ท่องเที่ยวในเขตทหารเพชรบุรี–ประจวบคีรีขันธ์ p3

วันที่สองของการเดินทาง
เช้า ตรู่วันที่สองของการเดินทางเราสองคนตื่นนอนตอนเช้าจากนั้นจึงลงมาเดิน เล่นสูดโอโซนรับลมทะเลกันที่บริเวณริมชายหาดของสวนสนประดิพัทธ์ซึ่งนอกจาก เราสองคนแล้วยังมีนักท่องเที่ยวมาเดินเล่นและออกกำลังกายกันเป็นจำนวนมากอีก ด้วยดวงอาทิตย์ค่อยๆโผล่ขึ้นมาจากขอบฟ้าเป็นสัญญาณการเริ่มต้นของเช้าวัน ใหม่แสงเงินแสงทองสาดกระจายไปทั่วบริเวณชายหาดเป็นภาพที่สวยงามเป็นอย่าง มาก



จน เราสองคนอดใจไว้ไม่อยู่จนต้องหยิบกล้องออกมาบันทึกภาพมาฝากท่านผู้อ่าน จากนั้นจึงเดินเท้าเที่ยวชมบริเวณชายหาดจนมาพบกับโครงกระดูกปลาวาฬขนาดใหญ่ จัดแสดงไว้อยู่เหนือชายหาดสวนสนประดิพัทธ์ขึ้นมาเล็กน้อย



เรา สองคนสอบถามจากเจ้าหน้าที่ของสวนสนประดิพัทธ์ได้ความว่าซากกระดูกฉลามวาฬตัว นี้เป็นซากของเจ้าฉลามวาฬที่ตายแล้วลอยมาเกยชายหาดสวนสนประดิพัทธ์สำหรับ สาเหตุการตายนั้นไม่ทราบว่าเกิดจากสาเหตุใด จากนั้นชาวบ้านจึงช่วยกันนำขึ้นมาทำความสะอาดจากนั้นนำมาตากแดดให้แห้งนำมา ตั้งแสดงไว้เพื่อให้นักท่องเที่ยวและนักเรียนที่เดินทางมาท่องเที่ยวภายใน สวนสนประดิพัทธ์ได้ชมและศึกษากัน



จาก นั้นเราสองคนจึงมานั่งรับประทานอาหารเช้าร่วมกับคณะทัวร์ของกองทัพบกและ เมื่อรับประทานอาหารเช้าเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นจึงออกเดินทางไปท่อง เที่ยวยัง ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินีที่ปากน้ำปราณบุรีกันต่อ ไป



สำหรับศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินีตั้งอยู่ที่ ต.ปากน้ำปราณ อ.ปราณบุรี
จ.ประจวบ คีรีขันธ์หากเริ่มต้นเดินทางจากหัวหินใช้ถนนเพชรเกษมผ่านทางเข้าหมู่บ้านเขา เต่าเลี้ยวซ้ายบริเวณทางเข้าไปยังวนอุทยานปราณบุรีเมื่อข้ามทางรถไฟแล้ว เลี้ยวขวาไปตามถนนเพื่อไปยังปากน้ำปราณซึ่งตลอดระยะทางจะมีป้ายบอกทางไปยัง ศูนย์ฯตั้งอยู่เป็นระยะๆผ่าน“ตวงสุขเลคฮิลล์รีสอร์ท”ตรงไปอีกเล็กน้อยก็จะมี ป้ายบอกทางเข้าไปยัง”ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี”



พอ รถโดยสารของคณะทัวร์กองทัพบกเลี้ยวเข้าไปด้านในเราสองคนสังเกตได้เลยว่าเป็น ที่ตั้งของป่าชายเลนผืนใหญ่ที่มีเนื้อที่หลายร้อยไร่ซึ่งหลังจากมีการติด ป้ายบอกทางมาตามถนนเพชรเกษมจากกรุงเทพ-ประจวบฯและจากการประชาสัมพันธ์ของ สื่อมวลชนทำให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของปากน้ำปราณ ในจ.ประจวบไป



หลัง จากจอดรถบนลานจอดรถอันกว้างขวางภายในศูนย์แล้วจากนั้นคณะทัวร์ของกองทัพบก และเราสองคนก็เดินเท้าเข้าไปภายในศูนย์ฯแห่งนี้นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาส เข้ามาเยี่ยมเยือนภายในศูนย์แห่งนี้จะได้เห็นสิ่งดีๆที่มีคุณค่าเหมาะกับ นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบธรรมชาติและศึกษาถึงระบบนิเวศของป่าชายเลนและถ้าหาก ย้อนหลังกลับไปเมื่อประมาณสิบกว่าปีที่ผ่านมาบริเวณพื้นที่ของศูนย์ฯแห่งนี้ ก็คือนากุ้งร้างทั้งหมดปราศจากพื้นที่สีเขียวแม้แต่น้อย



แต่ ปัจจุบันกลับกลายมาเป็นพื้นที่สีเขียวแล้วและก่อนที่คณะทัวร์ของกองทัพบกจะ เดินเข้าไปเที่ยวชมภายในศูนย์ฯจะต้องติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของศูนย์ฯเสีย ก่อนน่ะครับเพื่อสอบถามข้อมูลในการเข้าเที่ยวชมนอกจากนี้หากเดินทางมาเป็น หมู่คณะและมีการติดต่อไว้ล่วงหน้าแล้วทางศูนย์ฯก็จะมีมัคคุเทศก์ท้องถิ่น ซึ่งเป็นเยาวชนในสถานการศึกษาภายในพื้นที่อ.ปราณบุรีซึ่งผ่านการฝึกฝนทั้ง ภาคทฤษฎีและปฏิบัติแล้วมาเป็นวิทยากรให้ โดยจะสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาคอยให้คำแนะนำกับผู้ที่เข้ามาเยี่ยม เยือนภายในศูนย์ฯศึกษาเรียนรู้ถึงระบบนิเวศน์ของป่าชายเลนที่ศูนย์สิรินาถ ราชินีแห่งนี้ 

สำหรับจุดแรกจะเป็นอาคารที่ทำการของศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี



ส่วน จุดที่สองเป็นเรือนโปรงขาวใช้เป็นสถานที่ปฐมนิเทศทำกิจกรรมสันทนาการฯและจุด ที่สามเป็นเรือนโกงกางซึ่งมีลักษณะเป็นอาคารไม้หลังใหญ่ด้านในเล่าเรื่อง ราว”ย้อนตำนานปราณบุรีและวิถีชุมชนปากน้ำปราณ”โดยนำเสนอทั้งรูปของวีดีทัศน์ และภาพถ่ายเล่าถึงประวัติศาสตร์ของเมืองปราณบุรีเรียงร้อยถ้อยคำผ่านคำขวัญ ประจำเมืองพร้อมกับสมุดบันทึกเล่มใหญ่



