มีข้อผิดพลาด
  • แทมเพลตที่ใช้แสดงผลในส่วนนี้ไม่สมบูรณ์กรุณาติดต่อผู้ดูแล

เดือน สิงหาคมเข้าสู่กลางฤดูฝน พวกเราชาว IDO travellers ขออาสาพาท่านผู้อ่านเดินทางไปเยี่ยมเยือนประเทศเพื่อนบ้าน “ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม” สู่ตอนเหนือของประเทศ เยี่ยมเยือนกรุงฮานอยเมืองหลวงของเวียดนามที่มีประวัติศาตร์ยาวนานและ อารยธรรมที่สืบทอดมากว่าพันปี นั่งรถซิคโคล่ ชมตึกรามบ้านช่องสมัยยุคอาณานิคมฝรั่งเศส จากนั้นเดินทางไปคาราวะร่างอันไร้วิญญาณของโฮจิมินห์วีรบุรุษแห่งการกู้ชาติ ของเวียดนามที่จัตุรัสบาดิงห์ ใจกลางกรุงฮานอย เที่ยวชมวิหารวรรณกรรมมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่มีอายุมากกว่าพันปีของเวียดนาม แวะชมหุ่นกระบอกน้ำที่มีแห่งเดียวในโลกก่อนที่จะเดินทางไปล่องเรือชมอ่าวฮา ลองเบย์ มรดกโลกทางธรรมชาติของเวียดนามในจังหวัดกว่างนิงห์ที่มีพรหมแดนติดกับประเทศ จีนจากนั้นเดินทางย้อนกลับลงมาทางทิศใต้ของกรุงฮานอย สู่ฮาลองบกในจังหวัดนิงห์บิงห์ล่องเรือกระจาดไปตามลำน้ำชมความสวยงามตาม ธรรมชาติพร้อมลองลิ้มชิมรสกับอาหารเวียดนาม ท่องเที่ยวให้สนุกรับประทานอาหารให้อร่อยแล้วอย่าลืมชักชวนเพื่อนฝูงเข้ามา เยี่ยมชมเว็บไซด์ IDO travellers ของเราบ้างน่ะครับ “ ซินจ่าว เวียดนาม” ครับ

ประวัติศาสตร์ ประเทศเวียดนาม

ประเทศ เวียดนามมีชี่อเต็มอย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (Socialist people republic of Vietnam ) คนส่วนใหญ่นิยมเรียกสั้นๆว่า เวียดนาม ซึ่งเป็นชื่อที่รู้จักกันมานานกว่า200ปีมาแล้วแต่ในภาษาเวียดนามถูกเขียน แยกออกเป็นสองคำคือคำว่า “เวียด” มาจากภาษาจีนมีความหมายว่า”ไกลออกไป” ส่วนคำว่านามมีความหมายว่า”ทิศใต้” ดังนั้นเมื่อรวมคำสองคำเข้าด้วยกันแล้วจะมีความหมายว่า “ดินแดนทางตอนใต้ของชาวเวียด” สำหรับชื่อดั่งเดิมที่ถูกตั้งขึ้นเป็นชื่อแรกคือ “วันลาง”โดยชาวหุ่งซึ่งเป็นชนเผ่าที่คิดค้นการทำนา ต่อมาชาวเอาหรือเตยเอ๋าซึ่งอพยพมาจากประเทศจีนคนสองเผ่านี้ได้มารวมกลุ่มกัน ก่อตั้งอาณาจักรขึ้นใหม่ชื่อว่า “เอ๋าหลาก” ต่อมาชาวเวียดได้เดินทางอพยพมาจากชายฝั่งทะเลประเทศจีนเมื่อราว2,500ปีมา แล้วด้วยการเดินเท้าระยะทางไกลลงมาทางทิศใต้ติตคาบสมุทรอินโดจีน ส่วนชื่อเวียดนามปรากฏเป็นครั้งแรกในศตวรรษที่ 19 เมื่อพระเจ้ายาลองได้รับพระบรมราชานุญาติจากจักรพรรดิจีนให้ตั้งชื่อประเทศ ใหม่ พระองค์จึงส่งคณะราชทูตเดินทางไปยังประเทศจีนเพื่อทรงขอพระบรมราชานุญาติใน การรวมชาติระหว่างดินแดนเก่าของ อันนาม กับดินแดนใหม่ของชาวเวียดเทืองเป็น นามเวียด (Nam viet) ต่อมาจักรพรรดิทรงเล็งเห็นว่าชื่อ นามเวียด เป็นชื่อเดิมของอาณาจักรในสมัยราชวงศ์เตรียว ซึ่งในสมัยนั้นดินแดนของเวียดนามได้รวมแคว้นกวางตุ้งและกวางสีเข้าไว้ด้วย กัน เพราะฉะนั้นชื่อว่านามเวียดอาจทำให้เกิดการแข็งข้อและมีการเรียกร้องเอาดิน แดนคืนก็เป็นได้ พระองค์จึงทรงแก้ไขง่ายๆโดยการเปลี่ยนกลับลำดับคำทั้งสองใหม่จาก นามเวียด มาเป็น เวียดนาม ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
ชาวเวียดเป็นเผ่าพันธุ์ที่ รู้จักกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณว่าเป็นพวกที่นิยมการล่าสัตว์และชอบอพยพโยก ย้ายถิ่นที่อยู่อาศัยเป็นประจำ ประวัติศาตร์อันยาวนานของผู้รุกรานและนักล่าอาณานิคมต่างชาติได้ขนานนามชื่อ ประเทศเวียดนามไปเป็นชื่อต่างๆมากมายหลายชื่อไม่เว้นแม้แต่คนไทยที่นิยมขนาน นามประเทศเวียดนามว่า “ญวน” ในปี ค.ศ.1292 นักเดินทางผู้ยิ่งใหญ่นามว่า มาร์โคโปโล ได้แล่นเรือผ่านชายฝั่งประเทศเวียดนามซึ่งในบันทึกของเขามีชื่อว่า เกากิกุ (Cougigu)และต่อมาในช่วงอาณานิคมฝรั่งเศสเรียกประเทศเวียดนามว่า “โคชินไชน่า” ส่วนคำว่า”อินโดจีน”ถูกขนานนามเป็นครั้งแรกโดยนักภูมิศาสตร์ชาวเดนมาร์ก ซึ่งเขาได้บันทึกลงในหนังสือ ยูนิเวอร์แซล จีโอกราฟฟิคและเป็นที่แพร่หลายในเวลาต่อมา ซึ่งมีความหมายถึงดินแดนในคาบสมุทรที่อยู่ตรงกลางและมีส่วนสำคัญในการติดต่อ ค้าขายกันระหว่างประเทศจีนและอินเดีย รวมถึงการอพยพย้ายถิ่นฐานที่อยู่อาศัยและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ของ ทั้งสองประเทศ
ประเทศเวียดนามเคยเป็นหนึ่งในประเทศที่ตกอยู่ภายใต้การ ปกครองของชาวตะวันตกในยุคการแสวงหาอาณานิคมนับตั้งแต่ในยุคสมัยของพระเจ้า มินห์ หม่างพระองค์ทรงไม่พอใจฝรั่งเศสที่จะเข้ามาปกครองประเทศจึงมีนโยบายต่อต้าน คาทอลิค ส่งผลให้ฝรั่เศสใช้เป็นข้ออ้างในการเข้าแทรกแทรงเวียดนาม จากนั้นวัฏจักรแห่งการรุกรานและ
การยึดครองของฝรั่เศสจึงเริ่มต้น ขึ้น การยกพลขึ้นบกของฝรั่งเศสที่เมืองทูเรน(เมืองดานังในปัจุบัน)เมื่อเดือน สิงหาคม ค.ศ.1858
เป็น ลางบอกเหตุของการเริ่มต้นยึดครองอาณานิคมซึ่งกิน เวลานานนับเป็นศตวรรษแต่ความต้องการที่จะแต่งตั้งกงสุลฝรั่งเศสและผู้ช่วย ทูตพาณิชย์ในดานังถูกปฎิเสธจากราชสำนักแห่งกษัตริย์แห่งเว้ ฝรั่งเศสจีงโต้ตอบการกระทำครั้งนี้โดย
