ล่องเจ้าพระยา....เที่ยวศาสนสถาน 3ศาสนา  

ภาพโดย.....สุเทพ  พวงมะโหด

     เมื่อปลายกันยายนที่ผ่านมากองกิจการพลเรือนทหารเรือนำคณะมวลชนของกองทัพเรือล่องเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา เที่ยวชม ศาสนสถาน 3 ศาสนา สองฟากฝั่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา

-         คณะมวลชนถ่ายรูปร่วมกับข้าราชการทหารเรือก่อนลงเรือ เที่ยวชม ศาสนสถาน 3 ศาสนา สองฟากฝั่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา

-         เรือพาคณะมวลชนเรือ เที่ยวชม ศาสนสถาน 3 ศาสนา สองฟากฝั่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา

-         วิทยากรบรรยายภายในเรือพาคณะมวลชนเรือ เที่ยวชม ศาสนสถาน 3 ศาสนา สองฟากฝั่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา

-         ลำน้ำเจ้าพระยาแม่น้ำที่สำคัญของประเทศไทย

โดยเริ่มต้นกันที่ มัสยิดบางอ้อ  สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 เป็นอาคารชั้นเดียวสีครีม หน้าต่างสีฟ้า รูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก บริเวณริมน้ำหน้ามัสยิดยังมีเรือนไม้สักแกะลวดลายละเอียดประณีต ที่เรียกว่าเรือนขนมปังขิง อีก 1 หลัง ตั้งอยู่ใน ซ.จรัญฯ86 ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเช่นกัน มัสยิดนี้โดดเด่นด้านสถาปัตยกรรม โดยในอดีตชุมชนมุสลิมบางอ้ออพยพมาจากอยุธยาเมื่อครั้งเสียกรุง และมาตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนามของแขกแพ โดยใช้แพที่อยู่เป็นที่ทำการของศาสนา เมื่อเวลาผ่านไปผู้คนมากขึ้นจึงได้ขยับขยายสร้างสถานที่ใหม่บนพื้นดินเป็นอาคารไม้ทรงสี่เหลี่ยม ขนาดพอๆกับแพ

-         มัสยิดบางอ้อ

-         บรรยากาศภายในมัสยิดบางอ้อ

       ต่อมาในช่วง พ.ศ. 2448-2458 ได้มีการสร้างมัสยิดถาวรขึ้นเป็นอาคารไม้ทรงปั้นหยาที่ใหญ่กว่าเดิม ใช้เป็นที่ละหมาดและเรียนอัลกุรอาน จนในปีพ.ศ.2462 จึงได้สร้างอาคารมัสยิดหลังปัจจุบันขึ้น มีลักษณะเป็นอาคารชั้นเดียว ก่ออิฐถือปูนตามลักษณะของสถาปัตยกรรมเรอเนซองส์รีไววัลผสมผสานกับอิทธิพลของศาสนาอิสลาม หลังคาเป็นทรงปั้นหยามีชายคาเป็นหลังคาคอนกรีตแบนและมีลูกกรงระเบียงที่มีลวดลายปูนปั้นและเครื่องประดับโดยรอบหลังคา

-         ขนมโบราณจากฝีมือชาวบ้านในชุมชนมัสยิดบางอ้อ

สถานที่ตั้งมัสยิดบางอ้อ    เลขที่ 143 ซ.จรัญสนิทวงศ์ 86 แขวงบางอ้อ เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร

    คุณทราบหรือไม่ครับว่าสถานที่ที่น่าสนใจในย่านฝั่งธนบุรี ที่นอกเหนือไปจากจากวัดวาอาราม หรือชุมชนที่ตั้งรกรากมาอย่างยาวนานหลาย100ปีแล้ว ยังมีสถานที่หนึ่งที่อยากจะแนะนำให้ได้รู้จักก็คือโบสถ์ไม้กางเขนศักดิ์สิทธิ์ ตามความหมายในภาษาโปรตุเกส ซึ่งอาจจะคุ้นหูใครหลายคนในชื่อ โบสถ์ซางตาครู้ส มากกว่า โดยโบสถ์แห่งนี้ตั้งตระหง่านหันหน้าออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตรงข้ามปากคลองตลาด ถือเป็นโบสถ์หลังที่ 3 แล้ว หลังจากที่ 2 หลังก่อนหน้านี้ สร้างด้วยไม้ซึ่งมีขนาดเล็ก

