ไหว้พระเมืองเมียวดีสหภาพเมียนมาร์
เรื่องและภาพโดย….  สุเทพ พวงมะโหด   
  ผมและทีมงานออกเดินทางจากกรุงเทพมุ่งหน้าสู่อ.แม่สอดในจ.ตากเมืองชายแดนหน้าด่านทางด้านทิศตะวันตกผมขับรถไปตามทางหลวงหมายเลข1ถนนพหลโยธินมุ่งหน้าสู่จ.ตากระยะทาง 426 กม.ใช้เวลาเดินทางแบบสบายๆ



ใช้เวลาประมาณ6ชั่วโมงผมและทีมงานก็เดินทางมาถึงยังตัวเมืองตากแต่ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังอำเภอแม่สอดคณะของเราแวะสักการะศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนจรดวิถีถ่องแต่เดิมศาลแห่งนี้ตั้งอยู่ที่วัดดอยเขาแก้วฝั่งตรงข้ามกับตัวเมืองตาก ต่อมาใน พ.ศ. 2490 ชาวเมืองตากเห็นว่าศาลเดิมไม่สมพระเกียรติจึงได้สร้างศาลขึ้นมาใหม่ ซึ่งศาลแห่งนี้สร้างขึ้นเป็นแห่งแรกของเมืองไทย โดยมีพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชขนาดใหญ่กว่าองค์จริงเล็กน้อย ในพระอิริยาบถที่ทรงประทับอยู่บนพระราชอาสน์โดยมีพระแสงดาบวางพาดอยู่บนพระเพลาจากนั้นผมและทีมงานออกเดินทางมุ่งหน้าสู่อำเภอแม่สอดในทันที


 


จากตัวเมืองตากไปตามถนนพหลโยธินระยะทาง 7 กิโลเมตรจะมีทางแยกขวามือเข้าสู่เส้นทางหลวงหมายเลข12(ตาก-แม่สอด)มุ่งหน้าสู่อำเภอแม่สอดซึ่งตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองตากระยะทาง86กิโลเมตร เส้นทางบนถนนสายนี้เป็นเส้นทางภูเขาจึงมีความคดเคี้ยววกวนมากนักท่องเที่ยวที่ขับรถมาบนถนนสายนี้จึงต้องขับรถด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษเพราะบนถนนสายนี้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งมาก


 


     และสิ่งแรกที่นักท่องเที่ยวควรกระทำระหว่างเดินทางบนถนนสายตาก-แม่สอดก็คือการแวะสักการะ “ศาลเจ้าพ่อพะวอ” มงคลสถานศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองแม่สอด ตั้งอยู่บนเนินดินเชิงเขาพะวอบนถนนสายตาก-แม่สอด โดยมีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า พระวอเป็นนักรบชาวกะเหรี่ยงซึ่งในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงแต่งตั้งให้ท่านเป็นนายด่านที่ด่านแม่ละเมา เพื่อคอยเฝ้าป้องกันข้าศึกมิให้ข้ามเขามาถึงเมืองตากได้ และได้ต่อสู้กับพม่าที่รุกรานเข้ามาทางด่านแม่ละเมาเพื่อปกป้องเอกราชของชาติจนตัวเองต้องเสียชีวิตในสนามรบแห่งนี้ ทั้งนี้ ด้วยเหตุเพราะเจ้าพ่อพะวอท่านเป็นนักรบ จึงชอบเสียงปืน เพื่อแสดงความเคารพผู้ที่เดินทางผ่านไปมา มักจะสักการะท่านด้วยการบีบแตรรถ ยิงปืน หรือจุดประทัดถวาย   


 


