IDO Travellers ฉบับที่ 50 เปิดประตูสู่ AEC ที่อีสานใต้เยือนแดนดินถิ่นวัฒนธรรมขอม

เส้นทางสายสุรินทร์-เสียมเรียบ-ศรีสะเกษ

เรื่อง  สุเทพ   พวงมะโหด
ภาพ  สุเทพ   พวงมะโหด,วีระศักดิ์ ภักดี

เช้าวันแรกของการเดินทาง  
  กรุงเทพฯ-สุรินทร์ระยะทางประมาณ 457 กม.ผมเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวใช้เวลาประมาณ 6-7 ชั่วโมงขับรถชมวิวทิวทัศน์ท้องไร่ท้องนาในแดนดินถิ่นอีสานใต้ไปเรื่อยๆจนในที่สุดผมก็เดินทางมาถึงยังจังหวัดสุรินทร์ก่อนที่จะเดินทางต่อไปผมแวะกราบสักการะอนุสาวรีย์พระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง (ปุม)ซึ่งตั้งอยู่บริเวณปากทางเข้าเมืองสุรินทร์ ทางด้านทิศใต้ตรงหลักกิโลเมตรที่ 0 บนถนนสายสุรินทร์-ปราสาท อ.เมือง จ.สุรินทร์

-    อนุสาวรีย์พระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง


   สำหรับประวัติความเป็นมาของพระยาสุรินทร์ภักดี ฯ (เชียงปุม) เจ้าเมืองประทายสมันต์ (เมืองสุรินทร์) ท่านเป็นผู้วางรากฐานการก่อตั้งเมืองสุรินทร์   ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีชาวไทยพื้นเมืองกลุ่มหนึ่งที่เรียกตนเองว่า “ส่วยหรือกวยกรือกูย “ เป็นกลุ่มชนที่มีความรู้ความสามารถในการจับช้างป่ามาเลี้ยงไว้ใช้งาน ได้แบ่งกลุ่มมาตั้งถิ่นฐานอยู่หกพวกด้วยกัน ในเขตจังหวัดสุรินทร์ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๓๐๒ มีช้างเผือกแตกโขงออกจากเมืองหลวงหนีเข้าป่า สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓ (สมเด็จพระที่นั่งสุริยามรินทร์) แห่งกรุงศรีอยุธยาได้โปรดเกล้า ฯ ให้ติดตามช้างเผือก เชียงปุมซึ่งเป็นหัวหน้าชาวส่วยที่มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เมืองสุรินทร์ได้ช่วยเหลือในการติดตามช้างเผือก จากนั้นเชียงปุมจึงได้รับการโปรดเกล้า ฯ ให้เป็นหลวงสุรินทรภักดี ปกครองหมู่บ้านเดิมขึ้นตรงต่อเมืองพิมาย
   ในปี พ.ศ.๒๓๐๖ หลวงสุรินทรภักดี (เชียงปุม) ได้ย้ายจากหมู่บ้านเมืองที่ไปอยู่ที่บ้านคูประทายหรือบ้านประทายสมันต์ ต่อมาหลวงสุรินทรภักดี (เชียงชุม) ได้เป็นพระสุรินทรภักดีศรีรณรงค์จางวาง และยกบ้านคูประทายขึ้นเป็นเมืองประทายสมันต์
   พ.ศ.๒๓๒๔ ภายในเมืองเขมรเกิดจลาจล เมืองประทายสมันต์ได้สมทบกับกองทัพหลวงไปช่วยปราบปราม จึงมีชาวเขมรอพยพครอบครัวมาตั้งอยู่ในเขตเมืองประทายสมันต์เป็นจำนวนมาก พ.ศ.๒๓๒๙ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้โปรดเกล้า ฯ ให้เปลี่ยนชื่อเมืองประทายสมันต์เป็นเมืองสุรินทร์ตามสร้อยบรรดาศักดิ์ของเจ้าเมือง  จวบจนในปีพ.ศ.๒๓๓๗ พระยาสุรินทรภักดี ฯ (เชียงปุม) เจ้าเมืองสุรินทร์ถึงแก่กรรม

