ชวนกันไปไหว้พระพิฆเนศ                              
 พระ พิฆเนศวร ตามภาษาสันสกฤต เขียนเป็น “คเณศ “ หรือ “พระพิฆเนศ” หรือ “พระพิฆเณศ”หรือ “พระวิฆเณศวร” หรือ “พระพิฆเณศ” หรือ “พระคเณศ” หรือ “คณปติ” คือเทพในศาสนาพราหมณ์ เป็นเทพเจ้าแห่งความรู้ เป็นผู้มีปัญญาเป็นเลิศ ปราดเปรื่องในศิลปวิทยาทุกแขนง



-    พระพิฆเนศวรกับประเทศไทย
ในประเทศไทยจะเห็นได้ว่ามีการบูชา เทพองค์ต่างๆในศาสนาพราหมณ์อยู่มากมาย พระพิฆเณศ อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน ดูได้จากการพบรูปสลักพระพิฆเณศในเทวสถานตามเมืองต่างๆ ทั่วทั้งประเทศไทย โดยมีหลักฐานการค้นพบองค์เทวรูปบูชาพระพิฆเณศที่เก่าแก่ในสมัยที่ขอมเรือง อำนาจในดินแดนสุวรรณภูมิ เป็นต้นว่าองค์พระพิฆเณศแกะสลักมาจากหินทรายโดยการขุดค้นพบได้ทางแถบจังหวัด ปราจีนบุรี ซึ่งจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร กรุงเทพฯ



ชาวไทยถือว่าองค์พระพิฆเนศวรเป็นที่เคารพสักการะในฐานะองค์บรมครู แห่ง ศิลปวิทยาการ 18 ประการ โดยชาวไทยยอมรับในองค์พระพิฆเนศวรให้เป็นเทพแห่งศิลปะทั้งมวล และเป็นเทพองค์สำคัญในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ซึ่งทางศาสนาพราหมณ์ได้ สถาปนาพระพิฆเนศวรให้ เป็นเทพพระองค์แรกที่ต้องบูชาก่อนเริ่มพิธีกรรมใดๆ เป็นการแสดงความเคารพในฐานะองค์พระพิฆเนศวรเป็นบรมครูผู้ประสิทธิประสาท ปัญญาและความสำเร็จ สามารถขจัดอุปสรรคใดๆทั้งปวงให้หมดสิ้นไป กิจการทุกอย่างจึงจะสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ทางหน่วยงานราชการกรมศิลปากรและมหาวิทยาลัยศิลปากรจึงได้ถือเอาพระพิฆเนศวร เป็นสัญลักษณ์ประจำหน่วยงานและมหาวิทยาลัย



พระพิฆเนศวรเป็นโอรสของพระอิศวรและพระอุมาเทวี มีรูปกายเป็นมนุษย์ มีเศียรเป็นช้าง ทุกคนเคารพนับถือพระพิฆเนศวรในฐานะที่ท่านเป็น “วิฆเนศ” นั่นคือ เจ้า (อิศ) แห่งอุปสรรค (วิฆณ) เพราะเจ้าแห่งอุปสรรค ที่สามารถปลดปล่อยอุปสรรคได้นอกจากนั้นยังหมายถึง องค์พระพิฆเนศวรเป็นเทพเจ้าแห่งความสำเร็จในทุกศาสตร์สรรพสิ่งหรือเทพเจ้า แห่งการเริ่ม ต้นใหม่ทั้งปวง เมื่อพิจารณาความหมายในทางสัญญะ รูปกายที่อ้วนพีนั้นมีความหมายว่า ความอุดมสมบูรณ์ เศียรที่เป็นช้างมีความหมาย หมายถึงผู้มีปัญญามาก ตาที่เล็กคือ สามารถมอง แยกแยะสิ่งถูกผิด หูและจมูกที่ใหญ่หมายถึง มีสัมผัสพิจารณา ที่ดีเลิศ พระพิฆเนศวรมีพาหนะคือ หนู ซึ่งอาจเปรียบได้กับความคิด ที่พุ่งพล่าน รวดเร็ว ดังนั้น มนุษย์จึงต้องมีปัญญากำกับเป็นดั่งเจ้านายในใจตน
-    ลักษณะของพระพิฆเนศวร
มี รูปกายเป็นมนุษย์อ้วนเตี้ย ท้องพลุ้ย มีเศียรเป็นช้าง มีงาข้างเดียว (ถูกขวานของปรศุรามหัก)มีผิวกายสีชมพู (บางแห่งว่าผิวเหลือง นุ่งห่มแดง) มีสี่กร พระหัตถ์หน้าขวาถืองาช้าง พระหัตถ์ซ้ายถือขันน้ำมนต์ เป็นกระโหลกศีรษะมนุษย์ พระหัตถ์หลังขวาถือ ตรี พระหัตถ์ซ้ายถือบาศ (บ่วง) พาหนะคือ หนู



