เปิดประตูสู่AEC เชื่อมไมตรีไทย- กัมพูชาจากตราดสู่เกาะกง
เรื่อง  สุเทพ  พวงมะโหด
ภาพ  สุเทพ  พวงมะโหด,วีระศักดิ์  ภักดี
วันแรกของการเดินทาง
        คณะของเราเริ่มต้นออกเดินทางจากกรุงเทพฯสู่จังหวัดตราดระยะทาง312กิโลเมตรใช้เวลาเดินทางประมาณ5ชั่วโมงเศษๆก็เดินทางมาถึงยังจังหวัดตราด  จังหวัดที่ตั้งอยู่สุดเขตแดนทางทิศตะวันออก

-    ป้ายสุดเขตแดนทางทิศตะวันออก
และจากโรงพยาบาลตราด เลี้ยวแยกซ้ายเข้าไปประมาณ 2 กิโลเมตรก็จะถึงยังวัดบุปผารามเป็นสถานที่แหล่งแรกที่คณะของเราแวะเข้าเยี่ยมชมสำหรับประวัติความเป็นมาของวัดบุปผารามผมจะขอเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังดังต่อไปนี้ครับ


-    วัดบุปผาราม
วัดบุปผารามหรือที่ชาวบ้านเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า “วัดปลายคลอง” ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 บ้านปลายคลอง ถนนพัฒนาการปลายคลอง ตำบลวังกระแจะ เป็นวัดเก่าแก่ที่สุดในจังหวัด สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยา ราวรัชสมัยพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ. 2191) ท่านพระครูคุณสารพิสุทธิ์ (หลวงพ่อโห) อดีตเจ้าอาวาสในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้บูรณะปฏิสังขรณ์เสนาสนะถาวรวัตถุในวัด จวบจนปัจจุบันท่านพระครูสุวรรณสารวิบูลพร้อมทั้งชาวบ้านได้ร่วมแรงร่วมใจกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ และดูแลภูมิทัศน์โดยรอบวัดให้สะอาดเรียบร้อย วัดนี้จึงเป็นศูนย์กลางการปฏิบัติศาสนกิจ

-    รูปปั้นสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชภายในวัดบุปผาราม
 สิ่งที่น่าสนใจภายในวัด ได้แก่ พิพิธภัณฑ์ เป็นแหล่งรวบรวมโบราณวัตถุอันทรงคุณค่าไว้มากมายโดยเฉพาะพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งเป็นมงคลสูงสุดคู่บ้านเมืองมีพระพุทธรูปทองบุเงิน พระพุทธรูปปางต่าง ๆ รวมทั้งเครื่องถ้วยจีน เครื่องถ้วยยุโรป กลองมโหรทึก แสดงให้เห็นถึงการเดินทางแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างเมืองท่าชายฝั่งตะวันออกกับเมืองท่าโพ้นทะเลในแถบเอเชียอาคเนย์ข้ามไปไกลถึงซีกโลกตะวันตก เปิดทุกวัน

-    พระประธานภายในพระอุโบสถของวัดบุปผาราม

-    พระพุทธรูปปางต่าง ๆภายในพระอุโบสถของวัดบุปผาราม
ส่วนภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถและวิหารพระพุทธไสยาสน์เขียนขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์เป็นฝีมือช่างท้องถิ่นผสมกลมกลืนด้วยศิลปะจีน และวรรณคดีจีนแสดงให้เห็นว่าวัดแห่งนี้อาจได้รับการอุปถัมภ์จากชาวจีนที่มาค้าขายแถบชายฝั่งทะเลตะวันออก (พ่อค้าชาวจีนอพยพทางเรือมาที่เมืองตราดตั้งแต่สมัยอยุธยา บ้างอพยพจากอยุธยา กรุงเทพฯ เวียดนาม บ้างก็มาจากมาเลเซีย สิงคโปร์)

-    วิหารพระพุทธไสยาสน์
นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่น่าชมภายในวัด คือ หมู่กุฏิเล็กทรงไทย ที่สร้างได้ถูกต้องตามพระวินัยบัญญัติมีขนาดพอแค่ภิกษุอยู่ได้รูปเดียวเท่านั้น คนในท้องถิ่นเมื่อให้ลูกหลานบวชเรียนที่วัดก็จะสร้างกุฏิให้พร้อม เสร็จแล้วช่วยกันหามแห่มาที่วัดในวันทำพิธีบวชสำหรับหอสวดมนต์ก็เป็นศาลาไม้ยกพื้นสูงหลังคามุงกระเบื้องเคลือบชั้นเดียวชายคาปีกนกหน้าบันไม้จำหลักปิดทองลายเทพนมฝาประกน เสาไม้แปดเหลี่ยมเจดีย์ เป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง ก่อด้วยศิลาแลงฉาบปูน รูปสี่เหลี่ยมจตุรัส วิหารฝากระดาน ก่ออิฐถือปูนรูปเรือสำเภา เช่นเดียวกับฐานโบสถ์วิหาร สร้างสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย หลังคาชั้นเดียว ฝาผนังไม้ เป็นต้น

