7 วัน จากทุ่งช้างจังหวัดน่านสู่ทุ่งไหหินแขวงเชียงขวาง p4

เช้าวันที่สี่ของการเดินทาง
เช้า ตรู่ของวันอันสดใสบนพูคูณ หลังจากปฎิบัติภาระกิจส่วนตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้วเราสองคนออกมาเดินเล่น สูดอากาศบริสุทธิ์ในยามเช้าสัมผัสอากาศอันหนาวเย็นพร้อมเดินเล่นเที่ยวชม บรรยากาศยามเช้าบริเวณสามแยกพูคูณซึ่งกำลังพลุกพล่านไปด้วยบรรดาพ่อค้าแม่ ขายที่ส่วนใหญ่เป็นชาวลาวสูงนำพืชผักผลไม้ออกมาวางขายกันริมข้างทางท่ามกลาง อากาศที่หนาวเย็นและสายหมอกที่เคลื่อนตัวผ่านไปมาอย่างอ้อยอิ่ง




เรา สองคนเดินเที่ยวชมบรรยากาศของตลาดเช้าบนพูคูณจนสมควรแก่เวลา หลังจากจัดการกับอาหารเช้าเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นจึงออกเดินทางต่อมุ่ง หน้าสู่แขวงเชียงขวางในทันที



เรา สองคนขับรถยนต์ไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข7เป็นเส้นทางถนนราดยางลัดเลาะไปตาม สันเขาอันคดเคี้ยววกวน โค้งหักศอกวัดใจหลายแห่งมีให้เราสองคนต้องลุ้นกับรถยนต์ที่คอยสวนมาใจหายใจ คว่ำตลอดเส้นทาง โค้งอันตรายมีมากพอๆ กับธรรมชาติอันสวยงามตลอดสองข้างทางที่เราสองคนขับรถยนต์ผ่านทุ่งดอกบัวตอง หรือที่ชาวลาวเรียกว่าดอกบัวขมออกดอกสีเหลืองสดบานสะพรั่งอยู่สองข้างทางใน ช่วงฤดูหนาวของเดือนพฤศจิกายน


เรา สองคนเพลิดเพลินกับธรรมชาติอันสวยงามขุนเขาอันสลับซับซ้อนแต่เราสองคนไม่ลืม ที่จะขับรถด้วยความระมัดระวังโดยเฉพาะบริเวณทางโค้งหักศอกต่างๆ จะต้องบีบแตรให้สัญญาณรถที่จะสวนมาเป็นประจำทุกโค้ง แต่บางครั้งก็ไม่วายที่จะต้องหักพวงมาลัยหลบรถที่คอยสวนมาจนเป็นเรื่องที่ น่าหวาดเสียวเป็นอย่างยิ่ง



สำหรับ รถที่สวนมาส่วนใหญ่เป็นรถบรรทุกและรถโดยสารที่วิ่งให้บริการระหว่างแขวง ส่วนสองข้างทางที่เราสองคนขับรถยนต์ผ่านมานั้นนอกจากจะมีธรรมชาติขุนเขาอัน งดงามคล้ายกับขุนเขาพระศิวะในนิยายเรื่องเพชรพระอุมาของพนมเทียนแล้ว สองข้างทางของถนนสายนี้ยังมีบ้านเรือนซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของชาวเขาเผ่า ต่างๆ ที่เรียกว่าลาวสูงอีกเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพในทางเกษตรกรรม บางบ้านของชาวเขาจะนำเอาพืชผลทางการเกษตรกรรม เช่น ฟักแม้ว ฟักทอง ออกมาวางขายตลอดเส้นทางที่เราสองคนเดินทางผ่านมา ด้วยระยะทาง135 กิโลเมตร เราใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงก็เดินทางมาถึงตัวเมืองโพนสะหวัน เมืองเอกในแขวงเชียงขวางด้วยความปลอดภัย


