มีข้อผิดพลาด
  • แทมเพลตที่ใช้แสดงผลในส่วนนี้ไม่สมบูรณ์กรุณาติดต่อผู้ดูแล

Idotravellers ฉบับเดือนตุลาคมช่วงปลายฝนต้นหนาวเช่นนี้ทางทีมงานขออาสาพาท่านผู้อ่านเดิน ทางแบกเป้ท่องเที่ยวไปในสไตล์ค่ำไหนนอนนั้นหนีปัญหาความวุ่นวายในกรุงเทพฯ สู่ อำเภอเชียงของในจังหวัดเชียงรายภาคเหนือสุดของประเทศไทยข้ามแม่น้ำโขงที่ ไหลเอ่อท้วมท้นสองฟากฝั่งสู่เมืองห้วยทรายแขวงบ่อแก้วใน สปป. ลาวจากนั้นใช้บริการของรถโดยสารท้องถิ่นเดินทางไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 3, 3Aและ4 เส้นทางสายประวัติศาตร์สงครามอินโดจีน ผ่าน แขวงหลวงน้ำทา แขวงอุดมไชย เมืองขวา ในแขวงพงศาลี จุดหมายปลายทางก็คือเมืองเดียนเบียนฟู สมรภูมิการสู้รบอันดุเดือดเพื่อเอกราชแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาตร์ของ ประเทศเวียดนาม พร้อมประวัติการสู้รบอันห้าวหาญของกองทัพเวียดมินห์ที่มีชัยเหนือเจ้า อาณานิคมฝรั่งเศสและศึกษาประวัติของนายพล โว เหวียน เกียป นายพลคนสำคัญของเวียดนาม ที่ไม่เคยจบจากโรงเรียนนายร้อยหรือสถาบันการทหารใดๆ แต่สามารถบัญชาการรบอย่างห้าวหาญจนมีชัยชนะเหนือประเทศมหาอำนาจอย่าง ฝรั่งเศสและอเมริกาได้อย่างราบคาบ และเยี่ยมเยือนชนเผ่าชาวไทดำ ที่มีขนบธรรมเนียมประเพณีและภาษาพูดที่คล้ายกับคนไทยบ้านเรา จากกรุงเทพฯสู่เดียนเบียนฟูระยะทาง 1,425 กม.ในช่วงฤดูฝนเช่นนี้สภาพของถนนหนทางจากสปป.ลาวสู่เมืองเดียนเบียนฟูมี สภาพเป็นอย่างไร การเดินทางจะทุลักทุเลขนาดไหนที่พักที่กินตลอดเส้นทางเป็นอย่างไร สนใจที่จะเดินทางไปบนเส้นทางสายนี้ คลิ๊กเข้าไปเที่ยวชมค้นหาข้อมูลการเดินทางได้ใน idotravellers ฉบับนี้เลยครับ
อ้อ....แล้วก็อย่าลืมชักชวนเพื่อนฝูงให้เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซด์ของพวกเราบ้างน่ะครับ


