นอกจากนครอีสตันบูลแล้วตามเมืองต่างๆในประเทศตุรกียังมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

-          เมืองคัปปาโดเจีย (Cappadocia ) นครใต้ดิน

-          แผนที่แหล่งอท่องเที่ยวประเทศตุรกีจะเห็นไดเซรี่ตั้งอยู่ตอนกลางของแผนที่เป็นที่ตั้งของเมืองคัปปาโดเจีย

-          สินค้าที่ระลึกของเมืองคับปาโดเจีย

-          วิวทิวทัศน์สองข้างทางสู่เมืองคัปปาโดเจีย

-          มหัศจรรย์ทางธรรมชาติตลอดสองข้างทางสู่เมืองคัปปาโดเจีย

                                       เมืองคัปปาโดเจียเป็นบริเวณที่อยู่ระหว่างทะเลดำกับภูเขาเทารุสมีความสำคัญมาแต่โบราณกาลเพราะเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหมเส้นทางค้าขายแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่ทอดยาวจากตุรกีไปจนประเทศจีน เป็นพื้นที่พิเศษที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟเมื่อประมาณ 3 ล้านปีมาแล้ว ทำให้ลาวาที่พ่นออกมาและเถ้าถ่านจำนวนมหาศาล กระจายไปทั่วบริเวณทับถมเป็นแผ่นดินชั้นใหม่ขึ้นมา จากนั้นกระแสน้ำลม,ฝน,แดด และหิมะ ได้ร่วมด้วยช่วยกันกัดเซาะกร่อนกินแผ่นดินภูเขาไฟไปเรื่อยๆ นับแสนนับล้านปี จนเกิดเป็นภูมิประเทศประหลาดแปลกตาน่าพิศวง ที่เต็มไปด้วยหินรูปแท่งกรวย (คว่ำ) ปล่อง กระโจม โดม และอีกสารพัดรูปทรง ดูประหนึ่งดินแดนในเทพนิยาย จนชนพื้นเมืองเรียกขานกันว่า “ปล่องไฟนางฟ้า” (Fairy Chimney)

ผู้ที่เรียกชื่อคัปปาโดเจียเป็นคนแรกคือฮาลี คานาโซส ต่อมาเปอร์เซียเรียกชื่อเมืองว่า คัตปาตุกา (Katpatuka)แปลว่า”ดินแดนแห่งม้าพันธ์ดี” จนปัจจุบันกลับมาเรียกเป็นคัปปาโดเจียเหมือนเดิม

ในช่วงราวศตวรรษที่หนึ่งก่อนคริสตกาลคัปปาโดเจียตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอาณาจักรโรมัน ผู้คนแถบนี้ล้วนต่างเคารพบูชาในเทพเจ้าของกรีกและโรมัน กระทั่งประมาณกลางคริสต์ศตวรรษที่ 1 “เซนต์ปอล” ได้เดินทางมาเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในแถบนี้ แต่ดูเหมือนว่าชาวโรมันผู้ปกครองในยุคนั้นจะปฏิเสธและไล่กำจัดทำลายล้างผู้ที่นับถือคริสต์ต้องหลบซ่อนการรังควานของพวกโรมันด้วยการเจาะถ้ำขุดพื้นดินลงไปเป็นอุโมงค์โถงห้อง เกิดเป็นเมืองใต้ดินขึ้นมา ที่สำคัญคือ พวกเขาได้ขุดเจาะบริเวณเกอเรเม่ทำเป็นโบสถ์ถ้ำขึ้นมาเป็นจำนวนมาก

ครั้นพอถึงคริสต์ศตวรรษที่ 5-6 เมื่อโรมันยอมรับในศาสนาคริสต์ ทำให้โบสถ์ถ้ำต่างๆ ในเกอเรเม่ได้รับการปรับแต่ง โบสถ์หลายแห่งมีการวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังเป็นรูปนักบุญและเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับศาสนาคริสต์เพิ่มเตม โดยเฉพาะช่วงกลางยุคไบแชนไทน์ในศตวรรษที่ 9-10 ที่ถือเป็นยุคทองของศาสนาคริสต์ในคัปปาโดเจีย เนื่องจากบ้านเมืองสงบร่มเย็น โบสถ์ถ้ำจำนวนมากได้รับการบูรณะตกแต่งด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังอย่างสวยงามในรูปแบบศิลปะไบแชนไทน์เป็นเอกลัษณ์เฉพาะตัว

-          วิวทิวทัศน์ของเมืองคัปปาโดเจียมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ

