5 มหาบูชาสถานศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของพม่าที่ไม่ควรพลาดเดินทางไปเยี่ยมเยือน

   เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมานี้ได้มีโอกาสเดินทางไปไหว้พระที่ประเทศเมียนม่าร์หรือที่คนไทยเรียกกันจนติดปากว่า "พม่า" เป็นประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงที่ในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางมาไหว้พระตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆกันเป็นจำนวนมาก   ชนชาติพม่าได้ชื่อว่าเป็นชนชาติที่ยึดมั่นตามคำสอนในพระพุทธศาสนาอย่างเหนียวแน่นและเคร่งครัดมากที่สุดชาติหนึ่งในโลกและด้วยสาเหตุนี้เองทีมงาน www.Idotravellers.com จึงอยากจะขอนำเอา 5 มหาบูชาสถานสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของประเทศพม่าที่ไม่ควรพลาดเดินทางไปสักการะบูชามาแนะนำกัน เผื่อท่านผู้อ่านที่อยากจะเดินทางไปสักการะบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิตจะได้ใช้เป็นข้อมูลศึกษาก่อนที่จะเดินทางไปสักการะบูชากัน

    สำหรับ 5 มหาบูชาสถานสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดในประเทศพม่าที่ทีมงานwww.idotravellers.com อยากจะแนะนำให้ท่านได้รู้จักกันก็คือ

1.พระมหาเจดีย์ชเวดากอง

-          พระมหาเจดีย์ชเวดากองอันศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวพม่า 

    พระมหาเจดีย์ชเวดากองเป็นศาสนสถานในพุทธศาสนาและสิ่งเป็นศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวพม่า ตั้งอยู่บริเวณเนินเขาเชียงกุตระในเมืองย่างกุ้งประเทศพม่า โดยมีความเชื่อกันว่าเป็นพระมหาเจดีย์ที่บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าจำนวน 8 เส้นด้วยกัน โดยความหมายของคำว่า “ชเว”หมายถึงทอง ส่วนคำว่า “ดากอง” เป็นชื่อเดิมของเมืองย่างกุ้งหรืออีกชื่อหนึ่งว่าตาโกงและเมื่อนำคำทั้งสองคำมารวมกันมีความหมายว่า “ทองแห่งเมืองดากอง”