-    เครื่องถ้วยชามดินเผาจากประเทศจีน
-    จากนั้นคณะของเราก็เดินทางต่อไปยังพิพิธภัณฑสถานเมืองตราด

-    ด้านหน้าของพิพิธภัณฑสถานเมืองตราด
อาคารพิพิธภัณฑสถานเมืองตราด  ตั้งอยู่บนถนนสันติสุขในตัวเมืองตราด สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2465 สมัยรัชกาลที่ 6 เพื่อเป็นศาลากลางจังหวัดตราด ลักษณะเป็นอาคารสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม โดยสร้างเป็นเรือนไม้ เสาปูนยกพื้นใต้ถุนสูง หลังคาทรง
ปั้นหยา เมื่ออาคารชำรุดทรุดโทรมลงตามกาลเวลา กระทรวงมหาดไทยเกรงจะไม่ปลอดภัยต่อบุคลากรและผู้มาติดต่อราชการ จึงสร้างอาคารศาลากลางจังหวัดตราดขึ้นมาใหม่ ส่วนศาลากลางหลังเก่ากรมศิลปากรได้ทำการขึ้นทะเบียนให้เป็นโบราณสถานของชาติ


-    ภายในอาคารพิพิธภัณฑสถานเมืองตราด            
ต่อมาเมื่อวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2547 อาคารหลังเก่าถูกไฟไหม้เสียหายเกือบทั้งหลัง ประชาชนและข้าราชการจังหวัดตราดเห็นควรที่จะบูรณะอาคารขึ้นมาใหม่ เพื่อจัดตั้งให้เป็นพิพิธภัณฑสถานเมืองตราด   จากนั้นเทศบาลเมืองตราดจึงจัดสรรงบประมาณประจำปี 2548 เพื่อให้กรมศิลปากรดำเนินการบูรณะซ่อมแซมอาคารตามรูปแบบเดิมพร้อมปรับสภาพภูมิทัศน์ จนแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ.2549 หลังจากนั้นใน พ.ศ.2550 จังหวัดตราดขอความอนุเคราะห์กรมศิลปากรปรับปรุงอาคารแห่งนี้ให้เป็นพิพิธภัณฑสถานเมืองตราด สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจึงดำเนินการทางวิชาการและเทคนิคจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑสถาน และในวันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 กรมศิลปากรได้ส่งมอบพิพิธภัณฑสถานเมืองตราดให้เทศบาลเมืองตราดดำเนินการบริหารจัดการ

-    ถ้วยชามดินเผาโบราณตั้งแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานเมืองตราด


-    ภายในพิพิธภัณฑสถานเมืองตราด
พิพิธภัณฑสถานแห่งนี้เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้มรดกวัฒนธรรม ธรรมชาติ และวิถีชีวิตเมืองตราด  ภายในอาคารพิพิธภัณฑสถานเมืองตราด จัดแบ่งห้องแสดงภาพถ่ายเหตุการณ์ต่างๆและวัตถุโบราณที่หาได้ในจังหวัดตราดโดยเปิดให้บริการนักท่องเที่ยว วันอังคาร - วันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 09.00 น. - 16.00 น.วันเสาร์ - วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.30 น. - 16.30 น. (หยุดวันจันทร์)สำหรับอัตราค่าเข้าชม พิพิธภัณฑสถานเมืองตราด เด็ก ส่วนสูงเกินกว่า 100 เซนติเมตรขึ้นไป 5 บาท, ผู้ใหญ่ 10 บาท
และจากตัวเมืองตราดไปตามทางหลวงหมายเลข 318 สายตราด-คลองใหญ่-บ้านหาดเล็กประมาณ 20 กิโลเมตรคณะของเราก็แวะเข้าเที่ยวชมคือ วัดคีรีวิหาร

-    บันไดทางขึ้นไปยังพระอุโบสถของวัดคีรีวิหาร
วัดคีรีวิหาร เป็นวัดเก่าแก่แห่งหนึ่งในจังหวัดตราด สร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2430 เดิมชื่อ “วัดท่าเลื่อน” ใช้เวลาในการก่อสร้างนาน 27 ปี ด้วยที่ตั้งของวัดอยู่บนภูเขาทำให้มองเห็นวิวทิวทัศน์ด้านล่างที่เป็นป่าเขาและทะเล มีบรรยากาศร่มรื่นเงียบสงบ เป็นสวนป่าขนาดย่อมๆ มีต้นสักปลูกอย่างเป็นระเบียบ

