ท่องเที่ยวไปกับทหารบกย้อนรอยประวัติศาตร์ เขาค้อ ภูหินร่องกล้า            

เรื่อง….สุเทพ  พวงมะโหด

รูปโดย….สุเทพ  พวงมะโหด,วีระศักดิ์  ภักดี,อาจารย์เป็ด

    สำหรับการเดินทางในครั้งนี้มีทางคณะของเรา ได้รับการอนุเคระห์พาหนะในการเดินทางจากสำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวกองทัพบก โดยเริ่มต้นเดินทางออกจากสโมสรกองทัพบกถนนวิภาวดีฯเมื่อ เวลา 07.30นจากนั้นเดินทางไปยังกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 จ.พิษณุโลกและเมื่อเดินทางมาถึงกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3ทำการวางพวงมาลาสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

-                 พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จ พระนเรศวรมหาราชและ สมเด็จพระเอกาทศรถภายในกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 จ.พิษณุโลก

 

    -   พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จ พระนเรศวรมหาราชและ สมเด็จพระเอกาทศรถในยามค่ำคืน

 

-                 นักท่องเที่ยวและข้าราชการกองทัพบกถ่ายรูปร่วมกันบริเวณหน้าพระบรมอนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชภายในกองทัพภาคที่3 จ.พิษณุโลก

จากนั้นไปฟังคำบรรยายของ พลตรี พิชัย นวาวัฒน์ วิทยากรพิเศษกองทัพภาคที่ 3 บรรยายเรื่องราวเกี่ยวกับการกู้ชาติขององสมเด็จ พระนเรศวรมหาราช เสร็จแล้วพาเดินชมภายในพิพิธภัณฑ์ทหารกองทัพภาคที่ 3 ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่เก็บรวบรวมอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหารตลอดจนภาพถ่าย วีรกรรมการสู้รบ และบุคคลสำคัญของกองทัพภาคที่ 3  เครื่องราชอิสริยาภรณ์ เหรียญกล้าหาญ จนกระทั่งการเสียดินแดนของไทยในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ซึ่งเคยมีพื้นที่อยู่อย่างกว้างใหญ่ไพศาล จนเหลืออยู่เท่าที่เห็นในปัจจุบันนี้

-                 บริวณด้านหน้าและทางเข้าพิพิธภัณฑ์ทหารกองทัพภาคที่ 3

      ประเทศไทยนับว่าเป็นชาติเก่าแก่ในแผ่นดินสุวรรณภูมิซึ่งเป็นภูมิภาค ที่มีประวัติศาตร์ความเป็นมายาวนานมากกว่าพันปี และเมี่อมีศัตรูมารุกรานบรรพบุรุษไทยก็ได้ทำการต่อสู้ป้องกันประเทศไว้อย่างกล้าหาญ พระมหากษัตริย์ไทยทุกๆพระองค์ทรงให้ความสำคัญในการปกป้องประเทศชาติให้รอดพ้นจากการเป็นประเทศอาณานิคมของศัตรูผู้รุกราน และทหารก็เป็นกำลังสำคัญในการปกป้องประเทศชาติตลอดมาทุกยุคทุกสมัยจนถึงปัจจุบัน

 

-                 พระมาลาและพระแสงปืนต้นของสมเด็จ พระนเรศวรมหาราชภายในพิพิธภัณฑ์ทหารกองทัพภาคที่ 3

 

-                 บรรยากาศภายในพิพิธภัณฑ์ทหารกองทัพภาคที่ 3จ.พิษณุโลก

-                 เครื่องแบบและอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์จัดแสดง ภายในพิพิธภัณท์กองทัพภาคที่3

นอกจากอาคารพิพิธภัณฑ์ทหารฯแล้ว ยังมีพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่จัดแสดงเกี่ยวกับยานพาหนะต่างๆที่ใช้ในการสู้รบ ทั้งเครื่องบิน,รถถัง, ปืนต่อสู้,อากาศยานฯลฯ

-                 ภายในพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งกองทัพภาคที่ 3จ.พิษณุโลกจัดแสดงอาวุธยุทธโทปกรณ์ต่างๆในการสู้รบ

