ท่องเที่ยวในเขตทหารเพชรบุรี–ประจวบคีรีขันธ์ p2

เรื่อง...สุเทพ พวงมะโหด
ภาพโดย....วีระศักดิ์ ภักดี
สุเทพ พวงมะโหด


วันแรกของการเดินทาง

สโมสรกองทัพบก ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ


เวลา 08.00 น. ทีมงาน Idotravellers.com เริ่มต้นเดินทางออกจาก สโมสรกองทัพบก ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯโดยรถโดยสารของกรมการขนส่งบกภายใต้การนำของพลตรี มนต์ชัย จิตรแสวงผู้ อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวกองทัพบกและพลตรี ปวริศ แจ่มสว่างรองผู้อำนวยการฯ



จาก นั้นรถโดยสารของกองทัพบกก็ออกเดินทางไปตามถนนหมายเลข35(สายธนบุรี-ปาก ท่อ)ผ่านสมุทรสาคร,สมุทรสงครามและอำเภอปากท่อจากนั้นแยกเข้าทางหลวงหมาย เลข4 เดินทางต่อไปยังจ.เพชรบุรีรวมระยะทาง 123 กิโลเมตร และจากถนนเพชรเกษมเมื่อผ่านรพ.เพชรรัตน์เลี้ยวซ้ายเข้าถนนดำรงรักษ์ ปากทางจะมีป้ายบอกทางเข้าพระรามราชนิเวศน์ไว้อย่างชัดเจนระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร



จาก นั้นรถโดยสารของกองทัพบกก็พาเราสองคนพร้อมทั้งคณะทัวร์ของกองทัพบกมาจอดสงบ นิ่งอยู่บนลานจอดรถของพระรามราชนิเวศน์ จากนั้นเราสองคนพร้อมทั้งคณะทัวร์ลงจากรถโดยสารเดินเท้ามายังประตูทางเข้า พระรามราชนิเวศน์เพื่อชำระค่าธรรมเนียมเข้าชมภายในพระรามราชนิเวศน์สำหรับ ชาวไทยคนละ 20 บาทชาวต่างชาติคนละ50บาทสำหรับผู้ที่ต้องการจะเข้าชมเป็นหมู่คณะและมีความ ประสงค์ต้องการวิทยากรมาบรรยายให้ฟังสามารถทำหนังสือถึงผู้บังคับการทหารบก จังหวัดเพชรบุรี ค่ายรามราชนิเวศน์อำเภอเมืองจังหวัดเพชรบุรี76000หรือโทรศัพท์ 032-428506-10ต่อ 259 ได้เลยครับ



หลัง จากชำระค่าธรรมเนียมเข้าชมเสร็จก่อนจะเข้าชมภายในพระรามราชนิเวศน์ คณะทัวร์ของกองทัพบกภายใต้การนำของพลตรี มนต์ชัย จิตรแสวงผู้ อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวกองทัพบกและพลตรี ปวริศ แจ่มสว่าง รองผู้ อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวกองทัพบกก็พาคณะของเราทั้งสองคนทำการ วางพวงมาลาถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้า อยู่หัว(รัชกาลที่ 5)ที่ประดิษฐานไว้บริเวณหน้าพระรามราชนิเวศน์และเมื่อวางพวงมาลาถวายสักการะ พระบรมราชานุสาวรีย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว



จาก นั้นเราสองคนพร้อมทั้งคณะของกองทัพบกก็เดินเข้าไปที่ยวชมภายในของพระรามราช นิเวศน์แต่ก่อนที่เราสองคนพร้อมทั้งคณะของกองทัพบกจะเดินเข้าไปเที่ยว ชมภายในมีกฎข้อบังคับว่า “ห้ามถ่ายรูปภายในพระราชวังโดยเด็ดขาด”ซึ่งก่อนที่เราสองคนจะเดินเข้าไป เที่ยวชมภายในได้ทำการขออนุญาติถ่ายภาพจากผู้ดูแลภายในของพระรามราช นิเวศน์เพื่อนำไปเผยแผ่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวของจังหวัดเพชรบุรี และเมื่อได้รับการอนุญาติเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นเราสองคนก็เดินเท้า เข้าไปเที่ยวชมภายในของพระรามราชนิเวศน์



สำหรับประวัติความเป็นมาของพระรามราชนิเวศน์ผมจะเล่าให้ท่านผู้อ่านได้ฟังพอสังเขปดังต่อไปนี้น่ะครับ