-   พระมหาเจดีย์ชเวดากอง

\พระมหาเจดีย์ชเวดากองมีประวัติศาสตร์เก่าแก่ยาวนานกว่า 2,500 ปี ตั้งแต่ครั้งของนครย่างกุ้งยังเป็นของชาวมอญตามตำนานเล่าว่า มีพ่อค้าชาวมอญ 2 คน ชื่อว่า ตผุสสะ และ ภัลลิกะ ได้เดินทางไปค้าขายยังประเทศอินเดีย ทั้งสองได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ซึ่งกำลังประทับอยู่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์และได้ถวายภัตตาหารแด่พระองค์ หลังจากเสวยเสร็จแล้ว พระพุทธเจ้าได้ประทานพระเกศาให้ 8 เส้น เมื่อ ตผุสสะ และ ภัลลิกะพ่อค้าชาวมอญระหว่างเดินทางกลับพม่า พระราชาแห่งอเชตตะได้ขอแบ่งพระเกศธาตุไป 2 เส้น พญานาคขอไปอีก 2 เส้น เมื่อเดินทางกลับถึงเมืองอสิตันชนะ พระเจ้าโอกกะละปะก็ได้ทรงประกอบพิธีต้อนรับพระเกศธาตุอย่างยิ่งใหญ่ และได้ทรงคัดเลือกสถานที่บนเขาสิงฆุตตระ นอกประตูเมืองอสิตันชนะ ให้เป็นที่สร้างพระเจดีย์ เพื่อบรรจุพระเกศาธาตุ แต่ขณะที่กำลังทำการขุดดินก่อสร้างอยู่นั้น ก็ได้ค้นพบพระบริโภคเจดีย์ของอดีตพระพุทธเจ้าองค์อื่น ๆ อีก 3 พระองค์ด้วย คือ ไม้ธารพระกร,ภาชนะสำหรับใส่น้ำและสบงจากนั้นจึงได้บรรจุของทั้งหมดนี้ในพระเจดีย์พร้อมกับพระเกศาธาตุด้วย แต่ก่อนที่จะบรรจุก็ค้นพบด้วยว่า พระเกศาธาตุกลับมีจำนวน 8 เส้นเหมือนดั่งเดิม พระเกศาธาตุได้บรรจุไว้ภายในเจดีย์ทอง,เงิน,ดีบุก,ทองแดง,ตะกั่ว,หินอ่อนและเหล็กตามลำดับ เสร็จแล้วจึงสร้างเจดีย์อิฐสูง 9 เมตรทับไว้ในชั้นแรก ต่อมาพระยาอู่แห่งเมืองหงสาได้ต่อเติมเจดีย์ให้สูงขึ้น 22 เมตร พระเจดีย์ได้ถูกซ่อมแซมเรื่อยมาจนมามีความสูง 120 เมตร ในสมัยพระเจ้ามังระใน พ.ศ  2473 ได้เกิดแผ่นดินไหวอย่างหนัก ทำให้ยอดของพระเจดีย์หักถล่มลงมา รัฐบาลพม่าและประชาชนช่วยกันบริจาคยกฉัตรขึ้นใหม่ดั่งที่ได้เห็นในปัจจุบัน

-   พระมหาเจดีย์ชเวดากอง

ทั้งนี้ภายในพระมหาเจดีย์ชเวดากองจะมีลานอธิษฐานสมปรารถนา (ภายในกระเบื้องรูปดาว) ที่ชาวพม่าเชื่อกันว่าถ้าได้มานั่งอธิษฐานขอสิ่งใดก็จะสมปราถนา มีพระเจดีย์น้อยใหญ่รายล้อมอยู่โดยรอบของพระมหาเจดีย์ชเวดากอง ซึ่งผู้ที่เข้ามานมัสการหรือเยี่ยมชมจะต้องถอดรองเท้าไว้ที่ด้านล่างทางขึ้นลิฟท์ทุกครั้ง และเมื่อมาถึงทางเข้าให้เดินตามเข็มนาฬิกาขึ้นอยู่กับดวงวันเกิดของผู้เข้าชมที่จะดูตาม12 นักษัตร

-                  บรรยากาศพระมหาเจดีย์ชเวดากองในช่วงเวลาดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า

นอกจากนี้บริเวณโดยรอบของพระมหาเจดีย์ชเวดากองยังมีเจดีย์บริวารองค์เล็กๆประดิษฐานอยู่รายรอบอีกด้วย อย่างไรก็ตามการชมพระมหาเจดีย์ชเวดากองนั้นนักท่องเที่ยวควรขึ้นชมจากทางทิศเหนือของพระมหาเจดีย์ชเวดากองก่อนและจะเป็นจุดเริ่มเดินบูชาสวดมนต์ ส่วนช่วงเวลาการขึ้นไปชมพระมหาเจดีย์ชเวดากองที่เหมาะสมที่สุดคือในตอนเช้าโดยเริ่มตั้งแต่เวลา08.00-10.00น.สำหรับช่วงเย็นตั้งแต่เวลา17.00-20.00น. ซึ่งจะมีข้อดีกันคนล่ะอย่างคือ ชมตอนเช้าถ่ายรูปได้ชัดเจนส่วนชมตอนเย็นได้บรรยากาศแถมอากาศยังไม่ร้อนมากอีกด้วย