จากนั้นเดินทางต่อไปยังค่ายสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ต.สมอแข จ.พิษณุโลกเพื่อวางพวงมาลาสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ

 

-                 พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ

 

-                 นักท่องเที่ยวและข้าราชการกองทัพบกถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถภายในค่ายสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ

 

-                 นักท่องเที่ยวและข้าราชการกองทัพบกถ่ายรูปร่วมกันบริเวณหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถภายในค่ายสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ

 จากนั้นเดินชมภายใน ซึ่งประกอบไปด้วยสวนสาธารณะ บึงน้ำขนาดใหญ่ โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย เช่นกระโดดหอ,จักรยานภูเขา, เรือพาย,ตกปลาและบริการบ้านพักค้างแรม

 

-                 บึงน้ำขนาดใหญ่ภายในค่ายสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจ.พิษณุโลก

 

-                 บ้านพักนักท่องเที่ยวภายในค่ายสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจ.พิษณุโลก

-                 กิจกรรมต่างๆภายในค่ายสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจ.พิษณุโลก

 สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่   ฝ่ายกิจการพลเรือนโทร. 0 5531 1453 – 6 ต่อ 4837

คณะของเราเดินทางขึ้นสู่อุทยานภูหินร่องกล้า โดยมีการเปลี่ยนพาหนะในการเดินทางเป็นรถบรรทุกทหารแทน เนื่องจากเส้นทางขึ้นนั้นคดเคี้ยวและลาดชันกว่า

-                 รถทหารของกองทัพภาคที่3 พานักท่องเที่ยวขึ้นเขาค้อและภูหินร่องกล้า

 

-                 ถนนขึ้นสู่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าในยามดวงอาทิตย์กำลังลาลับขอบฟ้า 

คณะของเราจะเดินทางถึงอุทยานฯดวงอาทิตย์ก็ลาลับขอบฟ้าลงไปแล้ว ทำให้ต้องเปลี่ยนแผนที่จะเดินทางไปเที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยวในอุทยานภูหินร่องกล้าเป็นเช้าวันรุ่งขึ้นแทน

หลังรับประทานอาหารเช้าคณะของเราออกเดินทางไปท่องเที่ยวยังแหล่งท่องเที่ยวต่างๆในอุทยานภูหินร่องกล้าแต่ก่อนที่จะออกเดินทางท่องเที่ยวภายในอุทยานภูหินร่องกล้าผมขอเล่าประวัติความเป็นมาโดยย่อๆให้ท่านผู้อ่านได้รับฟังดังนี้น่ะครับ

 

-                 ป้ายทางเข้าอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า

สำหรับประวัติความเป็นมาของอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าแห่งนี้ตั้งอยู่บนรอยต่อของสามจังหวัด คือ อ.ด่านซ้าย จังหวัดเลย อ.นครไทย จังหวัดพิษณุโลก และ อ.หล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ มีเนื้อที่ประมาณ 191,875 ไร่ ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2527 เป็นพื้นที่ที่ มีธรรมชาต ิแปลก และสวยงาม ทั้งยังเป็นดินแดนแห่งประวัติศาสตร์เป็นยุทธภูมิ ที่สำคัญ อันเนื่องจากความขัดแย้งของลัทธิ และแนว ความคิดทางการเมือง อุทยานแห่งชาติ ภูหินร่องกล้าจึงเป็นอุทยานแห่งชาติเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ที่รักษาไว้ซึ่ง ประวัติศาสตร์ของการสู้รบและความสวยงามทางธรรมชาติที่สมบูรณ์ ลักษณะภูมิอากาศภูหินร่องกล้ามีลักษณะภูมิอากาศคล้าย ภูกระดึงและภูหลวง เนื่องจากมีความสูง ในระดับไล่เลี่ยกัน อากาศจะหนาวเย็นเกือบตลอดปี โดยเฉพาะในฤดูหนาว อุณหภูมิ จะต่ำประมาณ 4 องศาเซลเซียส ฤดูร้อนอากาศจะเย็นสบาย ฝนตกชุกในฤดูฝน อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปี ประมาณ 18-25 องศาเซลเซียส