-         โบสถ์ซางตาครู้ส

โบสถ์ซางตาครู้ส เป็นโบสถ์แห่งศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ที่มีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ และเป็นศูนย์รวมศรัทธาแห่งชาวคริสต์ชนมานับตั้งแต่กรุงธนบุรีเป็นราชธานีย้อนไปในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อครั้งทรงสถาปนากรุงธนบุรี พระองค์ได้รวบรวมไพร่พลที่กระจัดกระจายจากสงครามเสียกรุงครั้งที่ 2 ซึ่งจำนวนนั้นเป็นชาวโปรตุเกสด้วย พระองค์ได้พระราชทานที่ดินแปลงหนึ่งให้ ต่อมาบาทหลวงกอร์ ชาวฝรั่งเศส และชาวโปรตุเกสราว 400 คน ได้ร่วมกันก่อสร้างโบสถ์ไม้หลังแรกขึ้นในวันที่ 14 กันยายน 2513 ซึ่งตรงกับวันเทิดทูนมหากางเขน (ซางตาครู้ส หมายถึง ไม้กางเขนศักดิ์สิทธิ์) ตามพิธีสักการะบูชาของศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก และตั้งชื่อว่า โบสถ์ซางตาครู๊ส หรือ santa cruz ซึ่งป็นเภาษาโปรตุเกส แปลว่า กางเขนศักดิ์สิทธิ์

-         ภายในโบสถ์ซางตาครู้ส

ต่อมาในปี พ.ศ.2378 บาทหลวงปัลเลอกัวจึงสร้างโบสถ์หลังที่ 2 เสร็จ มีรูปทรงคล้ายศาลเจ้าจีน ชาวบางกอกในยุคนั้นจึงเรียกแถบนี้ว่า กุฏิจีนโบสถ์หลังนี้ใช้งานอยู่ 81 ปี จนกระทั่งปี พ.ศ. 2456 บาทหลวงกูเรียลโม (Guillialmo) รวบรวมเงินสร้างโบสถ์หลังใหม่เป็นหลังที่ 3 ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมชั้นเดียวแบบอิตาลียุคนีโอคลาสสิคผสมเรอเนอซองค์ ก่ออิฐประดับลายปูนปั้นงดงามส่วนล่างทำเป็นโถงประกอบด้วยซุ้มโค้งที่สอดรับกัน ประดับด้วยกระจกสีครึ่งวงกลมที่ถ่ายทอดเรื่องราวจากพระคัมภีร์

ลักษณะที่โดดเด่นคือหอคอยยอดโดมหอระฆังแปดเหลี่ยมประดับด้วยไม้กางเขนบนเรือนยอดและมีระฆังที่ให้เสียงไพเราะและพิเศษตรงที่สามารถตีเป็นเพลงได้

สถานที่โบสถ์ซางตาครู้ส    112 ซ.กุฎีจีน ถ.เทศบาล สาย1 แขวง วัดกัลยาณ์ เขต ธนบุรี กทม. 10600 

เบอร์ติดต่อ : 02-472-0153-4 แฟกซ์ : 02-465-0930

เวลาทำการ : มิสซา จันทร์-เสาร์ 6.00 น.และ 19.00 น. / วันอาทิตย์ 06.00 น. , 08.30 น., 19.00 น. / วันศุกร์ต้นเดือน 08.00 น. และ 19.00 น. / เทศกาลสำคัญ 19.00 น.

สุดท้ายมาสิ้นสุดกันที่วัดสำคัญในศาสนาพุทธนั่นก็คือวัดอรุณราชวราราม

-         วัดอรุณราชวราราม

          วัดอรุณราชวราราม เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา และฟากตะวันออกของถนนอรุณอมรินทร์ ระหว่างคลองนครบาล หรือคลองวัดแจ้ง กับพระราชวังเดิม ตำบลวัดอรุณ อำเภอบางกอกใหญ่ จังหวัดธนบุรีวัดอรุณราชวราราม เป็นวัดโบราณ สร้างมาแต่ครั้งสมัยอยุธยา เดิมเรียกว่า "วัดมะกอก" ภายหลังเปลี่ยนเป็น "วัดมะกอกนอก" แล้วเปลี่ยนเป็น "วัดแจ้ง","วัดอรุณราชธาราม" และ "วัดอรุณราชวราราม" โดยลำดับ ปัจจุบันเรียก "วัดอรุณราชวราราม" มูลเหตุที่เรียกชื่อวัดนี้มาแต่เดิมว่า "วัดมะกอก" นั้น สันนิษฐานว่า คงจะเรียกคล้ายตามชื่อตำบลที่ตั้งวัด ซึ่งสมัยก่อนมี ชื่อเรียกว่า "บางมะกอก" เมื่อนำมาเรียกรวมกับคำว่า "วัด" ในตอนแรก ๆ คงเรียกว่า "วัดบางมะกอก" ภายหลังเสียงหดลง คงเรียกสั้น ๆ ว่า "วัดมะกอก" ตามคติเรียก ชื่อวัดไทยในสมัยโบราณ เพราะชื่อวัดที่แท้จริงมักจะไม่มี จึงเรียกชื่อวัดตามตำบลที่ตั้ง เช่น วัดบางลำพู, วัดปากน้ำ เป็นต้น ต่อมาเมื่อได้สร้างวัดขึ้นอีกวัดหนึ่งในตำบลเดียวกันนี้ แต่อยู่ลึกเข้าไปในคลองบางกอกใหญ่ ชาวบ้านเรียกชื่อวัดที่สร้างใหม่ว่า "วัดมะกอกใน" แล้วเลยเรียกวัดมะกอกเดิม ซึ่งอยู่ปากคลองบางกอกใหญ่ว่า "วัดมะกอกนอก" เพื่อให้ทราบว่าเป็นคนละวัดกัน