จุด ต่อมาคือ”สองครัวปากน้ำปราณต้นทางอาหารสร้างพลังชุมชน”จุดนี้จะทำให้ทุกคน ได้เห็นถึงการนำเสนอในรูปแบบของเทคนิคเมจิกวิชั่นเล่าเรื่องถึงการพลิกฟื้น คืนชีวิตป่าชายเลนปากน้ำปราณด้วยพระบารมีและย้อนรอยประวัติศาสตร์ครัวปากน้ำ ปราณกว่า20ปีโดยจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ครัวเรือนของชาวปราณบุรีในอดีต เมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมา



ต่อ มาในจุดที่สี่จะเป็นเรื่องของคนกับป่าวิถีทางแห่งการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ระหว่างคนกับธรรมชาตินักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาเที่ยวชมสามารถเรียนรู้ ได้ถึงเครื่องมือประมงท้องถิ่นของชาวบ้านปากน้ำปราณบุรี พร้อมร่วมผจญภัยไปกับปูก้ามดาบเพื่อตามล่า10กรุสมบัติของป่าชายเลนแห่งนี้ ต่อมาเป็นจุดที่ห้า“เปิดห้องเรียนธรรมชาติ”ส่วนนี้มีหน้าต่างเปิดโล่งให้ได้ สัมผัสกับกลิ่นไอของป่าชายเลนและมีกล้องส่องดูนกไว้ให้คนที่สนใจเดินเข้าไป ได้ดูนกในป่าชายเลนด้วยตาตนเอง



จน มาถึงจุดที่หกคือ”พลังไทยรวมพลังชุมชนพลิกฟื้นผืนดิน”จุดนี้ผู้ที่เข้า เที่ยวชมจะได้เรียนรู้ถึงเรื่องราวการรวมพลังของปตท.โดยได้รับความร่วมมือ จากวนอุทยานปราณบุรี,กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช,ชุมชนปากน้ำ ปราณบุรีตลอดจนชุมชนโดยรอบในการพลิกฟื้นนากุ้งร้างแห่งนี้ให้กลับฟื้นคืน ชีพกลับมาเป็นผืนป่าชายเลนอันอุดมสมบูรณ์ที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้



ถัด ไปเป็นจุดที่เรียนรู้พิเศษ”ระเบียงชายเลน”จะมีเด็กผู้ชายนั่งถือหนังสือและ นั่งมองป่าชายเลนด้านหน้าหากไม่สังเกตให้ดีก็จะไม่ทราบว่าเป็นหุ่น(นึกว่าคน จริงๆ) บริเวณนี้จะมีห่วงให้ดึง ซึ่งเมื่อออกแรงดึงด้านล่างก็จะเห็น ปูก้ามดาบ,ปลาตีน,ปูดำและงูสายรุ้ง จำลองไว้ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งมีชีวิตสำคัญในระบบนิเวศป่าชายเลน ก่อนที่จะเดินลงไปชมสิ่งมีชีวิตของจริงในการเดินศึกษาธรรมชาติต่อไป



ถัด ไปเป็นจุดที่หก”ป่าชายเลนโลก”จุดนี้จะมีลักษณะเป็นเสมือนลูกโลกซึ่งถ้าเอามา ขยายจะแสดงให้เห็นว่าป่าชายเลนของโลกปัจจุบันมีเหลืออยู่เท่าไหร่และมีเหลือ อยู่ที่ไหนบ้างในโลกกลมๆใบนี้ซึ่งจากการค้นหาคำตอบในจุดนี้ทางศูนย์จะใช้ ระบบไฟอิเล็กทรอนิกส์และอินเตอร์เน็ตซึ่งถือว่าเป็นห้องสมุดไร้พรหมแดน



ส่วน จุดที่แปดจะเป็นจุดสุดท้ายในอาคารเรือนไม้หลังนี้”ปลูกกล้าก่อเกื้อเพื่อ แผ่นดิน”สำหรับจุดนี้จะเป็นจุดมีคุณค่ามากจริงๆเพราะมีพระบรมฉายาลักษณ์ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถนอกจาก นี้ภายในห้องนี้นักท่องเที่ยวจะได้ชื่นชมกับพระบารมีและพระราชกรณียกิจผ่าน จอฉายพารานอรามาขนาดใหญ่เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์อีกด้วย ครับ
นอกจากนั้นยังมีแผนผังจำลองของ”ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี” ทั้งเจ็ดจุดภายในเรือนไม้หลังใหญ่อีกด้วยครับ



สำหรับ เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน เพื่อการเรียนรู้และสัมผัสกับระบบนิเวศในพื้นที่จริงซึ่งมีระยะทางประมาณ 1 กม.ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เส้นทางเดินเป็นพื้นซีเมนต์ยกตัวสูงจากพื้นดินโดยมีราวไม้ลัดเลาะไปตามป่า ชายเลน



ใน ตอนช่วงบ่ายน้ำทะเลจะลดลงมากจนสามารถแลเห็นรากของต้นโกงกาง ตลอดจนปูก้ามดาบ,ปูแสม,ปลาตีนของจริงซึ่งอาศัยอยู่ตามพื้นดินในป่าชายเลน




ระยะ เวลากว่า 10 ปีแล้วที่บริษัทปตท.จำกัด(มหาชน) ได้เข้าร่วมโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติจำนวน1 ล้านไร่ร่วมกับประชาชนชาวไทย ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงครองราชย์ปีที่ 50 ในปีพุทธศักราช 2537 และในวันที่ 16 พ.ย.2545 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีทรงเสด็จพระราชดำเนินมาในพิธี น้อมเกล้าฯถวายโครงการปลูกป่า 1 ล้านไร่ ณ บริเวณแปลงปลูกป่า FPT 29 และ 29/3 อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ จนทำให้บริเวณป่าชายเลนผืนนี้กลายเป็นผืนป่าประวัติศาสตร์ ที่อยู่ในความทรงจำของชาวไทยทุกคน โดยในการเสด็จฯครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า”ปลูกป่าแล้วต้องให้ชาวบ้านประชาชนได้ใช้ ประโยชน์ด้วย” นอกจากนี้แล้วเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2547 บริษัท ปตท.(มหาชน)ได้นำเรื่องการพัฒนาพื้นที่ฯเพื่อเป็นศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบ นิเวศ ป่าชายเลน ขึ้นทูลเกล้าฯขอพระราชทานชื่อของศูนย์ฯจากสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และได้รับพระราชทานชื่อว่า” ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี”ในวันที่ 20 ก.ค.2547 ซึ่งในแต่ละจุดจะมีป้ายสื่อความหมายบอกถึงชื่อต้นไม้ชนิดต่างๆที่อยู่ในป่า ชายเลนผืนนี้



เรา สองคนใช้เวลาไม่นานนักก็เดินมาถึงหอสูงเท่ากับตึกถึง 6 ชั้น ด้านบนจะมองเห็นทัศนียภาพโดยรอบของป่าชายเลนผืนนี้สามารถมองเห็นสภาพป่า ชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ของปากน้ำปราณบุรีได้ทั้งหมด



จาก นั้นจึงเดินเท้าออกมาด้านนอกบริเวณด้านหน้าเรือนโกงกางจะมีเตาสาธิตการผลิต ถ่านและน้ำส้มควันไม้ ซึ่งมีการนำเสนอในเรื่องขั้นตอนของการเผาถ่านไม้โกงกาง และวิธีการเก็บรักษาน้ำส้มควันไม้อีกด้วยครับ



