เที่ยวบึงกาฬ

เรื่องและภาพโดย….สุเทพ พวงมะโหด                              

     บึงกาฬ…. ชื่อนี้ในอดีตที่ผ่านมาเคยมีสถานะเป็นเพียงแค่อำเภอๆหนึ่งของจังหวัดหนองคาย มีพื้นที่ค่อนข้างจะอยู่ห่างไกลจากตัวจังหวัดหนองคายไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือระยะทางประมาณ 136 กิโลเมตร โดยมีลักษณะทางภูมิศาตร์ของพื้นที่เป็นแนวยาวขนานไปกับแม่น้ำโขง เป็นพรมแดนกั้นระหว่างราชอาณาจักรไทยกับแขวงบริคำไชยของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวซึ่งหลังจากการประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 23 มีนาคมพ.ศ 2554ให้จังหวัดบึงกาฬเป็นจังหวัดที่77ของประเทศไทยจึงได้รวมเอาอำเภออีก7 แห่งที่อยู่ใกล้เคียงกันมารวมไว้ด้วยกันเป็นหนึ่งจังหวัด    สำหรับอำเภอทั้ง7 แห่งคือ อำเภอปากคาด,อำเภอโซ่พิสัย, อำเภอพรเจริญ,อำเภอเซกา,อำเภอบึงโขงหลง,อำเภอศรีวิไลและอำเภอบุ่งคล้า ซึ่งในแต่ละอำเภอต่างก็มีจุดเด่นและเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันออกไปทั้งทางด้านความสวยงามทางธรรมชาติและเอกลักษณ์อันโดดเด่นของวัฒนธรรมเป็นแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวที่แสวงหาประสบการณ์การท่องเที่ยวที่แปลกใหม่ได้เดินทามาไปเยี่ยมเยือนกันสักครั้งหนึ่ง

แผนที่แหล่งท่องเที่ยวจ.บึงกาฬ                                             

สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจจะเดินทางมาท่องเที่ยวสัมผัสหาประสบการณ์การท่องเที่ยวที่แปลกใหม่และความสวยงามของจังหวัดบึงกาฬ ทางเราก็ได้ทำการรวบรวมแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดบึงกาฬจังหวัดใหม่แห่งนี้มาให้นักท่องเที่ยวได้ยลโฉมและศึกษาข้อมูลกันก่อนที่จะเดินทางมาสัมผัสของจริงๆกันครับ

เมื่อเดินทางมาถึงยังจังหวัดบึงกาฬแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอยากจะแนะนำให้แวะมาเยี่ยมเยือนกันก็คือ

-         ศาลเจ้าแม่สองนาง ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของโรงพยาบาลบึงกาฬบนถนนศาลเจ้าแม่สองนางในอำเภอบึงกาฬ เป็นศาลศักดิ์สิทธิ์ใจกลางเมืองบึงกาฬ เป็นที่เคารพบูชาของชาวบึงกาฬตลอดจนประชาชนทั่วไปในจังหวัดใกล้เคียง

ศาลเจ้าแม่สองนาง ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของโรงพยาบาลบึงกาฬ

-         วัดหลวงพ่อพระใหญ่หรือวัดโพธาราม ตั้งอยู่ที่บ้านท่าไคร้ หมู่ที่ 5 ตำบลบึงกาฬ อำเภอบึงกาฬ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ความสูงประมาณ 2 เมตร เป็นพระพุทธรูปที่อยู่คู่ชาวบึงกาฬมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล ชาวบึงกาฬจัดงานสมโภชช่วงวันเพ็ญเดือน 3 และช่วงเทศกาลสงกรานต์ของทุกปีแต่มีข้อแม้ว่าผู้หญิงห้ามเข้าไปกราบสักการะองค์หลวงพ่อพระใหญ่ภายในโบสถ์ให้กราบสักการะได้บริเวณภายนอกโบสถ์เท่านั้น

            โบสถ์วัดโพธารามผู้หญิงห้ามเข้า

 

องค์หลวงพ่อพระใหญ่ภายในโบสถ์วัดโพธาราม 

-         เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว ตั้งอยู่บ้านดอนจิก เลยอำเภอบุ่งคล้า 3 กิโลเมตร และเลี้ยวขวาไปอีกประมาณ 6 กิโลเมตร เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ามีเนื้อที่ประมาณ 186 ตารางกิโลเมตร หรือ 116,562 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ในเขตอำเภอบึงกาฬ อำเภอบุ่งคล้า อำเภอเซกา และอำเภอบึงโขงหลง เกือบติดพรมแดนประเทศลาว มีความสูงจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ยประมาณ 150-300 เมตร สภาพป่าส่วนใหญ่เป็นป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง และป่าดิบชื้น บางส่วนเป็นสันเขาหินทราย ลานหินและทุ่งหญ้า

