประเทศจีนตอนใต้เมื่อประมาณ 300-400 ปีก่อนคริสกาล มาตั้งถิ่นฐานในหุบเขาเดียนเบียนฟูอยู่ถึงสามศตวรรษ ส่วนไทดำและไทขาวอพยพย้ายถิ่นบานมาอาศัยอยู่ทีหลังในราวศตวรรษที่ 11



ปัจจุบัน มีชาวไทลื้ออาศัยอยู่น้อยมากในเวียตนามแต่มีอาศัยอยู่จำนวนมากในประเทศลาว และในระหว่างสงครามครั้งสุดท้ายของฝรั่งเศสในเวียตนาม เมืองไลโจวเคยถูกใช้เป็นศูนย์บัญชาการของฝรั่งเศส ซึ่งปัจจุบันยังคงหลงเหลือร่องรอยของศูนย์บัญชาการให้เห็นอยู่ จากไลโจวเราทั้งสองออกเดินทางต่อไปยังเมืองซาปาดินแดนที่ได้รับสมญญานามว่า หลังคาของอินโดจีน บนเส้นทางถนนสายไลโจว- ซาปาเป็นเส้นทางถนนลาดยางดีกว่าเส้นทาง ถนนสาย เดียนเบียนฟู – ไลโจวมากแต่เส้นทางถนนก็ยังคดเคี้ยววกวนไปตามไหล่เขาเหมือนเช่นเดิมสำหรับ วิวทิวทัศน์สองข้างทางเต็มไปด้วยธรรมชาติอันสวยงามของผืนนาขั้นบันไดตลอดจน บ้านเรือนวิถีชีวิตของชนเผ่าต่างๆตลอดสองข้างทาง ซึ่งถือว่าเป็นกำไรชีวิตในการเดินทางมาโดยทางรถยนต์ แต่ถ้าเดินทางมาโดยเครื่องบินแล้วโอกาสที่จะได้เห็นและสัมผัสบรรยากาศแบบนี้ ได้ยากเต็มทน



ยิ่ง ใกล้เมืองซาปาเข้าไปมากเท่าใดวิวทิวทัศน์ก็ยิ่งสวยงามขึ้นเรื่อยๆ ความคดเคี้ยววกวนก็เพิ่มมากขึ้นไปด้วย ถ้านำมาเปรียบเทียบกับเส้นทางกระเหรี่ยงลอยฟ้าสู่อุ้มผางของเราแล้วเส้นทาง สู่อุ้มผางคดเคี้ยววกวนน้อยกว่ามาก เปรียบเทียบระยะทางจากเดียนเบียนฟูสู่ ซาปาเหมือนกับนั่งรถไป-กลับ แม่สอด-อุ้มผาง ในวันเดียวกันเรียกว่าพอลงจากรถก็ทำเอาเราทั้งสองคนเดินไม่เป็นไปตามๆกัน และในที่สุดเราทั้งสองคนก็เดินทางมาถึงเมืองซาปาเมื่อเวลาบ่ายคล้อยรวมระยะ ทางจากเมืองเดียนเบียนฟูมาซาปา เกือบ 300 กม. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 8 ชั่วโมง รถตู้โดยสารแวะส่งเราทั้งสองคนลงที่บริเวณวงเวียนน้ำพุใจกลางเมืองซาปา ซึ่งเป็นเวลาเลิกเรียนของนักเรียนชั้นประถมซึ่งตั้งอยู่ตรงวงเวียนของเมือง พอดี



พอ ลงจากรถตู้โดยสารสัมผัสแรกที่เราได้รับก็คือสายหมอกที่ลอยละลิ่วพาละอองไอ น้ำพัดผ่านมาสัมผัสกับตัวเราทั้งสองคนสายฝนที่ตกลงมาปรอยๆ เราทั้งสองไม่รอช้าจัดแจงขนสัมภาระลงจากรถตู้โดยสาร จากนั้นมองข้ามถนนไปยังฝั่งตรงข้ามวงเวียนน้ำพุเห็นโรงแรมตั้งเรียงรายตลอด แนวจัดการขนสัมภาระข้ามถนนไปยังฝั่งตรงกันข้ามดีกว่า



โรงแรม man&toi hotelตรงข้ามวงเวียนน้ำพุคือสถานที่พักค้างแรมของเราในคืนนี้ห้องพักสะอาด พร้อมทีวีน้ำอุ่นเตียงสองเตียงราคาคืนละ 10-12 ดอลล่าร์ซึ่งเป็นราคาที่ไม่แพงเลยเมื่อพิจารณาด้วยสายตาและทำเลที่ตั้งของ โรงแรมที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง แถมเจ้าของโรงแรมก็ให้การต้อนรับเราทั้งสองคนด้วยอัธยาศัยไมตรีอย่างดียิ่ง จากนั้นจึงขนสัมภาระเข้าสู่ห้องพักปฎิบัติภาระกิจส่วนตัวเสร็จสรรพจากนั้น จึงออกมาจากโรงแรมหาอาหารค่ำรับประทานที่ร้านข้างๆโรงแรม



จาก นั้นจึงเดินเที่ยวชมชีวิตยามราตรีของซาปาในเวลาค่ำคืนที่เต็มไปด้วยแสงสีจาก บาร์เบียร์ ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ตลอดจนชนเผ่าต่างๆที่เดินทอดน่องตื้อขายของแก่นักท่องเที่ยว



และ เนื่องจากเมืองซาปาเป็นเมืองเล็กๆเราทั้งสองคนจึงใช้เวลาไม่นานนักในการเดิน เที่ยวประกอบกับอากาศที่เริ่มหนาวเย็นลงเดินทางกลับข้าสู่โรงแรมที่พักกันดี กว่าเพื่อพักผ่อนเอาแรงไว้ในวันรุ่งขึ้น พรุ่งนี้เราจะเดินทางท่องเที่ยวในเมืองซาปากันครับ
“ราตรีสวัสดิ์ ซาปา”

หน้าต่อไป

Additional information