สำหรับ ผู้ที่สนใจจะเดินทางเข้าเที่ยวชมภายในศูนย์ฯหรือสอบถามข้อมูลรายละเอียดได้ ที่ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี โทรศัพท์ 032-632-255หรือคลิ๊กเข้าไปที่ www.pttplc.comได้เลยครับ
เราสองคนเดิน เที่ยวชมพร้อมทั้งบันทึกภาพจนสมควรแก่เวลาจากนั้นจึงออกเดิน ทางมายังอ่าวมะนาวอันเป็นที่ตั้งของกองบินที่5ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมือง ประจวบระยะทางประมาณ3 กม. รถโดยสารของกองทัพบกพาคณะทัวร์และเราสองคนเดินทางออกจากศูนย์ฯมาตามถนนสละ ชีพถึงสามแยกเลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข3167ผ่านอ่าวมะนาวตามถนนเลียบ ชายหาดเข้าสู่ยังกองบิน5



รถ โดยสารของกองทัพบกใช้เวลาไม่นานนักก็พาคณะทัวร์กองทัพบกและเราสองคนเดินทาง มาจอดสงบนิ่งยังลานจอดรถของกองบิน5บริเวณอ่าวมะนาวและก่อนที่จะเริ่มกิจกรรม ท่องเที่ยวในกองบิน5 คณะทัวร์กองทัพบกทุกคนทำการวางพวงมาลาเคารพอนุสรณ์สถานของเหล่าทหารหาญที่ สละชีวิตในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2เพื่อปกป้องแผ่นดินไทยไว้จากกองทัพญี่ปุ่นที่บริเวณอ่าวมะนาวอันเป็นที่ ตั้งของกองบิน5แห่งนี้



สำหรับอนุสรณ์สถานมีลักษณะเป็นรูปหล่อของทหารอากาศสูงประมาณ2เมตรกำลังยืนในท่าย่อเข่าชูธงหันหน้าออกสู่อ่าวมะนาว


จาก นั้นเหล่ามัคคุเทศก์น้อยของกองบิน5ก็เดินนำเราทั้งสองคนพร้อมทั้งคณะ ทัวร์กองทัพบกก็เข้าไปเที่ยวชมภายในอาคารพิพิธภัณฑ์อุทยานประวัติศาสตร์ ของ กองบิน 5 และอาคารประวัติสงครามซึ่งในอดีตเคยเป็นถูกใช้เป็นเรือนพักของทหารเก่าสมัย สงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อมาได้ถูกดัดแปลงเป็น“อาคารประวัติศาสตร์สมัยญี่ปุ่นยกพลขึ้นบก” ซึ่งภายในได้แสดงนิทรรศการเกี่ยวกับวีรกรรมในวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2484 และระหว่างเดินเที่ยวชมภายในอาคารทั้งสองแห่งนี้ผมขอถือโอกาสเล่าลำดับ เรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้นนะครับซึ่งอาจจะยาวไปสักหน่อยแต่ก็ น่าศึกษามากครับ


ใน ปีพ.ศ.2482 สงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ก่อตัวขึ้นรัฐบาลไทยภายใต้การนำของจอมพล ป.พิบูลสงคราม มีนโยบายวางตัวเป็นกลาง ท่ามกลางไฟสงครามซึ่งแบ่งโลกออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายแรกคือฝ่ายสัมพันธมิตรที่มีอเมริกาและอังกฤษเป็นแกนนำฝ่ายที่สองคือฝ่าย อักษะประเทศมีเยอรมันและญี่ปุ่นเป็นแกนนำ




ต่อ มา เมื่อเวลา23.00 นของวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ.2484 นายซูโบกามิ เอกอัคราชทูตญี่ปุ่นและคณะได้เดินทางเข้าพบจอมพล ป.พิบูลสงครามซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น




ที่ ทำเนียบรัฐบาลโดยแจ้งความประสงค์ว่า ญี่ปุ่นกำลังอยู่ในช่วงความเป็นหรือความตายกับ อังกฤษและสหรัฐอเมริกา มีความตั้งใจที่จะโจมตีประเทศพม่าดินแดนที่อยู่ในอาณัติของประเทศดังกล่าวใน เวลา 1 นาฬิกาของวันที่ 8 ธันวาคมจึงจำเป็นที่จะต้องอาศัยดินแดนไทยเป็นทางผ่านไปสู่ประเทศพม่า ทางรัฐบาลไทยจึงได้แจ้งถึงภาวะที่ประเทศไทยประกาศตัวเป็นกลาง และผู้ที่จะสั่งการ ให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งนี้ได้ก็คือผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งก็คือจอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีซึ่งในเวลานั้นไม่อยู่โดยไม่รีรอต่อท่าทีขอรัฐบาลไทย กองกำลังญี่ปุ่นที่เตรียมการไว้อย่างพร้อมเพรียง ได้ตัดสินใจยกพลขึ้นบกที่ จังหวัดริมชายฝั่งทะเลไทย ในคืนวันที่ 7 และรุ่งสางของวันที่ 8 ธันวาคม


และ ในบ่ายเดียวกันนั้นตามเวลาของไทยหรือรุ่งเช้าตามเวลาท้องถิ่นกองกำลังโจมตี แบบสายฟ้าแลบ ของจักรวรรดิญี่ปุ่นบุกเข้าโจมตีเพิร์ล ฮาเบอร์ของอเมริกา รัฐบาลสหรัฐอเมริกาโดยกานำของประธานาธิบดีไอเซ็นฮาวร์ จึงประกาศสงครามกับญี่ปุ่นในเช้าวันถัดมาเวลา07.00 นาฬิกาของวันที่ 8 ธันวาคม



จอม พล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีได้เดินทางถึงยังที่ประชุมและรับฟังรายงานเหตุการณ์จากทุกฝ่าย นายปรีดี พนมยงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้เสนอให้พิจารณาถึงผลได้ผลเสียที่จะเกิดขึ้น




หลัง จากนั้นจึงได้ข้อสรุปว่าเราคงไม่มีทางที่จะต่อสู้กับกองทัพญี่ปุ่นได้ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีจึงได้ประกาศว่า ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะต่อต้านกองทหารญี่ปุ่น หลังจากเอกอัคราชทูตญี่ปุ่นได้หารือกับรัฐบาลไทยแล้วจึงได้ทำการลงนาม ในหนังสือสัญญายินยอมให้กองทัพญี่ปุ่นเดินทัพผ่านแดนไทยไปยังประเทศพม่า โดยตกลงรับเงื่อนไขที่กองทัพญี่ปุ่นเสนอมาเพียงหนึ่งในสามข้อเท่านั้น



หลัง จากนั้นสงครามมหาเอเชียบูรพาก็ได้อุบัติขึ้น ประเทศไทยคือหนึ่งในที่หมายของการยกพลขึ้นบกของญี่ปุ่น เพื่อไปโจมตีทหารอังกฤษในพม่าและมลายูแช้าตรู่ของวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2484 ณ กองบินน้อยที่ 5 จ.ประจวบคีรีขันธ์ เรืออากาศตรี ศรีศักดิ์ สุจริตธรรม พร้อมทหารจำนวนหนึ่งได้ออกไปหาปลาที่บริเวณหน้าอ่าวมะนาวและได้พบกับเรือยก พลขึ้นบกของญี่ปุ่นจำนวน 3 ลำมุ่งหน้าเข้ามาเพื่อยึดกองบินน้อยที่5