2. พระธาตุอินทร์แขวนหรือพระธาตุเจดีย์ไจก์ทิโย

    พระธาตุอินทร์แขวน หรือ “ไจ้ก์ทิโย” ในภาษามอญ หมายความว่า  “หินรูปหัวฤๅษี” โดย พระธาตุอินทร์แขวน ตั้งอยู่ที่เมืองไจ้ก์โถ่ อำเภอสะเทิม เขตรัฐมอญของประเทศพม่า บนยอดเขา Paung Laung ที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 3,615 ฟุต ลักษณะเด่นของพระธาตุอินทร์แขวนคือมีลักษณะเป็นก้อนหินสีทองขนาดใหญ่สูง 5.5 เมตร ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชันอย่างหมิ่นเหม่โดยไม่ตกลงมาเบื้องล่างเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์และเหลือเชื่อยิ่งนัก

-                  พระธาตุอินทร์แขวน หรือ “ไจ้ก์ทิโย” ในภาษามอญ

 

-                  พระธาตุอินทร์แขวนในยามค่ำคืน

โดยมีตำนานเล่าขานกันในสมัยพุทธกาลว่า ฤๅษีติสสะเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับพระเกศาจากพระพุทธเจ้าที่ได้ทรงมอบให้ไว้เป็นตัวแทนของพระพุทธองค์ให้ประชาชนได้ทำการสักการะ เมื่อครั้นได้มาแสดงธรรมเทศนาณ.ดินแดนสุวรรณภูมิ ผู้ที่ได้รับมอบพระเกศาต่างก็นำไปบรรจุในสถูปเจดีย์ ส่วนฤๅษีติสสะกลับนำไปซ่อนไว้ในมวยผม เมื่อเวลาล่วงเลยถึงคราวที่ฤๅษีติสสะจะต้องละสังขารเต็มที ฤๅษีติสสะตั้งใจไว้ว่าจะนำพระเกศาไปบรรจุไว้ในก้อนหินที่มีรูปร่างคล้ายกับศีรษะของตน ท้าวสักกเทวราช (พระอินทร์) จึงช่วยเสาะหาก้อนหินดังกล่าวจากใต้ท้องมหาสมุทร และนำมาวางหรือแขวนไว้บนภูเขาหิน แต่บางตำนานก็เล่าว่า มีฤๅษีองค์หนึ่งซ่อนพระเกศาที่ได้รับมาจากพระพุทธเจ้า เมื่อครั้นมาโปรดสัตว์ในถ้ำไว้ในมวยผมมาเป็นเวลานาน และใกล้ถึงวาระที่จะต้องละสังขารจึงตัดสินใจมอบพระเกศาให้กับ พระเจ้าติสสะกษัตริย์ผู้ครองนครแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นบุตรของลูกศิษย์ที่นำมาฝากให้ฤๅษีช่วยเลี้ยงดูตั้งแต่เล็ก แต่ก่อนอื่นพระเจ้าติสสะต้องหาก้อนหินที่มีลักษณะคล้ายศีรษะของฤๅษี โดยมีพระอินทร์เป็นผู้ช่วยค้นหาจากใต้สมุทรนำมาวางไว้ที่หน้าผา

 

-                  ภาพแสดงประวัติความเป็นมาของพระธาตุอินทร์แขวน

 

-                  ทางเดินเท้าสู่พระธาตุอินทร์แขวน

 นอกจากนี้ อีกทั้งยังมีความเชื่อกันว่าพระอินทร์เสด็จลงมาจากสรวงสวรรค์ เพื่อนำเอาพระธาตุมาแขวนไว้ให้ผู้มีบุญมากราบไหว้ ใครได้มาสักการะก็เท่ากับได้ไหว้พระธาตุเกศาแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ และพระธาตุอินทร์แขวนยังเป็นพระธาตุประจำปีจอ (สุนัข) ที่คนเกิดปีนี้ต้องเดินทางมานมัสการสักครั้งหนึ่งในชีวิตอีกทั้งชาวพม่ายังมีความเชื่อว่าการได้มาสักการะพระธาตุอินทร์แขวนจำนวน3ครั้ง จะโชคดีประสบความสำเร็จในชีวิตทุกๆ ด้านอีกด้วย