สำหรับ เมืองโพนสะหวันเมืองเอกของแขวงเชียงขวางเดิมมีชื่อว่าเมืองแปก ซึ่งแปลว่า ต้นสน สาเหตุเพราะว่าแขวงเชียงขวางตั้งอยู่บนเทือกเขาสูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,000 กว่าเมตรโดยมีภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน สภาพอากาศจึงหนาวเย็นตลอดปีเหมาะกับการขยายพันธุ์และเจริญเติบโตของต้นสน สามใบซึ่งชอบอากาศหนาวเย็นจะขึ้นเรียงรายอยู่ตามธรรมชาติบนเนินเขาตลอดสอง ข้างทางของถนนหมายเลข 7 เส้นทางยุทธศาตร์ในอดีตสู่ชายแดนประเทศเวียดนามทางตอนเหนือห่างจากเมืองโพน สะหวันระยะทางประมาณ 130 กิโลเมตร


ความ สวยงามและความเป็นธรรมชาติตลอดจนอากาศที่มีความหนาวเย็นตลอดปีทำให้นักท่อง เที่ยวชาวไทยบางคนที่เดินทางมาท่องเที่ยวยังแขวงเชียงขวางขนานนามดินแดนแห่ง นี้ว่า “สวิสเซอร์ลาว” เราสองคนหาอาหารกลางวันรับประทานกันก่อนที่จะออกท่องเที่ยวต่อไปในแขวงเชียง ขวาง



เรา สองคนรับประทานอาหารกลางวันกันที่ร้านเวียงเชียงขวางของสองสาวพี่น้องชาวลาว ราคาเฝอชามละ 12,000 กีบ(45 บาท) แพงกว่าเมืองไทยครับ เฝอหรือที่เมืองไทยเรียกว่าก๋วยเตี๋ยวบ้านเราสั่งพิเศษราคาเพียงชามละ 30-35 บาทเท่านั้น



แต่ เฝอที่เมืองลาวชามจะมีขนาดใหญ่กว่าชามก๋วยเตี๋ยวบ้านเรามาก กินชามเดียวก็อิ่มแล้วล่ะครับโดยไม่ต้องสั่งเพิ่มชามสอง และที่เมืองลาวไม่มีสั่งเฝอชามพิเศษ ทุกๆ ร้านมีแต่ชามธรรมดาเหมือนกันหมดทั่วประเทศ หลังจากจัดการกับอาหารกลางวันกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นเราสองคนมานั่ง ดูแผนที่กันว่าจะเริ่มต้นท่องเที่ยวที่ใดก่อนในแขวงเชียงขวาง เราสองคนตกลงกันว่าเมื่อเดินทางมาถึงแขวงเชียงขวางทั้งที่แล้วควรที่จะเดิน ทางไปเที่ยวชมด่านพรมแดนลาว-เวียดนามที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของแขวงเชียง ขวางระยะทางประมาณ 130 กิโลเมตร เราสองคนสอบถามเส้นทางถนนที่จะเดินทางไปยังด่านพรมแดนลาว-เวียดนามจากสองสาว ลาวเจ้าของร้านเฝอซึ่งได้รับคำตอบว่าเส้นทางสะดวกสบายและราดยางอย่างดีไม่ ต้องขึ้นลงเขาให้เวียนหัวเหมือนเส้นทางที่เราเดินทางผ่านมาบนเส้นทางสาย พูคูณ-เชียงขวาง


เมื่อ ทุกอย่างเรียบร้อยเราสองคนก็เริ่มออกเดินทางจากตัวเมืองเชียงขวางไปตามถนน ราดยางอย่างดีบนทางหลวงหมายเลข 7 มุ่งหน้าสู่พรมแดนเวียดนามระยะทาง130 กิโลเมตร สำหรับถนนหมายเลข7 สายนี้ในช่วงสงครามอินโดจีนเคยใช้เป็นเส้นทางส่งกำลังบำรุงลำเลียงอาวุธยุทธ โธปกรณ์จากเวียดนามเหนือไปช่วยทหารฝ่ายขบวนการประเทศลาวโดยการนำของท่านไก สอน พรมวิหาน ทำสงครามปลดปล่อยประเทศลาวกับลาวฝ่ายขวาเมื่อประมาณ 30 กว่าปีที่ผ่านมาแล้วจนมีชื่อเรียกเส้นทางเส้นนี้ว่า “เส้นทางโฮจิมินห์”