-    ตำนานอัศจรรย์พระพิฆเนศ
                                      ในคราวที่พระศิวะเทพทรงเดินทางไปบำเพ็ญเพียรสมาธิเป็นระยะเวลานาน    เนื่องจากพระแม่ปารวตีอยู่องค์เดียวเลยเกิดความเหงา และทรงมีพระประสงค์ที่จะมีผู้มาคอยดูแลพระองค์และป้องกันภัยจากผู้ที่จะเข้า มาก่อความ วุ่นวายในพระตำหนักในของพระองค์จึงทรงเสกเด็กน้อยคนหนึ่งขึ้นมาเพื่อเป็นพระ โอรสที่จะเป็นเพื่อนในยามที่องค์ศิวเทพทรงเสด็จออกไปบำเพ็ญเพียรสมาธิ   ครั้งหนึ่งเมื่อพระนางปารวตีทรงเข้าไปสรงน้ำภายในพระตำหนัก  องค์ศิวเทพได้เดินทางกลับมาพอดีและเมื่อพระองค์จะทรงเข้ามาด้านในพระตำหนัก ก็ถูกเด็กหนุ่มห้ามไว้ไม่ให้เข้าไปภายในพระตำหนัก เนื่องจากองค์พระศิวะเทพยังไม่ทราบว่าเด็กหนุ่มนั้นคือพระโอรสของพระองค์ที่ พระแม่ปารวตีได้เสกขึ้นมา



เมื่อพระองค์ถูกขัดใจก็ทรงพระพิโรธและตวาดให้เด็กหนุ่มคนนั้นหลีกทาง ให้พลาง ถามว่ารู้ไหมว่ากำลังห้ามใครอยู่ ฝ่ายเด็กหนุ่มนั้นก็ตอบกลับว่าไม่จำเป็นที่จะต้องรู้ว่าเป็นใครเพราะตนกำลัง ทำตาม บัญชาของพระแม่ปารวตี   จากนั้นทั้งสองก็ได้ทำการต่อสู้กันอย่างรุนแรง จนเทพทั่วทั้งสวรรค์เกิดความวิตกในความหายนะที่จะตามมา และในที่สุดเด็กหนุ่มคนนั้นก็ถูกตรีศูลขององค์ศิวเทพจนสิ้นใจ และศีรษะก็ถูกตัดหายไป
ในขณะนั้นเองพระแม่ปารวตีเมื่อได้ยินเสียงดังกึก ก้องไปทั่วจักรวาลก็ เสด็จออกมาด้านนอกและถึงกับสิ้นสติเมื่อเห็นร่างพระโอรสที่ปราศจากศีรษะนอน ตายอยู่ และเมื่อได้สติก็ทรงมีความโศกาอาดูรเป็นยิ่งนัก และตัดพ้อต่อว่าองค์ศิวเทพที่มีใจโหดเหี้ยมทำร้ายเด็กได้ลงคอ โดยเฉพาะเมื่อเด็กนั้นเป็นพระโอรสของพระนางเอง
เมื่อได้ยินพระนางตัดพ้อ ต่อว่าเช่นนั้นองค์มหาเทพก็ทรงตรัสว่าจะทำให้ เด็กนั้นกลับพื้นขึ้นมาใหม่แต่ก็เกิดปัญหา เนื่องจากหาศีรษะที่หายไปไม่ได้ และยิ่งใกล้เวลาเช้าแล้วต่างก็ยิ่งกระวนกระวายใจเนื่องจากหากดวงอาทิตย์ขึ้น แล้วก็จะไม่สามารถชุบชีวิตให้เด็กหนุ่มฟื้นขึ้นมาได้ใหม่   เมื่อแป็นเช่นนั้นองค์ศิวเทพจึงโยนตรีศูลอาวุธของพระองค์ออกไปหาศีรษะสิ่ง ที่มี ชีวิตสิ่งแรก ที่ได้พบและปรากฏว่าเหล่าทวยเทพได้นำเอาศีรษะช้างมาซึ่งพระศิวะทรงนำศีรษะมา ต่อกับร่างเด็กหนุ่มจากนั้นจึงชุบชีวิตขึ้นมาให้ใหม่พร้อมยกย่อง ให้เป็นเทพสูงสุด และขนานนามให้ว่า  “พระพิฆเนศวร” ซึ่งแปลว่า “เทพผู้อยู่เหนืออุปสรรคทั้งปวง”และยังทรงให้พรอีกว่าในการประกอบ พิธีกรรมต่างๆทั้งปวงนั้นจะต้องทำพิธีบูชาพระพิฆเนศวรก่อนเพื่อความสำเร็จ ของพิธีกรรมนั้นๆ