-    เจดีย์วัดคีรีวิหารตั้งอยู่ริมถนนคลองใหญ่ตราดทางไปชายแดนไทย-กัมพูชา

-    พระอุโบสถของวัดคีรีวิหาร


สำหรับลักษณะเด่นของวัด คือ การก่อสร้างด้านสถาปัตยกรรมที่มีความงดงาม และมีการผสมผสานศิลปกรรมสมัยใหม่เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

-    ทางเข้าวิหารจีนของวัดคีรีวิหาร
สำหรับศาสนสถานที่สำคัญภายในวัด ประกอบด้วย อุโบสถหลังใหญ่ พระเจดีย์ เรือนรับรองสมเด็จพระเทพฯ กุฎิธรรมสารอุทิศและกุฎินิรมิตสามัคคี ศาลาการเปรียญ วิหารจีนที่ประดิษฐานพระพุทธอุดมสมบูรณ์ พระอวโลกิเตศวร และพระสังกัจจายน์ เปรียญ วิหารจีนที่ประดิษฐานพระพุทธอุดมสมบูรณ์ พระอวโลกิเตศวร พระสังกัจจายน์และกวนอิม

-    วิหารจีน

-    พระพุทธอุดมสมบูรณ์ภายในวิหารจีน


จากวัดคีรีวิหารคณะของเราเดินทางไปตามทางหลวงหมายเลข 318 ถึงบริเวณระหว่างกิโลเมตรที่ 59 – 60 เดินทางเข้าไปตามถนนราดยางอีก3 กิโลเมตรก็จะถึงหาดบานชื่น

-    หาดบานชื่นบนทางหลวงหมายเลข 318 ทางไปอ.คลองใหญ่
    หาดบานชื่น เป็นชายหาดที่มีความสวยงามและมีเม็ดทรายที่มีความละเอียดที่สุดบนฝั่งในจังหวัดตราดและเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดในจังหวัดตราดหาดบานชื่นเดิมชื่อว่า “หาดมะโร” ต่อมาเจ้าของที่ดินได้บริจาคที่ดินบริเวณหน้าหาด จำนวน 14ไร่ ให้กับทางจังหวัดเพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเมื่อปี พ.ศ. 2527 จากนั้นทางจังหวัดตราดได้ทำการพัฒนาจนเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่งในจังหวัดตราดจนถึงปัจจุบัน
  จากนั้นคณะของเราก็เดินทางเข้าสู่อำเภอคลองใหญ่แวะกราบนมัสการศาลเจ้าแม่ทับทิมคลองใหญ่

-    ศาลเจ้าแม่ทับทิมอำเภอคลองใหญ่จังหวัดตราด

ศาลเจ้าแม่ทับทิมอำเภอคลองใหญ่จังหวัดตราดนับเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวอำเภอคลองใหญ่ ทั้งยังเป็นที่สักการะของพี่น้องชาวประมงของอำเภอคลองใหญ่และชาวเรือประมงทั่วไป

-    ประตูทางเข้าศาลเจ้าแม่ทับทิม
ซึ่งกิตติศัพท์ของความศักดิ์สิทธิ์ขององค์เจ้าแม่ทับทิมคลองใหญ่นี้ได้ขจรขจายไปสู่ที่ต่างๆทำให้มีผู้ที่เคารพเลื่อมใสในองค์เจ้าแม่ฯ นำเครื่องเซ่นไหว้อยู่ที่ศาลเจ้าแม่ฯ เป็นประจำทุกวันจนเป็นกิจวัตรประจำวันของศาลเจ้าแม่ฯ แห่งนี้ โดยเฉพาะในวันตรุษจีน, วันสาร์ท และเทศกาลงานประจำปีของศาลเจ้าแม่ฯ จะมีผู้ที่เคารพเลื่อมใสในองค์เจ้าแม่ฯ นำสิ่งของต่างๆ มาเซ่นไหว้กันอย่างเนืองแน่นกันเป็นประจำทุกปีอีกด้วย

-    บริเวณโดยรอบศาลเจ้าแม่ทับทิมบรรยากาศเงียบสงบ

-    เจ้าแม่ทับทิม

-    สักการะเจ้าแม่ทับทิมในอ.คลองใหญ่จ.ตราด


จากอำเภอคลองใหญ่ระยะทางประมาณ16 กิโลเมตรเดินทางเข้าสู่ตลาดการค้าชายแดนบ้านหาดเล็กซึ่งกำลังคับคั่ง ไปด้วยพ่อค้าแม่ค้าชาวไทยและกัมพูชานำสินค้ามาแลกเปลี่ยนซื้อขายตลอดจนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาช้อบปิ้งกัน   