การยึดเมืองดานัง และอีก 6 ปีต่อมาฝรั่งเศสได้เข้ารุกรานและยึดครองทางตอนใต้ทั้งหมดของประเทศเวียดนาม ซึ่งต่อมาได้ถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น โคชิน ไชน่าถูกผนวกเข้าเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ต่อมาฝรั่งเศสเริ่มขยายอำนาจขึ้นไปทางเหนือในปี ค.ศ. 1883 และแล้วตอนกลางของเวียดนามภายใต้ชื่อใหม่ว่า อันนาม ส่วนทางตอนเหนือหรือตังเกี๋ยก็กลายเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศส แต่ชาวเวียดนามก็ไม่ได้มีความสุขภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสมากไปกว่าการ อยู่ใต้การปกครองของจีน การรุกฮือขึ้นของชาวเวียดนามต่อต้านการปกครองที่ไม่เป็นธรรมของฝรั่งเศสและ เหตุการณ์ปฎิวัติในรัสเซียมีอิทธิพลต่อนักปฎิวัติหนุ่มนามว่า “เหงียน ตัด ทานห์”ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักกันในนามของ “โฮ จี มินห์” และต่อมาโฮจีมินห์ได้กลายเป็นบุคคลสำคัญที่สุดของเวียดนามในช่วงศตวรรษที่ 20 การปฎิวัติเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ค.ศ.1945
เมื่อกองทัพ เวียดมินห์ได้ประกาศตั้งคณะกรรมการแห่งชาติเพื่อสนับสนุนการปลดแอกเวียดนาม จากนั้นอีกสามวันต่อมากองทัพปลดแอกของโฮจีมินห์ก็เข้ายึดกรุงฮานอยได้สำเร็จ และอีกสามวันก็ถึงคราวของเมืองเว้ และรัฐบาลของพระเจ้าเบ๋าได่ถูกปิดล้อมและทรงถูกร้องขอให้ทรงสละราชสมบัติ ซึ่งพระเจ้าเบ๋าได่ก็ทรงยอมสละราชสมบัติแต่โดยดี ต่อมากองกำลังเวียดมินห์ของโฮจีมินห์ทำการยึดครองกรุงไซง่อนได้สำเร็จและต่อ มาก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานาธิบดีของเวียดนาม หลังจากนั้นกองทัพเวียดมินห์สามารถทำลายฐานที่มั่นหลายแห่งของฝรั่งเศส บริเวณพรมแดนจีนได้สำเร็จ จีนได้กลับกลายมาเป็นพันธมิตรของเวียดนาม ปักกิ่งช่วยจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ ยุทธปัจจัยตลอดจนความช่วยเหลืออื่นๆแก่กองทัพเวียดมินห์ต่อสู้กับฝรั่งเศส โดยปฎิบัติการเชิงรุกต่อต้านกองกำลังของฝรั่งเศส แต่เมื่อเผชิญกับกองกำลังและอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เหนือกว่า กองทัพเวียดมินห์จำเป็นต้องถอยร่นออกสู่ชนบทนำเอายุทธวิธีการต่อสู้แบบกอง โจรของเหมาเจ๋อตุงมาใช้ โดยการโจมตีและก่อวินาศกรรมหน่วยทหารของฝรั่งเศสที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว มากกว่าการที่จะข้าไปพัวพันการต่อสู้แบบเต็มรูปแบบกองกำลังเวียดมินห์สามารถ ขยายเขตแดนของตนเองได้อย่างรวดเร็วในระหว่างปี ค.ศ1952-1953ต่อมาฤดูใบไม้ผลิปี ค.ศ. 1953 กองทัพเวียดมินห์เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ขบวนการประเทศลาวทำการฝึกอาวุธ กองกำลังเวียดมินห์ในลาว
และในที่สุดเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1954 ฐานทัพของฝรั่งเศสที่เดียนเบียนฟูก็ประสบความพ่ายแพ้อย่างราบคาบ