เดียนเบียนฟู เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศเวียดนาม อยู่ห่างจากฮานอย ประมาณ 500 กิโลเมตร ทางทิศตะวันตก ห่างจากแขวงพงศาลี สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประมาณ 35 กิโลเมตร มีลักษณะเป็นที่ราบ ล้อมรอบด้วยภูเขาสูง มีเนื้อที่ประมาณ 18 ตารางกิโลเมตร มีชาวไทดำ ซึ่งเป็นชนเผ่าดั้งเดิม ที่มีภาษาและขนบธรรมเนียม หลายสิ่งหลายอย่างคล้ายคลึงกับคนไทยเราในปัจจุบัน ถือได้ว่าเป็นผู้สืบเชื้อสายบรรพบุรุษเดียวกันกับชนชาติไทย ซึ่งเป็นชนชาติกลุ่มน้อย ได้ตั้งถิ่นฐานทำมาหากินมานมนาน และเรียกชื่อเมืองเดียนเบียนฟู ว่า "เมืองแถง" ในจดหมายเหตุกองทัพไทย ได้มีการบันทึกไว้ว่า
ในปี พ.ศ. 2418 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงจัดส่งกองทัพจากกรุงเทพ ฯ ไปปราบฮ่อที่ได้ยกกำลังล่วงล้ำเข้ามาจนถึงเมืองเวียงจันทน์ การปราบปรามฮ่อของไทยดำเนินการอยู่จนถึงปี พ.ศ. 2428 จึงได้ถอนกำลังจากทุ่งเชียงคำ กลับมายังเมืองหนองคาย เนื่องจากขาดเสบียงอาหาร และแม่ทัพคือพระยาราชวรากูลถูกฮ่อยิงบาดเจ็บ จึงได้โปรดเกล้า ฯ ให้กรมทหารที่ได้รับการฝึกหัดตามแบบยุโรปขึ้นไปปราบฮ่อ โดยจัดเป็นสองกองทัพคือ กองทัพฝ่ายใต้ และกองทัพฝ่ายเหนือ กองทัพฝ่ายใต้ มีนายพันเอก พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม เป็นแม่ทัพ ยกไปปราบฮ่อในแคว้นเมืองพวน และได้ตั้งกองบัญชาการกองทัพอยู่ที่เมืองหนองคาย แล้วให้พระอมรวิไสยสรเดช (โต บุนนาค) ยกทัพหน้าไปตีค่ายฮ่อที่ทุ่งเชียงคำ พวกฮ่อได้หนีไปในเขตญวน กองทัพไทยจึงรื้อค่ายฮ่อที่ทุ่งเชียงคำเสีย กองทัพฝ่ายเหนือ มีนายพันเอก จหมื่นไวยวรนาถ (เจิม แสงชูโต) เป็นแม่ทัพ ยกไปปราบฮ่อในแคว้นหัวพันทั้งห้าทั้งหก โดย ไปชุมนุมทัพที่เมืองพิชัย แล้วเดินทัพต่อไปยังเมืองน่าน แล้วยกกำลังไปถึงเมืองหลวงพระบาง จากนั้นได้เคลื่อนกำลังเข้าสู่แคว้นหัวพันทั้งห้าทั้งหก เมื่อปราบฮ่อในแคว้นนี้ได้แล้วจึงได้ยกกำลังไปปราบฮ่อในแคว้นสิบสองจุไท พ.ศ. 2429 สามารถปราบฮ่อได้ราบคาบ แล้วจึงยกกำลังกลับถึงกรุงเทพ ฯ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2430

เดียนเบียนฟู เป็นสมรภูมิรบอันลือลั่นในช่วงสงครามอินโดจีนครั้งแรก (พ.ศ. 2489 -2497) ซึ่งเป็นการสู้รบระหว่างกองทัพฝรั่งเศสกับกองทัพเวียดมินห์ ของเวียดนาม เวียดมินห์ ย่อมาจากคำว่า เวียดนามด๊อกแลปด่งมินห์ฮอย สมาพันธ์เพื่ออิสรภาพแห่งเวียดนาม (Vietnam Doc Lap Dong Minh Hoi -League for the Independence of Vietnam เป็นองค์การปฏิวัติ ที่จัดตั้งขึ้นที่หนานจิง ประเทศจีน ในปี พ.ศ.2497 นำโดยโฮจิมินห์ การสู้รบครั้งนี้สิ้นสุดลงด้วยการพ่ายแพ้อย่างไม่น่าเชื่อของกองทัพฝรั่งเศส ที่มีทั้งกำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยกว่า อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา พันธมิตรสงครามที่เปรียบเสมือนคอหอยกับลูกกระเดือก