 สำหรับน้ำตกที่น่าสนใจภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัวที่น่าแวะเข้าไปเยี่ยมชมได้แก่

 

น้ำตกถ้ำฝุ่น ตั้งอยู่ในบริเวณบ้านภูสวาท ตำบลหนองเดิ่น ตามทางหลวงหมายเลข 212 ก่อนถึงอำเภอบุ่งคล้า 7 กิโลเมตรมีทางแยกขวาไปน้ำตกประมาณ 4 กิโลเมตร รอบ ๆเป็นป่าโปร่งที่มีทิวทัศน์สวยงามทางตอนเหนือของภูวัว ทางเดินไปน้ำตกผ่านลานหินทรายกว้างขวาง จนมาสุดทางที่น้ำตกที่ไหลลงมาจากหน้าผาหินทรายที่มีลักษณะ เป็นร่องแคบ มองเห็นสายน้ำตกมาเป็นทางยาว มีน้ำเฉพาะในฤดูฝน

 

ปากทางเข้าสู่น้ำตกถ้ำฝุ่นภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว

 

น้ำตกถ้ำฝุ่นในช่วงยามเทศกาลมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเล่นน้ำกันมากมาย

น้ำตกเจ็ดสี ตั้งอยู่บ้านดอนเสียด ตำบลบ้านต้อง อำเภอเซกา น้ำตกเจ็ดสีเป็นน้ำตกที่สวยงามมากโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ธารน้ำจากห้วยกะอามจะไหลลงมาตามหน้าผาหินทราย จากนั้นไหลแผ่กว้างเป็นทางยาวตกกระทบลงมาบนแผ่นหินเบื้องล่างเกิดเป็นละอองไอน้ำ ยามเมื่อกระทบกับแสงแดดทำให้ เกิดสีต่าง ๆขึ้นจึงเรียกว่า  “น้ำตกเจ็ดสี”

บรรยากาศชั้นหนึ่งในหลายๆชั้นของน้ำตกเจ็ดสี

ในช่วงเทศกาลจะเห็นนักท่องเที่ยวเดินทางมาพักผ่อนหย่อนใจกันอย่างคับคั่ง

น้ำตกต่อมาก็ คือน้ำตกชะแนน  ตั้งอยู่ที่บ้านภูเงิน อำเภอเซกา เดิมชื่อน้ำตกตาดสะแนน ตาดแปลว่า "ที่ซึ่งมีน้ำไหล" สะแนนมีความหมายว่า  "สูงสุดยอด" หรือ "เยี่ยมยอด"   น้ำตกชะแนนเกิดจากลำห้วยสะแนนไหลลดหลั่น ๒ ชั้น มีขนาดกว้างประมาณ 100 เมตร ระหว่างชั้นที่ 1 กับชั้นที่ 2 ห่างกัน 300 เมตร เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่มีความสวยงาม มีน้ำเฉพาะฤดูฝน ระหว่างทางจะผ่านขัวหิน (สะพานหิน) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น้ำลอดหายไปใต้สะพานหินที่มีความยาวประมาณ 100 เมตร การเดินเท้าไปยังชั้นที่สองของน้ำตกชะแนน จะผ่านแนวลำธารที่เต็มไปด้วยโขดหิน เดินตามลำธารไปทางชายฝั่งด้านซ้ายมือ จนถึงทางออกที่ลานกว้างริมแอ่งน้ำใหญ่ เหนือแอ่งน้ำขึ้นไปเป็นน้ำตกเตี้ย ๆ ไหลลงสู่แอ่งเรียกกันว่า น้ำตกบึงจระเข้ การเดินทาง ใช้เส้นทางเดียวกับน้ำตกเจ็ดสี โดยใช้เส้นทางบ้านชัยพร-บ้านภูเงิน ระยะทาง 13 กิโลเมตร จะพบทางแยกไปน้ำตกชะแนนอีก5 กิโลเมตร ทางช่วงสุดท้ายเป็นทางดินแคบขรุขระและไม่สะดวก ต้องใช้มอเตอร์ไซค์เท่านั้น หรือรถ4x4 เท่านั้น