ต่อ กอง กำลังเวียดมินห์ของโฮจิมินห์จนต้องถอยร่นลงมาอยู่ใต้เส้นขนานที่ 16 จากนั้นสงครามต่อสู้เพื่อเอกราชของชาวเวียดนามก็สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1954หลังจากการเจรจาต่อรองยืดเยื้อที่กรุงเจนีวามาเป็นเวลานานกับการที่จะ ได้เอกราชของประเทศเวียดนามกลับคืนมา ท้ายที่สุดเวียดนามกลับต้องมาเสียความเป็นเอกภาพไป
เมื่อขอตกลงเจนีวาใน เดือนสิงหาคมมีมติให้แบ่งแยกประเทศเวียดนามออกเป็นสองประเทศคือเวียดนาม เหนือและเวียดนามใต้บริเวณเส้นขนานที่ 17จากนั้นกองกำลังฝรั่งเศสชุดสุดท้ายก็ถอนออกจากเวียดนาม เมี่อฝรั่งเศสไปอเมริกาก็เข้ามามีอิทธิพลในเวียดนามแทนที่ฝรั่งเศสโดยให้การ สนับสนุนอย่างลับๆแก่ โง ดินห์ เยียม ขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเวียดนามใต้ตลอดจนให้การสนับสนุนกำลังทหาร และอาวุธยุทโธปกรณ์ในการสู้รบกับกองกำลังทหารของเวียดนามเหนือ
หรือมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า” เวียดกง “ทำให้เวียดนามใต้กลายเป็นรัฐอารักขาของอเมริกาโดยอัตโนมัติ ต่อมาในช่วงปี ค.ศ.
1965 เป็นช่วงที่อเมริกาเข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรงกับเวียดนามใต้อย่างเห็นได้ชัด เมื่อ ประธานาธิบดี ลินคอน บี จอนห์สัน
ตัดสิน ใจส่งกองกำลังทหารอเมริกันจำนวนมากเข้ามาในเวียดนามใต้จนในปี ค.ศ. 1967 ก็ปรากฎว่ามีทหารอเมริกันเข้ามาประจำการในเวียดนามมากกว่า500,000 คนและทหารสัมพันธมิตร 100,000 คนแต่จุดเปลี่ยนของสงครามเวียดนามเกิดขึ้น
ใน ปี ค.ศ. 1968 เมื่อเวียดกงเข้าโจมตีกรุงไซ่ง่อนอย่างฉับพลันในเทศกาลเต็ดหรือวันปีใหม่ตาม จันทรคติของเวียดนามรวมทั้งการโจมตีสถานทูตอเมริกันในกรุงไซ่ง่อนอีกด้วย ซึ่งสร้างความอับอายมาสู่สหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมากและในที่สุดกรุงไซง่อนก็ แตกเพราะฝีมือของเวียดกงชาวอินโดจีนตัวเล็กๆที่อเมริกาเคยดูถูกมาตลอดและ ด้วยเหตุนี้ทำให้ประธานาธิบดี จอนห์สันประกาศที่จะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งใหม่ ซึ่งต่อมาริชาร์ด นิกสันผู้ดำรง
ตำแหน่งประธานาธิบดีอเมริกาแทนนายลินดอน บี จอนห์สัน ได้มีข้อตกลงสันติภาพที่กรุงปารีสในปี ค.ศ. 1973 ยุติการสู้
รบ โดยสิ้นเชิง อเมริกาเริ่มทยอยถอนกำลังทหารออกจากเวียดนามแต่ทว่าในปี ค.