เที่ยวเมืองพม่า p1

เรื่อง  สุเทพ   พวงมะโหด
ภาพ   สุเทพ   พวงมะโหด ,วีระศักดิ์   ภักดี
วันแรกของการเดินทาง
-    สถานีรถไฟฟ้า AIRPORT LINK พญาไท



06.00น.  ผมใช้บริการของรถไฟฟ้า AIRPORT LINKสายCITY LINE เที่ยวแรกออกเดินทางสู่สนามบินสุวรรณภูมิในราคาค่าโดยสารคนละ 45 บาทใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที ผมก็เดินทางมาถึงยังสนามบินสุวรรณภูมิช่างเป็นการเดินทางที่สะดวกสบายและรวดเร็วจริงๆครับ
-    สนามบินสุวรรณภูมิ



หลังจากผ่านขั้นตอนการตรวจคนเข้า-ออกเมืองจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นเราสองคนจึงเดินมานั่งพักผ่อนพร้อมจิบกาแฟกันที่ห้องพักรับรองผู้โดยสารของสายการบินบางกอกแอร์เวย์เพื่อรอคณะทัวร์ของบริษัทควอลิตี้เอ็กซ์เพลสจำกัดที่จะร่วมเดินทางไปกับเราในทริปนี้   
สำหรับการเดินทางไปเที่ยวเมืองพม่าในทริปนี้ของเราใช้บริการของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ที่มีบริการเที่ยวบิน บินจากกรุงเทพสู่ย่างกุ้งสัปดาห์ละหลายเที่ยวด้วยกันท่านผู้อ่านที่สนใจที่จะเดินทางไปเที่ยวพม่าสามารถคลิ๊กเข้าไปเยี่ยมชมได้ ที่ www.bangkokairway.com/ ได้เลยครับนอกจากสายการบินบางกอกแอร์เวย์ที่มีเที่ยวบินบินตรงสู่ประเทศพม่าแล้วก็ยังมีบริการของสายการบินแอร์เอเซียให้บริการสัปดาห์ละหลายเที่ยวด้วยกันสนใจตารางบินสามารถคลิ๊กเข้าไปได้ที่ www.airasia.com/ ได้เลยครับ   



 และเมื่อคณะทัวร์ทุกคนของบริษัทควอลิตี้เอ็กซ์เพลสจำกัดมากันพร้อมหน้าพร้อมตาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เครื่องบินของสายการบินบางกอกแอร์เวย์เที่ยวบินที่ PG 701 ก็พา คณะทัวร์และผมบินลัดฟ้าจากสนามบินสุวรรณภูมิมุ่งหน้าสู่สนามบินมิงกาลาดงในนครย่างกุ้งในทันที



เครื่องบินของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ใช้เวลาในการบินประมาณ1ชั่วโมง




ก็พา คณะทัวร์และผมเดินทางมาถึงยังสนามบินนานาชาติมิงกาลาดงในนครย่างกุ้ง



จากนั้นคณะทัวร์ของเราผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองของพม่าซึ่งในปัจจุบันหลังจากพม่าเปิดประเทศขั้นตอนการตรวจคนเข้า-ออกเมืองจากเจ้าหน้าที่ของพม่าไม่ยุ่งยากเหมือนแต่ก่อนแล้วนักท่องเที่ยวสามารถขอวีซ่าเร่งด่วน (visa on arriva)เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศพม่าที่สนามบินนานาชาติมิงกาลาดงได้โดยตรงเลยครับ



โดยไม่จำเป็นที่จะต้องขอวีซ่าผ่านทางสถานทูตพม่าในกรุงเทพฯแต่ค่าธรรมเนียมการของวีซ่าแบบเร่งด่วนอาจจะแพงกว่าการขอวีซ่าจากสถานทูตพม่าในกรุงเทพฯเพียงเล็กน้อยครับคือจากราคาปกติ20USDอาจจะกลายเป็น30USDหรือ40USDครับแต่คณะของเราขอวีซ่าเข้าพม่ามาจากกรุงเทพฯแล้วขั้นตอนการผ่านเข้าเมืองจึงไม่ยุ่งยากมากนัก
สำหรับหน้าตาของVISAเข้าประเทศพม่าเป็นแบบนี่ครับท่านผู้อ่าน