เรา สองคนขับรถออกจากเมืองโพนสะหวันมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกผ่านบ้านหนองเป็ด สองข้างทางซึ่งมีลักษณะเป็นที่ราบเต็มไปด้วยเรือกสวนไร่นาอันเขียวขจีของชาว ลาว ส่วนด้านหลังเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนสลับกับเรือนพักของชาวลาวสูงปลูกอยู่ เป็นระยะๆ ตลอดสองข้างทางที่เราขับรถผ่านท้องฟ้ามืดครึ้มด้วยเฆมฝนอากาศสดชื่นเย็นสบาย ดีแท้


ระหว่าง ทางเราแวะพักรถกันที่หมู่บ้านชาวลาวสูงซึ่งถ้ามองจากถนนใหญ่ไปที่รั้วบ้านจะ แลเห็นซากของปลอกระเบิดชนิดต่างๆ จากเครื่องบินทิ้งระเบิดB-52 ของอเมริกา ถูกชาวลาวสูงนำมาดัดแปลงทำเป็นรั้วบ้านดูน่าเกรงขามดี



ส่วนภายใน บริเวณบ้านเต็มไปด้วยลูกระเบิดขนาดใหญ่ซึ่งมีลักษณะเป็นแท่งเหล็กหนักหลาย สิบตันระเบิดทุกลูกหมดสภาพการทำลายล้างแล้วถูกนำมาวางเรียงไว้ภายในรั้ว บ้าน ปลอกระเบิดบางอันถูกชาวลาวสูงนำมาดัดแปลงเป็นรางข้าวหมูดูเก๋ไก๋ไอเดีย บรรเจิดดีแท้


เรา สองคนพักผ่อนจนหายเหนื่อย จากนั้นจึงออกเดินทางต่อไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 7 ผ่านบ้านเมืองคำและบ้านหนองเฮ็ดและจากนี้เป็นต้นไปเราจะต้องขับรถขึ้นไปตาม ไหล่เขาจนไปสิ้นสุดที่สันเขาอันเป็นที่ตั้งของด่านตรวจคนเข้าเมืองถาวรของ ลาวซึ่งมีชื่อว่า “ด่านหนองเฮ็ด” ส่วนอีกสันเขาหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามคือ “ด่านนัมกัน” ของเวียดนาม



ซึ่ง ที่ทำการตรวจคนเข้าเมืองกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างจึงยังไม่แล้วเสร็จ เราจึงถ่ายรูปมาฝากท่านผู้อ่านในขณะที่ยังมีสิ่งปลูกสร้างรกรุงรังอยู่ เราสองคนได้มีโอกาสพูดคุยกันกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองนายหนึ่งของลาว ได้ความว่า จากด่านนัมกันของเวียดนามเดินทางเข้าไปตามเส้นทางถนนหมายเลข 7 ประมาณ 28 กิโลเมตรก็จะถึงหมู่บ้านกีเซินในจังหวัดเถียนฮวา (Thanh hoa ) ของเวียดนาม


เส้นทางถนนหมายเลข7 นี้ไปเชื่อมกับถนนสายหลักหมายเลข1Aของเวียดนามผ่านขึ้นไปยังตัวเมืองเถียนฮ วา (Thanh hoa ) เข้าสู่จังหวัดนิงห์บิงห์ (Ninh Binh) และเข้าสู่เมืองฮานอย (Hanoi)และเดินทางต่อไปยังเมืองต่างๆ ทางภาคเหนือได้โดยสะดวกสบาย ในขณะที่เราสองคนพูดคุยอยู่กับเจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองของลาวอยู่ นั้นเราสังเกตุเห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติจากยุโรปสองคนขี่รถจักรยานผ่านด่าน ตรวจคนเข้าเมืองของเวียดนามข้ามเข้ามายังฝั่งลาวช่างทรหดอดทนดีและไม่กลัว อันตรายดีแท้ๆ เราสองคนเดินเที่ยวชมจนสมควรแก่เวลาละอองฝนเริ่มโปรยปรายลงมาเป็นระลอกๆ อากาศหนาวเย็นออกเดินทางกลับเข้าเมืองโพนสะหวันกันดีกว่า