ศ. 1975 กองกำลังคอมมิวนิสต์เวียดกงได้ทำการรุกคืบคลานลงไปทางตอนใต้ของเวียดนาม อย่างไม่ลดละ รัฐบาลของ โง ดินห์ เยียม ถูกปฎิเสธความช่วยเหลือจากรัฐสภาของสหรัฐ ซึ่งส่งผลให้กองกำลังเวียดกงบุกเข้ายึดกรุงไซง่อนได้สำเร็จในวันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 1975 เป็นอันสิ้นสุดการต่อสู้เพื่อเอกราชของชาวเวียดนามและสามารถรวมชาติเวียดนาม ได้สำเร็จเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สำหรับยุทธการชี้ขาดความสำเร็จในครั้งนี้ก็คือ ยุทธการโฮจีมินห์ซึ่งโฮจีมินห์ได้ตั้งความหวังใฝ่ฝันและทำพินัยกรรมเอาไว้ ก่อนที่ท่านจะถึงแก่กรรม ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นความจริงสามารถปลดปล่อยและรวมชาติเวียดนามได้สำเร็จ มีชัยชนะเหนือจักรวรรดินิยมชาติมหาอำนาจทั้งสองชาติคือ ฝรั่งเศส และอเมริกา ซึ่งต่อมาได้มีการเลือกตั้งเสรีทั่วประเทศเวียดนามและรวมเวียดนาม
เหนือและเวียดนามใต้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ค.ศ. 1976 โดยใช้ชื่อใหม่ว่า
“ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม “ สำหรับโฮจีมินห์แล้วเป็นที่น่าเสียดายว่าเขาไม่ได้เห็นผลงานแห่งการทุ่มเท ทั้งชีวิตและจิตใจของเขาเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกราชและสิทธิเสรีภาพของชาว เวียดนามอย่างแท้จริงดั่งที่เขาเคยใฝ่ฝันไว้ตลอดชีวิตเพราะเขาได้เสียชีวิต ลงก่อนหน้านั้นหกปี แต่ถึงอย่างไรก็ตามประชาชนชาวเวียดนามทุกคนก็ยังยกย่องให้เขาเบ็นผู้อยู่ เบื้องหลังชัยชนะและความสำเร็จในครั้งนี้และตลอดเวลา 30กว่าปีที่ผ่านมาในความรู้สึกของชาวเวียดนามทุกคนแล้ว
“โฮจีมินห์ “ยังไม่ตายไปจากจิตใจของพวกเขา

ประเทศ เวียดนาม มีรูปร่างคล้ายอักษรตัว”S”ขนาดใหญ่ที่ยาวเหยียด กินพื้นที่ไปตามความยาวของคาบสมุทรอินโดจีน
รูป ร่างเหมือนไม้คานที่มีกระบุงใส่ข้าวแขวนอยู่ตอนปลายของไม้คานทั้งสองข้าง ทางตอนเหนือบริเวณสามเหลี่ยมลุ่มแม่น้ำแดงมีพื้นที่อุดมสมบูรณ์ส่วนทางด้าน ตอนใต้บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้าโขงเชื่อมต่อกับเทือกเขาตรึงเซ็นประเทศ เวียดนามมีพื้นที่ทั้งหมด 331,033 ตารางกิโลเมตรเทียบเท่าครึ่งหนึ่งของมลรัฐเท็กซัสแต่มีขนาดใหญ่กว่าประเทศ อิตาลีเพียงน้อยพรมแดนทางด้านทิศตะวันออกติคกับทะเลจีนใต้ซึ่งมีหมู่เกาะนับ เป็นร้อยๆเกาะเรียงรายตั้งแต่อ่าวตังเกี๋ยในทะเลจีนใต้จนถึงอ่าวไทยทางด้าน ทิศเหนือติคกับประเทศจีนมีพรมแดนยาว1,150กิโลเมตรทิศตะวันตกติคต่อกับประเทศ ลาวมีพรมแดนยาว 1,650 กิโลเมตรและติคกับประเทศกัมพูชามีพรมแดนยาว 930 กิโลเมตรโดยเหนือสุดนับจาก เมือง หม่องไก๋ (Mong Cai )ลงไปจนจรดจังหวัด ฮาเตียน(Ha Tien)ทางภาคใต้ สำหรับส่วนที่กว้างที่สุดอยู่ทางภาคเหนือมีความกว้าง600กิโลเมตรส่วนที่แคบ ที่สุดมีระยะทาง 50 กิโลเมตร ประเทศเวียดนามตั้งอยู่ระหว่างละติจูดที่ 8 องศา 33ลิบดา ถึง 23องศา 20 ลิปดาเหนือ และลองติจูดที่ 102 องศาถึง 109 องศา27 ลิปดา ทางทิศตะวันออกเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยทัศนียภาพอันงดงามและภูมิศาตร์อัน หลากหลายสาเหตุเพราะได้รับอิทธิพลมาจากดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแดงอันอุดม สมบูรณ์ทางภาคเหนือกับดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงทางตอนใต้สูดของ ประเทศ หุบเขาที่สำคัญที่สุดคือหุบเขาแห่งลุ่มแม่น้ำแดงซึ่งมียอดเขาที่สูงที่สุดมี ชื่อว่า “ฟานสีบัน “ที่มีความสูง3,160 เมตรตั้งอยู่ในจังหวัดลาวไกทางทิศเหนือติคกับชายแดนประเทศจีน สำหรับทางภาคเหนือของประเทศเวียดนามมีพื้นทาราบและหุบเขาหลายแห่งโดยมีแม่ น้ำกุงไหลมาบรรจบกับแม่น้ำแดงจนทำให้เกิดดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอันกว้าง ใหญ่ แม่น้ำแดงมีต้นกำเนิดมาจากมณฑลยูนานในประเทศจีนไหลผ่านตอนเหนีอของประเทศ เวียดนามจากนั้นจึงไหลลงสู่ทะเลจีนใต้ สำหรับความรุนแรงของน้ำทะเลที่ซัดสาดปะทะกับเทือกเขาหินปูนตามแนวชายฝั่ง ทะเลอันยาวเหยียดมาเป็นเวลาหลายร้อยหลายพันปี จึงทำให้บริเวณนี้เต็มไปด้วยโขดหิน ถ้ำ และอ่าวอยู่มากมาย เช่น อ่าวฮาลองเบย์ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศเวียดนาม ซึ่งมีความมหัศจรรย์และความสวยงามตามธรรมชาติจนได้รับการยอมรับจากองค์การ ยูเนสโก ยกย่องให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ สำหรับแม่น้ำโขงชาวเวียดนามเรียกว่า กู๋ลองยาง หรือแม่น้ำเก้ามังกรเป็นแม่น้ำที่มีความยาวที่สุดในทวีปเอเชียโดยมีความยาว ถึง 4,180 กิโลเมตรมีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาในประเทศธิเบต จากนั้นไหลผ่านประเทศ จีน ,พม่า,ลาว,ไทย,กัมพูชาจากนั้นจึงไหลลงสู่ทะเลจีนใต้ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของ ประเทศเวียดนามบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงกินอาณาบริเวณ 75,000 ตารางกิโลเมตร

ภูมิอากาศ
ประเทศ เวียดนามตั้งอยู่ในเขตมรสุมตะวันออกเฉียงใต้ของเอเชียระหว่างเส้น ทรอปิคออฟเคนเซอร์กับเส้นศูนย์สูตร ก่อให้เกิดสภาพอากาศที่แปรปรวนไปตามภูภาคต่างๆอุณหภูมิเฉลี่ยราว 22C (72F) จะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยจากฤดูหนึ่งไปอีกฤดูหนึ่ง แต่มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันเช่นกัน สำหรับสภาพอากาศทางตอนเหนือของประเทศเวียดนามได้รับอิทธิพลมาจากกระแสลมของ เอเซียตอนกลางส่งผลให้สภาพอากาศคล้ายกับประเทศจีน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วในประเทศเวียดนามมีฤดูกาลที่ชัดเจนอยู่สองฤดูคือฤดูร้อน และฤดูหนาวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายนทางตอนเหนือจะเป็นฤดูหนาว