สนามบินมิงกาลาดงในปัจจุบันได้รับการปรับปรุงจนดูโอ่อ่าทัดูนสมัยกว่าเมื่อ10ปีกว่าก่อนที่ผมเดินทางมาพม่าเป็นครั้งแรกในชีวิต
และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาสนามบินมิงกาลาดงแห่งนี้เคยให้การต้อนรับเครื่องบินAir Force One ของประธานาธิบดีบารัคโอบาม่าซึ่งเดินทางมาเยือนประเทศพม่าเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี


ผมแหงนมองขึ้นไปที่บริเวณทางขึ้นลงบันไดเลื่อนภายในสนามบินก็มีรูปวาดศิลปการร่ายรำแบบพม่าและเรือการะเวกลอยลำอยู่ในทะเลสาปกันดอจีเป็นภาพวาดที่สวยงามมากครับท่านผู้อ่านลองชมดูซิครับ



 หลังจากคณะของเราผ่านขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองของเจ้าหน้าที่พม่าเป็นที่เรียบร้อยแล้วผมทำการปรับเวลานาฬิกาบนข้อมือเสียใหม่ให้ช้าลงประมาณ30นาทีสาเหตุเพราะเวลาในประเทศพม่าช้ากว่าแวลาที่เมืองไทย30นาทีครับ
จากนั้นคณะของเราจึงขึ้นรถทัวร์ท่องเที่ยวที่มาจอดรออยู่บริเวณด้านหน้าของสนามบินออกเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองย่างกุ้งซึ่งตั้งอยู่ห่างจากสนามบินนานาชาติมิงกาลาดงระยะทาง19กม.เพื่อท่องเที่ยวไปตามโปรแกรมที่กำหนดไว้ในทันที  ผมนั่งมองถนนหนทางในนครย่างกุ้งช่างปลอดโปร่งปราศจากรถติดดีแท้รถTAXIในนครย่างกุ้งส่วนใหญ่จะเป็นรถToyota colora สีขาวรุ่นเก่าๆที่ในบ้านเราปลดระวางไปแล้ววิ่งให้บริการอยู่ในเมือง รถTAXIในนครย่างกุ้งไม่มีมิเตอร์เหมือนกับเมืองไทยน่ะครับท่านผู้อ่านราคาอยู่ที่จะตกลงกันเอาเองครับท่านผู้อ่านเจอคนขับTAXIดีก็ถือว่าโชคดีไปแต่ถ้าเจอคนขับTAXIที่มีนิสัยขี้โกงกะฟันนักท่องเที่ยวก็บอกราคาจนเกินเลยความจริง  ที่ไหนๆก็เหมือนกันหมดครับในโลกนี้ที่มีทั้งคนดีและคนไม่ดีครับ



รถทัวร์โดยสารพาผมและคณะทัวร์ฯเดินทางมาถึงยังซุ้มประตูขนาดใหญ่ทางเข้าสู่ตัวเมืองย่างกุ้งด้านบนซุ้มประตูมีข้อความเป็นภาษาอังกฤษเขียนไว้ว่า “Welcome to buddhist  sumit” แปลเป็นไทยว่า “ขอต้อนรับสู่ดินแดนแห่งพระพุทธศาสนา”



รถทัวร์โดยสารพาคณะของเราเดินทางไปบนถนนแปรกับถนนกาบ่าเอซึ่งเป็นถนนสายหลักในนครย่างกุ้งโดยมีทะเลสาปอินยาเลคขั้นอยู่ตรงกลางระหว่างถนนทั้งสองสายตั้งอยู่ชานเมืองย่างกุ้งทะเลสาปอินยาเลคถูกขุดขึ้นมาเพื่อใช้ดินมาสร้างมหาเจดีย์ชเวดากองส่วนทะเลสาปอีกแห่งหนึ่งก็คือทะเลสาปกันดอจีเป็นที่ตั้งของสวนสาธารณะตั้งอยู่ใจกลางของนครย่างกุ้งและจากทะเลสาปกันดอจีสามารถมองเห็นพระเจดีย์ชเวดากองได้ในระยะไกลๆ



รถทัวร์โดยสารพาผมและคณะทัวร์ฯเดินทางผ่านบ้านของนางอองซานซูจีวีรสตรีประชาธิปไตยหญิงเหล็กขวัญใจของชาวพม่าลูกของนายพลอองซานผู้ล่วงลับไปแล้วบ้านของเธอตั้งอยู่ริมถนนใหญ่