เราสองคนขับรถเดินทางกลับมายังเมืองโพนสะหวันบริเวณวงเวียนสามแยกใจกลางเมืองโพนสะหวัน
มี ทางแยกไปยังทุ่งไหหินบ่อนที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองโพนสะหวันไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ตามถนนราดยางระยะทางประมาณ 7.5 กิโลเมตร



จาก นั้นจะมีป้ายบอกเส้นทางเลี้ยวขวาไปตามเส้นทางราดยางซึ่งทำขึ้นใหม่ระยะทาง ประมาณ 2.5 กิโลเมตร ก็จะถึงบ่อนเก็บเงินเข้าชมทุ่งไหหินบ่อนที่1


เรา สองคนหาที่จอดรถเป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงชำระค่าธรรมเนียมเข้าชมคนละ10,000 กีบ(40บาท) จากนั้นจึงเดินเท้าตามบันไดดินขึ้นไปตามเนินเขาระยะทางประมาณ150เมตร ก็จะถึงไหหินใบใหญ่ที่สุดตั้งโดดเด่นเป็นสง่าอยู่บนเนินเขา



ราย ล้อมด้วยไหหินใบเล็กๆ อยู่หลายสิบใบ บนเนินเขาแห่งนี้ใกล้กับไหหินที่ตั้งอยู่บนเนินเขาเราสองคนแลเห็นหลุมระเบิด ขนาดใหญ่ขนาดความกว้างของปากหลุม 15 เมตร ลึกประมาณ 20 เมตร ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการทิ้งระเบิดด้วยเครื่องบินB-52 ของอเมริกาโจมตีแขวงเชียงขวางอย่างหนักในช่วงสงครามอินโดจีนเพื่อตัดการส่ง กำลังบำรุงอาวุธยุทธโธปกรณ์จากเวียดนามเหนือส่งมาช่วยเหลือขบวนการประเทศลาว ต่อสู้กับลาวฝ่ายขวาซึ่งนำโดยนายพลวังเปาผู้นำชาวเขาเผ่าม้งที่อเมริกาให้ การหนุนหลังอยู่



เรา สองคนเห็นหลุมระเบิดหลุมนี้แล้วให้ชวนสยองเพราะจากแรงระเบิดเกิดเป็นหลุม ระเบิดขนาดใหญ่สามารถทำเป็นบ่อเลี้ยงปลาขนาดใหญ่ได้อย่างสบายๆโดยไม่ต้อง เสียเวลาขุดหลุมให้เมื่อยตุ้มและไม่ใช่หลุมระเบิดหลุมนี้เพียงหลุมเดียวน่ะ ครับแต่มีหลุมระเบิดน้อยใหญ่นับเป็นพันๆ หลุมกระจายไปทั่วเมืองเชียงขวาง สาเหตุเพราะเมืองเชียงขวางในช่วงสงครามเวียดนามเป็นจุดยุทธศาตร์ที่สำคัญของ ลาวทั้งสองฝ่ายถ้าฝ่ายไหนยึดแขวงเชียงขวางได้แล้วล่ะก็เท่ากับมีชัยชนะไป กว่าครึ่ง



ซึ่ง นอกจากหลุมระเบิดที่มีมากนับจำนวนเป็นพันๆ หลุมในเมืองเชียงขวางแล้วยังมีซากของลูกระเบิดอีกเป็นจำนวนมากทั้งที่กู้ แล้วและที่ยังไม่ได้กู้ตกกระจายเกลื่อนกลาดรอวันกู้ทำลายอยู่อีกเป็นจำนวน มาก ระเบิดเหล่านี้เป็นของขวัญที่ระลึกจากอเมริกาทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้าเวลาคิด ถึง แม้สงครามเวียดนามจะล่วงเลยมานานมากกว่า 30 ปีแล้วแต่ทางรัฐบาลลาวก็ยังกู้ระเบิดไม่หมดสักที