สภาพอากาศจะชุ่มชื้นและหนาวเย็นประกอบกับมีกระแสลมหนาวจากบริเวณขั้วโลก เหนือพัดผ่านไซบีเรียและประเทศจีน ทำให้อุณหภูมิลดต่ำลงจนเหลือประมาณ 0 C (32 F)ในเขตเทือกเขาทางด้านทิศเหนือ และทางด้านทิศตะวันออกของกรุงฮานอยอากาศจะเย็นและมีฝนตกปรอยๆสำหรับฤดูร้อน เริ่มต้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคมมีพายุไต้ฝุ่นเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่การเกษตรกรรมในทุกๆปี ช่วงอากาศร้อนที่สุดอยู่ในระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม
ส่วนภาคกลาง ของประเทศเวียดนามสภาพอากาศมีความเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมากและรวดเร็วจังหวัด ที่อยู่ทางภาคเหนือจะมีอากาศแบบบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแดงส่วนจังหวัด ที่อยู่ทางตอนใต้จะมีสภาพอากาศเหมือนกับบริเวรสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ตัวอย่างเช่น เมืองเว้ เมืองหลวงเก่าของเวียดนาม เมืองดานังและ ฮอยอัน จะมีฤดูฝนค่อนข้างยาวนานในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือน มีนาคม สำหรับทางตอนใต้ของประเทศเวียดนามสภาพอากาศค่อนข้างคงที่แต่สภาพอากาศจะ เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันในช่วงฤดูฝนเริ่มต้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือน ตุลาคมส่วนเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธุ์อากาศจะค่อนข้างแล้ง ฤดูร้อนจะเริ่มต้นตั้งแต่เดือนมีนาคมถืงเดือนพฤษภาคมอุณหภูมิจะสูงประมาณ 35C กล่าวโดยทั่วไปภูมิอากาศของประเทศเวียดนามจะมีฝนตกชุกทั่วทั้งประเทศจึง เหมาะแก่การเกษตรกรรมบริเวณที่ราบสูงเหมาะกับการปลูกใบชา, กาแฟ, ปอดอกไม้ตลอดจน ผักต่างๆ ส่วนบริเวณที่ราบลุ่มเหมาะแก่การปลูกข้าว ,พริกไทย, ยางพาราและผลไม้นานาชนิด สำหรับสัตว์ป่านั้นประเทศเวียดนามมีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม273ชนิดสัตว์เลื้อย คลาน180ชนิด นกนานาชนิดอีก200 กว่าชนิดสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังและสัตว์น้ำอีกนับร้อยชนิด สำหรับสัตว์ป่าที่มีอาทิเช่น ช้าง ควายป่า กวาง สมเสร็จ ลิง เต่า จระเข้และนกเงีอก ฯลฯ ส่วนแม่น้ำในประเทศเวียดนามมีความยาวของแม่น้ำสำคัญสายต่างๆรวมระยะทาง4,100 กิโลเมตร และมีความยาวของลำคลองต่างๆระยะทางประมาณ 3,100 กิโลเมตร โดยมีแม่น้ำแดงเป็นแม่น้ำที่มีความยาวที่สุดในประเทศโดยมีความยาว 1,149 กิโลเมตร สำหรับแม่น้ำโขงที่ไหลผ่านประเทศเวียดนามมีความยาว ทั้งสิ้น 220 กิโลเมตร

หน้าต่อไป

Additional information