      ส่วนที่เปลี่ยนเป็นเรียกว่า "วัดแจ้ง" นั้น เล่ากันว่า เมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ทรงกอบกู้ กรุงศรีอยุธยาสำเร็จเรียบร้อยในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ แล้ว มีพระราชประสงค์จะย้ายราชธานีมาตั้ง ณ กรุงธนบุรี จึงเสด็จกรีฑาพลล่องมาทางชลมารคพอถึงหน้าวัดนี้ก็ได้เวลาอรุณ หรือรุ่งแจ้งพอดี ทรงพระราชดำริเห็นเป็นอุดมมหามงคลฤกษ์ จึงโปรดให้เทียบเรือพระที่นั่งที่ท่าน้ำ เสด็จขึ้นไปทรงสักการะบูชาพระมหาธาตุ ขณะนั้นสูงประมาณ ๘ วา ซึ่งประดิษฐานอยู่ริมฝั่งแม่น้ำหน้าวัด แล้วเลยเสด็จประทับแรมที่ศาลาการเปรียญใกล้ร่มโพธิ์ ต่อมาได้โปรดให้บูรณะปฏิสังขรณ์วัด แล้วเปลี่ยนชื่อเสียใหม่เป็น"วัดแจ้ง" เพื่อให้เหมาะสมกับเหตุการณ์ วัดอรุณราชวราราม

ชื่อ "วัดแจ้ง" นี้ มีเรื่องสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทูลสมเด็จฯ กรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ไว้ว่า "หม่อมฉันเคยเห็นแผนที่เมืองธนบุรีที่ฝรั่งเศสทำเมื่อรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ ในแผนที่นั้นมีแต่วัดเลียบกับวัดแจ้ง เวลานั้นยังเป็นชานป้อมใหญ่ ซึ่งอยู่ราวโรงเรียนราชินี เพราะฉะนั้นวัดโพธิ์เป็นวัดสร้างเมื่อล่วงรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มาแล้ว วัดอรุณราชวราราม

-         พระประธานภายในพระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม

-         ภาพเขียนฝาผนังภายในพระอุโบสถของวัดอรุณราชวราราม

       จากหลักฐานนี้ อาจสันนิษฐานได้ว่า วัดแจ้งมีมาก่อนที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจะทรงย้ายราชธานีมายังกรุงธนบุรี ตามเรื่องที่ได้กล่าวมาแล้วและชาวฝรั่งเศสผู้ได้ทำแผนที่เมืองธนบุรีในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชคือ เรือเอก เดอ ฟอร์ปัง กับนายช่าง เดอ ลามาร์ การปฏิสังขรณ์วัดที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ทรงกระทำมา ตั้งแต่ครั้งยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร และยังทรงประทับอยู่ที่พระราชวังเดิมนั้น ได้สำเร็จลงไปต้นปีมะโรง พ.ศ. ๒๓๖๓ สมัยรัชกาลที่ ๒ จึงโปรดเกล้าฯ ให้มีการฉลองแล้วพระราชทานชื่อวัดใหม่ว่า "วัดอรุณราชวราราม" ถึงรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าให้บูรณะปฏิสังขรณ์เพิ่มเติมอีก แล้วทรงเปลี่ยนชื่อวัดเป็น "วัดอรุณราชวราราม" ดังที่เรียกกันจนถึงทุกวันนี้.

-         วัดอรุณราชวรารามในยามค่ำคืน

ขอขอบคุณ

-           กองกิจการพลเรือนทหารเรือ