-                 แผนที่แหล่งท่องเที่ยวภายในอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า

เนื่องจากอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า เป็นอุทยานทางประวัติศาสตร์ ซึ่งมีสภาพธรรมชาติที่สวยงามแปลกตาผิดจาก อุทยานแห่งชาติโดยทั่วไป ดังนั้นจุดที่น่าสนใจต่างๆ จึงแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ ด้านประวัติศาสตร์ ได้แก่ สถานที่ที่อดีตผู้ก่อการ ร้ายคอมมิวนิสต์ เคยใช้เป็นที่อยู่อาศัย เป็นที่ หลังสงครามความขัดแย้งสงบลงภูหินร่องกล้าแห่งนี้ จึงได้ถูกพัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก  ด้วยสภาพความมหัศจรรย์ของภูมิศาตร์และอากาศที่หนาวเย็น จึงเหมาะกับการท่องเที่ยวและพักผ่อนหย่อนใจเป็นอย่างยิ่ง

-                 ลานหินแตกภายในอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า

-                 สำนักอำนาจรัฐภายในอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า

-                 ลานหินปุ่มมหัศจรรย์ทางธรรมชาติภายในอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า

-                 นักท่องเที่ยวกำลังถ่ายรูปบนผาชูธงของทหารทปท.จะมาชูธงแดงค้อนเคียวสัญลักษณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์ทุกครั้งหลังจากรบชนะกำลังทหารฝ่ายรัฐบาลภายในอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า

-                 สุสานฝังศพนักรบ ทปท.ของพรรคคอมมิวนิสต์จะนำศพของเหล่าสหายมาทำการฝังยังสุสานณ.ที่ตรงนี้ภายในอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า

-                 หลีบหินและซอกเขาคือสถานที่หลบภัยทางอากาศชั้นดีของพลพรรคคอมมิวนิสต์จากการทิ้งระเบิดทางอากาศของเครื่องบินฝ่ายรัฐบาลภายในอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า

 

-                 อุปกรณ์ตำข้าวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยบนอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า

 

-                 ปืนต่อสู้อากาศยานของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยไว้ต่อสู้กับเครื่องบินทิ้งระเบิดของฝ่ายรัฐบาลบนอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า

 

-                 นักท่องเที่ยวกำลังเดินข้ามลำธารไปท่องเที่ยวยังน้ำตกหมันแดงภายในอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า

-                 น้ำตกหมันแดงภายในอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า

ต้นเมเปิ้ลกำลังออกดอกสีแดงบานสะพรั่งที่บริเวณหน้าที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า

คณะของเราออกเดินเท้าเที่ยวชมลานหินแตก,ลานหินปุ่ม,,สำนักอำนาจรัฐและผาชูธงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

-                 ออกเดินทางต่อไปยังภูลมโล

 

-                 ทางเดินเท้าขึ้นสู่จุดสูงสุดบนภูลมโล

 จากนั้นจึงออกเดินทางต่อไปยังภูลมโลซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าตั้งอยู่ในบ้านใหม่ร่องกล้าห่างจากอุทยานภูหินร่องกล้าระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร กำลังเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่ได้รับความนิยมด้วยความสูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,680 เมตรทางขึ้นมีลักษณะคดเคี้ยว

 

-                 บ้านใหม่ร่องกล้าประตูสู่ยอดภูลมโล

-                 นักท่องเที่ยวถ่ายภาพกันบนจุดชมวิวของภูลมโลเป็นที่สนุกสนาน

ไกลออกไปคณะของเรามองเห็นเขาหัวโล้นที่ชาวบ้านใช้เป็นแหล่งเพาะปลูก ส่วนใหญ่เป็นชาวเขาเผ่าม้ง หลังจากที่มีการประกาศให้เป็นพื้นที่อุทยาน จึงได้มีการผ่อนปรนให้ชาวบ้านที่อยู่ดั่งเดิมได้อยู่ทำกินต่อไป เพราะภูลมโลเป็นเขาหัวโล้นมาแต่ก่อนอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้เองจึงได้มีการปลูกต้นนางพญาเสือโคร่งเพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์สู่พื้นที่ป่า เพราะในยามที่นางพญาเสือโคร่งหรือซากุระเมืองไทย ออกดอกสีชมพูบานสะพรั่งจะสวยงามไปทั้งหุบเขา โดยพญาเสือโคร่งจะออกดอกเบ่งบานเต็มที่ในช่วงระหว่างเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ของทุกปี