ทหาร ไทยจำนวนเพียง 100 คนเศษ ตัดสินใจต่อกรกับทหารลูกพระอาทิตย์ซึ่งยังประมาณจำนวนมิได้ซึ่งในเวลาเดียว กันนั้นภายในเมืองประจวบคีรีขันธ์ ทหารญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นบกที่อ่าวประจวบญี่ปุ่นได้ส่งกองกำลังเข้ายึดพื้นที่ 3 ทาง คือ ศาลากลางจังหวัด รวมถึงสถานีตำรวจและสถานีรถไฟ แล้วกระจายกำลังไปทั่ว เสียงปืนดังกึกก้อง ทางด้านกองบินน้อยที่ 5 กำลังพลของทหารญี่ปุ่นได้เคลื่อนตัวเข้าทางด้านอ่าวประจวบ และทางด้านอ่าวมะนาว ยึดพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เกิดการตะลุมบอนต่อสู้กันด้วยดาบปลายปืน ทหารญี่ปุ่นหมายจะยึดกองบินน้อยที่ 5 เป็นที่มั่น



กำลัง รบทางภาคพื้นอากาศของฝูงกองบินน้อยที่ 5 ได้รับคำสั่งให้นำเครื่องบินขึ้นต่อต้านการบุกรุกของญี่ปุ่น และสนับสนุนกำลังรบภาคพื้นดินบ่ายวันที่ 8 นั้นเอง น.ต.ม.ล. ประวาศ ชุมสาย ผู้บังคับการกองบินน้อยที่ 5 ได้มีคำสั่งให้เผาคลังน้ำมัน และหมวดเสนารักษ์



เพื่อ ป้องกันมิให้ญี่ปุ่นยึดเป็นที่มั่นได้จากนั้นเสียงปืนยังคงดังต่อเนื่องมาจน กระทั่งการสู้รบยุติลงเมื่อได้รับการประกาศจากรัฐบาลให้ยุติการรบและยินยอม ให้กองทัพญี่ปุ่นเคลื่อนพลผ่านดินแดนไทยไปยังประเทศพม่า ในเวลาราวเที่ยงวันของวันที่ 9 ธันวาคม
และเมื่อสำรวจความเสียหายหลังการ สู้รบ พบว่าฝ่ายไทยมีทหารอากาศเสียชีวิตจำนวน 38 นาย ตำรวจ 1 นาย ยุวชนทหาร 1 นาย และครอบครัวทหาร 2 คนในขณะที่กองกำลังผู้รุกรานซึ่งมีความพร้อมและจำนวนมากกว่าเสียชีวิต 217 นาย บาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมาอีกมากกว่า 100 นายจุดลงนามสงบศึกวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ.2484 หลังการสู้รบเป็นเวลา 33 ชั่วโมงยุติลงทหารทั้งสองฝ่ายยืนเรียงแถว เพื่อแลกเปลี่ยนดาบปลายปืนกับดาบซามูไร
จากนั้นจึงลงนามในสัญญาสงบศึก ณ ที่แห่งนี้



ภายหลัง จากเหตุการณ์ในวันนั้น รัฐบาลไทยได้ยินยอมให้ญี่ปุ่นใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านในการยกพลขึ้นบกไปยัง ประเทศพม่าและมลายู เพื่อทำการรบกับทหารอังกฤษ วีรกรรมในครั้งนี้ได้ประกาศเกียรติ์ให้เกริกไกรว่า คนไทยมีความสมัครสมานสามัคคีและรักชาติยิ่งกว่าสิ่งใดทั้งหมด




เมื่อ ถึงคราว คับขันก็ปกป้องอธิปไตย โดยไม่คำนึงถึงแม้ชีวิตของตนเอง ดังนั้นในทุกๆวันที่ 8 ธันวาคมของทุกปี กองบิน5 จึงได้มีการจัดพิธีรำลึกถึงวีรกรรมปกป้องมาตุภูมิเมื่อปี พ.ศ.2484 เพื่อย้ำเตือนถึงความกล้าหาญของเหล่าวีรชนเหล่านี้ และความโหดร้ายของสงครามซึ่งหวังว่าจะไม่เกิดขึ้นอีกบนผืนดินไทยใน อนาคต....เอวังก็มีด้วยประการละฉะนี้เองครับ.


สำหรับสถานที่สำคัญของกองบิน 5อีกแห่งหนึ่งก็คือบริเวณอนุสรณ์สถานอุทยานประวัติศาสตร์ กองบิน 5ซึ่งตั้งอยู่ริมอ่าวมะนาวคือ



แท่น หินแกะสลักจำลองเหตุการณ์สมัยที่ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกด้านหนึ่งแสดง เหตุการณ์ ขณะสู้รบ อีกด้านหนึ่งแสดงเหตุการณ์ไทย-ญี่ปุ่น ลงนามในสัญญาสงบศึก ส่วนภูเขาด้านหลังที่เห็นนั่นก็คือ “เขาล้อมหมวก”ครับ



อ่าว มะนาวสถานที่พักผ่อนตากอากาศที่อยู่ภายในกองบิน5 ปัจจุบันภายในกองบิน5 เป็นสถานที่ให้ข้อมูลด้านความรู้ในเรื่องของสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกทั้งยังมีการแสดงด้วยระบบแสงสีตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วยครับ


ภายใน กองบิน5 ยังมีแหล่งท่องเที่ยวอีก เช่น เขาล้อมหมวกอันเป็นที่อยู่อาศัยของบรรดา ค่างแว่นถิ่นใต้ ภายในกองบินยังมีร้านอาหาร และที่พัก ไว้บริการนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวยัง ณที่แห่งนี้ด้วยครับ



สำหรับข้อมูลรายละเอียดของกองบิน5ท่านผู้อ่านสามารถคลิ๊กเข้าไปได้ที่เว็บไซด์www.wing5.rtaf.mi.th/home


หลัง จากเดินเที่ยวชมภายในอาคารของพิพิธภัณฑ์อุทยานประวัติศาสตร์ของ กองบิน 5 และอาคารประวัติสงครามมหาเอเซียบูรพาเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นเราสองคน จึงแยกตัวออกมาเดินเที่ยวชมบริเวณชายหาดของอ่าวมะนาวภายในกองบิน5ซึ่งชาย หาดมีลักษณะโค้งเว้าเป็นแนวยาวหลายกิโลเมตรเหนือบริเวณชายหาดขึ้นมามีต้น มะพร้าวและต้นสนทะเล
ขึ้นเรียงรายไปตลอดแนวชายหาดให้ความร่มรื่นแก่ผู้ที่ได้มีโอกาศมาเยือนเป็นยิ่งนัก



จากชายหาดอ่าวมะนาวมองออกไปในทะเลจะเห็นเกาะเล็กๆเรียงรายอยู่2-3เกาะคือเกาะแรด,เกาะหลักและเกาะไหหลำซึ่งอยู่ในความดูแลของกองบิน5