พระราชวัง รามราชนิเวศน์หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “วังบ้านปืน”สร้างขึ้นในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5โดยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์โดยมีพระราชประสงค์ให้สร้างพระราชวังแห่งนี้ ขึ้น เพื่อใช้สำหรับแปรพระราชฐานในช่วงฤดูฝน โดยให้ทรงสร้างพระราชวังแห่งนี้ในสถาปัตยกรรมแบบยุโรป พระราชวังแห่งนี้จึงถือว่าเป็นพระราชวังที่สวยงามแห่งหนึ่งของไทย
สำหรับ ประวัติความเป็นมาของ “วังบ้านปืน”หรืออีกชื่อหนึ่งว่า “พระรามราชนิเวศน์”ตั้งอยู่ที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเพชรบุรี ที่บ้านปืน อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี



พระ บาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนนครสวรรค์วรพินิต ผู้บัญชาการทหารเรือ กับ พระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงดำรงราชานุภาพ (พระยศในขณะนั้น) เป็นแม่กองดำเนินการก่อสร้างพระตำหนัก ถนน และสถานที่ต่างๆ และทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาสุรินทรฤาไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีเป็นผู้จ่ายเงินสั่งของและเป็นผู้ตรวจการ ทั้งทรงโปรดเกล้าฯ ให้มิสเตอร์คาล ดอห์ริง นายช่างชาวเยอรมัน เป็นผู้คิดเขียนแบบรูปพระตำหนักตามกระแสพระราชดำริ โดยมี ดอกเตอร์ควดไบเยอร์ ชาวเยอรมัน เป็นนายช่างก่อสร้าง นายคลูเซอร์ เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง ภายในตำหนักชั้นล่างประกอบด้วย ห้องรอเฝ้า,ท้องพระโรงกลาง ห้องเสวย,ห้องเครื่องและห้องเทียบเครื่อง

สำหรับชั้นบนประกอบไปด้วย ห้องพระบรรทมใหญ่,ห้องพระบรรทมพระราชินี,ห้องพระบรรทมเจ้าฟ้า,และห้องทรงพระ อักษร



พระ บาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จพระราชดำเนินมาทรงวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2453 แต่การก่อสร้างดำเนินไปได้ไม่นานนักพระองค์ก็ทรงเสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ช่างทำการก่อสร้างต่อจนเสร็จใน พ.ศ. 2459 รวมเวลาสร้างเกือบ 7 ปี และทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีงานฉลองพระตำหนักในวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2461 และถ้าเดินเที่ยวชมโดยรอบแล้วจะพบเห็นการออกแบบพระราชวังที่งดงาม มีการก่อสร้างด้วยรูปทรงสถาปัตยกรรมยุโรปแบบโมเดิร์นสไตล์ ด้านหน้าหันไปทางทิศใต้ ซึ่งห่างจากแม่น้ำเพชรบุรีด้านทิศตะวันออกประมาณ 50 เมตร หลังคาสีน้ำตาลเป็นกระเบื้องนำเข้าจากต่างประเทศ มีลักษณะเช่นเดียวกับพระราชวังของพระเจ้าวิลเฮิร์มไกเซอร์แห่งประเทศเยอรมัน โดยออกแบบสองชั้นโดยมียอดสองยอดคือยอดพระตำหนักและยอดมุข ส่วนของอาคารภายนอกดูเรียบง่าย แต่เน้นไว้ด้วยความอลังการของตัวอาคาร ความงดงามของลวดลายบานประตูและหน้าต่างพอเราสองคนเดินเข้าไปชมภายในอาคาร แล้ว จะพบกับห้องโถงกลมขนาดใหญ่ มีหลังคาเป็นรูปโดมสวยแปลกตา ตามสไตล์ยุโรป ด้านข้างมีบันไดด้านซ้ายและขวา เป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระ บาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจากนั้นคณะทัวร์ของกองทัพบกได้ทำการ สักการะบูชาพระบรมรูปของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาท สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเพื่อระลึกถึงคุณงามความดีของทั้งสองพระองค์ ที่มีต่อประเทศชาติอย่างมากมายมหาศาลจนหาที่เปรียบมิได้


สำหรับ ห้องชั้นบนส่วนใหญ่ปูด้วยพื้นไม้ และมีสภาพเป็นห้องโถงโล่ง ๆ ผนังห้องตกแต่งด้วยไม้แกะสลัก มีความงดงามมาก ช่องหน้าต่างประดับด้วยกระจกสีเป็นลวดลายต่างๆ ด้านชั้นล่างตรงกลางจะมีทางเดินออกไปสู่สวนน้ำพุเล็กๆที่ล้อมไปด้วยห้องโถง รอบๆของพระราชวัง พระรามราชนิเวศน์แห่งนี้เป็นพระราชวังที่มีความงดงาม สวยแปลกตาตามสไตส์ยุโรปแบบไทยๆ ถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดเพชรบุรีแห่งหนึ่งเลย ทีเดียวครับ