ภาพน้ำตกชะแนนทั้งสามชั้นภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว

-         ภูทอกในภาษาอีสานแปลว่า  “ภูเขาที่โดดเดี่ยว”ตั้งอยู่ในเขตบ้านคำแคน ตำบลนาสะแบง เป็นภูเขาหินทรายโดดเด่นมองเห็นได้ แต่ไกลๆ ประกอบด้วย ภูทอกใหญ่ และภูทอกน้อย แต่ก่อนบริเวณนี้เคยเป็นป่าทึบ มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่มากมาย พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ได้เริ่มเข้ามาจัดตั้งเป็นแหล่งบำเพ็ญเพียร เพื่อให้พุทธศาสนิกชนปฏิบัติธรรม เนื่องจากเป็นสถานที่เงียบสงบมาก

 

เจดีย์ภายในวัดเจติยาคีรีวิหารหรือวัดภูทอกมองลงมาจากภูทอก

 

ทางเข้าวัดเจติยาคีรีวิหาร (วัดภูทอก)

 

เจดีย์บรรจุอัฐิของหลวงพ่อจวน กุลเชษโรภายในวัดเจติยาคีรีวิหาร(วัดภูทอก)

ภูทอกน้อย เป็นที่ตั้งของวัดเจติยาคีรีวิหาร (วัดภูทอก) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการเดินเท้าขึ้นสู่ยอดภูทอก โดยต้องเดินไปตามสะพานไม้เวียนวนรอบเขาสูงชันจนถึงยอด สะพานไม้สร้างขึ้นด้วยแรงศรัทธา จากเหล่าพระ เณร และชาวบ้าน เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2512 ใช้เวลาในการก่อสร้างนานถึง 5 ปี บันไดที่ทอดขึ้นสู่ยอดภูทอกนี้ เปรียบเสมือนเส้นทางธรรมที่น้อมนำสัตบุรุษให้พ้นโลกแห่งโลกียะสู่โลกแห่งโลกุตระ หรือโลกแห่งการหลุดพ้นด้วยความเพียรพยายามและมุ่งมั่น ภูทอกยังคงเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมและปฏิบัติศาสนกิจของชุมชน ดังนั้น ผู้ที่มาเยือนสถานที่แห่งนี้ควรอยู่ในความสงบและเคารพสถานที่บันไดขึ้นภูทอกแบ่งออกเป็น 7 ชั้น แตกต่างกันดังนี้

 

บันไดขึ้นสู่ด้านบนของวัด

ชั้นที่ 1-2 เป็นบันไดสู่ชั้นที่ 3 ซึ่งเริ่มเป็นสะพานเวียนรอบเขา สภาพเป็นป่าเขามืดครึ้ม มีโขดหิน ลานหิน สุดทางชั้นที่ 3 มีทางแยกสองทาง ทางซ้ายมือเป็นทางลัดไปสู่ชั้นที่ 5 ได้เลย ซึ่งเป็นทางชันมาก ผ่านหลืบหินที่มีลักษณะเหมือนอุโมงค์ ทางขวามือเป็นทางขึ้นสู่ชั้นที่ 4 ซึ่งชั้นที่ 4 เป็นสะพานลอยไต่เวียนรอบเขา มองไปเบื้องล่างจะเห็นเนินเขา เตี้ย ๆ สลับกัน เรียกว่า "ดงชมพู" ทิศตะวันออกจดกับภูลังกา เขตอำเภอเซกา ซึ่งมีสภาพเป็นป่าดงดิบ บนชั้นที่ 4 นี้ จะเป็นที่พักของแม่ชี รอบชั้นมีระยะทางประมาณ 400 เมตร มีที่พักผ่อนระหว่างทางเป็นระยะ ๆ