และเนื่องจากพระพิฆเนศวรมีพระวรกายที่ไม่เหมือนเทพองค์อื่นๆนั้น ได้มีการอธิบายถึงพระวรกายของพระองค์ท่านดังนี้
1. พระเศียรของท่านหมายถึงวิญญาณซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการมีชีวิต
2. พระวรกายแสดงถึงการที่เป็นมนุษย์ที่อยู่บนพื้นปฐพี
3. ศีรษะช้างแสดงถึงความเฉลียวฉลาด
4. เสียงดังที่เปล่งออกมาจากงวงหมายถึงคำว่า “โอม” ซึ่งเป็นเสียงแสดงถึงความเป็นสัจจะของสุริยจักรวาล
5. หระหัตถ์บนด้านขวาทรงเชือกบ่วงบาศที่ทรงใช้ในการนำพามนุษย์ไปสู่เส้นทางแห่ง ธรรมะและการหลุดพ้นจากกิเลศทั้งปวงและขจัดอุปสรรคต่างๆที่ขวางหน้า
6. พระหัตถ์บนซ้ายทรงเชือกขอสับที่ใช้ในการป้องกันและพันฝ่าอุปสรรคต่างๆ
7. มือขวาล่างทรงงาที่หักครึ่งหนึ่ง ซึ่งพระองค์ทรงใช้เป็นปากกาในการเขียนมหากาพย์ มหาภารตะให้มหาฤษีเวทวยาสมุนีและเป็นสัญญลักษณ์แห่งความเสียสละ
8. อีกมือทรงลูกประคำที่แสดงว่าการแสวงหาความรู้จะต้องเป็นไปอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา
9.ขนม โมณฑกะหรือขนมหวานลัดดูในงวงเป็นการชี้นำว่ามนุษย์จะต้องแสวงหาความ หวานชื่นในจิตวิญญาณของตนเองเพื่อที่จะได้มีจิตเอื้อเพื้อเผื่อแผ่ให้กับคน อื่นๆ
10. หูที่กว้างใหญ่เหมือนใบพัดหมายความว่าท่านพร้อมที่รับฟังสิ่งที่เราร้องเรียนและเรียกหา
11. งูที่พันอยู่รอบท้องท่านแสดงถึงพลังที่มีอยู่โดยรอบ
12. หนูที่ทรงใช้เป็นพาหนะแสดงถึงความไม่ถือองค์และพร้อมที่จะเกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตที่เล็กและเป็นที่รังเกียจของมนุษย์
- เทศกาลคเณศจตุรถี



   เทศกาลคเณศจตุรถี นับเป็นเทศกาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการบูชาพระพิฆเนศ จะกระทำในวันแรม 4 ค่ำ เดือน 9 และวันแรม 4 ค่ำ เดือน 10 ซึ่งถือว่าเป็นวันกำเนิดของพระพิฆเนศ เชื่อกันว่าพระองค์จะเสด็จลงมาสู่โลกมนุษย์เพื่อประทานพรอันประเสริฐสูงสุด แก่ผู้ศรัทธาพระองค์ท่าน เทศกาลนี้มีการจัดพิธีกรรมบูชาและการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ทั่วอินเดียและ ทั่วโลก มีการจัดสร้างเทวรูปพระพิฆเนศขนาดใหญ่โตมโหฬาร เพื่อเข้าพิธีบูชา จากนั้นจะแห่องค์เทวรูปไปทั่วเมืองและมุ่งหน้าไปสู่แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์สาย ต่างๆ ถนนหนทางทั่วทุกหนแห่งจะมีแต่ผู้คนออกมาชมการแห่องค์เทวรูปนับร้อยนับพัน องค์ ผู้ศรัทธาทุกคนแต่งชุดส่าหรีสีสันสวยงาม ขบวนแห่จะไปสิ้นสุดที่แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ เช่น แม่น้ำคงคา แม่น้ำสรัสวตี ฯลฯ แล้วทำพิธีลอยเทวรูปลงสู่แม่น้ำหรือทะเล



     เทศกาลคเณศจตุรถีและพิธีกรรมต่างๆ กระทำกันมาแต่โบราณ มีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมาย และหนึ่งในพิธีกรรมที่กระทำกันก็คือ “เอกวีสติ ปัตรบูชา” หรือการบูชาด้วยใบไม้ 21 ชนิดเป็นเวลา 21 วัน.

หน้าต่อไป