วัน ดีคืนดีก็จะได้ยินเสียงระเบิดจากการกู้ทำลายดังมาแต่ไกลเป็นระยะๆ นอกจากหลุมระเบิดที่กระจัดกระจายไปทั่วทุ่งไหหินแล้วยังมีร่องรอยของการขุด สนามเพลาะเชื่อมเป็นใย แมงมุมกระจายไปทั่วบริเวณทุ่งไหหินแห่งนี้ จากเนินเขาอันเป็นที่ตั้งของทุ่งไหหินกลุ่มที่1 แล้วถ้ามองลงไปยังเบื้องล่างก็จะเห็นไหหินน้อยใหญ่กระจัดกระจายอยู่ในทุ่ง หญ้าประมาณ 300 ใบ และบ่อนไหหินกลุ่มที่1นี้มีไหหินใบใหญ่ที่สุดและมีปริมาณมากกว่าทุ่งไหหิน บ่อนอื่นๆ อีกมาก ไหหินใบใหญ่ที่สุดหนักถึง 6 ตัน ขนาดเล็กที่สุดหนักประมาณ 40-50 กิโลกรัม


นอก จากไหหินที่กระจัดกระจายไปทั่วทุ่งหญ้าแล้วบริเวณใกล้กับทุ่งไหหินบ่อน ที่1นี้เราสองคนยังได้พบถ้ำแห่งหนึ่งสังเกตุว่ามีลำแสงส่องลอดลงมาจากเพดาน ถ้ำด้านบนลงสู่ด้านล่างความสูงของถ้ำประมาณ 80 เมตรภายในถ้ำมีลักษณะเป็นห้องโถงขนาดใหญ่จุคนได้ประมาณ 80-100 คน อย่างสบายๆ เราสองคนสอบถามเจ้าหน้าที่ชาวลาวที่เฝ้าบ่อนไหหินอยู่ได้ความว่าถ้ำแห่งนี้ ในช่วงสงครามเวียดนามชาวลาวในเมืองโพนสะหวันใช้เป็นบ่อนหลบระเบิดจากเครื่อง บินทิ้งระเบิดB-52 ของอเมริกา นอกจากใช้ถ้ำเป็นหลุมหลบภัยแล้วในช่วงสงครามอินโดจีนทหารลาวและเวีดนามยัง ใช้ถ้ำแห่งนี้เป็นที่เก็บอาวุธยุทธโปกรณ์ต่างๆน้ำมันเชื้อเพลิงรวมถึงเสบียง อาหารอีกด้วย และจากเนินเขาอันเป็นที่ตั้งของทุ่งไหหินบ่อนที่1แล้วยังเป็นจุดชมวิว ทิวทัศน์อันสวยงามอีกด้วย




จาก จุดชมวิวจุดนี้เราสามารถมองเห็นสนามบินแขวงเชียงขวางซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจาก ทุ่งไหหินบ่อนที่1เท่าใดนัก นอกจากนั้นยังสามารถเห็นเทือกเขาภูเก่งซึ่งเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในแขวง เชียงขวางทอดตัวเป็นแนวยาวคล้ายตู้รถไฟ ภูเก่งตั้งอยู่ห่างจากเมืองเชียงขวางระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร เป็นภูเขาหินทรายซึ่งในสมัยโบราณบริเวณภูเก่งแห่งนี้เคยถูกใช้เป็นแหล่ง หินตัดสกัดหินทรายออกมาเป็นรูปทรงไหหินเรียบร้อยแล้วจากนั้นจึงใช้ช้างหรือ แรงคนชักลากมาตั้งอยู่ตามทุ่งไหหินบ่อนต่างๆ ดังที่ท่านเห็นอยู่ในรูปขณะนี้



ปัจจุบัน ยังมีหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงร่องรอยการสกัดไหหินยังไม่เสร็จและบางไหหิน ที่แกะเสร็จเรียบร้อยแล้วรอการชักลากมาติดตั้งกระจายอยู่ตามเชิงเขาภูเก่ง เป็นจำนวนมากอีกด้วย นอกจากทุ่งไหหินบ่อนที่1แล้วยังมีทุ่งไหหินบ่อนที่2 และ 3 ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงขวางออกไประยะทางประมาณ 20-30 กิโลเมตรตามลำดับ