ท้อง ฟ้าใสแดดสวยเช่นนี้เราสองคนไม่ลืมที่จะบันทึกภาพมาฝากท่านผู้อ่านเพื่อเป็น หลักฐานแสดงให้เห็นว่าอ่าวมะนาวนั้นสวยสมคำร่ำลือจริงๆไม่ได้โม้น่ะครับ



จากชายหาดของอ่าวมะนาวเราสองคนพร้อมกับคณะทัวร์กองทัพบกออกเดินทางด้วยรถรางท่องเที่ยวของกองบิน5



ออก เดินทางไปยังศาลเจ้าพ่อเขาล้อมหมวกอันเป็นที่อยู่อาศัยของบรรดาสมุนพระราม นามว่าค่างแว่นถิ่นใต้ รถรางใช้เวลาเดินทางประมาณ5นาทีก็พาคณะของกองทัพบกและเราทั้งสองคนเดินทางมา ถึงยังศาลเจ้าพ่อเขาล้อมหมวกเราสองคนพร้อมทั้งคณะทัวร์ทำการจุดธูปจุดเทียน สักการะบูชาเจ้าพ่อเขาล้อมหมวกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในกองบิน5


จาก นั้นจึงเดินเที่ยวชมโดยรอบบริเวณเขาล้อมหมวกซึ่งร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ขนาด ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมอยู่โดยรอบบริเวณศาลเจ้าพ่อเขาล้อมหมวก

พร้อม ทั้งสอดส่ายสายตาตามองหาค่างแว่นถิ่นใต้ขาใหญ่เจ้าถิ่นประจำเขาล้อมหมวกไม่ นานนักบรรดาสมุนพระรามนามว่าค่างแว่นถิ่นใต้ก็ปรากฎกายขึ้นพร้อมกับพากันหอบ ลูกจูงหลานมาเป็นนางแบบนายแบบให้เราสองคนได้ถ่ายรูปกันอย่างเต็มที่



สำหรับ ค่างแว่นถิ่นใต้ที่เขาล้อมหมวกนี้รู้สึกจะคุ้นเคยกับคนเป็นอย่างดีบางตัว กล้าถึงขนาดเดินมาหยิบอาหารจากที่มือของลูกทัวร์ที่เดินทางมากับเรา



ค่าง แว่นถิ่นใต้ทั่วไปจะมีนิสัยดีไม่ดุร้ายแตกต่างจากลิงแสมที่เขาช่องกระจกใน ตัวเมืองประจวบฯซึ่งมีนิสัยกร้าวร้าวหน้าตากวนตีนชอบฉกชิ่งวิ่งราวกระเป๋า ของนักท่องเที่ยวที่เดินเท้าขึ้นไปเที่ยวบนเขาช่องกระจกเป็นประจำสร้างความ รำคาญให้กับนักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปชมวิวบนเขาช่องกระจกเป็นอย่างมากแถมบาง ตัวยังชอบแอบขโมยของแม่ค้าที่มาวางขายบริเวณทางขึ้นเขาช่องกระจกจนแม่ค้า ต้องคอยพกหนังสะติ๊กไว้คอยยิงไล่ลิงแสมเหล่านี้เป็นประจำ



แต่ สำหรับค่างแว่นถิ่นใต้แล้วจะมีนิสัยสุภาพเรียบร้อยกว่าลิงแสมหลายเท่าเรียก ว่าเป็นลิงผู้ดีส่วนลิงแสมนั้นเป็นลิงนักเลงเมื่อมาเห็นความน่ารักของค่าง แว่นถิ่นใต้แล้วผมจะขอเล่าเกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆของค่างแว่นถิ่นใต้ในท่าน ผู้อ่านได้ฟังดังนี้น่ะครับ



ค่าง แว่นถิ่นใต้ (Semnopithecus obscurus) เป็น 1 ใน บรรดาค่าง 4 ชนิด ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ได้แก่ ค่างดำ ค่างหงอก ค่างแว่นถิ่นเหนือและค่างแว่นถิ่นใต้ เกือบตลอดชีวิตของค่างแว่นถิ่นใต้จะอยู่บนต้นไม้ทั้งหากิน พักนอน หยอกล้อ เกี้ยวพาราสี ผสมพันธุ์ หรือเดินทาง



มัน จึงเป็นราชาแห่งยอดไม้ จะลงมาสู่พื้นดินเพียงบางโอกาสเท่านั้น เช่น เพื่อกินดินโป่ง หรือเดินทางไปสู่ต้นไม้ที่มันต้องการที่อยู่ไกลเกินกว่าจะกระโดดถึงได้ ค่างแว่นถิ่นใต้ชอบอาศัยอยู่ตามภูเขาสูงชัน ป่าดิบ ป่าเขาหินปูน ป่าชายเลน จนถึงป่าชายฝั่งทะเลบนเกาะ ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนถึงความสูง 600 เมตร โดยพบกระจายพันธุ์อยู่เฉพาะในภาคใต้ ตั้งแต่เส้นละติจูดที่ 14 องศา ลงมา ค่างแว่นถิ่นใต้มีรูปร่างหน้าตาคล้ายลิง แต่มีหางยาวกว่ามากเพื่อใช้ช่วยทรงตัวเวลาห้อยโหน ลำตัวและแขนขาเพรียวลม หางยาวประมาณ 66.5-80.5 ซ.ม. มือตีนใช้ยึดเหนี่ยวกิ่งไม้ได้ดี สีขนมีความผันแปรมาก แต่ที่พบส่วนใหญ่เป็นสีเทาเข้มและสีน้ำตาล ลักษณะเด่นที่ใช้จำแนกค่างแว่นถิ่นใต้ออกจากค่างชนิดอื่น คือ แผ่นหนังที่เป็นวงสีขาวรอบตาจะเป็นวงกลมไม่สมบูรณ์ในรูปตัวซี (C) ส่วนของค่างแว่นถิ่นเหนือวงสีขาวรอบตาจะกลมสมบูรณ์ราวกับใส่แว่นเลยทีเดียว



ค่าง แว่นถิ่นใต้เป็นสัตว์สังคม ชอบอยู่เป็นฝูงตั้งแต่ 4-30 ตัว โดยมีตัวผู้ที่แข็งแรงและมีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นจ่าฝูง อาหารที่มันโปรดปรานที่สุดคือยอดอ่อนของใบไม้ต่าง ๆ โดยกินอาหารมากถึง 2 กิโลกรัมต่อวัน



พวก มันมีสัญชาติญาณระวังภัยสูงและตื่นตกใจง่าย ปัจจุบันค่างแว่นถิ่นใต้เป็นสัตว์ที่ถูกคุกคามอย่างหนักด้วยการล่า จนอาจสูญพันธุ์ได้ในอนาคตครับ.