อนุสาวรีย์แห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2527 เพื่อเป็นที่ระลึกถึงผู้พระยาสุรินทร์ภักดี ฯ สร้างเมืองคนแรก ซึ่งเป็น บุคคลสำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ของเมืองสุรินทร์ บริเวณแห่งนี้ในอดีตเคยเป็นกำแพงเมืองชั้นในของตัวเมืองสุรินทร์ อนุสาวรีย์เป็นรูปหล่อทองเหลืองรมดำ สูง 2.2 เมตร มือขวา ถือของ้าว อันเป็นการแสดงถึงความเก่งกล้าสามารถ ของท่านในการบังคับช้างศึกและเป็นเครื่องแสดงว่าสุรินทร์ เป็นเมืองช้างมาตั้งแต่ดึกดำ บรรพ์รูปปั้นสะพายดาบคู่ อยู่บนหลังอันหมายถึงความเป็นนักรบความกล้าหาญ อันเป็นคุณสมบัติที่ตกทอดเป็นมรดกของคนสุรินทร์ในปัจจุบัน จังหวัดสุรินทร์ได้ทำพิธีเปิดอนุสาวรีย์แห่งนี้เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2528ซึ่งตรงกับวันสงกรานต์ ปีใหม่ของไทยพอดี        
   หลังจากหาอาหารกลางวันในเมืองสุรินทร์รับประทานกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นในช่วงเวลาบ่ายคล้อยผมออกเดินทางไปท่องเที่ยวยังปราสาทศีขรภูมิ ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลระแงง ห่างจากตัวเมืองสุรินทร์ 34 กิโลเมตร ตามเส้นทางหมายเลข 226 โดยอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอไปอีก 1 กิโลเมตร

-    ปราสาทศรีขรภูมิ


   สำหรับปราสาทศรีขรภูมิประกอบด้วยปรางค์อิฐ 5 องค์ องค์กลางเป็นปรางค์ประธาน มีปรางค์บริวารล้อมรอบอยู่ที่มุมทั้งสี่บนฐานเดียวกันก่อด้วยหินทรายและศิลาแลง ปราสาทหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีบันไดทางขึ้นและประตูทางเข้าเพียงด้านเดียวคือด้านทิศตะวันออกปรางค์ทั้งห้าองค์มีลักษณะเหมือนกัน คือ องค์ปรางค์ไม่มีมุข มีชิ้นส่วนประดับทำจากหินทรายสลักเป็นลวดลายต่างๆ ทั้งส่วนที่เป็นทับหลังและเสาประดับกรอบประตู เสาติดผนัง และกลีบขนุนปรางค์ ส่วนหน้าบันเป็นอิฐประดับลวดลายปูนปั้น องค์ปรางค์ประธานมีทับหลังสลักเป็นรูปศิวนาฏราช (พระอิศวรกำลังฟ้อนรำ) บนแท่น มีหงส์แบก 3 ตัวอยู่เหนือเศียรเกียรติมุข มีรูปพระคเนศ พระพรหม พระวิษณุ และนางปารพตี (นางอุมา) อยู่ด้านล่าง เสาประตูสลักเป็นลวดลายเทพธิดาลายก้ามปูและรูปทวารบาล


 ส่วนปรางค์บริวารพบทับหลัง 2 ชิ้น ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย เป็นภาพกฤษณาวตาร ทั้งสองชิ้น ชิ้นหนึ่งเป็นภาพกฤษณะฆ่าช้างและคชสีห์ ส่วนอีกชิ้นหนึ่งเป็นภาพพระกฤษณะฆ่าคชสีห์จากลวดลายที่เสาและทับหลังขององค์ปรางค์ มีลักษณะปนกันระหว่างรูปแบบศิลปะขอมแบบบาปวน (พ.ศ. 1550-1650) และแบบนครวัด (พ.ศ. 1650-1700) จึงอาจกล่าวได้ว่า ปราสาทแห่งนี้คงสร้างขึ้นในราวกลางพุทธศตวรรษที่ 17 หรือต้นสมัยนครวัด โดยสร้างขึ้นเนื่องในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย และคงถูกดัดแปลงให้เป็นวัดในพุทธศาสนาตามที่มีหลักฐานการบูรณะปฏิสังขรณ์ในราวพุทธศตวรรษที่ 22 ในสมัยอยุธยาตอนปลาย

ปราสาทศีขรภูมิเปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.00-16.30 น.  ค่าเข้าคนไทย 10 บาทชาวต่างประเทศ 50 บาท

     ผมเดินเที่ยวชมโดยรอบของปราสาทศีขรภูมิจนดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าจากนั้นจึงขับรถกลับมายังโรงแรมที่พักเพื่อพักผ่อนเก็บเรี่ยวแรงเอาไว้เดินทางไปยังจังหวัดเสียมเรียบในประเทศกัมพูชาเยี่ยมชมนครวัด-นครทม สิ่งมหัศจรรย์1ใน7ของโลกในวันพรุ่งนี้กันครับ.

 

หน้าต่อไป