สำหรับ ประวัติความเป็นมาของทุ่งไหหินมีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า ในอดีตที่ผ่านมานักโบราณคดีเคยค้นพบกระดูกมนุษย์ยุคโบราณในไหหินบางลูกซึ่ง เป็นเครื่องยืนยันว่าไหหินเหล่านี้อาจจะใช้ในพิธีศพ เพราะไหหินบางลูกจะพบว่ามีแผ่นหินกลมๆ คล้ายกับฝาปิด



ซึ่ง คาดกันว่าอาจจะใช้ปิดไหหินในขณะที่พิธีศพเสร็จสิ้น และบริเวณโดยรอบของทุ่งไหหินนักโบราณคดียังได้พบลูกปัดจากจีน เครื่องประดับจากชนเผ่าไทและรูปหล่อสำริดจากเวียดนาม ซึ่งพอที่จะสันนิษฐานได้ว่าชนเผ่าที่สร้างไหหินขึ้นมานี้จะต้องอยู่ในยุค โลหะและจะต้องมีความเจริญและอารยะธรรมสูง



นัก โบราณคดีรุ่นต่อๆ มาได้ให้ความเห็นว่าไหหินเหล่านี้อาจจะเป็นฝีมือของพวกจามที่ในอดีตเคยมี ถิ่นฐานอยู่บริเวณประเทศเวียดนามตอนกลางปัจจุบันอาณาจักรจามได้ล่มสลายลงไป แล้วหรืออาจเป็นฝีมือของชนเผ่าลาวเทิ่งที่อาศัยอยู่ยังแขวงอัตตะปือทางตอน ใต้ของลาว



นอก จากคำสันนิษฐานของพวกนักโบราณคดีแล้วยังมีเรื่องเล่าของชาวลาวมาตั้งแต่ ครั้งโบราณว่าบรรดาไหหินที่กระจัดกระจายอยู่ตามทุ่งหญ้านี้อาจเป็นไหต้ม เหล้าของขุนเจืองเพื่อฉลองชัยชนะในสงครามการสู้รบกับพวกญวนที่มารุกราน สำหรับประวัติของขุนเจืองหรือท้าวรุ่งเคยเป็นกษัตริย์ในปี พ.ศ. 1600 ก่อนตั้งกรุงสุโขทัยประมาณ 200 ปี โดยมีพระราชอำนาจอยู่แถวเชียงแสน พะเยา แพร่ และน่าน



พระองค์ ทรงเป็นวีรบุรุษของลาวเทิ่ง ตามตำนานเล่าสืบต่อกันมาว่าพระองค์ทรงยกทัพมาต่อสู้กับกองทัพญวนผู้รุกรานจน ได้รับชัยชนะจากนั้นจึงทำการฉลองชัยชนะด้วยการด้วยการต้มเหล้ากินในทุ่งไห หินแห่งนี้โดยการใช้ไหหินเหล่านี้ในการต้มเหล้า อันนี้เป็นเรื่องเล่าขานกันมานมนานแล้วครับ ส่วนจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ในความรู้สึกของเราทั้งสองคนแล้วคงไม่ทนลำบากลำบนที่จะนั่งสกัดหินเพื่อ นำมาเป็นไหต้มเหล้าซึ่งกว่าที่จะสกัดหินให้เป็นไหได้แต่ละใบแล้วคนสกัดหิน อาจจะนั่งสกัดหินจนลงแดงอยากเหล้าตายไปเสียก่อนจะได้กินเหล้าก็ได้น่ะครับ แต่ถ้าไม่เชื่อก็อย่าไปลบหลู่ก็แล้วกันน่ะครับ




เรา สองคนเดินถ่ายรูปและสำรวจดูไหหินจนดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าลมหนาวในเดือน พฤศจิกายนพัดผ่านมากระทบผิวกายของเราจนหนาวสะท้านไปทั่วร่าง ดวงอาทิตย์เริ่มลาลับขอบฟ้าดวงจันทร์เริ่มโผล่ขึ้นมาแทนที่