ก็ เป็นอันจบประวัติเรื่องราวของค่างแว่นถิ่นใต้แต่เพียงเท่านี้น่ะครับคณะของ เราจากลาค่างแว่นถิ่นใต้ด้วยความอาลัยอาวรณ์ในความน่ารักน่าเอ็นดูของมัน
จากนั้นรถทัวร์โดยสารของกองทัพบกก็พาคณะทัวร์เดินทางไปท่องเที่ยวยังด่านสิงขรตลาดชายแดนไทย-พม่ากันครับ



จาก กองบิน5 รถทัวร์โดยสารของกองทัพบกขับลงไปทางใต้ (ถนนเพชรเกษม )จากนั้น U – TURN ช่วงกม.ที่ 332 – 333 กลับเข้าสู่ถนนเพชรเกษมขาขึ้นจากนั้นเลี้ยวซ้ายที่ กม.332 
ขับเข้าไปตามถนนราดยางอย่างดีประมาณ 12 กม. คณะทัวร์ก็เดินทางมาถึงยังด่านสิงขร และตลาดด่านสิงขร




สำหรับประวัติความเป็นมาของด่านสิงขรผมจะเล่าให้ท่านผู้อ่านได้ฟังดังต่อไปนี้น่ะครับ



ด่าน สิงขร เป็นเส้นทางคมนาคมข้ามผ่านแผ่นดินคาบสมุทร จากชายฝั่งทะเลด้านหนึ่งไปยังชายฝั่งทะเลอีกด้านหนึ่ง เรียกว่า "เส้นทางข้ามคาบสมุทร" เป็นที่นิยมของนักเดินทางค้าขายทางทะเล ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางอ้อมไปยังอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งอาจมีอุปสรรคในการเดินทาง ที่มีผลจากสภาพอากาศหรือโจรสลัดชายฝั่งทะเลทั้ง ๒ ด้านมีท่าเรือสะดวกในการจอดพักของเรือเดินสมุทร มีความสะดวกในการขนถ่ายสินค้าไปตามเส้นทางข้ามคาบสมุทร





ซึ่ง อาจเป็นทางบกหรือทางน้ำร่วมกัน รวมถึงความปลอดภัยและบริการที่ดึงดูด ให้นักเดินเรือค้าขายทางทะเลจากภูมิภาคต่างๆเส้นทางข้ามคาบสมุทรมีความ สำคัญทั้งในด้านการค้าและด้าน ยุทธศาสตร์ จึงเป็นที่เฝ้ามองของนานาชาติมาโดยตลอด เส้นทางข้ามคาบสมุทรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีหลายแนว ที่สำคัญแห่งหนึ่งคือ "เส้นทางข้ามคาบสมุทรช่องสิงขร" เป็นเส้นทางระหว่างทะเลอ่าวไทยที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผ่านช่องสิงขรและเมืองตะนาวศรีไปยังเมืองท่ามะริดบนฝั่งทะเลอันดามัน ที่ปากแม่น้ำตะนาวศรี เป็นเส้นทางคมนาคมที่มีความสำคัญในทางการค้าระหว่างประเทศตะวันตกและประเทศ ตะวันออก โดยเฉพาะจีนและอินเดียมายาวนานนับพันปี โดยมีเมืองตะนาวศรีซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำตะนาวศรีเป็นเมืองหลัก บนเส้นทางข้ามคาบสมุทร ห่างจากชายฝั่งทะเลประมาณ ๗๐ กิโลเมตร เรือเดินทะเลสามารถเดินทางเข้าออกตามแม่น้ำตะนาวศรี และจอดเทียบท่าได้ที่หน้าเมือง


เมือง ตะนาวศรีมีความสำคัญเป็นเมืองท่าค้าขาย มีกำแพงเมือง-คูเมืองป้องกันและกำลังทหารคุ้มครองเส้นทางข้ามคาบสมุทร และเป็นเมืองท่าค้าขายที่สำคัญติดต่อกับประเทศในยุโรป ซึ่งทำความเจริญรุ่งเรืองให้แก่พระนครศรีอยุธยา ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จนถึง พ.ศ. ๒๓๐๒ พระเจ้าอลองพญากษัตริย์พม่าได้ยกทัพลงมาทางใต้เข้ายึดเมืองทวาย,เมืองมะริด และเมืองตะนาวศรี และได้ใช้เส้นทางข้ามคาบสมุทรเดินทัพผ่านช่องสิงขรมายังฝั่งทะเลอ่าวไทยที่ บริเวณอ่าวหว้าขาว (ห่างจากอ่าวประจวบคีรีขันธ์ไปทางเหนือประมาณ ๑๐ กิโลเมตร) ซึ่งเป็นทางเดินระหว่างภูเขากับทะเล แต่ได้ถูกทหารกองกำลังอาทมาต โดยการนำของขุนรองปลัดชู (ชาวสิงห์บุรี) จำนวน ๔๐๐ คน เข้าซุ่มโจมตีสร้างความเสียหายแก่กองทัพพม่าหลายครั้งหลายครา แต่ด้วยกำลังที่น้อยกว่าได้ถูกกองทัพพม่าโอบล้อมต้อนตกทะเล และถูกฆ่าตายจนหมดสิ้น นับเป็นวีรกรรมไทยรบพม่าที่สำคัญครั้งหนึ่งเพื่อรักษาแผ่นดินคาบสมุทรแห่ง นี้ให้คงไว้เป็นของไทยหนังสือจากห้วงอวกาศฯอธิบายว่า ในครั้งนั้นเป็นช่วงเวลาที่ความเจริญของไทยเริ่มถดถอยจนกระทั่งกรุง ศรีอยุธยาถูกพม่าทำลายใน พ.ศ. ๒๓๑๐



แต่ ต่อมาได้สร้างความเข้มแข็งใหม่จนสามารถขับไล่พม่าออกไปจากผืนแผ่นดินไทย ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประเทศในยุโรปได้เข้ายึดดินแดนต่างๆ ในบริเวณคาบสมุทรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยอังกฤษเข้าครอบครองมาเลเซียและพม่า ส่วนฝรั่งเศสเข้าครอบครองลาว เขมร และเวียดนาม คงเหลือประเทศไทยที่ยังสามารถรักษาความเป็นอิสรภาพไว้ได้การสูญเสียอำนาจ ทางการเมืองของคนในท้องถิ่นที่เกิดขึ้นในดินแดนคาบสมุทรแห่งนี้ ส่งผลให้เส้นทางข้ามคาบสมุทรต้องปิดตัวลงแต่ครั้งนั้นหลังจากนั้นญี่ปุ่นได้ สร้างถนนยุทธศาสตร์ข้ามคาบสมุทรช่องสิงขรจากฝั่งอ่าวไทย ที่เมืองประจวบคีรีขันธ์ไปยังฝั่งทะเลอันดามันที่เมืองมะริด ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เส้นทางข้ามคาบสมุทรนี้ก็ปิดตัวลงอีกตลอดมาจนถึงปัจจุบันควรให้ความสำคัญ ด่านสิงขรในแง่ประวัติศาสตร์เส้นทางข้ามคาบสมุทรของสุวรรณภูมิ ที่มีความสำคัญสืบเนื่องตั้งแต่ยุคสุวรรณภูมิ ราว ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว ถึงยุคกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และต้นกรุงรัตนโกสินทร์ จะส่งผลให้เกิดการท่องเที่ยวมีภูมิสังคมวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนและยาวนานถึง ลูกหลานไม่มีสิ้นสุด