เรา สองคนเดินเที่ยวชมภายในพราะรามราชนิเวศน์จนสมควรแก่เวลาจากนั้นจึงเดินเท้า ออกมาเที่ยวชมยังภายนอกพระรามราชนิเวศน์หรือพระราชวังบ้านปืนซึ่งมีต้นไทร ขนาดใหญ่อายุนานนับร้อยปีแผ่กิ่งก้านสาขาให้ความร่มรื่นแก่ผู้ที่ได้มีโอกาส เดินทางมาเยี่ยมเยือนเป็นอย่างยิ่งด้วยครับ




นอกจากต้นไทรขนาดใหญ่แล้วก็ยังมีต้นอินทะผาลัมและไม้ดอกนานาชนิดขึ้นเรียงรายอยู่โดยรอบพระรามราชนิเวศน์แห่งนี้



นอกจากนั้นตรงข้ามกับพระรามราชนิเวศน์ยังมีลานกว้างซึ่งเป็นตั้งของศาลาขนาดใหญ่ภายในเป็นที่ประดิษฐานขององค์พระพุทธโสธรจำลองอีกด้วย


เรา สองคนเดินเข้าไปภายในศาลาพร้อมกับจุดธูปจุดเทียนสักการะบูชาองค์พระพุทธ โสธรจนเป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงเดินเท้ามายังลานจอดรถขึ้นรถจากนั้นจึงออก เดินทางต่อไปยังจังหวัดประจวบคีรีขันธ์.



รถ โดยสารของกองทัพบกพาเราสองคนพร้อมทั้งคณะทัวร์เดินทางไปตามทางหลวงหมายเลข 4 หรือAH 2 เดินทางเข้าสู่ตัวอำเภอเมืองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และก่อนที่จะเดินทางต่อ ไปคณะทัวร์ของกองทัพบกแวะสักการะศาลหลักมืองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์


สำหรับศาลหลักเมืองของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีประวัติความเป็นมาอย่างไรนั้นผมจะเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังดังต่อไปนี้ครับ



ศาล หลักเมืองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นสถานที่ ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวประจวบคีรีขันธ์ พากันมาสักการะอยู่เป็นประจำ เพราะถือว่าเป็นมงคล และหลักชัยคู่บ้านคู่เมืองของประจวบฯ ทำให้ประชาชนอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขรุ่งเรืองตลอดเวลา สร้างขึ้นในสมัยที่ ร.ต.อำนวย ไทยานนท์ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์




พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามบรมราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ทรงเปิด ศาลหลักเมืองนี้ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ.2537ศาลหลักเมืองชึ่งเป็นสถานที่ประดิษฐานเสาหลักเมือง สร้างเป็นแบบสถาปัตยกรรมสมัยลพบุรี ได้รับการตกแต่งด้วยไม้ดอกไม้ประดับอย่างสวยงาม นับเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์



และ ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งก็คือแผ่นป้ายจารึกไว้ว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระสุหร่าย ทรงเจิมยอดชัยหลักเมือง และแผ่นดวงเมือง ตรงกับวันที่8 ธันวาคม พุทธศักราช 2536 และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฏราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ประกอบพิธีเปิดศาลหลักเมือง ตรงกับวันที่ 20 สิงหาคม พุทธศักราช 2537องค์หลักเมือง "จตุโชค" กำเนิดตรงกับวันที่ 29 ธันวาคม พุทธศักราช 2535 ณ. เทือกเขาเขตบ้านย่านซื่อ ตำบลหาดขาม อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีขนาดความสูง 2.74 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง0.37 เมตร สี่เศียร สี่พักตร์ แกะสลักลายไทย ศิลปศรีวิชัยทั้งองค์ และประดิษฐานเป็นการถาวร ตรงกับวันที่ 26 สิงหาคม พุทธศักราช 2536



ศาล หลักเมืองวางศิลาฤกษ์ ตรงกับวันที่ 4 มีนาคม พุทธศักราช 2536 เวลา 09.59 นาฬิกา ทรงจตุรมุขยอดปรางค์ 9 ชั้น ศิลปสยามลพบุรี พร้อมด้วยศาลบริวารประดิษฐานองค์เทพทั้งสี่ศาลร.ต.อำนวย ไทยานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ดำเนินการด้วยความร่วมมือร่วมใจ ของชาวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และชาวจังหวัดใกล้เคียงโดยมี พล ต.ต.สรรเพชญ ธรรมาธิกุล ให้คำปรึกษาและนางสาวศิระภา วาระเลิศ กับนายพรชัย วัฒนวิกย์กิจรับผิดชอบงานฝ่ายวิศวกรรมสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมครับ



คณะ ทัวร์ของกองทัพบกและเราสองคนทำการสักการะบูชาศาลหลักเมืองจังหวัดประจวบ คีรีขันธ์เป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นจึงหาอาหารกลางวันรับประทานกันที่ร้าน เฉี่ยวโภชนาซึ่งเป็นร้านอาหารชื่อดังในตัวเมืองประจวบฯ


หลัง จากรับประทานอาหารกลางวันกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นจึงออกเดิน ทางมุ่งหน้าต่อไปยังอุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ. หว้ากอในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รถโดยสารกองทัพบกออกเดินทางลงไปทางทิศใต้ห่างจากตัวเมือง12 กิโลเมตรตามถนนเพชรเกษมบริเวณกิโลเมตรที่335-336จากนั้นจะมีทางแยกเลี้ยว ซ้ายมือเข้าไปยังหว้ากอ



รถ โดยสารกองทัพบกขับไปตามถนนราดยางเลียบชายหาดเรียงรายไปด้วยต้นสนทะเลที่ขึ้น อยู่ตลอดแนวของชายหาดให้ความร่มรื่นกับผู้ที่มาเยี่ยมเยือนเป็นอย่างยิ่ง



รถ โดยสารกองทัพบกเดินทางผ่านพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้า อยู่หัวรัชกาลที่ 4 ซึ่งมีลักษณะเป็น พระบรมรูปหล่อด้วยโลหะสัมฤทธิ์ประทับนั่งบนพระเก้าอี้ ฉลองพระองค์เครื่องแบบทหารเรือ ซึ่งเป็นชุดเดียวกันกับวันที่พระองค์ท่านทรงเสด็จมายังหว้ากอ มีขนาดเท่าครึ่งของพระองค์จริง หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก ด้านชายทะเล โดยสร้างขึ้นในบริเวณที่สันนิษฐานว่าเป็นที่ตั้งของค่ายหลวง เมื่อครั้งพระองค์ได้ทรงเสด็จมาทอดพระเนตรการเกิดสุริยุปราคาพร้อมด้วยนัก ดารา ศาสตร์ชาวฝรั่งเศสและฑูตานุฑูตชาวต่างประเทศ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2411 ซึ่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินมาวางศิลาฤกษ์ในวันที่ 14 กันยายน 2525



เรา สองคนไม่ลืมที่จะยกมือไหว้สักการะบูชาพร้อมระลึกถึงพระราชกรณียกิจของ พระองค์ท่านที่ทรงมีต่อประเทศชาติจนเจริญก้าวหน้าทัดเทียมนานาอารยะประเทศมา จนตราบเท่าทุกวันนี้



และ ในที่สุดคณะทัวร์ของกองทัพบกก็เดินทางมาถึงยังอุทยานวิทยาศาสตร์พระ จอมเกล้า ณ.หว้ากอนับเป็นสถานที่ท่องเที่ยว พักผ่อนหย่อนใจ และแหล่งเรียนรู้เชิงวิชาการของนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไป



สำหรับ ค่าเข้าเที่ยวชมภายในอุทยานวิทยาศาสตร์ฯผู้ใหญ่คนละ20บาทเด็กคนละ10บาท (สูงไม่เกิน120ซ.ม.)ยกเว้นพระภิกษุสามเณร,ผู้สูงอายุ,ผู้ด้อยโอกาสและผู้ ที่อยู่ในความดูแลของสถานสังคมสงเคราะห์ต่างๆโดยสามารถเข้าชมได้ตามอัธยาศัย กรณีเข้าชมเป็นหมู่คณะและถ้าต้องการวิทยากรพานำชม โปรดทำหนังสือแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 2 สัปดาห์อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอเปิดบริการทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ ตั้งแต่เวลา 09.00 - 16.00 น. ครับ



และ ก่อนที่คณะทัวร์จะเดินเท้าเข้าไปเที่ยวชมภายในของอุทยานฯผมขอเล่าถึง ประวัติความเป็นมาของอุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอให้ท่านฟังพอสังเขปเพื่อการเที่ยวชมภายในอุทยานวิทยาศาสตร์ฯจะได้มี อรรถรสยิ่งขึ้นน่ะครับ