แต่ต่อมาอาณาจักรไบแชนไทน์ถูกพวกเติร์กยึดครองแล้วสถาปนาอาณาจักรออตโตมันขึ้น ดินแดนอนาโตเลียเปลี่ยนผู้ปกครองและพลเมืองอีกครั้งเป็นชาวเติร์กที่นับถือศาสนาอิสลาม ทำให้โบสถ์ ถ้ำ (คริสต์) แห่งคัปปาโดเจียหมดความสำคัญลงทันที หลังการสถาปนาสาธารรัฐตุรกี ในปี ค.ศ. 1923 ชุมชนคริสต์ในคัปปาโดเจียและที่อื่นๆ ในประเทศต้องอพยพนอกจากจากจะถูกทิ้งร้างแล้วยังถูกทำลายไปบางส่วน เพราะขัดต่อหลักความเชื่อในศานาอิสลามที่ห้ามมีรูปเคารพ

-          บ้านชาวเติกร์รูปทรงแปลกตาสร้างกลมกลืนกับภูมิประเทศตลอดสองข้างทางในเมืองเมืองคัปปาโดเจีย

ปี ค.ศ. 1924 มีการร่างสนธิสัญญาโลซานน์ (Lausanne) ซึ่งเป็นสนธิสัญญาเพื่อประกาศอิสรภาพของตุรกี ชาวกรีกได้อพยพออกจากบริเวณนี้ และชาวตุรกีบอลข่านย้ายเข้ามาอยู่แทน และยูเนสโกได้ประกาศให้พื้นที่มหัศจรรย์แห่งนี้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมแห่งแรกของตุรกีในปี ค.ศ. 1985โบราณสถานที่สำคัญได้แก่โบสถ์คริสต์ในภูเขาและถ้ำกำแพงถ้ำที่เป็นโบสถ์มรูปเขียนเรื่องราวของพระเยซูและเรื่องราวของคัมภีร์พระคริสต์ คริสต์ศาสนิกชนจากปาเลสไตน์สร้างโบสถ์นี้ไว้ในราวศตวรรษที่ 8-9 นอกจากโบสถ์แล้ว ยังมีคาราวานซาราย (Karavan Sarayi, Kervansaray หรือ Caravanserai)ซึ่งเป็นที่พำนักสำหรับกองคาราวานอยู่ทั่วไป แสดงให้เห็นว่าบริเวณนี้มีการเดินทางไปมาตั้งแต่อดีต ร่องรอยความเจริญรุ่งเรืองของเซลจุกยังมีปรากฎให้เห็นอยู่ทั่วไป

- พนักงานตระเตรียมบันลูนเพื่อให้บริการนักท่องเที่ยวขึ้นไปชมวิวทิวทัศน์ในยามเช้าอัตราค่าบริการคนละ200USD

นอกจากนี้แล้วภายในเมืองคับปาโดเจียยังมีบริการบันลูนขึ้นไปชมดวงอาทิตย์ขึ้นในยามเช้าและวิวทิวทัศน์ของหินรูปทรงแปลกประหลาดอีกด้วยโดยจะมีรถบริการบริษัทต่างมารับนักท่องเที่ยวที่โรงแรมที่พักในเวลา04.00นจากนั้นจะพานักท่องเที่ยวไปขึ้นบันลูนที่ได้ตระเตรียมไว้เป็นสิบๆลูกลอยขึ้นไปในท้องฟ้าให้ชมทัศนียภาพอันสวยงามยามดวงอาทิตย์โผล่ขึ้นมาจากขอบฟ้าตลอดจนวิวทิวทัศน์ของเมืองคับปาโดเจียใช้เวลาอยู่บนบันลูนประมาณ1ชั่วโมงจากนั้นจะบังคับบันลูนให้ลงสู่พื้นดินเป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงจัดการส่งนักท่องเที่ยวกับสู่ที่พักสำหรับอัตราค่าบริการคนละ200USD

- บันลูนนับเป็นสิบๆลูกถูกปล่อยให้ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าในยามเช้าเมืองคับปาโดเจีย

                                                       นอกจากนี้แล้วร้านอาหารในเมืองคับปาเดเจียจะสร้างร้านอาหารโดยการเจาะเข้าไปในภูเขาเพื่อสร้างเป็นร้านอาหารเพื่อให้บริการนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามค่ำคืนจะมีการแสดงศิลปประจำชาติของตุรกีรวมทั้งการแสดงระบำหน้าท้องด้วยครับนักท่องเที่ยวที่เข้าไปใช้บริการภายในร้านจะมีส่วนร่วมในการแสดงด้วยสร้างความครึกครื้นในยามค่ำคืนเป็นอย่างยิ่ง

- เจาะภูเขามาทำเป็นร้านอาหาร

- ในยามค่ำคืนนักท่องเที่ยวมาใช้บริการกันแน่นขนัด

- การแสดงในศาสนา

- การแสดงระบำพื้นเมืองของตุรกี

- การแสดงระบำหน้าท้อง

นักท่องเที่ยวก็มีส่วนร่วมในการแสดงสร้างความครื้นเครงเป็นอย่างยิ่ง

-          นครใต้ดินไคมัคลึ (Underground City of Derinkuyu or Kaymakli)