 3. พระมหาธาตุเจดีย์ชเวสิกองแห่งเมืองพุกาม

 

-                  ทางเข้าสู่เจดีย์ชเวสิกอง

   พระมหาธาตุเจดีย์ชเวสิกอง เป็นเจดีย์ใหญ่สวยงาม ศักดิ์สิทธิ์และเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศพม่า เป็นที่เคารพนับถือของทั้งชาวพม่าและชาวไทย ตั้งอยู่ที่เมืองพุกามโดยชื่อ "ชเวสิกอง" มีหมายความว่า "เจดีย์ทองแห่งชัยชนะ" สร้างขึ้นโดย พระเจ้าอโนรธามังช่อแต่สร้างแล้วเสร็จในรัชกาลพระเจ้าจานสิตาแห่งอาณาจักรพุกามราว 960 ปีที่ผ่านมาภายในเจดีย์เชื่อว่าบรรจุพระเขี้ยวแก้วและพระสารีริกธาตุโดยอัญเชิญมาจากกรุงลังกาบนหลังช้างเผือกพระเจ้าอโนรธามังช่อได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้าช้างเผือกคุกเข่าลงที่ใดจะสร้างเจดีย์ไว้ที่นั่นและที่นั่นก็คืที่ตั้งของพระมหาธาตุเจดีย์ชเวสิกองในปัจจุบันนี้นั่นเอง

พระมหาธาตุเจดีย์ชเวสิกองเป็นเจดีย์ทรงระฆังคว่ำพื้นผิวภายนอกถูกปิดด้วยทองคำเปลวถูกบูรณะในสมัยต่อมาอีกหลายครั้งแต่ปัจจุบันมีความสูงราว 53 เมตร หรือ 160 ฟุต มีลวดลายปูนปั้นอยู่ 3 แถว และมีพระเจดีย์เล็ก ๆเป็นบริวารอยู่รายรอบ

สำหรับความอัศจรรย์ 9 ประการ ของพระมหาธาตุชเวสิกอง ได้แก่...

 1. ยอดพระเจดีย์ไม่มีการใช้เหล็กเสริม

2.กระดาษห่อแผ่นทองคำเปลวที่นำไปปิดส่วนยอดพระเจดีย์ จะไม่ปลิวพ้นฐานสี่เหลี่ยมของพระเจดีย์

3.เงาพระเจดีย์จะไม่ล้ำออกนอกฐานสี่เหลี่ยมของพระเจดีย์ (ถ้าเงาล้ำออกไป ถือว่าเป็นลางร้าย)

4.ภายในเขตองค์พระเจดีย์ สามารถรองรับผู้แสวงบุญได้ไม่จำกัดจำนวน (ไม่เคยเต็ม)

5.มีการให้ทานด้วยข้าวสุกร้อน ๆ ทุกเช้า (ไม่ว่าเราจะตื่นเช้าสักเพียงใด จะพบข้าวสุกในบาตรอยู่ก่อนหน้าเราเสมอ)

6.เมื่อตีกลองใบใหญ่จากด้านหนึ่งของพระเจดีย์ จะไม่สามารถได้ยินเสียงกลองจากด้านตรงข้าม

7.แม้พระเจดีย์จะตั้งอยู่บนพื้นราบ แต่เมื่อมองจากภายนอก จะเกิดภาพลวงตาคล้ายพระเจดีย์ตั้งอยู่บนที่สูง

8.ไม่ว่าฝนจะตกหนักเพียงใด จะไม่มีน้ำฝนขังอยู่ในอาณาเขตขององค์พระเจดีย์

9. มีต้นพิกุล (Khaye หรือ Chayar) ซึ่งจะออกดอกตลอดทั้งปี (ปกติจะออกปีละครั้ง)