สำหรับ...หว้า กอ...ดินแดนแห่งนี้นับได้ว่าเป็นอนุสรณ์สถานที่ได้จารึกพระ นาม “ คิงมงกุฎ” ไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ให้โด่งดังปรากฎไปทั่วโลกซึ่งได้นำพระเกียรติยศและ เกียรติประวัติมาสู่ประเทศไทย ซึ่งนำความภาคภูมิใจมาสู่ประชาชนชาวไทยตราบจนทุกวันนี้ โดยเป็นสถานที่ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 เสด็จพระราชดำเนินโดยเรือพระที่นั่งอรรคราชวรเดชเพื่อทรงพิสูจน์การคำนวณ สถานที่และเวลาการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงได้อย่างถูกต้องชัดเจน ซึ่งคำนวณล่วงหน้าไว้ถึง 2 ปีว่าจะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงในวันอังคาร เดือน 9 ขึ้น 1 ค่ำปีมะโรง จุลศักราช 1230 ตรงกับวันที่ 18 สิงหาคม 2411 โดยเส้นศูนย์ของอุปราคาจะผ่านมาใกล้ที่สุด ณ บ้านหว้ากอ แขวงเมืองประจวบคีรีขันธ์ ในพระราชอาณาจักรสยาม ทางฝั่งทะเลตะวันออกของแหลมมลายู ตรงเส้นวิตถันดร (แลตติดจูต) 11 องศา 38 ลิปดาทิศเหนือ และเส้นทีรฆันดร (ลองติดจูต) 29 องศา 39 ลิปดาทิศตะวันออก โดยคราสเริ่มจับเวลา 10 นาฬิกา 4 นาที จับเต็มดวง เวลา 11 นาฬิกา 36 นาที 20 วินาที กินเวลานาน 6 นาที 45 วินาที คลายคราสออกเวลา 13 นาฬิกา 37 นาที 45 วินาที ซึ่งไม่ปรากฎว่ามีหลักฐานการคำนวณจากประเทศตะวันตกมาก่อนหน้านี้



ใน ระหว่างนั้นประชาชนชาวไทยและชาวต่างประเทศต่างก็เฝ้ารอวันพิสูจน์การเกิด สุริยุปราคาที่หว้ากอ เมื่อใกล้ถึงวัน ทรงโปรดเกล้าให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์มาสร้างค่ายไว้ล่วงหน้า และพระองค์ได้ใช้ค่ายนี้เป็นห้องทดลองวิทยาศาสตร์กลางแจ้ง เพื่อเป็นที่ชุมนุมของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกและคณะฑูตานุทูตประเทศต่างๆ แล้วก็เกิดสุริยุปราคาเต็มดวง ตามที่พระองค์ทรงคำนวณ โดยไม่คลาดเคลื่อน พระราชกรณียกิจในครั้งนั้นทำให้พระเกียรติยศเลื่องลือไปไกล บรรดาแขกต่างประเทศจำนวนมากได้รับทราบถึงพระอัจฉริยะภาพของพระองค์ที่มีไม่ แพ้ชาติใดๆ ทั้งๆที่ยังขาดเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ



พระ เกียรติคุณในด้านวิทยาศาสตร์ เป็นที่ยอมรับและปรากฎเด่นชัดแก่บรรดานักปราชญ์ และนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก แต่ประชาชนชาวไทยก็ต้องประสบกับความสูญเสียครั้งใหญ่หลวง เมื่อพระองค์ทรงเสด็จกลับกรุงเทพได้เพียง 5 วัน ก็ทรงพระประชวรและเสด็จสวรรคตด้วยไข้มาเลเรีย ในวันที่ 1 ตุลาคม 2411 นั่นเอง และเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระองค์และวันสำคัญทาง ประวัติศาสตร์นั้น ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2532 คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเห็นชอบในหลักการให้ดำเนินการสร้างโครงการอุทยานวิทยา ศาสตร์พระ จอมเกล้า ณ หว้ากอ และในวันที่ 3 พฤษภาคม 2533 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานนามสถานที่แห่งนี้ว่า "อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์" โดยกระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศจัดตั้งขึ้นเป็นสถานศึกษาเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2536 ปัจจุบันสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว "พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย"ครับและที่กล่าวมานี้ก็คือประวัติความเป็นมาของ อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอแห่งนี้ครับ



จาก นั้นเราสองคนก็เดินเข้าไปเที่ยวชมภายในอุทยานวิทยาศาสตร์ฯพร้อมกับถวาย บังคมพระบรมรูปของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ตั้งเด่นเป็นสง่า อยู่บริเวณชั้น2 ของอุทยานวิทยาศาสตร์ฯแห่งนี้