-          ป้ายบอกทางเข้านครใต้ดินไคมัคลึ

-          บัตรเข้าชมนครใต้ดินคนละ15 TLเท่ากับ200บาท

-          ทางลงไปสู่นครใต้ดินไคมัคลึ

                         นครใต้ดินไคมัคลึเกิดจากการขุดเจาะพื้นดินลึกลงไป10กว่าชั้นเพื่อใช้เป็นที่หลบภัยจากข้าศึกศัตรูในยามสงครามของชาวคัปปาโดเจียในอดีตโดยทั้งจากชาวอาหรับจากทางตะวันออกที่ต้องการเข้ามายึดครองดินแดนนี้เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการค้าและชาวโรมันจากทางตะวันตกด้วยเหตุผลเดียวกันรวมทั้งต้องการที่จะหยุดยั้งการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในดินแดนแถบนี้ด้วย

• นครใต้ดินไคมัคลึมีชั้นล่างที่ลึกที่สุด ลึกถึง 85 เมตรทีเดียว เมืองใต้ดินแห่งนี้มีครบเครื่องทุกอย่างทั้งห้องโถง ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องถนอมอาหารห้องครัวห้องอาหารโบสถ์ ทางหนีฉุกเฉิน ฯลฯ แม้จะเป็นเมืองขนาดใหญ่ขุดลึกลงไปใต้ดินหลายชั้น แต่ว่าอากาศในนั้นก็ยังเย็นสบาย หน้าร้อนอากาศเย็น หน้าหนาวอากาศอบอุ่น มีอุณหภูมิเฉลี่ย 17-18 องศาเซลเซียส และด้วยการออกแบบที่ดี มีทางออกฉุกเฉินที่เป็นทางระบายอากาศไปในตัวทำให้อากาศถ่ายเทได้โดยสดวก

-          นักท่องเที่ยวถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกันในนครใต้ดินไคมัคลึ

ตาสีฟ้าหรือที่นักท่องเที่ยวทั่วไปมักจะเรียกว่า Blue eye เป็นของที่ระลึกอย่างหนึ่งที่ใครมาเที่ยวตุรกีแล้ว มักจะหาซื้อกลับไปเป็นของฝาก ตาสีฟ้าที่จริงแล้วเป็น เครื่องรางอย่างหนึ่งของชาวตุรกีที่มักจะนิยมพกติดตัวหรือแขวนไว้ตามบ้านเรือนทั่วไปโดยเฉพาะบริเวณทางเข้าบ้านเพื่อขจัจสิ่งชั่วร้าย

-          พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งเกอเรเม่ (Goreme)

-          โพรงถ้ำในพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งเกอเรเม่

                                     พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง เมืองเกอเรเม่ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของศาสนาคริสต์ในช่วง ค.ศ. 9 ซึ่งเป็นความคิดของชาวคริสต์ที่ต้องการเผยแพร่ศาสนาโดยการขุดถ้ำเป็นจำนวนมากเพื่อสร้างโบสถ์ และยังเป็นการป้องกันการรุกรานของชนเผ่าลัทธิอื่นที่ไม่เห็นด้วยกับศาสนาคริสต์

-          พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งเกอเรเม่

•โบสถ์เซนต์บาร์บารา ภายในเจาะเป็นโพรงเพดานโค้ง มีรูปของเซนต์บาร์บาราและพระเยซูเป็นภาพประธานของโบสถ์ เซนต์บาร์บารา เป็นโบสถ์ในยุคแรกๆ ดังนั้น ภาพจึงเป็นสีแดงโมโนโทน ที่ช่างนำยางมาจากเปลือกไม้มาเขียนลงบนผนังหรือเพดานถ้ำ ก่อนจะฉาบทับบางๆ ด้วยปูน (เทคนิคการเขียนสีแบบนี้มีมาก่อนเทคนิคปูนเปียกหรือเฟรสโก ซึ่งเป็นเทคนิคที่นิยมใช้กันมากที่สุดในเกอเรเม่)

-          พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งเกอเรเม่

นอกจากนี้ยังมี โบสถ์มังกร (ชื่อพื้นเมืองคือ Yilani Kilise) ภายในโดดเด่นไปด้วยภาพของเซนต์เทโดออร์และเซนต์จอห์นบนหลังม้ากำลังต่อสู้กับมังกรสื่อสัญลักษณ์ถึงการต่อสู้กับสิ่งชั่วร้าย,โบสถ์แอปเปิ้ลตั้งชื่อตามที่มีต้นแอปเปิ้ลปลูกไว้ด้านหน้าโบสถ์ส่วนภาพเขียนเฟรสโกภายในโบสถ์ที่มีรูปหลักคือพระแม่มารีและพระเยซูถูกตรึงกางเขนก็มีรูปต้นแอปเปิ้ลอยู่ด้วยเช่นกัน.

-พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งเกอเรเม่