จากนั้นผมจึงออกเดินทางมุ่งหน้าต่อไปยังอำเภอแม่สอด                                                        
   แม่สอด เป็นอำเภอชายแดนของจังหวัดตากมีพรมแดนใกล้ชิดติดกับสหภาพเมียนมาร์อยู่ห่างจากอำเภอเมืองตากระยะทาง 86 กิโลเมตร จากประวัติความเป็นมามีหลักฐานว่า เมื่อปี พ.ศ. 2404 -2405 บริเวณที่ตั้งอำเภอแม่สอดในปัจจุบัน ได้มีชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงตั้งถิ่นฐานทำมาหากินอยู่ เรียกชื่อหมู่บ้านว่า "บ้านพะหน่อแก" ต่อมามีคนไทยจากถิ่นอื่นพากันอพยพลงมาทำมาหากิน และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ชาวกะเหรี่ยงซึ่งไม่ชอบอยู่ปะปนกับชนเผ่าอื่น ต้องพากันอพยพไปอยู่ที่อื่น หมู่บ้านแห่งนี้ได้เจริญขึ้นตามลำดับ ต่อมาทางราชการได้ย้ายด่านเก็บภาษีอากรมาอยู่ที่นี่ จนถึงปี พ.ศ. 2441 ทางราชการจึงได้ยกฐานะหมู่บ้านขึ้นเป็นอำเภอ เรียกชื่อว่า "อำเภอแม่สอด" ให้อยู่ในเขตปกครองของมณฑลนครสวรรค์ ต่อมาเมื่อมีการมีการปรับปรุงแก้ไขระบบบริหารราชการส่วนภูมิภาค อำเภอแม่สอดจึงได้เปลี่ยนมาขึ้นกับจังหวัดตาก  อำเภอแม่สอด เป็นอำเภอที่มีการค้าระหว่างประเทศไทยกับสหภาพเมียนมาร์ เนื่องจากเป็นอำเภอที่อยู่ติดชายแดน และมีวัดวาอารมต่าง ๆ รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวมากมายให้ไปสัมผัส
ผมเดินทางมาถึงตัวอำเภอแม่สอดได้พบกับเพื่อนรุ่นพี่คือร.ต.อ สมบัติ พันธ์ณรงค์ (ผู้กองแดง)ผู้กว้างขวางในอ.แม่สอดและอ.อุ้มผาง 



ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นนายกสมาคมท่องเที่ยวจังหวัดตากซึ่งจะเป็นคนนำทางพาคณะของเราเดินทางเข้าไปยังเมืองเมียวดีสหภาพเมียนมาร์ หลังจากทักทายไต่ถามสาระทุกข์สุขดิบกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นผู้กองแดงก็พาผมและทีมงานเดินทางมารับประทานอาหารกลางวันกันที่ร้านลาบป้านอมตั้งอยู่บนถนนหมายเลข1090 สายแม่สอด-อุ้มผางบริเวณกิโลเมตรที่2 เลยจากสี่แยกแม่สอดมาเล็กน้อย


 


ผมและทีมงานไม่รอช้าจัดการสั่งอาหารมารับประทานในทันทีสำหรับเมนูแรกที่สั่งก็คือลาบหมูสุกและหมูดิบอีสาน,ไก่ย่าง, ต้มแซ่บหมู-เนื้อเมนูทุกอย่าง60บาททั้งหมดยกเว้นไก่ย่างทางร้านจะคิดเป็นตัวส่วนส้มตำคิดเป็นจานๆละ40บาท



-    หน้าตาเมนูอาหารร้านลาบป้านอม



-    ราคาอาหารร้านลาบป้านอมไม่แพงอย่างที่คิด  
ท่านผู้อ่านที่มีโอกาสเดินทางมาท่องเที่ยวยังอ.แม่สอดหรือจะเดินทางขึ้นไปท่องเที่ยวยังอำเภออุ้มผางลองแวะมาลองลิ้มชิมรสลาบกันที่ “ร้านลาบป้านอม”กันน่ะครับรับรองว่าไม่ผิดหวังรสชาติความอร่อยผมให้ 5ดาวเลยจริงๆครับ   ร้านลาบป้านอม สาขา1  เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา07.00-15.00 น. โทรศัพท์ ป้านอม 089-270-74 86, เฮียเกิด 089-563-8654

 

 

 


หลังจากจัดการกับอาหารกลางวันเป็นที่เรีบยร้อยแล้วจากนั้นผู้กองแดงจึงพาคณะของเราออกเดินทางข้ามสะพานมิตรภาพไทย-พม่าข้ามแม่น้ำเมยไปยังเมืองเมียวดีเมืองชายแดนในสหภาพเมียนมาร์ประเทศเพื่อนบ้านหรือเรียกให้เต็มยศว่า “สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์”สภาพบ้านเรือนผู้คนตลอดจนความเจริญยังล้าหลังกว่าบ้านเราพอสมควรจากด่านตรวจคนเข้าเมืองพม่ามีถนนคอนกรีตสี่เลนทอดยาวไปโดยตลอด


 

 

 


จากนั้นผู้กองแดงจึงเริ่มต้นพาคณะของเราออกเดินทางมุ่งหน้าไปยัง
-    วัดส่วยมินวุ่น  (วัดเจดีย์ทอง)


 

 

 

 