สำหรับภายใน อุทยานวิทยาศาสตร์พระ จอมเกล้า ณ หว้ากอประกอบด้วยอาคารดาราศาตร์เป็นอาคารสามหลังเชื่อมต่อกันคืออาคารพัน ทิวาทิต,พันพินิจจันทรา,ดาราทัศนีย์โดยมีฐานการเรียนรู้ถึง11ฐานด้วนกันอัน ได้แก่ บันทึกเกียรติยศ,โลกอนาคต,เทคโนโลยีเพื่ออาชีพ,โลกของเด็ก,ฟากฟ้าณหว้า กอ,พระบิดาแห่งวิทยาศาตร์ไทย,มนุษย์กับดวงดาว,พระมหากษัตริย์ราชวงศ์ไทยกับ ดาราศาตร์,รวมใจชาวประจวบ,ความเป็นไปในจักรวาลและเทคโนโลยีอากาศและเอกภาพ



นอกจากนั้นยังมีพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำหว้ากอ เป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่มีทั้งปลาทะเลปลาน้ำจืดและปลาน้ำกร่อย




นอก จากนี้ยังมีมีอุโมงค์ปลาใต้น้ำซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปได้ เรียนรู้และเห็นถึงความแตกต่างของสิ่งมีชีวิตในแต่ละระดับความลึกของน้ำราว กับอยู่ใต้ท้องทะเลลึกเลยครับซึ่งภายในอุโมงค์มีสัตว์ทะเลต่างๆให้ชมมากมาย อาทิเช่น ปลากระเบน,ปลาฉลาม,ตลอดจนเต่าทะเลพันธุ์ต่างๆ วันดีคืนดีอาจจะได้เห็นเจ้าหน้าที่ของทางพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำฯแต่งชุดมนุษย์ กบมาแสดงการให้อาหารปลาให้นักท่องเที่ยวได้ชมอีกด้วยครับ



นอก จากนี้ในส่วนของสวนผีเสื้อยังมีผีเสื้อพันธุ์พื้นเมืองมากกว่า20 ชนิดให้นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปได้ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับวงจรชีวิต ของผีเสื้อที่มีมากมายหลากหลายสายพันธุ์



สำหรับ ผู้ที่สนใจกิจกรรมค่ายพักแรมทางอุทยาน,มีการจัดกิจกรรมค่ายหว้ากอเช่น ค่ายวิทยาศาตร์,ค่ายสิ่งแวดล้อม,ค่ายสอนน้องดูดาว,ค่ายปักษี,ค่ายสำหรับเด็ก พิการ,ค่ายอนุรักษ์พลังงาน,โดยมีกิจกรรมต่างๆมากมายเช่นดูดาว,ดูนก,กิจกรรม ชายหาด,กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์,นอกจากนี้ยังมีบ้านพักรับรองได้ประมาณ120 – 200 คนรวมทั้งเต็นท์พักแรมไว้คอยให้บริการอีกด้วยโดยผู้ที่สนใจสามารถจองค่ายและ สอบถามรายละเอียดได้ที่งานฝ่ายการตลาด โทรศัพท์ 032 66 1098,032 661 726,ในวันและเวลาราชการหรือที่www.nfe.go.th/waghor , e-mailThis email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. อุทยาน หว้ากอเปิดให้เข้าชมทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น.เข้าชมเป็นหมู่คณะให้แจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนล่วงหน้าเจ้าหน้าที่จะได้ คอยเตรียมตัวต้อนรับคณะของท่านครับ.
เราสองคนเดินเที่ยวชมภายในอุทยาน วิทยาศาสตร์พระ จอมเกล้า ณ หว้ากอจนสมควรแก่จากนั้นจึงออกมาเดินเที่ยวยังบริเวณชายหาดด้านหน้าของ อุทยานวิทยาศาสตร์ฯ



ซึ่ง เป็นชายหาดขาวความยาวหลายกิโลเมตรร่มรื่นเรียงรายไปด้วยทิวสนทะเลมองออกไปใน ทะเลเบื้องหน้าคือเกาะจวงเกาะจานซึ่งอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของอุทยานแห่ง ชาติหาดนวกรเป็นแหล่งดำน้ำดูปะการังที่สวยงามแห่งหนึ่งในจังหวัดประจวบ คีรีขันธ์ครับ