ติดกับบ้านของผู้ช่วยทูตทหารไทยในนครย่างกุ้ง  



ก่อนที่พม่าจะประกาศเปิดประเทศถนนสายนี้เป็นถนนต้องห้ามสำหรับบุคคลทั่วไปเพราะเป็นถนนสายที่ผ่านบ้านของนางอองซานซูจีแต่ปัจจุบันถนนสายนี้ไม่ได้เป็นถนนต้องห้ามอีกต่อไปแล้วรถราต่างๆจึงแล่นผ่านไปมาได้โดยสะดวก



การเดินทางด้วยรถยนต์ไปตามถนนสายต่างๆในนครย่างกุ้งสะดวกสะบายการจราจรไม่ติดขัดเหมือนในกรุงเทพฯเพราะรถส่วนบุคคลมีให้เห็นน้อยมากรถTAXI ส่วนใหญ่จะเป็นรถยี่ห้อToyota ออกโทนสีขาวเกือบทั้งหมดส่วนรถTAXIรุ่นใหม่ๆจะมีสีเหลือง,แดง



 ส่วนรถเมล์ก็จะเป็นรถ รุ่นเก่าๆที่ญี่ปุ่นทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้าหลังจากแพ้สงครามหนีกลับบ้านไปแล้วอายุอานามของรถเมล์แต่ละคันปาเข้าไปประมาณ50-60ปีอายุรถบางคันอายุแก่กว่าผมอีกครับ



\นอกจากนี้ยังมีรถสองแถววิ่งรับส่งผู้โดยสารชาวพม่านิยมใช้บริการกันอย่างคับคั่งทุกคันแน่นขนัดเป็นปลากระป๋อง



บางคันผู้โดยสารต้องโหนออกมานอกตัวรถจนโสร่งปลิวและรถเมล์บางคันผมเห็นพระภิกษุชาวพม่าก็มาช่วยโหนสองแถวจนจีวรปลิวอีกด้วย



ส่วนถนนสองข้างทางเรียงรายไปด้วยร้านโชว์ห่วยร้านสะดวกซื้ออย่าง7-ELEVENอย่างในบ้านเรายังไม่มีให้เห็นในนครย่างกุ้งส่วนร้านที่จะขาดเสียมิได้ก็คือร้านขายหมากมีให้เห็นตลอดสองข้างทางที่คณะของเราเดินทางผ่านถนนหนทางแลดูสะอาดสะอ้านดีต้นไม้ใหญ่เรียงรายกันอยู่ทั่วไปมองดูร่มรื่นดีครับ
             สำหรับแหล่งท่องเที่ยวแห่งแรกในนครย่างกุ้งที่คณะของเราจะเดินทางไปเที่ยวชมก็คือวัดเจ้าดอจีหรือที่คนไทยเรียกว่า “วัดพระพุทธรูปหินอ่อน”  



และก่อนที่จะเดินเท้าเข้าไปสักการะบูชาพระพุทธรูปหินอ่อน พร้อมกับเที่ยวชมภายในวัดมีกฎระเบียบข้อหนึ่งที่นักท่องเที่ยวทุกคนจะต้องปฎิบัติตามอย่างเคร่งครัดก็คือในการที่จะเดินเท้าเข้าไปเที่ยวชมภายในวัดทุกวัดในประเทศพม่านั่นก็คือทุกคนจะต้องถอดรองเท้าและถุงเท้าก่อนที่จะเดินเท้าเข้าไปเที่ยวชมภายในวัดทุกวัดเสมอ



ผมขอแนะนำท่านผู้อ่านที่เตรียมตัวจะมาเที่ยวไหว้พระกันที่ประเทศพม่าให้สวมใส่รองเท้าแตะที่สวมสบายถอดง่ายราคาไม่แพงใส่เดินทางมาท่องเที่ยวประเทศพม่ากันดีกว่าน่ะครับ



วัดเจ้าดอจีหรือที่คนไทยเรียกว่า “วัดพระพุทธรูปหินอ่อน”  สร้างขึ้นในสมัยนายพลขิ่นยุ้นต์ยังครองอำนาจอยู่ภายในวัดใช้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปหินอ่อนขนาดใหญ่มีความสูง37ฟุตหนัก60ตันโดยฝีมือช่างจากเมืองมัณทะเล่ย์ถือได้ว่าสกุลช่างจากเมืองมัณทะเล่ย์มีฝีมือการแกะสลักหินอ่อนที่ดีที่สุดในประเทศพม่า  