การ รบที่เดียนเบียนฟู เริ่มขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2497 ถือเป็นเป็นการรบครั้งสำคัญที่ชี้ขาดชัยชนะของประชาชนเวียดนามต่อเจ้า อาณานิคมฝรั่งเศส การรบครั้งนี้ ฝรั่งเศสวางแผนที่จะใช้พื้นที่นี้เป็นกับดักล่อให้กองทัพเวียดมินห์เข้าโจม ตี แล้วกำลังส่วนหนึ่งตรึงกำลังกองทัพเวียดมินห์เอาไว้ จากนั้นจะใช้ปืนใหญ่ ยิงสนับสนุนทางบก ส่วนกำลังทางอากาศจะใช้ทั้งเครื่องบินและพลร่มเข้าทำลายกองทัพเวียดมินห์ให้ หมดสิ้น ฝรั่งเศสเริ่มเสริมกำลังในเดียนเบียนฟู ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2496 และใช้พื้นที่นี้เป็นฐานในการทำลายกองทัพเวียดมินห์ในพื้นที่ทางภาคเหนือ ของลาว และบริเวณแม่น้ำโขงให้หมดสิ้น กองทัพฝรั่งเศสปักลิ่มตรงกลางระหว่างฮานอยและหลวงพระบาง ป้อมเดียนเบียนฟู จึงเปรียบเสมือนจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ เพราะมีภูมิประเทศที่เป็นภูเขาล้อมรอบ ทำให้ยากแก่การเข้าโจมตี โดยฝรั่งเศสตั้งเป้าไว้ว่า ตราบใดที่ยังรักษาเดียนเบียนฟูไว้ได้ ฝ่ายกองทัพเวียดมินห์ก็ไม่สามารถรุกต่อไปได้ และจะกลายเป็นขวากหนามที่คอยกันไม่ให้กองทัพเวียดมินห์เคลื่อนทหารได้ตาม ความต้องการ แต่ในขณะที่ฝรั่งเศส กำลังมั่นใจในความแข็งแกร่งของป้อมเดียนเบียนฟูอยู่นั้น กองทัพเวียดมินห์ของโฮจิมินห์ ซึ่งมี นายพลโว เหวียน ยาป เป็นผู้บัญชาการ ก็เข้ามาปิดล้อมกองกำลังของทหารฝรั่งเศสเอาไว้ได้ ตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม พ.ศ.2497 ขณะที่นายพลอองรี นาวาร์ ได้มีคำสั่งให้นายพันเอกเดอ กัสตรี เป็นผู้บัญชาการป้อมเดียนเบียนฟู



กอง ทัพเวียดมินห์ก็ได้เคลื่อนกำลังเข้าปิดล้อมป้อมเดียนเบียนฟู การส่งกำลังบำรุงและอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพเวียดมินห์เต็มไปด้วยความยาก ลำบาก เช่น การลากปืนใหญ่ขนาด 75 ม.ม. และ 105 ม.ม. ขึ้นสู่ที่ตั้งบนภูเขาสูง ที่รายล้อมป้อมเดียนเบียนฟู การขนส่งกำลังบำรุงต่างๆ ด้วยจักรยานสองล้อ และแรงคนแบกหาม โดยที่ฝรั่งเศสชะล่าใจและมิได้ระแคะระคายมาก่อน



อีก ทั้งกองทัพเวียดมินห์ใช้ยุทธวิธีหลอกล่อฝรั่งเศสด้วยการส่งกำลังจำนวนหนึ่ง เข้าไปในลาว โดยร่วมกับกองกำลังประเทศลาว บุกโจมตีค่ายทหารฝรั่งเศส ทางภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ของลาว จากนั้นจึงถอนกำลังออกมาอย่างรวดเร็ว ทำให้ข้าศึกไม่สามารถส่งกำลังเข้ามาต่อสู้ได้ทันที เช่น การโจมตีเมืองท่าแขกริมฝั่งโขงในลาว ชาวนครพนมฝั่งตรงข้ามสามารถมองเห็นควันไฟได้อย่างชัดเจน การเคลื่อนไหวจรยุทธ์ทางภาคกลาง และภาคใต้ของเวียดนาม ตามแผนยุทธวิธีได้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ทำให้ฝรั่งเศสไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า หายนะได้คืบคลานมาสู่ป้อมเดียนเบียนฟูแล้ว เพราะมีความเชื่อมั่นในทฤษฎีทางทหารของฝรั่งเศสที่ว่า "คนเอเชียจะไม่สามารถตีป้อมค่ายของฝ่ายตะวันตกได้เลย"