เรา สองคนยืนชื่นชมกับความงามของชายหาดภายในอุทยานวิทยาศาสตร์ฯจนสมควรแก่เวลา จากนั้นจึงออกเดินทางต่อมายังสวนสนประดิพัทธ์ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากตัวเมือง หัวหินระยะทางประมาณ 9 กม.ซึ่งจากถนนเพชรเกษมบริเวณ กม.ที่ 240 เลี้ยวขวาเข้าไปอีกประมาณ 500 เมตรรถทัวร์ของกองทัพบกก็พาคณะทัวร์เดินทางมาถึงยังสวนสนประดิพัทธ์ซึ่งอยู่ ในความดูแลของศูนย์การทหารราบปราณบุรีครับ


สำหรับประวัติความเป็นมาของสวนสนประดิพัทธ์มีดังต่อไปนี้ครับ
สวน สนประดิพัทธ์ ตั้งอยู่บริเวณบ้านหนองแก ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยอยู่ในความรับผิดชอบดูแลของศูนย์การทหารราบ พื้นที่รวมทั้งสิ้น 1,065 ไร่ 1งาน86 ตารางวา ด้านหน้าอยู่ติดกับถนนเพชรเกษม ส่วนด้านในตั้งอยู่ในบริเวณชายหาดสนหรือสวนสนประดิพัทธ์ ระยะทางห่างจาก กรุงเทพ ฯประมาณ 190 กม. ซึ่งเป็นชายหาดที่สวยงามและยังคงความเป็นธรรมชาติอยู่อีกมากครับ



ซึ่ง ในอดีตที่ผ่านมาบริเวณแห่งนี้ เดิมอยู่ในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ ต่อมาได้โอนให้กับกองทัพบกเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบในสมัย ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และเมื่อปี พ.ศ. 2501 กองทัพบกได้ใช้พื้นที่นี้เป็นสถานที่ตั้งโรงเรียนเสนาธิการทหารบก ต่อมาในปี พ.ศ. 2507 เมื่อโรงเรียนเสนาธิการทหารบกย้ายไปเข้าที่ตั้งถาวรที่กรุงเทพฯ กองทัพบกจึงใช้เป็นสถานที่ตั้งของจังหวัดทหารบกเพชรบุรี และในปี พ.ศ. 2513 จังหวัดทหารบกเพชรบุรี ได้ย้ายหน่วยไปเข้าที่ตั้งถาวรที่จังหวัด เพชรบุรี จึงทำให้สถานที่แห่งนี้ขาดผู้ดูแลและรับผิดชอบ
ดัง นั้น กองทัพบกจึงได้ออกคำสั่ง ทบ. ที่ 441/2513 ลง 20 ต.ค.13 เรื่อง มอบความรับผิดชอบดูแลรักษาสถานพักฟื้นและพักผ่อนกองทัพบก สวนสนประดิพัทธ์ โดยให้ศูนย์การทหารราบ รับมอบพื้นที่สถานพักฟื้นและพักผ่อนกองทัพบก สวนสนประดิพัทธ์ ตลอดจนอาคารสถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวก สิ่งปลูกสร้างต่างๆ และลูกจ้างตามอัตรา จากจังหวัดทหารบกเพชรบุรี และให้ แบ่งบ้านพักนายทหารบริเวณชายทะเล ไว้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของข้าราชการกองทัพบก



ต่อ มาผู้บัญชาการศูนย์การทหารราบแต่ละท่าน ได้ให้เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องทำการ ซ่อมแซมและรื้อถอนบ้านพักซึ่งทรุดโทรมพร้อมกับได้สร้างบ้านพักใหม่เพิ่มเติม ขึ้นอีก เพื่อสามารถให้การบริการข้าราชการกองทัพบกได้มากขึ้น
กองทัพ บกได้อนุมัติให้ก่อสร้างอาคารรับรองกองทัพบกโดยมีห้องพัก 106 ห้อง เนื่องจากบ้านพักตากอากาศชายทะเลที่มีอยู่ไม่เพียงพอแก่ข้าราชการกองทัพบก ที่ต้องการใช้พักผ่อน จากนั้นก็เริ่มทำการดำเนินการก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2537 และได้เปิดให้บริการแก่กำลังพลของกองทัพบก เมื่อเดือน ก.ย. 2538 ลักษณะการดำเนินงานคล้ายกับโรงแรมของเอกชนแต่คิดค่าบริการถูกกว่า เพื่อเป็นการให้สวัสดิการแก่ข้าราชการของกองทัพบก