นอกจากภายในวัดเป็นที่ตั้งของพระพุทธรูปหินอ่อนขนาดใหญ่บริเวณใจกลางของวัดยังเป็นที่ตั้งของเสาหินอ่อนขนาดใหญ่หรือที่ภาษาพม่าเรียกกันว่า “ตะคุนได”เป็นสัญญลักษณ์ประจำของวัดทุกวัดในประเทศพม่า



และถัดมาอีกหน่อยเป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลองอีกด้วย



ในทุกๆวันภายในวัดเจ้าดอจีแห่งนี้จะเนื่องแน่นไปด้วยบรรดาพุทธศาสนิกชนชาวพม่าจำนวนมากเดินทางมากราบไหว้สักการะบูชากันอย่างเนืองแน่นตลอดทั้งวัน.



จากวัดเจ้าดอจีคณะของเราเดินทางต่อไปยังโรงช้างซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างจากวัดเจ้าดอจีเท่าใดนักเพื่อชมช้างเผือก




ซึ่งภายในโรงช้างแห่งนี้มีช้างอยู่จำนวน3เชือก2ใน3เชือกนั่นเป็นช้างเผือก2เชือกอีกเชือกหนึ่งเป็นช้างพังสาเหตุที่ทางพม่านำช้างพังมาล่ามโซ่คู่กับช้างเผือกนั่นก็เพราะว่าเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เปรียบเทียบรูปลักษณะว่าช้างเผือกับช้างพังมีความแตกต่างกันอย่างไร   



ผมมองดูด้วยสายตาโดยไม่ต้องศึกษาจากตำราคชสารก็พอที่จะมองออกว่าตัวไหนคือช้างพังและตัวไหนคือช้างเผือก   สำหรับช้างเผือกนั่นบริเวณผิวตามลำตัวจะออกเป็นสีชมพูทั่วทั้งตัว  มองดูสง่างามรูปร่างกำยำใหญ่โตและอ้วนท้วนสมบูรณ์เพราะได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดี ช้างเผือกเชือกแรกชื่อว่า “ญาตีมาลา”มีอายุ12ปีความสูงประมาณ5.5ฟุต  



ถัดมาเล็กน้อย เป็นช้างเผือกเพศผู้มีชื่อว่า “ยาซากะหะกิลี่”อายุ17 ปีความสูงประมาณ6 ฟุตส่วนช้างเผือกเชือกที่สามตัวใหญ่สุดเป็นเพศเมีย ชื่อว่า “ตีลี่มาลา”เป็นภาษาบาลีแปลว่า “นางสาวดอกไม้”มีอายุประมาณ30ปีทั้งสามตัวจับได้ในป่าเมืองยะไข่อยู่ติดกับชายแดนบังคลาเทศ  



ช้างเผือกทั้งสามเชือกนี้มีลักษณะถูกต้องตามหลักคชศาตร์9ประการซึ่งถือได้ว่าเป็นช้างมงคลคู่บ้านคู่เมืองพม่าซึ่งเท่าที่ผมมองดูช้างเผือกทั้งสามเชือกนี้ ผิวเป็นสีชมพูทั่วทั้งลำตัวซึ่งผมไม่เคยได้พบเห็นในบ้านเราและด้วยเหตุนี้ในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิไทยกับพม่าเคยทำสงครามแย่งชิงช้างเผือกกันเมื่อปีพ.ศ. 2106สงครามในครั้งนั้นเรียกว่า “สงครามช้างเผือก”สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงสามารถจับช้างเผือกได้ถึงเจ็ดเชือก จึงได้รับการขนานนามอีกว่าพระนามหนึ่งว่า  “พระเจ้าช้างเผือก “



หลังจากชื่นชมช้างเผือกกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นคณะของเราจึงเดินทางมารับประทานอาหารกลางวันกันที่ร้านRoyalGardenในกรุงย่างกุ้ง