สะพานสร้างขึ้นด้วยไม้เป็นทางเดินวนเวียนรอบภูทอก

ชั้นที่ 5  มีศาลาและกุฏิที่อาศัยของพระ ตามช่องทางเดินจะมีถ้ำอยู่หลาย ถ้ำ ตลอดเส้นทางสู่ชั้นที่ 6 มีที่พักเป็นลานกว้างหลายแห่ง มีหน้าผาชื่อต่าง ๆ กัน เช่น ผาเทพนิมิตร ผาหัวช้าง ผาเทพสถิต เป็นต้น ถ้ามาทางด้านเหนือจะเห็นสะพานหินธรรมชาติทอดสู่พระวิหาร อันเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ด้วย มองออกไปจะเห็นแนวของภูทอกใหญ่อย่างชัดเจน ผู้คนส่วนใหญ่มักหยุดการเดินทางเพียงแค่นี้ เพราะจากชั้นที่ 6 สู่ชั้นที่ 7 เป็นสะพานไม้เวียนรอบเขายาว 400 เมตร เกาะติดอยู่ริมหน้าผาสูงชันดูน่าหวาดเสียวอันตราย มีความยาว 400 เมตร สุดทางที่ชั้น 7 เป็นป่าไม้ร่มครึ้ม

 

สะพานสร้างขึ้นด้วยไม้เป็นทางเดินวนเวียนรอบภูทอก

 

บนสะพานสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์อันสวยงามของท้องไร่ท้องนาในยามฤดูฝน

-         ตลาดนัดไทย-ลาว ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงตรงข้ามกับเมืองปากซัน แขวงบริคำไชย สปป.ลาว เป็นตลาดนัดที่มีพ่อค้าแม่ค้าทั้งชาวไทยและชาวลาว เดินทางมาค้าขาย รวมทั้งจับจ่ายซื้อของ ไม่ว่าจะเป็น ทั้งพืชผัก อาหารแห้ง อาหารสดต่าง ๆ ฯลฯ ซึ่งมีเฉพาะวันอังคารและวันศุกร์เท่านั้น

  บรรยากาศยามเช้าของตลาดนัดไทย-ลาวฝั่งตรงข้ามกับเมืองปากซันแขวงบริคำไชย สปป.ลาว

 

หนังควายตากแห้งจากสปป.ลาว

-         วัดอาฮงศิลาวาส ตั้งอยู่ที่บ้านอาฮง ตำบลไคสี อำเภอบึงกาฬ  ริมแม่น้ำโขงติดกับแก่งอาฮง ห่างจากตัวอำเภอบึงกาฬ 21 กิโลเมตร บริเวณวัดกว้างขวางและสวยงาม ประดิษฐานพระพุทธคุวานันท์ศาสดาหล่อด้วยทองเหลือง ลักษณะคล้ายกับพระพุทธชินราช สถานที่แห่งนี้ซึ่งมีเรื่องเล่าขาน เป็นตำนานเกี่ยวพันกับพระพุทธศาสนา และบั้งไฟพญานาค

 

วัดอาฮงศิลาวาส

 

โบสถ์ของวัดอาฮงศิลาวาส

 

กุฏิพระภายในวัดอาฮงศิลาวาส

 

ร่องรอยของพญานาคภายในวัดอาฮงศิลาวาส

-         แก่งอาฮง ตั้งอยู่ที่บ้านอาฮง ตำบลไคสี อำเภอบึงกาฬ เป็นแก่งในแม่น้ำโขงบริเวณหน้าวัดอาฮงศิลาวาส ห่างจากตัวอำเภอบึงกาฬ 21 กิโลเมตร สามารถมองเห็นแก่งได้ในช่วงหน้าแล้งราวเดือนมีนาคม พฤษภาคมของทุกปี  แต่ในช่วงฤดูน้ำหลากกระแสน้ำจะไหลวนเป็นรูปกรวยขนาดใหญ่ เชื่อกันว่าบริเวณแก่งอาฮงเป็น "สะดือแม่น้ำโขง" หรือจุดลึกที่สุดของแม่น้ำโขง

 

สะดือแม่น้ำโขงภายในวัดอาฮงศิลาวาส

 

แก่อาฮงในยามฤดูฝนน้ำในแม่น้ำโขงมีปริมาณมากจนมองไม่เห็นแก่งอาฮง

-         บึงโขงหลง เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาตินิเวศ และแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่ มีเนื้อที่ประมาณ 8,064 ไร่ เมื่อปี พ.ศ 2520 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้กรมชลประทานพิจารณาโครงการเก็บกักน้ำ เพื่อการเกษตรในฤดูแล้ง ดำเนินแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2523 และได้ประกาศเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงโขงหลง เมื่อปี พ.ศ. 2525 บึงโขงหลงได้ขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำระดับนานาชาติอันดับที่ 1,098 ของโลก (Wetland of International Importance) ในปี พ.ศ. 2544 มีพื้นที่กว่า 22 ตารางกิโลเมตร ยาว 13 กิโลเมตร กว้าง 2 กิโลเมตร เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำ และพืชน้ำนานาชาติ เช่น นกน้ำกว่า 100 ชนิดที่หาดูได้ยาก มีปลาชนิดที่หาดูได้ยาก คือ ปลาบู่แคระ