-                 ดอกนางพญาเสือโคร่งหรือดอกซากุระไทยกำลังออกดอกบานสะพรั่งบนภูลมโล

นอกจากจะเต็มไปด้วยต้นนางพญาเสือโคร่งแล้วบริเวณริมทาง เรายังเห็นดอกกระดาษและการปลูกสตอเบอรี่แปลงเล็กๆของชาวบ้าน การปลูกผักบนต้นกล้วย กับกระท่อมหลังเล็กๆของชาวบ้านซึ่งดูกลมกลืนกับธรรมชาติมาก

-                 ดอกกระดาษ

 

-                 การปลูกผักบนต้นกล้วยบนภูลมโล

จากนั้นคณะของเราได้เวลาลงจากภูลมโลออกเดินทางต่อไปยังพระตำหนักเขาค้อ ระหว่างทางใกล้จะถึงเขาค้อมีโรงแรม รีสอร์ทเกิดใหม่ขึ้นมากมายเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวที่ขึ้นมาท่องเที่ยวบนเขาค้อ และก่อนจะถึงที่พักคณะของเราแวะนมัสการ พระบรมธาตุเจดีย์กาญจนาภิเษกซึ่งตั้งอยู่บนเขาค้อริมทางหลวงหมายเลข 2196 อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอเขาค้อไปทางทิศเหนือประมาณ 2 กิโลเมตร จะเห็นพระบรมธาตุเจดีย์กาญจนาภิเษก อยู่ติดถนนด้านขวามือ  เป็นเจดีย์ที่มีสถาปัตยกรรมผสมผสานทั้งแบบสุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปให้ประชาชนได้สักการะบูชา ยอดเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าที่ได้อัญเชิญมาจากประเทศศรีลังกา โดยพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานให้กับประชาชนในพื้นที่ หลังจากยุติการสู้รบกับคอมมิวนิสต์ใน ประเทศไทย

 

-                 พระบรมธาตุเจดีย์กาญจนาภิเษก

-                 พระพุทธรูปทรงเครื่องจักรพรรดิ์ภายในพระบรมธาตุเจดีย์กาญจนาภิเษก

จากนั้นคณะของเราออกเดินทางขึ้นสู่เขาค้อ

 

-                 เดินทางขึ้นสู่เขาค้อโดยรถทหารกองทัพภาคที่3

-                 จุดชมวิวบนฐานอิทธิบนเขาค้อ

ระหว่างทางแวะเที่ยวชมฐานยิงสนับสนุนอิทธิ ซึ่งเคยใช้เป็นฐานยิงสนับสนุนของฝ่ายรัฐบาล เพื่อการโจมตีฝ่ายศัตรู จนสามารถยึดและทำลายฐานที่มั่นของศัตรูลงได้เป็นผลสำเร็จ ต่อมาฐานแห่งนี้ได้มีชื่อว่า ฐานยิงสนับสนุนอิทธิ และได้มีการปรับปรุงและก่อสร้างพิพิธภัณพ์อาวุธ และการสู้รบเขาค้อ รวมถึงการก่อสร้างอนุสรณ์เพื่อเผยแพร่เกียรติคุณเหล่าทหารกล้าที่ยอมพลีชีพเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินของไทย

-                 อาวุธยุทธโธปกรณ์ต่างๆที่จัดแสดงไว้บนฐานยิงสนับสนุนอิทธิ

 

-                 อนุสรณ์สถานผู้เสียสละบนเขาค้อ

 