ใน ปัจจุบันด่านสิงขร ได้กลายเป็นจุดผ่อนปรนทางการค้า ระหว่างชายแดนไทยและพม่า จำหน่ายสินค้าพื้นเมืองของคนไทยและคนพม่า สินค้าที่มีจำหน่ายได้แก่ เฟอร์นิเจอร์ไม้แกะสลักซึ่งเป็นงานฝีมือ เหมาะสำหรับเป็นของใช้และตกแต่งบ้าน ต้นไม้ต่างๆ รวมถึงเครื่องประดับที่ทำจากหินและพลอยหลากหลายชนิด



นอก จากนั้น ในช่วงเช้าของวันเสาร์ จะมีการเปิดด่านให้ มีการค้าขายระหว่างเพื่อนบ้านของเรา โดยจะมีสินค้าพื้นบ้านต่างๆเข้ามาวางขายส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าจำพวกของป่า เช่นกล้วยไม้ป่า,น้ำผึ้งฯลฯ ให้เลือกซื้อ หรือจะเดินดูวิถีชีวิต และวัฒนธรรมการต่างๆ เช่นภาษา และการแต่งกายพื้นเมืองแบบพม่า



ส่วนในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ จะมีการจัดงานขึ้นบริเวณด่านสิงขร มีการแสดงวัฒนธรรมท้องถิ่นของทั้งสองประเทศ



โดย เฉพาะในช่วงสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 12-16 เมษายน 2551 จะมีการเปิดด่านให้นักท่องเที่ยว ได้เข้าไปในส่วนของหมู่บ้านบูด่อง ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆ เพื่อดูวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ของหมู่บ้านชายแดน โดยมีรถสองแถวให้บริการนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไปเที่ยวชมได้ครับ.
เรา สองคนเดินเที่ยวพร้อมทั้งถ่ายรูปตลาดสิงขรซึ่งมีเหล่าพ่อค้าแม่ขายของทาง ฝั่งไทยนำสินค้าเครื่องอุปโภคบริโภคของไทยมาวางขายส่วนพ่อค้าแม่ขายของ พม่าก็จะนำสินค้าจำพวกของป่าเช่นกล้วยไม้ป่า,น้ำผึ้ง


ตลอดจนสินค้าจำพวกปลาทะเลตากแห้งมาวางขายด้วยเช่นกัน



ถ้า ในอนคตด่านสิงขรเปิดเป็นด่านสากลเหมือนไหร่พวกเราคนไทยคงจะได้มีโอกาสเดิน ทางไปท่องเที่ยวถึงเมืองตะนาวศรีและมะริดเมืองชายทะเลทางอ่าวเมาะตะมะของ พม่าก็เป็นได้น่ะครับ



เรา สองคนใช้เวลาถ่ายรูปในด่านสิงขรจนสมควรแก่เวลาจากนั้นจึงเดินทางด้วยรถทัวร์ โดยสารทหารบกเดินทางกลับมายังสวนสนประดิพัทธ์ที่พักของเราในคืนที่สองหลัง จากอาบน้ำพร้อมปฎิบัติภาระกิจส่วนตัวป็นที่เรียบร้อยแล้ว
จากนั้นคณะ ทัวร์ของกองทัพบกและเราสองคนก็ออกเดินทางมาเที่ยวชมบรรยากาศของตลาดCacida หรือเรียกเป็นภาษาไทยว่าตลาดจักจั่นซึ่งตั้งอยู่ภายในตัวเมืองประจวบฯ พร้อมหาอาหารค่ำรับประทานกันตามอัธยาศัย





สำหรับCicada Market หรือตลาดจักจั่นที่เราสองคนมาเดินเที่ยวเล่นกันอยู่ในขณะนี้เกิดขึ้นจาก บริษัท ศศิอำไพ ลีเชอร์ บิซิเนส จำกัดได้จัดทำโครงการ ซิเคด้า มาร์เก็ต (Cicada Market)ขึ้นโดยอาศัยการบูรณาการระหว่างงานศิลปะร่วมกับงานไลฟ์สไตล์เป็นสื่อ กลางในการเชื่อมต่อกันระหว่างผู้สร้างสรรค์ ,นักท่องเที่ยว, นักเรียนนักศึกษา,ตลอดทั้งชุมชนให้ตอบสนองและเข้าถึงกันได้อย่างมีเสรีภาพ



อีก ทั้งยังเป็นแหล่งรวมชิ้นงานศิลปะร่วมสมัยแขนงต่างๆ รวมถึงสิ่งประดิษฐ์ งานแฮนด์เมด ของตกแต่งบ้าน,เสื้อผ้า, สิ่งของเครื่องใช้มือสอง,สินค้าเอสเอ็มอีที่มีแนวคิดสร้างสรรค์ เพื่อนำมาแสดงและจำหน่ายในสไตล์เปิดเสื่อ อีกทั้งเปิดตาและเปิดใจร่วมทำกิจกรรม workshops จากชมรมต่างๆ เช่น กลุ่มเล่านิทาน,กลุ่มละคร,กลุ่มเต้นรำ,กลุ่มถ่ายภาพ,กลุ่มนักแสดงเปิดหมวก ฯลฯ



ซึ่ง จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาสร้างสีสันและเสริมสร้างสุนทรียภาพ ท่ามกลางบรรยากาศ Tropical Garden อันร่มรื่นด้วยพันธุ์ไม้งามอายุร่วมร้อยปีบนพื้นที่เกือบ 10 ไร่ของหัวหิน



ซิ เคด้า มาร์เก็ต เปิดทุกวัน ศุกร์ เสาร์ ตั้งแต่ 4 โมงเย็น ถึง ห้าทุ่ม และ วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 4 โมงเย็น ถึง สี่ทุ่ม ณ สวนศรี ในอำเภอหัวหิน



เรา สองคนเดินเที่ยวชมภายในตลาดCicada Market หรือตลาดจักจั่นซึ่งผู้ที่มาเดินเที่ยวชมจะเป็นกลุ่มวัยรุ่นและนักท่อง เที่ยวคนไทยเสียส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวต่างชาติมีน้อย




ส่วนสินค้าที่นำมาเปิดเสื่อขายส่วนใหญ่ก็จะเป็นสินค้าประเภทกระจุกกระจิ๊กเอาใจวัยรุ่นแต่ไม่เอาใจขาโจ๋เช่นเราทั้งสองคน



นอก จากนั้นยังมีลานแสดงดนตรีและกิจกรรมต่างๆให้ผู้ทีมีความสามารถในด้านต่างๆมา แสดงออกกันบนลานเวทีแห่งนี้ซึ่งมีชื่อว่า “เวทีศศิเธียเตอร์”ซึ่งรวมทั้งการแสดงโขนและละครเร่อีกด้วย



นอก จากนี้ยังมีลานอาหารซึ่งตั้งอยู่ในสนามหญ้าภายใต้แมกไม้อันร่มรื่นพร้อม ทั้งร้านอาหารนานาชาติเปิดให้นักท่องเที่ยวและผู้ที่มาพักผ่อนหย่อนใจภายใน ตลาดCicada Marketได้หาอาหารค่ำรับประทานกันในราคาที่แพงกว่าร้านธรรมดาภายนอกพอสมควร