ใน วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ.2497 กระสุนปืนใหญ่ชุดแรกของกองทัพเวียดมินห์ ก็ยิงถล่มที่ตั้งกองทหารปืนใหญ่ฝรั่งเศส เสียหายยับเยินจนปืนใหญ่ฝรั่งเศสหมดสภาพในการยิงตอบโต้ ทำให้นายพลเอกปิโรต์ ผู้บังคับการทหารปืนใหญ่ ต้องหาทางออกด้วยการฆ่าตัวตาย การปิดล้อมได้บีบกระชับเข้าป้อมค่ายด่านแรกๆ ถูกตีแตกตามลำดับ โดยกองพลทหารราบที่ 307 ของกองทัพเวียดมินห์ เป็นกองพลหลักที่เข้าร่วมในสมรภูมินี้ และมีชื่อเสียงเลื่องลือในการรบได้มีการกล่าวกันว่า อาวุธประจำกายส่วนหนึ่งของทหารในกองพลนี้ ได้มาจากอาวุธของเสรีไทย ที่ทางเวียดนามได้รับจากนายปรีดี พนมยงค์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นโดยให้ร้อยเอกพงษ์เลิศ ศรีสุขนันท์ นายทหารสารวัตร จัดการลำเลียงจากค่ายเสรีไทย ชลบุรี เมื่อต้นปี พ.ศ.2489 ไปขึ้นรถไฟที่ฉะเชิงเทรา และส่งมอบให้ที่เมืองพระตะบอง ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นของไทยอยู่
โฮจิมินห์ได้มีจดหมายตอบเป็นภาษา ฝรั่งเศสถึงนายปรีดี ขอบคุณในการช่วยเหลือสนับสนุนภารกิจกอบกู้เอกราชของเวียดนาม พร้อมกับแจ้งว่าอาวุธเหล่านี้ ประกอบเป็นกำลังได้สองกองทัพ จึงขอให้สมญานาม กองพลทหารราบที่ 307 ว่า "กองพลแห่งสยาม"



การ ต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด การส่งกำลังสนับสนุนทางอากาศของฝรั่งเศสไม่สามารถใช้การได้ สนามบินใช้การไม่ได้ต้องใช้ร่มชูชีพทิ้งลงมาเท่านั้น แต่เกือบทั้งหมดก็ตกอยู่ในมือของกองทัพเวียดมินห์ แม้กระทั่งทางกระทรวงกลาโหมฝรั่งเศสได้มีคำสั่งเลื่อนยศ นายพันเอกเดอ กัสตรี เป็นนายพลตรี ในกรณีพิเศษ เครื่องหมายยศนายพลซึ่งต้องทิ้งลงมาทางร่มชูชีพ ก็ถูกกองทัพเวียดมินห์ เก็บเอาไปให้เสียหน้าอีก
กองทัพเวียดมินห์สามารถยืนหยัดปิดล้อมเดียน เบียนฟูได้เป็นเวลานานกว่าที่คาดเอาไว้ กำลังหนุนของฝรั่งเศสที่วางแผนเอาไว้ถูกสกัดไว้หมดไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ ได้ ยุทธสัมภาระที่สะสมไว้ก็ร่อยหรอลง การส่งกำลังบำรุงทำได้เพียงทางอากาศเท่านั้น การโจมตีทางอากาศไม่ได้ผล เมื่อกองทัพเวียดมินห์สามารถใช้ปืนใหญ่ทำลายปืนใหญ่ของฝรั่งเศสลงได้ ก็ใช้กลยุทธแยกกำลังฝรั่งเศสออกเป็นส่วน ๆ แล้วรวมศูนย์กำลังที่เหนือกว่าบุกเข้าประชิดทำลายป้อมเดียนเบียนฟู ของฝรั่งเศสไปทีละป้อม ๆ จนยึดฐานที่มั่นฝรั่งเศสเอาไว้ได้ โดยที่ทหารฝรั่งเศสทำการสู้รบอย่างจนตรอก