-  เจดีย์ชเวสิกองแห่งเมืองพุกาม

4. พระมหาเจดีย์ชเวมอดอร์แห่งเมืองหงสาวดี(พะโค)

    พระมหาเจดีย์ชเวมอดอร์หรือที่ชาวไทยรู้จักกันในนามของ “พระธาตุมุเตา”ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหงสาวดีหรือที่ชาวพม่าเรียกว่า “เมืองพะโค”ซึ่งเป็นพระมหาเจดีย์ที่บรรจุพระเกศาธาตุรวม2เส้นมีอายุเก่าแก่กว่า 2,000 ปี เป็นที่เคารพสักการะของกษัตริย์มอญ,พม่าและไทยเช่นพระเจ้าราชาธิราชของมอญพระเจ้าบุเรงนองของพม่า และสมเด็จพระนเรศวรมหาราชของไทย

อีกทั้งยังเป็นพระธาตุเจดีย์ที่สูงที่สุดของพม่าอีกด้วยโดยมีความสูงถึง374 ฟุต  พระธาตุมุเตาเคยพังทลายจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่มาแล้วถึง 4 ครั้ง โดยแผ่นดินไหวครั้งสุดท้าย เมื่อปี พ.ศ. 2473 ทำให้ปลียอดของพระธาตุมุเตาหักพังลงมา แต่สิ่งที่น่าอัศจรรย์ก็คือองค์พระธาตุไม่หักพังลงมาบนพื้น จึงเป็นความเชื่อกันว่าหากใครได้มากราบไหว้องค์พระธาตุแล้วเอาไม้มาค้ำไว้กับยอดพระธาตุที่หักลงมาจากนั้นเอาหน้าผากไปแตะกับยอดองค์พระธาตุที่หักลงมาจะทำให้ชีวิตของบุคคลนั้นไม่ว่าจะถึงช่วงชีวิตที่ตกต่ำยังไงก็จะไม่ตกต่ำถึงที่สุด ซึ่งเปรียบเหมือนกับยอดของพระธาตุที่ต่อให้ตกลงมาอย่างไรก็ตกไม่ถึงพื้นและทำให้ชีวิตของคนๆนั้นมีความมั่นคงในชีวิตตลอดไปอีกด้วย

-                  ปลียอดของพระธาตุมุเตาหักพังลงมาจากแผ่นดินไหวปัจจุบันยังคงตั้งอยู่ที่เดิม

ทั้งนี้ยอดขององค์พระธาตุมุเตาได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์จนแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2497 และยอดของพระธาตุที่หักลงมาตั้งอยู่บริเวณลานทางทิศเหนือของพระธาตุองค์ใหม่ ซึ่งสถานตรงนี้เองได้กลายเป็นสถานที่อธิษฐานขอพร

 

- แม่ชีชาวพม่าในพระมหาเจดีย์ชเวมอดอร์หรือพระธาตุมุเตา

 

ทางเดินขึ้นสู่พระมหาเจดีย์ชเวมอดอร์

 5. พระมหามุนี เมืองมัณฑะเลย์

 

-                  พระมหามุนี

   พระมหามุนีเป็นพระพุทธรูปสำริดทรงเครื่องแบบกษัตริย์ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 3 เมตรเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่บ้านของพม่าประดิษฐานอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์ อดีตราชธานีของพม่าในยุคราชวงศ์คองบองโดยคำว่า มหามุนี แปลว่า ผู้รู้อันประเสริฐ ซึ่งชาวพม่าจะเรียกว่า “มหาเมียะมุนี” เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องกษัตริย์เดิมทีเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของรัฐยะไข่