ต่อ มาในปี พ.ศ. 2538 คณะกรรมการบริหารกิจการสวัสดิการสถานพักฟื้นและพักผ่อนกองทัพบกมีมติ ให้รวมกิจการสถานพักฟื้นและพักผ่อนกองทัพบก สวนสนประดิพัทธ์ ทั้งในส่วนของบ้านพัก และส่วนของอาคารรับรองกองทัพบกเข้าด้วยกัน และในปี พ.ศ 2552 กองทัพบก ได้อนุมัติให้ก่อสร้างค่ายพักแรมและพักผ่อนกองทัพบกในสวนสนประดิพัทธ์ เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับการกางเต็นท์พักแรม และสันทนาการเป็นครอบครัวหรือหมู่คณะ ของผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวพักผ่อน สัมผัสบรรยากาศแบบธรรมชาติ สถานที่พักประกอบด้วยโรงแรมหรูริมชายหาด ขนาด 160 ห้อง อาคารบังกะโล บ้านพักตากอากาศ หลังเดี่ยวติดชายหาด และเรือนนอน สำหรับพักผ่อนป็นหมู่คณะอีกด้วย นอกจากนั้นยังเป็นที่ตั้งของศูนย์พัฒนากีฬากอล์ฟพร้อมทั้งมีสระว่ายน้ำขนาด ใหญ่ ร้านอาหารทิวสน อาหารทะเลสด ๆ ห้องประชุมสัมนา และลานจัดเลี้ยงกว้างขวางอีกด้วยครับ



ภายใน สวนสนประดิพัทธ์ท่านผู้อ่านจะได้พบกับชายหาดที่สวยงามที่สุดในอำ เภอหัวหิน หาดทรายขาวละเอียดทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ท่ามกลางสายลมทะเลพัดยอดสนและเสียงคลื่นที่แห่กล่อมบรรยากาศจึงเหมาะสำหรับ การพักผ่อนหย่อนใจนอนรับลมทะเลและลงเล่นน้ำหรือทำกิจกรรมต่างๆบริเวณชายหาด เป็นอย่างยิ่ง
สนใจอยากทราบรายละเอียดหรือจองที่พักสามารถติดต่อได้ที่ อาคารรับรองกองทัพบก (สวนสนประดิพัทธ์)ตั้งอยู่ริมถนนเพชรเกษม อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 77110
ติดต่อสำรองที่พัก : โทร... 032-536581-3 , 081-9866984 แฟกซ์ : 032-536584
ส่วน การติดต่อจองห้องพักสำหรับบุคคลภายนอกธรรมดาอย่างเราท่านๆอาจจะเป็นเรื่อง ที่ลำบากยากเย็นอยู่สักหน่อยหนึ่งน่ะครับเพราะโรงแรมที่พักของสวนสนประ ดิพัทธ์ส่วนใหญ่นั่นมักจะถูกจองเต็มตลอดปีครับขนาดครอบครัวทหารบางคนยังบ่น กันเลยว่าจองยากมากนับประสาอะไรกับเราสองคนและท่านผู้อ่านที่เป็นแค่ประชาชน ธรรมดาคงจะต้องใช้เวลาจองกันข้ามปีกว่าจะได้เข้าพักที่สวนสนประดิพัทธิ์แห่ง นี้ครับโชคดีที่การเดินทางครั้งนี้เป็นกิจกรรมของทหารบกการจองห้องพักจึงไม่ ลำบากยากเย็นเหมือนกับจองกันเองครับ.
จากนั้นเราสองคนจัดการขนสัมภาระ เข้าสู่ห้องพักซึ่งภายในห้องพักพรั่งพร้อม ไปด้วยเครื่องอำนวยความสะดวกเช่นทีวี,ตู้เย็น,น้ำอุ่นมีความหรูหราสะดวกสบาย คล้ายกับโรงแรมชั้นหนึ่งทั่วไปเปิดประตูห้องพักออกไปภายนอกมีระเบียงห้อง พักยื่นออกไปไว้ให้ผู้เข้าพักได้นั่งชมวิวทิวทัศน์บริเวณชายหาดของสวนสนประ ดิพัทธ์ที่ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของอาคารที่พักอีกด้วยครับ



หลัง จากเก็บสัมภาระเข้าสู่ห้องพักเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นจึงออกมาเดินเล่น บริเวณหาดทรายจนได้เวลาอาหารค่ำเราสองคนร่วมรับประทานอาหารค่ำแบบบุปเฟ่ต์ กับคณะทัวร์ของกองทัพบก



หลัง จากจัดการกับอาหารค่ำเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นจึงแยกย้ายกันไปพักผ่อนตาม อัธยาศัยห้องใครห้องมันนอนฟังเสียงคลื่นทะเลที่ถาโถมเข้าสู่ฝั่งคล้ายดนตรี มโหรีวงใหญ่จากธรรมชาติจนหลับไปในที่สุด “ราตรีสวัสดิ์ครับ”.

หน้าต่อไป