แต่ ในที่สุดในวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ.2497 ในเวลา 17.30 น. หลังจากการเปิดฉากโจมตีครั้งแรกของกองทัพเวียดมินห์ มาได้ 53 วัน กองทัพเวียดมินห์ ก็ได้รับชัยชนะ นายพลเดอ กัสตรี และนายทหารฝ่ายเสนาธิการถูกจับที่บังเกอร์บัญชาการ และกองทหารฝรั่งเศส ก็ประกาศยอมจำนนตกเป็นเชลยเกือบหนึ่งหมื่นคน เท่ากับว่าเป็นการปิดฉากสมรภูมิเดียนเบียนฟู ที่ฝรั่งเศสต้องประสบกับความปราชัยในที่สุด จากการประเมินกำลังกองทัพเวียดมินห์ ที่ผิดพลาด และเชื่อมั่นกำลังทางอากาศของตนมากเกินไปซึ่งผลการรบ กองทัพฝรั่งเศสพ่ายแพ้ สูญเสียทหาร 16,200 คน กองทัพเวียดมินห์ สูญเสียทหาร 30,000 คน
สงคราม เดียน เบียน ฟู แสดงให้เห็นถึงชัยชนะที่ได้มาจากการวางแผนที่เหนือกว่า ยุทธวิธีที่ดีกว่า และจิดใจที่มุ่งมั่นกว่าของชาวเวียดนามที่ต้องการขับไล่เจ้าอาณานิคม ฝรั่งเศสออกจากประเทศของตน ในขณะที่ในอีกแง่มุมหนึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความผิดพลาดและความประมาทในการวาง แผนและประเมินกำลังกองทัพเวียดมินห์ ของฝรั่งเศสที่ต่ำเกินไป จนนำมาสู่ความสูญเสีย ซึ่งในที่สุดนำไปสู่การเจรจาที่เจนิวา และแบ่งเวียดนามออกเป็น 2 ประเทศ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2497 โดยแบ่งประเทศเวียดนามออกเป็นประเทศเวียดนามเหนือและประเทศเวียดนามใต้ด้วย เส้นขนานที่ 17 ก่อนที่สงครามอินโดจีนครั้งที่ 2 หรือสงครามเวียดนามจะเกิดระเบิดขึ้นตามมาอีกใน 3 ปีต่อมา โดยมีประเทศสหรัฐอเมริกาเข้ามามีบทบาทในการสู้รบและก็พ่ายแพ้ไปในที่สุดเช่น เดียวกันประเทศฝรั่งเศส



สงครามเดียนเบียนฟู ถือว่าเป็นสงครามที่ชาวเวียดนาม กล่าวได้อย่างภาคภูมิใจว่า เป็นสงครามที่นำมาซึ่งเอกราชของชาติอย่างแท้จริง

เวียดมินห์
เวียดมินห์ เป็นองค์การชาตินิยมที่นำโดย โฮจิมินห์ มีลักษณะเป็นองค์กรแนวร่วมแห่งชาติที่เปิดกว้างสำหรับกลุ่มที่มีหลากความคิด และความเชื่อทางการเมืองแต่มีวัตถุประสงค์เดียวกันเพื่อปลดปล่อยเวียดนามให้ เป็นอิสระ ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2484 ก็เริ่มส่งผู้ปฏิบัติงานและกองกำลังติดอาวุธจากประเทศจีนเข้าสู่เขตปลดปล่อย ต่าง ๆ ในพื้นที่ภูดอยทางภาคเหนือของเวียดนาม และสามารถขยายพื้นที่เขตปลดปล่อยออกไปอย่างกว้างขวางจน กระทั่งกองทัพญี่ปุ่นตัดสินใจยึดอำนาจการปกครองจากจักรวรรดิฝรั่งเศส ในเดือนมีนาคม พ.ศ.2488 เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว กองกำลังของเวียดมินห์จึงเข้าควบคุมกรุงฮานอย ในวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ.2488



โฮ จิมินห์ ประกาศเอกราชประเทศเวียดนามในวันที่ 2 กันยายน พ.ศ.2488 แต่แล้วฝรั่งเศสก็กลับเข้ามาสู่อินโดจีนอีกครั้งหนึ่ง และไม่อาจตกลงกับเวียดนามในเรื่องสถานภาพความเป็นเอกราชของเวียดนามได้ สงครามจึงเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ.2489 กองทัพเวียดมินห์ ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนเวียดนามอย่างกว้างขวาง สามารถครอบครองพื้นที่ในเขตชนบทไว้ได้ทั้งหมด ส่วนฝรั่งเศสสามารถครอบครองพื้นที่ได้แต่เฉพาะในเมืองเท่านั้น