โดยมีตำนานเล่าว่าพระมหามุนีสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพุทธกาล โดยกษัตริย์แห่งเมืองยะไข่ องค์พระทำจากทองสัมฤทธิ์สูง 12 ฟุต 7 นิ้ว หนัก 6.5 ตัน ก่อนสร้างกษัตริย์ผู้สร้างทรงพระสุบินว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมาประทานพรให้พระพุทธปฏิมาองค์นี้เป็นตัวแทนของพระองค์ เพื่อเป็นเครื่องสืบพระศาสนาไปในภายหน้าโดยในอดีตแม้เมืองยะไข่จะถูกโจมตีโดยกษัตริย์เมืองอื่นที่ทรงแสนยานุภาพอย่างไรก็ไม่อาจที่จะเคลื่อนย้ายองค์พระมหามุนีออกจากเมืองไปได้เลย เนื่องจากมีเหตุให้ขัดข้องทุกครั้งไป จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2327 ในรัชสมัยพระเจ้าปดุงแห่งราชวงศ์คองบองตีเมืองยะไข่ได้จากนั้นจึงสามารถอัญเชิญพระมหามุนีออกจากยะไข่เป็นผลสำเร็จโดยล่องมาตามแม่น้ำอิระวดีไปจนถึงยังเมืองมัณฑะเลย์สำเร็จ พระมหามุนีจึงได้ย้ายมาอยู่ที่กรุงมัณฑะเลย์เป็นการถาวรนับแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันนี้

และด้วยแรงแห่งความศรัทธาว่าพระมหามุนีเป็นพระพุทธรูปที่มีชีวิตจึงเป็นที่มาของธรรมเนียมการล้างพระพักตร์ให้องค์พระทุกๆรุ่งสางเหมือนดั่งคนที่ต้องล้างหน้าแปรงฟันทุกเช้า โดยมีพระทำหน้าที่ล้างพระพักตร์พระมหามัยมุนีทุกวันตั้งแต่ราวตีสี่ครึ่ง โดยเริ่มจากประพรมพระพักตร์ด้วยน้ำผสมเครื่องหอมทำจากเปลือกไม้ ตะนะคาซึ่งชาวบ้านนำมาบริจาคให้วัดทุกวันจากนั้นจึงใช้แปรงขนาดใหญ่ขัดสีบริเวณพระโอษฐ์ดั่งการแปรงฟันแล้วใช้ผ้าเปียกลูบไล้เครื่องหอมดั่งการฟอกสบู่จนทั่วทั้งพระพักตร์ จึงมาถึงขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือการใช้ผ้าขนหนูเช็ดพระพักตร์ให้แห้งและขัดสีให้เนื้อทองสัมฤทธิ์ที่พระพัตร์นั้นสุกปลั่งเป็นเงางามอยู่เสมอจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าเหตุใดพระมหามุนีจึงเป็นพระพุทธรูปที่มีพระพักตร์อิ่มเอิบเป็นประกายวาววามอย่างที่สุด อนึ่งองค์พระมหามุนีมีการปิดทองซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเป็นรอยย่นตะปุ่มตะปั่มไปทั่วทั้งพระองค์ ซึ่งหากเอานิ้วกดลงไปก็จะรู้สึกได้ถึงความอ่อนนิ่มของทองคำเปลวที่ปิดทับซ้อนกันนับเป็นพันๆหมื่นๆชั้นตลอดระยะเวลาเนิ่นนานกว่าศตวรรษทำให้พระมหามุนีมีอีกพระนามหนึ่งว่า "พระเนื้อนิ่ม"   

 

-                  ทางเข้าสู่วัดพระมหามุนี เมืองมัณฑะเลย์

 

-                  ภาพเขียนภายในวัดพระมหามุนี เมืองมัณฑะเลย์                          

      และที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ก็คือ 5 มหาบูชาสถานสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของประเทศพม่าที่ท่านผู้อ่านไม่ควรพลาดเดินทางไปเยี่ยมเยือนเพื่อความเป็นมงคลสักครั้งหนึ่งในชีวิต

ขอขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนการเดินทางในครั้งนี้

-           บริษัท อินโดไชน่า เอ็กซ์พลอเรอร์ (ประเทศไทย) จำกัด โทรศัพท์ : 0-2898-1817,