ซึ่งมีเมนูอาหารให้คณะของเราได้เลือกรับประทานอาทิเช่นติ๋มซำ



ปลานึ่ง



กุ้งเผา



ปลาสามรส



ผัดกระเพราก็มีให้รับประทานด้วยครับ



หลังจากอาหารกลางวันผ่านพ้นไปแล้วคณะของเราจึงออกเดินทางต่อไปยังเมืองสิเรียมไม่ใช่สิเรียมอดีตนางเอกหนังไทยน่ะครับท่านผู้อ่านอย่าเข้าใจผิดน่ะครับคำว่า สิเรียมคือชื่อเมืองๆหนึ่งในประเทศพม่าคนพม่าเรียกเมืองนี้ว่า “ตันเลียน”(Thanlyin)ตั้งอยู่ห่างจากนครย่างกุ้งระยะทางประมาณ35กม.ใช้เวลาเดินทางประมาณ1ชม.เศษๆไปตามถนนลาดยางสองเลนสภาพถนนเส้นทางสายนี้ค่อนข้างจะขรุขระ



จากนั้น รถทัวร์โดยสารก็พาคณะของเราแล่นข้ามสะพานแม่น้ำอิรวดี



แม่น้ำอิรวดี(Arrawaddy)ภาษาพม่าออกเสียงว่า “เอยาวดี”ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาหิมาลัยไหลผ่านทางตอนเหนือของประเทศพม่ามีความยาวทั้งสิ้น1,300กม.เป็นแม่น้ำที่สำคัญและมีความยาวที่สุดในประเทศพม่ารองลงมาคือแม่น้ำสาละวินคนพม่าเรียกว่า ตันละวิน(Thaniwin)แม่น้ำอิรวดีช่วงที่รถทัวร์โดยสารที่คณะของเรากำลังจะแล่นผ่านอยู่นี้มีความกว้างมากเพราะแม่น้ำอิรวดีช่วงนี้กำลังจะไหลลงสู่ทะเลที่อ่าวเมาตะมะในทะเลอันดามันสำหรับสะพานข้ามแม่น้ำอิรวดีเป็นสะพานมิตรภาพไทย-จีนโดทางรัฐบาลพม่าได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลจีนในการก่อสร้างสะพานแห่งนี้
ผมนั่งชมวิวทิวทัศน์ตลอดสองข้างทางซึ่งไม่ว่าจะมองไปทางไหนตลอดสองข้างทางที่รถทัวร์โดยสารแล่นผ่านจะแลเห็นวัดวาอารามเรียงรายอยู่ตลอดสองข้างทางโดยเฉพาะปลายแหลมของยอดเจดีย์ชูเด่นเป็นสง่าให้เราเห็นแต่ไกลๆ



รถทัวร์โดยสารใช้เวลาไม่นานนักก็พาคณะของเราเดินทางมาถึงยังท่าเรือเจ้าตั๋นตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองสิเรียมมาประมาณ300เมตร    



และเนื่องจากวันนี้เป็นวันงานบุญใหญ่ของพม่าบริเวณท่าเรือเจ้าตั๋นจึงคับคั่งไปด้วยชาวพม่าที่เดินทางมาทำบุญกันโดยเฉพาะบริเวณท่าเรือเจ้าตั๋นมีชาวพม่าทั้งหญิงชายเด็กเล็กและคนแก่เดินทางมารอเรือหางยาวข้ามฝั่งไปยังวัดเจดีย์เจ้าตั๋นหรือเยเลพญา(Yala Paya)ที่นักท่องเที่ยวคนไทยเรียกกันติดปากว่า “วัดเจดีย์กลางน้ำ”



องค์พระเจดีย์ตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำย่างกุ้งห่างจากท่าเรือเจ้าตั๋นระยะทางประมาณ200เมตรใช้เวลานั่งเรือหางยาวประมาณ 5 นาที


สำหรับค่าเหมาเรือหางยาวนั่งได้8คนราคาลำละ2,500จ๊าดเท่ากับ100บาทผมและคณะทัวร์ลงเรือหางยาวบริเวณท่าเรือเจ้าตั๋นข้ามฝั่งมายังวัดเจดีย์กลางน้ำขึ้นฝั่งที่ท่าเรือของวัด



โดยมีสาวสวยชาวไทใหญ่ร่วมนั่งเรือมาเป็นไกด์ให้กับคณะทัวร์ของเราสวยไหมครับท่านผู้อ่าน