หลัง จากที่ฝรั่งเศสพ่ายแพ้ในการรบที่เดียนเบียนฟู แล้ว จึงทำการเจรจาสงบศึกที่เจนีวาและสามารถบรรลุข้อตกลง แบ่งประเทศเวียดนามออกเป็น 2 ส่วนโดยถือเอาเส้นขนานที่ 17 เป็นเส้นแบ่ง ในปี พ.ศ.2497



คำ ว่า เวียดมินห์ ถูกใช้เรียกกองกำลังต่าง ๆ ที่ต่อสู้กับฝรั่งเศส ภายใต้การนำของโฮจิมินห์ แม้ว่า ขบวนการเวียดมินห์ได้เปลี่ยนชื่อเป็นพรรคหล่าวด๋ง (พรรคแรงงานเวียตนาม) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2494 แล้วก็ตาม ต่อมาเมื่อสามารถรวมประเทศเวียดนามได้แล้วใน ปี พ.ศ.2519 พรรคลาวด๋ง จึงเปลี่ยนชื่อเป็น พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม อันเป็นชื่อเก่าแก่มาแต่เดิมก่อนการก่อตั้งขบวนการเวียดมินห์


โวเหวียนเกียป จอมทัพเวียตนาม
โว เหวียน เกียปหรือที่คนไทยบางคนเรียกว่า โว เหวียน ยาป นักการทหารผู้ยิ่งใหญ่แห่งกองทัพประชาชนเวียดนาม เกิดเมื่อ พ.ศ. 2455 ในครอบครัวชาวนายากจนในจังหวัดกวางบินห์ของเวียตนาม เล่ากันว่าเกียปเป็นเด็กที่ฉลาดสมองเฉียบแหลมขณะที่เรียนอยู่ในโรงเรียน เล็กๆในหมู่บ้านเกียปสอบได้คะแนนเป็นที่หนึ่งเสมอมาและด้วยความเป็นคนชอบ อ่านหนังสือทำให้เกียปมีหูตากว้างไกลและมีนิสัยเป็นนักปฎิวัติตั้งแต่ยัง เป็นเด็ก พอเริ่มเป็นหนุ่มเกียปก็สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคปฎิวัติเวียตนามอันเป็นขบวน การกู้ชาติเวียตนามเขาอุทิศตนให้กับลัทธิคอมมิวนิสต์อย่างเต็มตัว
พอ อายุ ได้ 18ปี เกียปโดนจับกุมพร้อมเพื่อนนักปฎิวัติอีกหลายคนบางคนถูกฝรั่งเศสประหารชีวิต ด้วยกิโยตินแต่เกียปหนีรอดมาได้อย่างหวุดหวิด เกียปจบการศึกษาปริญญาเอกสาขาวิชาเศรษฐศาตร์การเมืองตลอดเวลาที่เรียนหนังสี อในมหาวิทยาลัยกรุงฮานอยเกียปทำงานเป็นครูสอนหนังสือพร้อมแอบทำงานปฎิวัติไป ด้วย ฝรั่งเศสได้ทำการจับกุมภรรยาและน้องสาวของเขาไปคุมขังทรมาณจนตายในคุกซึ่ง ทำให้เกียปเสียใจมากเกียปหลบไปซ่อนตัวอยู่พักใหญ่จนได้พบกับโฮจิมินห์ ซึ่งต่อมาเกียปได้ยกย่องให้ลุงโฮเป็นผู้นำและครูผู้ยิ่งใหญ่ในใจของเขา และในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โฮจิมินห์และเกียป นำพลพรรคเข้าช่วยฝ่ายสัมพันธมิตรขับไล่ทหารญี่ปุ่นออกไปจากเวียตนามโดยหวัง ว่าสิ่งที่เขาทำจะได้รับการตอบแทนคืออิสรภาพของเวียตนามแต่เขาและโฮจิมินห์ เข้าใจผิดถนัดหลังสงครามโลกสิ้นสุดลงเวียตนามถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนโดย ประเทศมหาอำนาจแม้จะเสียใจและไม่พอใจเพียงไรก็ตามแต่เขาทั้งสองก็ปิดปาก เงียบรอโอกาศและวันเวลาที่จะหวลกลับคืนมากู้ชาติอีกครั้งหนึ่งและเมื่อเรียก ร้องเอกราชบนความถูกต้องไม่ได้ เกียปก็หันเข้าหาคอมมิวนิสต์โดยได้รับความช่วยเหลือทางด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ จากจีนและรัสเซีย จากนั้นเกียปทำการฝึกอบรมการต่อสู้แบบสงครามกองโจรตามทฤษฎีของเหมา เจ๋อ ตุงโดยเกียปเป็นผู้นำในการต่อสู้ทำการฝึกอบรมสงครามกองโจรพร้อมปลูกฝัง อุดมคติทางการเมืองให้กับกองทหารเวียดมินห์จนกองทัพเข้มแข็งขึ้นเกียปเริ่ม ส่งทหารเวียดมินห์เข้าโจมตีก่อวินาศกรรมแหล่งอาวุธและเสบียงอาหารของ ฝรั่งเศส ปี พ.ศ.2492 เกียปเดินทางไปศึกษาศาตร์แห่งการสู้รบกับกองทัพประชาชนจีนของเหมา เจ๋อ ตุงจนแตกฉานในการรบแบบสงครามกองโจรจากนั้นเกียปจึงเดินทางกลับเวียตนาม
พร้อม กับได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของเวียตนามเหนือ จากโฮจิมินห์ ต่อมาเขาทำการส่งเหล่าแม่ทัพนายกองอีกหลายคนไปอบรมการรบแบบกองโจรที่จีน ปีต่อมากองทัพของเกียปมีกำลังถึง 60 กอง พัน
หรือ 60,000 คน พร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ได้รับการช่วยเหลือจากจีนและรัสเซีย สงครามครั้งสำคัญในชีวิตของเกียปได้แก่การเผด็จศึกฝรั่งเศสได้ที่เดียนเบียน ฟูซึ่งเป็นค่ายสำคัญที่สุดของฝรั่งเศสเกียปใช้เวลาสองวันเท่านั้นในการการ เข้ายึดค่ายเดียนเบียนฟูหลังจากโอบล้อมมานานหลายเดือนพอวันที่สาม ผู้บังคับการปืนใหญ่ก็ระเบิดตัวตาย สัปดาห์ต่อมาเสนาธิการสูงสุดของฝรั่งเศสก็เดินทางไปขอความช่วยเหลือ จากอเมริกา เพียงไม่กี่วันเครื่องบินทิ้งระเบิดB 29จำนวน 60 ลำ พร้อมเครื่องบินคุ้มกันอีก150 ลำ ที่ติดสัญญลักษณ์อเมริกาก็บินกระหึ่มอยู่เหนือน่านฟ้าของเวียตนามพร้อมกับ โปรยปรายระเบิดลงมารอบเดียนเบียนฟูและนี้คือก้าวแรกของอเมริกาในสมัย ประธานาธิบดีไอเซ็นเฮาร์ที่เข้าสู่สงครามอินโดจีนและก้าวเข้าสู่สงคราม เวียตนามอย่างเต็มตัวในสมัยของประธานาธิบดีจอนห์สันซึ่งประกาศว่า “ในกรณีของเวียดนามเป็นการทดสอบถึงความแข็งแกร่งทางใจและกายของอเมริกาในการ ต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์” ในปี พ.ศ.2508 นายพลเวสท์มอร์แลนด์ผู้บัญชาการรบอเมริกาในเวียดนามขอเพิ่มกำลังทหารเป็น 542,000 คน มีการใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดยักษ์ B-52ระดมทิ้งระเบิดเวียตนามอย่างหนักหน่วงซึ่งก็ได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาอเมริกันเชื่อกันว่าอเมริกานำระเบิดไปทิ้งในเวียตนามมากกว่าใช้ในสงครามโลก ครั้งที่สองหลายเท่า สำหรับโวเหวียน เกียปแล้วหลังจากพิชิตสงครามเดียนเบียนฟูเสร็จแล้วเขาต้องหันมาบัญชาการรบ กับอเมริกาชึ่งเป็นพันธมิตรกับฝรั่งเศสเปรียบเสมือนคอหอยกับลูกกระเดือกและ ในฐานะผู้บัญชาการรบของเวียตนามเหนือ โวเหวียนเกียป ประกาศถึงเจตนารมณ์ในการทำสงครามกับอเมริกาว่า “ประเทศเวียตนามเป็นแบบอย่างของขบวนการกู้ชาติในยุคสมัยของเรา ถ้าหากสงครามเวียตนามที่อเมริกากำลังทดลองอยู่ในขณะนี้ ประสบชัยชนะอเมริกาก็จะรุกรานประเทศอื่นต่อไปและก็จะประสบชัยชนะไปทั่วทุก แห่งในโลก” จากนั้นสงครามเวียตนามจึงระเบิดขึ้นทั้งสองฝ่ายดำเนินการรบอย่างหนักหน่วงมี การเจรจาสงบศึกหลายครั้งในสมัยของประธานาธิบดีนิกสันและในที่สุดปลายเดือน มีนาคม พ.