-    ด่านตรวจคนออกเมืองอ.คลองใหญ่

-    ด่านชายแดนคลองใหญ่ไทยที่บ้านหาดเล็กจังหวัดตราด

-    ธงชาติของเหล่าประเทศสมาชิกสมาคมอาเชี่ยนโบกสะบัดอยู่ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองไทย
จากนั้นทำการผ่านขั้นตอนการตรวจคนเข้า-ออกเมืองไทย-กัมพูชาเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นคณะของเราจึงเดินทางเข้าสู่ที่พักที่

-    ประตูสู่เกาะกง

-    ธงชาติไทย-กัมพูชาโบกสะบัดอยู่ที่ชายแดนบ้านหาดเล็กจังหวัดตราด
เกาะกงรีสอร์ทในจังหวัดเกาะกงของประเทศกัมพูชาสำหรับเกาะกงรีสอรท์ตั้งอยู่ติดทะเลและหาดทรายอันสวยงามโดยมีจำนวนห้องพัก200ห้องพร้อมสิ่งอำนวยความสดวกครบครันนอกจากนั้นยังมีสระว่ายน้ำขนาดใหญ่สวยงามอลังกางานสร้างหันหน้าออกสู่ท้องทะเลซึ่งเป็นจุดเด่นของเกาะกงรีสอรท์อีกทั้งยังมีห้องประชุมห้องสัมนาขนาดใหญ่รองรับคนได้เป็นพันๆคนอีกด้วยท่านผู้อ่านสนใจรายละเอียดของโรงแรมเกาะกงรีสอรท์คลิ๊กเข้าไปเยี่ยมชมได้ที่ www.kohkongresort.com

-    ด้านหน้าของโรงแรมเกาะกงรีสอรท์

-    สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ภายในของโรงแรมเกาะกงรีสอรท์

-    หาดทรายสวงามอยู่ติดกับโรงแรมเกาะกงรีสอรท์

-    ห้องสัมนาขนาดใหญ่โรงแรมเกาะกงรีสอรท์

-    บรรยากาศห้องพักของโรงแรมเกาะกงรีสอรท์
หลังจากเก็บข้าวของเข้าสู่ห้องพักเป็นที่เรียบร้อยแล้วคณะของเราก็เดินทางไปเกาะกงซาฟารีเวิรด์

-    ทางเข้าเกาะกงซาฟารีเวิรด์

-    เกาะกงซาฟารีเวิรด์
สำหรับเกาะกงซาฟารีเวิรด์ตั้งอยู่ภายในเกาะกงรีสอรท์พร้อมชมการแสดงโชว์ของสัตว์ชนิดต่างๆภายในซาฟารีเวิรด์ของเกาะกงรีสอร์ทอาทิเช่นการแสดงของเสือโคร่ง,จระเข้,ลิงอุรังอุตังฯลฯ

-    การแสดงจระเข้ที่เกาะกงซาฟารีเวิรด์

-    การแสดงของนกที่เกาะกงซาฟารี

-    การแสดงของเสือโคร่ง

-    ให้นมลูกเสือ
สำหรับการแสดงที่เรียกเสียงหัวเราะและเสียงฮาได้มากที่สุดก็คือการแสดงชุดลิงอุรังอุตังชกมวย

-    การแสดงชุดลิงอุรังอุตังชกมวย

-    ประกาศผลแชมป์โลกมวยลิง

-    นักท่องเที่ยวถ่ายรูปกับแชมป์โลกมวยลิงที่เกาะกงซาฟารีเวิรด์
หลังจากที่หัวเราะจนขากรรไกรค้างกับการแสดงลิงอุรังอุตังชกมวย
จากนั้นคณะของเราก็เดินทางกลับสู่ที่พักจัดการอาบน้ำแต่งตัวเข้าร่วมงานเลี้ยงและงานประกาศรางวัลชนะเลิศประกวดภาพถ่ายที่จัดขึ้นโดยนิตยสารท่องเที่ยวและถ่ายภาพPHOTOTECHงานจัดขึ้นภายในห้องจัดเลี้ยงของเกาะกงรีสอรท์ งานเลี้ยงดำเนินไปจนสมควรแก่เวลา

-    ท่านผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยภูมิภาคตะวันออกมอบรางวัลให้แก่นักท่องเที่ยวที่ชนะเลิศการประกวดถ่ายภาพ

-    นักท่องเที่ยวที่ได้รับรางวัลประกวดการถ่ายภาพถ่ายรูปหมู่ร่วมกันเป็นที่ระลึกกับคุณสันติ ชุดินธรา ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยภูมิภาคตะวันออก
จากนั้นคณะของเราต่างก็แยกย้ายกันนอนหลับพักผ่อนเก็บเรี่ยวแรงไว้ท่องเที่ยวต่อไปในวันรุ่งขึ้น

-    บรรยากาศแสงสีของโรงแรมเกาะกงรีสอรท์ยามค่ำคืน
สำหรับวันนี้ขอกล่าวคำว่า “ราตรีสวัสดิ์”ครับ.

หน้าต่อไป