-                 ฐานอิทธิตั้งอยู่บริเวณอนุสรณ์สถานผู้เสียสละบนเขาค้อ

-                 ถ่ายรูปหมู่ร่วมกันที่อนุสรณ์สถานผู้เสียสละบนเขาค้อ

      สำหรับในคืนนี้คณะของเราพักค้างแรมกันที่เรือนผู้ติดตามของพระตำหนักเขาค้อ อากาศบนเขาค้อหนาวเย็นอุณหภูมิตอนเช้าตรู่ 11องศา โชคดีที่เช้านี้ลมพัดไม่แรง ทำให้การออกมาคอยชมพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้าตรู่ไม่หนาวเย็นจนเกินไปนัก

-                 ลานกางเต็นท์บนเขาค้อจุดชมพระอาทิตย์ขึ้น

 

-                 เรือนผู้ติดตามบนพระตำหนักเขาค้ออยู่ในความรับผิดชอบของทหารบกเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวทั่วไปติดต่อขอทราบรายละเอียดและสำรองห้องพักได้ที่ จสอ.พิศิษฐ์ โทรศัพท์056-718-001

เช้าวันรุ่งขึ้น ดวงอาทิตย์เริ่มทอแสงส่งประกายขึ้นริมขอบฟ้าเป็นภาพที่สวยงามมาก

 

-                 ดวงอาทิตย์ขึ้นยามเช้าที่เขาค้อ

 

-                 วิวทิวทัศน์บนจุดชมวิวบริเวณเรือนพักผู้ติดตามบนพระตำหนักเขาค้อ

    คณะของเราเดินขึ้นไปเที่ยวชมพระตำหนักเขาค้อซึ่ง เป็นพระตำหนักที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ตั้งอยู่บนเขาย่าสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 1,100 เมตร จัดสร้างโดยบรรดาข้าราชการ พลเรือน ตำรวจ ทหาร และประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ ด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ภายหลังการต่อสู้ด้วยอาวุธกับ ผกค. สิ้นสุดลงแล้ว จึงได้รวบรวมทุนทรัพย์ ริเริ่มการก่อสร้าง พระตำหนักเขาค้อ ขึ้นเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ประชาชนในพื้นที่ และเป็นที่ทรงงาน และแปรพระราชฐานมาประทับแรมในวโรกาสที่พระองค์ และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จมาตรวจเยี่ยมโครงการตามพระราชดำริ ในพื้นที่เขาค้อ

 

-                 บริเวณด้านหน้าพระตำหนักเขาค้อ

 

-                 ต้นสนขึ้นเรียงรายอยู่โดยรอบพระตำหนักเขาค้อ

ภายในพระตำหนักประกอบด้วยอาคารเชื่อต่อกันลักษณะรูปวงแหวน มีเรือนข้าราชบริพารเป็นส่วนเชื่อมต่อกับพระตำหนัก อาคารมีลักษณะโค้ง 2 ชั้น ชั้นบนมี 2 ห้องใหญ่ ซึ่งเป็นห้องบรรทมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ชั้นล่างประกอบด้วย ห้องพระราชทานเลี้ยง ซึ่งมีห้องครัวอยู่ทางด้านหน้า , ห้องเสวย , ห้องเข้าเฝ้า และห้องโถงใหญ่

นอกจากนั้นชั้นล่างยังเป็นห้องบรรทมของสมเด็จย่า  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์อัครราชกุมารี บริเวณ ด้านหน้าพระตำหนัก มีสวนหย่อม และแปลงไม้ดอกมีลักษณะเป็นวงกลม ณ จุดศูนย์กลางของวงกลมเป็นที่ตั้งของเสาธงมหาราช มีความสูง 60 เมตร ซึ่งสร้างขึ้นเนื่องในวโรกาสฉลองครบพระชนมายุครบรอบ 60  พรรษา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ส่วนผู้ริเริ่มประสานงานการก่อสร้างคือ พล.อ.พิจิตร กุลละวณิชย์ ผู้ออกแบบ มล.ตรีทศยุทธ เทวกุล วิศวกร  ดร.รชฏ กาญจนวนิชย์ ผู้ก่อสร้าง (พ.ต. ธีรวัฒน์ สวามิวัสดิ์ ผู้ควบคุม) ช.พัน.4  ใช้งบประมาณการก่อสร้าง 26 ล้านบาท (ไม่ใช้งบประมาณของทางราชการ) ระยะเวลาในการก่อสร้าง 7 เดือนเศษเปิดเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2528