เรา สองคนเดินเที่ยวดูเมนูตามร้านต่างๆแต่ไม่มีร้านไหนที่ถูกใจเราสองคนสักร้าน เดียว เราสองคนเดินเที่ยวชมภายในตลาดCicada Marketกันจนสมควรแก่เวลาตัดสินใจเดินทางไปหาอาหารรับประทานกันที่ตลาดโต้ รุ่งหัวหินกันดีกว่าครับ
จากนั้นเราจึงแยกออกจากคณะทัวร์กองทัพบกเดินทางไปยังตลาดโต้รุ่งหัวหินกันดีกว่าและณ.ที่
ตลาดโต้รุ่งหัวหินหรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ถนนคนเดิน”ตั้งอยู่บนถนนใจกลางเมืองหัวหิน




เป็นตลาดที่มีมานมนานหลายสิบปีเคียงคู่กับหัวหินมาโดยตลอดบรรยากาศเมื่อ20-30ปีก่อนเป็นอย่างไรปัจจุบันก็ยังคงเป็นอย่างนั้น



แต่ ปัจจุบันปรับเปลี่ยนรูปแบบให้ดีขึ้นแต่ก็ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นตลาดชาวบ้าน ไว้อย่างเหนียวแน่นและก็เป็นที่น่าแปลกใจแก่เราทั้งสองคนก็คือตลาดโต้รุ่ง ชื่อไทยๆอย่างนี้แต่มีนักท่องเที่ยวฝรั่งต่างชาติเดินเที่ยวอยู่เต็มไปหมด แตกต่างจากตลาดCicada Marketใช้ชื่อฝรั่งแต่คนไทยเดินเล่นกันเต็มไปหมดตลาด



ถ้า ให้เราสองคนเลือกที่จะมาเดินเล่นแล้วเราสองคนขอเลือกมาเดินเล่นที่ตลาดโต้ รุ่งหรือถนนคนเดินแห่งนี้ดีกว่าเพราะบรรยากาศแบบนี้แหล่ะคือบรรยากาศของ หัวหินดั่งเดิมจริงๆแตกต่างจากตลาดCicada Marketที่ดูออกจะเป็นธุรกิจและออกจะเป็นวัยรุ่นไม่เหมาะกับวัยของเราทั้งสอง คนที่ชอบบรรยากาศแบบเดิมๆเรียบง่ายๆและที่สำคัญก็คือราคาถูกกว่าตลาดอื่นๆ



สำหรับ ตลาดโต้รุ่งหัวหินแห่งนี้กลางวันจะเป็นถนนให้รถยนต์วิ่งสัญจรผ่านไปมาแต่พอ ย่ำค่ำถนนสายนี้จะแปรเปลี่ยนมาเป็นถนนคนเดินความยาวประมาณ300เมตรสองข้างทาง เดินจะเต็มไปด้วยร้านรวงต่างๆจำหน่ายเสื้อผ้าและของที่ระลึกต่างๆ




รวมทั้งร้านอาหารSeafoodที่มากมายไปด้วยเมนูอาหารทะเลหลากหลายชนิดที่ปรุงมาจากกุ้ง,หอย,ปู,ปลาให้เลือกรับประทานกันตลอดทั้งคืน



รวม ทั้งบาร์เหล้าเล็กๆข้างทางที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติพากันมาพบปะสังสรร สรวลเสเฮฮานั่งดื่มกินพูดคุยกันอย่างเมามันในอารมณ์พร้อมกับเสียงเพลงของ บ๊อบ เมอร์เร่ย์ราชาเพลงเร็กเก้ดังแว่วมาแต่ไกลๆและนี่แหล่ะครับคือบรรยากาศของ ถนนคนเดินหัวหินอย่างแท้จริง




เสียง เรียกเชิญชวนจากคนเชียร์แขกดังออกมาจากร้านอาหารให้เราสองคนแวะเข้ามาลอง ลิ้มชิมรสอาหารทะเลสดๆในร้านของตนเองเสียงพ่อค้าผัดไทกำลังสาละวนอยู่กับการ ผัดไทใส่กุ้งเมนูยอดฮิตของฝรั่งต่างชาติซึ่งนอกจากเมนูอาหารแบบSeafoodแล้ว ยังมีเมนูอาหารไทย,จีน,ฝรั่งให้เลือกรับประทานอย่างจุใจในราคาที่ย่อมเยาอีก ด้วยครับ



จึง ทำให้ตลาดโต้รุ่งแห่งนี้คับคั่งไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ชอบของ ถูกอร่อยและคุณภาพดีเพราะเหตุนี้เองจึงทำให้ตลาดโต้รุ่งหัวหินแห่งนี้ไม่ เคยหลับและเลื่อนหายจากหัวหินไปตามกาลเวลาเพิ่มสีสันการท่องเที่ยวยามราตรี ในอำเภอหัวหินให้มีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้นในคืนวันที่ฝนไม่ตกน่ะครับถ้าคืน วันใดฝนตกก็ร้านใครร้านมันก็แล้วกันครับปิดร้านวิ่งหนีฝนกันเอา เอง เราสองคนหาอาหารค่ำรับประทานกันแบบง่ายๆที่ร้านอาหารริมทางแห่งหนึ่งในถนนคน เดิน




จาก นั้นจึงหาของหวานรับประทานกันสำหรับของหวานของเราในค่ำคืนนี้ได้แก่ “กะลอจี๊”เอ่ยชื่อขนมชนิดนี้แล้ววัยรุ่นปัจจุบันนี้น้อยคนนักที่จะ รู้จักสำหรับกะลอจี๊ คือขนมของชาวจีนในสมัยก่อนลักษณะเป็นแป้งเหนียวๆเป็นก้อนๆปั้นให้เหนียวเป็น แผ่นๆหนาพอประมาณแล้วนำมาทอดลงในกะทะแบนๆให้เหลืองจากนั้นจึงนำมาคลุกเคล้า เข้ากับน้ำตาลและงาดำกินกับน้ำชาร้อนๆอร่อยดีนักแล



ปัจจุบัน ในกรุงเทพหารับประทานได้ยากแล้วนอกจากแหล่งที่อยู่ของคนจีนเก่าแก่เช่นที่ แถวตลาดพลูหรือสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่เป็นต้นตบท้ายด้วยเต้าฮวยน้ำขิงอีกคนละ หนึ่งถ้วย



หลัง จากเราสองคนอิ่มอร่อยกับอาหารค่ำที่ตลาดโต้รุ่งเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้น จึงเดินทางกลับสู่ที่พักสวนสนประดิพัทธ์เพื่อพักผ่อนเอาแรงไว้ท่องเที่ยวต่อ ในวันรุ่งขึ้น พรุ่งนี้คณะทัวร์ฯของเราจะเดินทางไปท่องเที่ยวผจญภัยในค่ายธนะรัชต์อำเภ อปราณบุรีกันครับ
สำหรับในคืนนี้เราสองคนขอกล่าวคำว่า “ราตรีสวัสดิ์”ครับผม

หน้าต่อไป