เรา สองคนรีบสาวเท้าเดินกลับมายังรถยนต์ที่จอดไว้บริเวณลานจอดรถอย่างรวดเร็ว เพราะเกรงว่าขุนเจืองอาจจะมาสะกิดเราสองคนชวนตั้งวงร่ำสุรากันในคืน นี้...บรื้อเผ่นเข้าเมืองกันดีกว่าครับ
เราสองคนขับรถเข้ามาในเมืองโพนสะ หวันโรงแรมและร้านรวงต่างๆ เริ่มเปิดไฟสว่างไสวไปทั่วแตกต่างจากในอดีตที่ผ่านมาเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว เมื่อครั้งที่เราสองคนเดินทางมายังเมืองโพนสะหวันใหม่ๆ ราวต้นปี พ.ศ.2545 เมืองโพนสะหวันยังไม่เป็นที่รู้จักจากนักท่องเที่ยวเท่าใดนัก เป็นเมืองที่ถูกทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางหุบเขาและความหนาวเย็น ไฟฟ้าจะเปิดเป็นเวลาตั้งแต่ 15.00-20.00 น. พอสองทุ่มเป็นต้นไปไฟฟ้าก็จะปิดบรรยากาศก็จะมืดสนิททั้งเมือง โรงแรมที่พักในเมืองโพนสะหวันจะต้องจุดตะเกียงและเทียนให้บริการแขกที่พัก กันทั้งเมือง อากาศหนาวเย็นจนสั่นสะท้านไปทั่วเราต้องอาบน้ำอุ่นกันก่อนไฟฟ้าจะดับเวลา 20.00 น. หลังจากนั้นหมดสิทธิอาบน้ำ แม้แต่ล้างหน้าตัวเองก็ยังไม่อยากจะคิดเลย ทำให้บรรยากาศของเมืองโพนสะหวันในช่วงเวลานั้นช่างสุดแสนที่จะโรแมนติกจริงๆ แต่ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ขวัญอ่อนหรือกลัวผี ปัจจุบันเมืองโพนสะหวันเริ่มเปลี่ยนแปลงไปมาก นักท่องเที่ยวต่างๆ เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวยังบ่อนท่องเที่ยวธรรมชาติและบ่อนท่องเที่ยวทางประ วัติศาตร์สงครามในเมืองโพนสะหวันแขวงเชียงขวาง ไฟฟ้าเริ่มมีให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง นักลงทุนจากเวียดนามและจีนเริ่มเดินทางเข้ามาลงทุนสร้างโรงแรมที่พักอันทัน สมัย ตลอดจนร้านรวงต่างๆ ทำให้แต่เดิมเมืองโพนสะหวันในแขวงเชียงขวางซึ่งถือได้ว่าเป็นเมืองปิด ปัจจุบันกลายมาเป็นเมืองเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวและบรรดานักลงทุนต่างชาติ ที่หลั่งไหลเข้ามาลงทุนกันไม่ขาดสาย




เรา สองคนแวะรับประทานอาหารกันที่ร้านอาหารสง่าร้านเก่าแก่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง โพนสะหวัน ซึ่งมีเมนูอาหารอร่อยๆให้เราสองคนเลือกชิม อาทิเช่น ซี่โครงหมูอ่อนกระเทียมพริกไท ต้มยำปลาโจก ลาบปลาฯลฯ โดยเฉพาะซี่โครงหมูอ่อนกระเทียมพริกไทแกล้มเบียร์ลาวรสชาติแซ่บจริงๆ หลังจากจัดการกับอาหารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนั้นเราสองคนเดินทางเข้าสู่ที่พัก




สำหรับ ที่พักของเราสองคนในคืนนี้คือเรือนพักพูคำตั้งอยู่ใกล้กับวงเวียนใจกลาง เมืองโพนสะหวันราคา 200-300 บาทต่อคืนพร้อมน้ำอุ่น พักได้ห้องละสองคนอากาศยามค่ำคืนเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ เราสองคนจัดแจงขนสัมภาระเข้าสู่ห้องพักจัดการปฎิบัติภารกิจส่วนตัวเป็นที่ เรียบร้อยแล้วจากนั้นล้มตัวลงนอนด้วยความอ่อนเพลียจากการเดินทางมาทั้งวันจน หลับไปในที่สุดท่ามกลางความหนาวเย็นของอากาศในเดือนพฤศจิกายน

หน้าต่อไป