 

บรรยากาศภายในบึงโขงหลง

-                    หนองกุดทิง ห่างจากตัวเมืองบึงกาฬประมาณ 5 กิโลเมตร เป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ พื้นที่เกือบ 20,000 ไร่ มีความหลากหลายทางชีวภาพประกอบด้วยสัตว์น้ำกว่า  250  สายพันธุ์ และเป็นที่อาศัยของนกอพยพและนกประจำถิ่นหลายชนิด ด้วยความอุดมสมบูรณ์ดังกล่าว จึงได้ขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญระดับโลก หรือแรมซาร์ไซท์ เป็นอันดับที่ 11 ของประเทศไทย

 

บรรยากาศภายในหนองกุดทิง

 

หนองกุดทิง

 

ท่าเรือหนองกุดทิง

-         จุดชมวิวแม่น้ำโขง ตั้งอยู่ภายในอ.บุ่งคล้าต.หนองเดิ่นห่างจาดตัวเมืองบึงกาฬมา30กม.ทางเข้าจุดชมวิวแห่งนี้ที่อยู่ลึกเข้าไปจากถนนใหญ่1,500เมตรเป็นจุดชมวิวแม่น้ำโขงที่สวยงามแห่งหนึ่งในจ.บึงกาฬ สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของเมืองปากกะดิ่งในแขวงบริคำไชยสปป.ลาวได้อย่างชัดเจนนอกจากนี้บนจุดชมวิวแห่งนี้ยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปที่ท่านนายอำเภอปราโมทย์ ธัญญพืชได้มาสร้างเอาไว้และรูปปั้นในสาสนาคริสต์อีกด้วยสอบถามเส้นทางได้ที่กำนันปัญญา เพ้าสร้อย กำนันตำบลหนองเดิ่ง

จุดชมวิวแม่น้ำโขงภายในอ.บุ่งคล้าใกล้กับน้ำตกถ้ำฝุ่นอยู่ลึกเข้าไปจากถนนใหญ่1,500เมตร

 

รูปปั้นพระแม่มารีประดิษฐานอยู่บนจุดชมวิวในอ.บุ่งคล้า

พระพุทธรูปประดิษฐานอยู่บนจุดชมวิวในอ.บุ่งคล้าหันหน้าไปทางสปป.ลาว

-         น้ำตกภูถ้ำพระ ตั้งอยู่บริเวณบ้านโนนสมบูรณ์ อยู่ห่างจากอำเภอเซกาประมาณ34 กม. และจากตัวจังหวัด ประมาณ 258 กม. บริเวณน้ำตกจะเป็นที่ตั้งของสำนักสงฆ์ภูถ้ำพระ ซึ่งเงียบสงบและร่มรื่นเมื่อเดินขึ้นมาบนลานหินด้านหลัง จะพบหุบเขารูปแอ่งกระทะขนาดกว้างกว่า200 ตร.เมตร มีสายธารน้ำตกไหลมายังก้นอ่างที่เบื้องล่าง บริเวณน้ำตกเป็นผากว้างราว 100 เมตรสามารถลงเล่นได้เฉพาะในฤดูฝน น้ำตกภูถ้ำพระเกิดจากลำธารห้วยบังบาดมีความสูงระหว่างชั้นประมาณ50เมตรมีความสวยงามมาก

นั่งเรือเพื่อไปชมน้ำตกภูถ้ำพระ

ความสวยงามของน้ำตกภูถ้ำพระ

    และที่ได้กล่าวมานี้เป็นเพียงแหล่งท่องเที่ยวเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ได้ไปเยี่ยมชมมาในช่วงฤดูฝน ถ้าว่ากันจริง ๆแล้วจังหวัดบึงกาฬ ยังมีแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติที่สวยงาม รอให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาสัมผัสอีกมาก หากท่านผู้อ่านมีเวลาว่างอย่าลืมแวะมาเยี่ยมเยือนบึงกาฬ จังหวัดที่ 77 ของประเทศไทยแล้วคุณจะหลงรักประเทศไทยขึ้นมาอีกหลายเท่าครับ

ขอขอบคุณ

การท่องเที่ยวแห่งประเทศภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือร่วมกับททท.อุดรธานี