วัดส่วยมินวุ่น  (วัดเจดีย์ทอง) หรือชื่อเต็มว่า "เจดีย์ชเวเมียนโหว่นเซตี้" ซึ่งเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของเมืองเมียวดี มีอายุเก่าแก่ ภายในประดิษฐานพระมหามุนี พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ จุดเด่นจะอยู่ที่องค์เจดีย์สีทองเหลืองอร่าม เป็นศิลปมอญ-พม่า สร้างบนฐานสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้ 20 ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 30 เมตร มีความสูงจากฐานถึงยอดฉัตรประมาณ 123 ฟุต 3 นิ้ว ชั้นบนสุดซึ่งประดับด้วยฉัตรมียอดเป็นทองคำประดับด้วยอัญมณีนานาชาติ และฐานชั้นแรกขององค์เจดีย์ประกอบด้วยเจดีย์รายขนาดเล็กจำนวน 28 องค์



ทำให้เจดีย์องค์นี้ไม่มีเงาทอดลงบนพื้นดิน บริเวณรอบ ๆ ยังมีพระพุทธรูปประจำอยู่ทั้ง 4 ทิศ ซึ่งแต่ละด้านเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ใหญ่ไว้ภายใน พระพุทธรูปแต่ละองค์ล้วนแต่มีพระนามอันเป็นมงคล เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้มาสักการบูชาเป็นสิริมงคล อีกทั้งด้านนอกจะมีสิงโตทั้ง 4 ด้าน ตามความเชื่อที่ว่าสิงโตเหล่านี้จะทำหน้าที่เฝ้าวัด อีกทั้งบริเวณด้านหลังองค์เจดีย์ยังมีพระพุทธรูปที่สร้างจากหวายสุดงดงามประดิษฐานอยู่ด้วย   



จากนั้นผู้กองแดงพาคณะของเราออกเดินทางต่อไปยัง
-    วัดมิเจากง



-    วัดมิเจากงหรือที่คนไทยเรียกว่า “วัดจระเข้”วัดนี้มีลักษณะเด่นที่ไม่เหมือนวัดอื่น ๆ ตรงที่มีรูปปั้นจระเข้ขนาดใหญ่ ความยาวของลำตัวตั้งแต่หัวจรดหางยาวถึง 65 เมตร ทาสีเขียวสดใสทั้งตัว กลางตัวจระเข้ได้สร้างเป็นหอไตรกลางน้ำ (หอไตรดังกล่าวนี้จะมีทางเข้าอยู่ด้านหลัง และไม่อนุญาตให้ผู้หญิงเข้าไป)


 

 

 


โดยมีเรื่องเล่ากันว่า ในอดีตมีจระเข้จะเข้ามากินเนื้อพระภิกษุสงฆ์ แต่ท่านแสดงธรรมจนจระเข้เห็นธรรมและเลิกกินเนื้อสัตว์ พร้อมกับมักจ้องมองไปทางเจดีย์ชเวเมียนโหว่นเซตี้อยู่เสมอจนสิ้นใจ เนื่องจากอยากไปกราบไหว้แต่ไม่สามารถทำได้ ชาวบ้านจึงช่วยกันสร้างจระเข้ตัวนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นอนุสรณ์ และภายในวัดยังมีหอแสดงพุทธประวัติของพระพุทธเจ้าให้เดินชมกันเพลินอีกด้วยแต่ ยังหมดเพียงเท่านั้นน่ะครับ เพราะที่บริเวณลานกว้างของวัดแห่งนี้จะมีเสาอโศกรูปสิงห์ 4 หัว อยู่บนสุดของยอดเสา ต่อจากนั้นเดินทางไปเยี่ยมชมยัง  
-    วัดเด้ถั่นเอ่


 


-    วัดเด้ถั่นเอ่ หรือที่คนไทยเรียกกันว่า “วัดอธิษฐาน”เป็นวัดซึ่งสร้างขึ้นมาใหม่ในปี พ.ศ. 2544 นับเป็นวัดที่ชาวบ้านนิยมเดินทางมากราบไหว้ขอพร "พระอธิษฐาน" พระพุทธรูปหลังเจดีย์ ซึ่งเชื่อกันว่าหากใครได้มาขออธิษฐานพรแล้วจะสมความปรารถนาตามที่อธิษฐานไว้


 

 


รวมทั้งวัดแห่งนี้ยังมีจุดชมวิวสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของเมืองเมียวดีได้อีกด้วยครับ  จากนั้นผู้กองแดงพาคณะของเราเดินทางต่อไปยัง
-    วัดเจ้าโหล่งจี