เมื่อคณะทัวร์ของเราเดินทางมาถึงยังท่าเรือของวัดเจดีย์กลางน้ำ



จากนั้นจึงถอดรองเท้าเดินเท้าเปล่าเข้าไปเที่ยวชมภายในของวัดเจดีย์กลางน้ำซึ่งเป็นที่ตั้งของพระพุทธรูปเก่าแก่ทรงเครื่องจักรพรรดิมีอายุเกือบพันปีองค์ของพระพุทธรูปตั้งอยู่บนบังลังก์ไม้แกะสลักปิดทองคำเปลวสวยงามมาก



นอกจากนี้องค์พระเจดีย์กลางน้ำยามต้องแสงอาทิตย์เป็นสีทองเปล่งปลั่งเหลืองอร่ามไปทั้งองค์พระเจดีย์  



ภายในวัดเจดีย์กลางน้ำกำลังคับคั่งไปด้วยชาวพม่าทั้งชายหญิงทุกรุ่นทุกวัยเดินทางมาทำบุญกันอย่างคับคั่งในแต่ละวัน  



ผมละคณะทัวร์เดินเท้าเที่ยวชมภายวัดพร้อมสักการะบูชาพระพุทธรูปเก่าแก่ทรงเครื่องจักรพรรดิจนสมควรแก่เวลา



จากนั้นจึงนั่งเรือหางยาวข้ามฝั่งมายังท่าเรือเจ้าตั๋น



จากนั้นเดินเที่ยวชมบรรยากาศตลาดที่ท่าเรือซึ่งกำลังคับคั่งไปด้วยผู้คนที่เดินทางมาทำบุญและเที่ยวซื้อสินค้าที่บริเวณท่าเรือเจ้าตั๋น




ซึ่งมีสินค้าให้เลือกซื้อมากมายนอกจากของที่ระลึกแล้วยังมีผลไม้ปละปลาแห้งให้เลือกซื้ออีกด้วยครับ


คณะของเราเดินเที่ยวชมจนสมควรแก่เวลา จากนั้นจึงขึ้นรถของคณะทัวร์ท่องเที่ยวเดินทางกลับเข้ามายังนครย่างกุ้งเมื่อเวลาจวนเจียนจะใกล้ค่ำเดินทางมายังเจดีย์โบตาทาวน์ในนครย่างกุ้งซึ่งกำลังคับคั่งไปด้วยผู้คนชาวพม่าเดินทางมาสักการะบูชาเจดีย์โบตาทาวน์กันอย่างคับคั่ง



สำหรับเจดีย์โบตาทาวน์แปลว่าเจดีย์ทหาร1,000นายตามตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาว่าเมื่อ2,000ปีก่อนพระเจ้าโอกะละปะกษัตริย์มอญทรงบัญชาให้ทหารระดับแม่ทัพมาตั้งแถวถวายสักการะแด่พระเกศาธาตุที่พ่อค้าสองพี่น้องอัญเชิญมาทางเรือและมาขึ้นฝั่งที่เมืองตะเกิงหรือตะกองณ บริเวณนี้๗งสร้างเจดีย์แห่งนี้ขึ้นเป็นที่ระลึกพร้อมทั้งแบ่งพระเกศาธาตุหนึ่งเส้นมาบรรจุไว้ยังที่เจดีย์แห่งนี้



เจดีย์โบตาทาวน์จึงเป็นมหาบูชาสถานของชาวมอญและพม่าเรื่อยมาจนเกิดสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อพ.ศ2486เครื่องบินของฝ่ายสัมพันธมิตรได้ทิ้งระเบิดถล่มนครย่างกุ้งทำให้เจดีย์โบตาทาวน์องค์เดิมพังทลายลงมาต่อมาในช่วงระหว่างทำการบูรณะองค์เจดีย์ได้พบผอบบรรจุพระเกศาธาตุและพระบรมสารีริกธาตุ   



ต่อมาครั้นเมื่อองค์เจดีย์ใหม่สร้างเสร็จสมบูรณ์ในปีพ.ศ.2496  จึงได้นำพระเกศาธาตุมาทำการบรรจุไว้ในมณฑปครอบแก้วใสประดิษฐานณใจกลางพระเจดีย์และทำช่องทางให้บรรดาพุทธศาสนิกชนเดินเข้าไปดูและสักการบูชาได้อย่างใกล้ชิด นับว่าเป็นพระธาตุองค์เดียวที่เปิดให้เห็นพระธาตุได้อย่างชัดเจน