ศ. 2516 ทหารอเมริกันชุดสุดท้ายก็ถอนกำลังออกจากเวียตนาม และในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2518 กองทัพเวียตนามเหนือก็กรีฑาทัพเข้ายึดกรุงไซ่ง่อนได้เป็นผลสำเร็จหลังจากที่ ทำการสู้รบอย่างยืดเยื้อมาเป็นเวลานานกว่า 30 ปี สงครามเวียตนามก็ปิดฉากลงโดยชัยชนะตกเป็นของประชาชนชาวเวียตนามผู้รักชาติ ซึ่งประกาศชัยชนะเหนือชาติมหาอำนาจอย่างอเมริกาและฝรั่งเศสที่เคยสบประมาท ชาติเล็กๆ อย่างเวียตนามว่าไม่มีปัญญาที่จะเอาชนะชาติมหาอำนาจอย่างอเมริกาและฝรั่งเศส ได้ และในช่วงเวลาที่ โวเหวียน เกียปดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพประชาชนเวียตนามอยู่นั้นเขา สามารถมีชัยชนะเหนือผู้บัญชาการทหารฝรั่งเศส 7นายและผู้บัญชาการทหารสหรัฐอีก4นาย และในช่วงที่ทำสงครามกับฝรั่งเศสและสหรัฐอยู่นั้นกองทัพประชาชนเวียตนามต้อง ต่อสู้ด้วยจิตวิญญาณและความเชื่อมั่นที่ว่า “ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จะมีค่ายิ่งใหญ่ไปกว่าคำว่าเอกราชและอิสรภาพ” กองทัพประชาชนเวียตนามต้องหยั่งรากลึกสู่มวลชนขั้นพื้นฐานต้องใช้เวลานานถึง 9 ปี กว่าที่จะประกาศชัยชนะเหนือเดียนเบียนฟูและอีก 21ปีในการปลดปล่อยประเทศให้เป็นเอกราชจากการครอบงำของลัทธิจักรวรรดินิยม นักประวัติศาตร์ได้ยกย่องเกียปให้เป็นอัจฉริยะทางด้านการทหารแห่งศตวรรษ ที่20 และเป็นหนึ่งในนายทหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ว่าจะเป็นในยุคใดสมัยใด สำหรับนายพลโว เหวียน เกียปแล้วนั้นหลังจากต้องกรำศึกสงครามมานานกว่าครึ่งค่อนชีวิตและได้ปฎิบัต ิหน้าที่ตามพินัยกรรมที่โฮจิมินห์ได้มอบหมายไว้ให้ก่อนสิ้นชีวิตนั้นก็คือ การรวมประเทศเวียตนามเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจนประสบความสำเร็จ ในปี พ.ศ. 2523 เป็นต้นมาโว เหวียน เกียปก็อำลาเครี่องแบบทหารที่เขาสวมใส่ตรากตรำกับมันมาเกือบชั่วชีวิต ปัจจุบัน โว เหวียน เกียป อายุ ครบ 97 ปี ในวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ.2551 ที่ผ่านมาเขาใช้ชีวิตวัยชราอย่างเรียบง่ายและเงียบสงบในบ้านพักหลังเล็กๆ ชานกรุงฮานอย บนแผ่นดินที่เขาและชาวเวียตนามทุกคนต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้อ ชีวิตและน้ำตา

หน้าต่อไป

Additional information