 

 


วัดเจ้าโหล่งจี หรือที่คนไทยเรียกกันว่า“วัดก้อนหินใหญ่ ”เป็นวัดที่ตั้งอยู่บนลานหินขนาดใหญ่บนเนินเขา ทำให้มองเห็นยอดเจดีย์สีทองเหลืองอร่ามแต่ไกล โดยมีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า ในอดีตมีพระพุทธรูปสายธุดงค์ได้มาจำพรรษาอยู่บริเวณวัดนี้ พอตื่นเช้าขึ้นมามีงูเหลือมมานอนขดอยู่บริเวณด้านบนของก้อนหินที่ท่านจำพรรษาอยู่ ชาวบ้านที่เดินทางผ่านมาแลเห็นจึงเกิดความศรัทธา และนิมนต์ให้ท่านจำพรรษาอยู่ที่นี่จนมรณภาพ


 

 


อย่างไรก็ตาม คนไทยที่มาเที่ยวเมียวดีนิยมมาไหว้พระธาตุแห่งนี้เพื่อเป็นสิริมงคล หรือท่านผู้อ่านอาจจะลองเสี่ยงทายยกหินสีทองลูกกลม ๆ หนักราว 10 กิโลกรัม ซึ่งเป็นเรื่องแปลกสำหรับวัดนี้ สำหรับวิธีเสี่ยงทาย คือให้ท่านผู้อ่านลองยกก้อนหินว่าหนักแค่ไหน จากนั้นให้อธิษฐานแล้วลองยกอีกครั้ง ถ้าท่านผู้อ่านรู้สึกว่าเบากว่าครั้งแรกหรือก่อนอธิษฐาน แสดงว่าคำอธิษฐานนั้นจะมีโอกาสเป็นจริง แต่ถ้ารู้สึกว่าหนักกว่าเดิมแสดงว่าคำอธิษฐานนั้นไม่ได้ผล
บ่ายคล้อยแล้วได้เวลาอาหารกลางวันพอดีเจ้าออาวาสของวัดก้อนหินใหญ่ได้ชักชวนให้พวกเรารับประทานอาหารกลางวันภายในศาลาการเปรียญของวัดซึ่งพวกเราก็ตอบรับคำเชิญชวนของท่านเจ้าอาวาสด้วยความสมัครใจ



-    ศาลาการเปรียญของวัดก้อนหินใหญ่



-    อาหารกลางวันที่วัดก้อนหินใหญ่
หลังอาหารกลางวันผ่านพ้นไปแล้วท่านเจ้าอาวาสของวัดก้อนหินใหญ่ได้มอบเครื่องรางของขลังให้พวกเราติดตัวไว้เพื่อป้องกันอันตรายทั้งปวงอีกด้วยครับ



ก่อนออกเดินทางกลับอ.แม่สอดผู้กองแดงพาคณะของเราแวะเข้าไปเที่ยวยังตลาดบุเรงนองในเมืองเมียวดีภายในตลาดมีสินค้ามากมายหลากหลายชนิดให้เลือกซื้อสินค้าส่วนใหญ่นำเข้ามาจากไทย


 

 

 

 

 


-    แม่ค้าชาวพม่านัยน์ตาแขก



-    สาวพม่าในตลาดบุเรงนองเมืองเมียวดี



-    ถนนหนทางในเมืองเมียวดี
คณะของเราเดินเที่ยวชมตลาดบุเรงนองจนสมควรแก่เวลา
จนได้เวลาบ่ายคล้อยจากนั้นผู้กองแดงก็พาคณะของเราเดินทางข้ามสะพานแม่น้ำเมยกลับมายังอำเภอแม่สอดทางฝั่งไทยตามเดิม


 


จากนั้นแวะช้อบปิ้งกันที่ตลาดริมเมยซึ่งมีสินค้าให้เลือกซื้อมากมายให้เลือกซื้อโดยเฉพาะพลอยและหยกฯลฯ

 

 


    แล้วท่านผู้อ่านล่ะครับในปีนี้ได้มีโอกาสเดินทางไปไหว้พระทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคลสู่ชีวิตเสริมสร้างจิตใจให้ผ่องใสนำความเจริญผาสุขมาสู่ชีวิตตนเองและครอบครัวกันแล้วหรือยังครับ  ถ้ายังก็เริ่มต้นวางแผนการเดินทางไปไหว้พระเสริมศิริมงคลให้แก่ตัวเองและครอบครัวกันเถอะน่ะครับ....สวัสดีปีมะเมียครับ.