นอกจากนั้นยังมีสิ่งที่น่าสนใจในบริเวณเจดีย์โบตาทาวน์คือพระพุทธรูปทองคำประดิษฐานอยู่ทางวิหารทางด้านขวามือ(เมื่อหันหน้าเดินเข้าเจดีย์)ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยซึ่งมีพุทธลักษณะงดงามมากซึ่งตามประวัติเล่าว่าเคยถูกประดิษฐานไว้ที่พระราชวังเมืองมัณฑะเลย์  



แต่เมื่อครั้งที่พม่าตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษเมื่อปีพ.ศ.2428ถูกเคลื่อนย้ายไปยังพิพิธภัณฑ์กัลกาตาในอินเดียทำให้รอดพ้นจากระเบิดจากฝ่ายสัมพันธมิตรที่นำไปทิ้งที่เมืองมัณฑะเลย์ต่อมาในปีพ.ศ.2488พระพุทธรูปองค์นี้ได้ถูกนำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์วิคตอเรียและอัลเบิตร์ในประเทศอังกฤษซึ่งต่อมาเมื่อพม่าได้รับเอกราชแล้วพระพุทธรูปองค์นี้จึงถูกนำกลับมาประดิษฐานไว้ยังวิหารแห่งนี้



นอกจากนี้ที่บริเวณศาลาริมแม่น้ำย่างกุ้งยังใช้เป็นที่ประดิษฐานรูปปั้น “นัตโยบี”หรือ “เทพทันใจ”และ “ตะจังมึง”หรือ “ท้าวสักกะประมุขแห่งนัต”ซึ่งชาวพม่าและมอญนิยมเดินทางมาสักการะขอพรเทพทันใจได้รับความสมปรารถนาทันใจทุกประการ



คณะของเราเดินเที่ยวชมภายในและโดยรอบพร้อมสักการะขอพรเทพทันใจจนสมควรแก่เวลา



ดวงอาทิตย์เริ่มลาลับขอบฟ้าลงไปแล้วส่งแสงประกายยามช่วงทไวไลท์งดงามเป็นยิ่งนัก




จากนั้นจึงเดินทางเข้ามาในนครย่างกุ้ง เพื่อรับประทานอาหารค่ำกันที่ร้านอาหารWestern park Ruby
สำหรับเมนูอาหารค่ำของเราในมื้อนี้ได้แก่เป็ดย่าง



ปลาเก๋าสามรส



ปูนิ่มผัดผงกะหรี่



และที่พิเศษสุดก็คือสลัดกุ้งมังกรที่มีอยู่อย่างชุกชุมในทะเลพม่า



คณะของเรารับประทานอาหารด้วยความเอร็ดอร่อย
หลังจากนั้นจึงเดินทางกลับโรงแรมย่างกุ้งโฮเต็ลที่พักผ่อนของเราในคืนนี้ 
สำหรับโรงแรมย่างกุ้งโฮเต็ลเป็นโรงแรมระดับสามดาวตั้งอยู่ชานเมืองย่างกุ้งห่างจากตัวเมืองระยะทางประมาณ10กม.




ถึงแม้จะเป็นแค่โรงแรมระดับสามดาวแต่ราคาก็ไม่ใช่จะถูกน่ะครับราคาค่าห้องพักตกคืนละ110USDหรือ3,000กว่าบาทน่ะครับราคานี้นอนโรงแรมสี่ดาวบ้านเราได้อย่างสบายๆเลยครับส่วนภายในห้องพักก็แสนที่จะธรรมดามีทีวีตู้เย็นเก่าๆถ้าเป็นโรงแรมในบ้านเราผมให้ดาวโรงแรมแห่งนี้แค่สองดาวครับสนใจรายละเอียดโรงแรมย่างกุ้งแห่งนี้คลิ๊กเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่   www.hotelyagoon.net



จากนั้นผมจึงขนสัมภาระขึ้นสู่ห้องพักซึ่งตั้งอยู่ชั้นบนสุดของโรงแรมจัดการปฎฺบัติภาระกิจส่วนตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้วลมตัวลงนอนเพื่อเก็บเรี่ยวแรงเอาไว้ท่องเที่ยวในนครย่างกุ้งต่อไปในวันรุ่งขึ้น.
สำหรับคืนนี้ผมขอกล่าวคำว่า “มิงกะลาบา  ย่างกุ้ง”  ราตรีสวัสดิ์ย่างกุ้งครับ.

หน้าต่อไป