สำหรับการเที่ยวชมพระตำหนักเขาค้ออนุญาติให้เข้าเที่ยวชมได้แต่เพียงภายนอกเท่านั้นส่วนภายในพระตำหนักห้ามเข้าโดยเด็ดขาด

      และเนื่องจากพระตำหนักเขาค้อ ตั้งอยู่บนเขาย่า ซึ่งเป็นเขาที่สูงที่สุดในบริเวณเขาค้อ จึงมีทางขึ้นที่ค่อนข้างลาดชัน ต้องใช้รถยนต์ที่มีกำลังดี จึงสะดวกสำหรับการขึ้นไปเที่ยวชม ซึ่งนอกจากการเที่ยวชมพระตำหนักภายใน และสวนดอกไม้แล้ว ยังสามารถชมวิวมุมสูงได้จากบริวณจุดชมวิว ด้านข้างพระตำหนัก

-                 ศาลเจ้าแม่เขาย่าตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าพระตำหนักเขาค้อ

ส่วนนักท่องเที่ยวที่รักความท้าทาย ยังสามารถขึ้นชมยอดเขาย่า ได้จากทางพระตำหนักนี้ได้เช่นกัน โดยการเดินเท้าขึ้นต่อไปยังยอดเขาย่า ระยะทางประมาณ 770 เมตร ด้านบนยอดเขาย่าจะมีฐานปฏิบัติการทางทหาร เดิมที่ใช้ในการต่อสู้กับ ผกค. และสามารถชมวิวได้โดยรอบ สามารถมองลงมายังพระตำหนักเขาค้อ ด้านล่างด้วยเ ที่จุดชมทิวทัศน์ยอดเขาย่า มีศาลาชมวิว ชื่อศาลาพระเทพ อยู่ยอดเขาย่า ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,305 เมตร โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีได้เคยเสด็จขึ้นไป ณ ศาลาแห่งนี้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ 360 องศา

-                 ดอกกุหลาบสีสันสดใสออกดอกบานสะพรั่งอยู่โดยรอบพระตำหนักเขาค้อ

สวนดอกไม้รอบๆพระตำหนักเขาค้อ ส่วนใหญ่เป็นดอกกุหลาบ สีแดง,ขาว,เหลือง, ชมพู เสร็จแล้วจากนั้นแวะไปซื้อสินค้าทางการเกษตร เช่นสตอเบอรี่,ลูก เสาวรส,ม่อน ที่โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรเขาค้อ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.เขาค้อ.จ.เพชรบูรณ์

 

-                 เจดีย์พระธาตุผาซ่อนแก้วที่อ.เขาค้อ

สุดท้ายคณะของเราแวะนมัสการพระธาตุผาซ่อนแก้วตั้งอยู่ ณ บริเวณเนินเขาในหมู่บ้านทางแดง ต.แคมป์สน อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ พระธาตุผาซ่อนแก้วถูกสร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวโรกาสที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ครบ 60 ปี

 

-                 มหาวิหารพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ภายในวัดพระธาตุผาซ่อนแก้วอ.เขาค้อ

ความโดดเด่นอลังการที่ไม่เหมือนใครนอกจากทิวทัศน์สวยๆ ของทะเลภูเขารายรอบและทะเลหมอกสีขาว ก็คือ สีสันสดใสอันเกิดจากการนำกระเบื้องสีถ้วยชามเบญจรงค์มุกลูกปัดแก้วแหวนเงินทอง สิ่งมีค่าต่างๆ ตลอดจนเซรามิคหลากสีสัน มาประดับประดาตกแต่งเป็นลวดลายที่สวยงาม เมื่อยามต้องแสงแดดทั่วทั้งอาณาบริเวณพระธาตุผาซ่อนแก้วจะสะท้อนประกายงดงามราวกับวัดบนสรวงสวรรค์ เป็นสถานที่อันสวยงามและศักดิ์สิทธิ์ควรค่าแก่การเดินทางมาเยือนจากนั้นคณะของเราจึงออกเดินทางกลับสู่กรุงเทพฯโดยสวัสดิภาพ แล้วพบกันใหม่ฉับบหน้าน่ะครับ.