นราธิวาส  ­­­เยือนเมือง ๑๐๐ปี วันนี้ยังน่าเที่ยว

ถ้าหากจะพูดถึงเรื่องของการท่องเที่ยวในจังหวัดนราธิวาสแล้วอาจจะเป็นจังหวัดที่นักท่องเที่ยวไม่ค่อยจะพูดถึงกันเท่าไหร่นัก คงจะเป็นเพราะจังหวัดนราธิวาส มีพื้นที่ตั้งอยู่สุดเขตประเทศไทยทางด้านทิศใต้ ระยะทางห่างจากกรุงเทพฯ 1,149 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าไกลเอาการอยู่เหมือนกัน หรืออาจเป็นเพราะข่าวคราวความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่สื่อต่างๆ พากันประโคมข่าวถึงความรุนแรงที่แว่วมาให้ได้ยินกันอยู่เกือบทุกวัน ทำให้จังหวัดนราธิวาสไม่ต่างอะไรกับจังหวัดที่ถูกลืม โดยเฉพาะในเรื่องของการท่องเที่ยว

แต่นักท่องเที่ยวอาจจะลืมคิดไปว่าจังหวัดนราธิวาสมีสิ่งที่น่าสนใจซุกซ่อนอยู่มากมาย พร้อมสมบัติทางวัฒนธรรมอันล้ำค่ารอเวลาให้นักท่องเที่ยวมาชื่นชม ซึ่งนอกจากสิ่งที่ซุกช่อนอยู่ในจังหวัดนราธิวาส หลายคนอาจจะลืมไปแล้วว่า พระศรีนรารัฐราชกิริณีฯ ช้างพังเผือกในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ก็มาจากเทือกเขากือซาในอำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ขณะทรงเสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยมเยือนพสกนิกรของพระองค์ทางภาคใต้ภาพที่พระองค์ทรงพิงพระวรกายอยู่ที่ล้อรถจิ๊ปที่กำลังติดหล่มอยู่นั้นก็ถ่ายที่จังหวัดนราธิวาส เช่นกัน

ในช่วงกลางเดือนกันยายน ที่ผ่านมาผมได้รับการเชิญชวนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนราธิวาส ให้เดินทางไปร่วมงานฉลองครบรอบ 100 ปี งานของดีเมืองนราฯ สำหรับกิจกรรมภายในงานประกอบไปด้วย งานวันลองกอง และมีการจัดนิทรรศการวิชาการ และกิจกรรมการแข่งขันต่างๆ เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ภายใต้หัวข้อ ๑๐๐ ปี ร้อยดวงใจชาวนราฯ เทิดไท้ ๖๐ พรรษา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร

การแสดงการต่อยอดการดำเนินงานศิลปาชีพ และงานกระจูดในพื้นที่นราธิวาส งานแข่งขันเรือกอและเรือยาว เรือยอกองและเรือคชสีห์ ชิงถ้วยพระราชทานหน้าพระที่นั่ง รวมทั้งงานแข่งขันนกเขาชวาเสียงอาเซียนเป็นต้น ซึ่งมีชาวต่างชาติจากหลากหลายประเทศเพื่อนบ้านได้แก่ มาเลเซีย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย ฯลฯ ได้ส่งนกเขาชวาเข้าร่วมการแข่งขัน รวมทั้งส่งเรือเข้าร่วมแข่งขันฝีพายหน้าพระที่นั่งด้วยเช่นกัน


­หลังจบงานก่อนที่จะเดินทางกลับกรุงเทพฯผมก็เลยถือโอกาสเดินทางท่องเที่ยวไปตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ในจังหวัดนราธิวาสโดยเริ่มต้นกันที่

พระพุทธทักษิณมิ่งมงคล ตั้งอยู่บนเนื้อที่ประมาณ 142 ไร่ ห่างจากศาลากลางจังหวัดนราธิวาส ไปตามถนนสายนราธิวาส-ระแงะ ระยะทาง  9 กม. องค์พระพุทธทักษิณมิ่งมงคลประดิษฐานเด่นเป็นสง่าอยู่บนเนินเขา ณ วัดเขากงมงคลมิ่งมิตรประดิษฐาราม ต.ลำภู อ.เมือง จ.นราธิวาส สร้างขึ้นในระหว่างปี พ.ศ. 2509-2512


 พระพุทธทักษิณมิ่งมงคลเป็นพระพุทธรูปปางปฐมเทศนาถือว่า เป็นพระพุทธรูปประทับขัดสมาธิเพชร พระหัตถ์ขวายกจีบเสมอพระอุระ พระหัตถ์ซ้ายวางหงาย ประดิษฐานกลางแจ้ง นับว่าเป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ สร้างขึ้นด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กประดับด้วยกระเบื้องโมเสคสีทองทั้งองค์ หน้าตักกว้าง 17 เมตร สูงจากฐานถึงยอดพระเกศบัวตูม 9 เมตร สูงจากระดับดินรอบเนินเขาจดพระเกศบัวตูม 28.30 เมตร

ศาลเจ้าโก้วเล่งจี่  แต่ดั้งเดิมศาลเจ้าแห่งนี้สร้างด้วยไม้ เมื่อ พ.ศ. 2457 โดยตั้งอยู่บนพื้นที่ของวัดบางนรา ซึ่งมีอาณาเขตครอบคลุมเขามงคลพิพิธ  ชาวไทยเชื้อสายจีนที่อาศัยในตัวเมืองได้มีความเคารพนับถือศาลเจ้าแห่งนี้มาก จึงได้ร่วมกันบูรณะและสร้างศาลแห่งนี้ใหม่เป็นปูนเหมือนที่เห็นในปัจจุบัน เมื่อปี พ.ศ. 2499


ศาลเจ้าโก้งเล้งจี่ มีความโดดเด่นที่บริเวณทางเข้าเป็นชัยภูมิที่เป็นมงคล ถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ยและเป็นส่วนหนึ่งของเศียรมังกรหันหน้าออกสู่ทะเล  ภายในศาลเจ้าได้จัดจำลองรูปเหมือนองค์เทพเจ้า หลายองค์ อาทิ พระยูไล พระอรหันต์จี้กง เทพเจ้ากวนอู เจ้าพ่อเสือ องค์เห้งเจีย เจ้าแม่กวนอิม ฯลฯ กล่าวได้ว่าศาลเจ้าโก้งเล้งจี่ มีองค์จำลองขององค์พระและเทพเจ้ามากที่สุดในจังหวัดนราธิวาส  นอกจากนี้ผนังภายในศาลเจ้า ได้ปั้นองค์เทพเจ้าต่างๆ ประกอบลวดลายศิลปะจีนอย่างสวยงาม ส่วนผนังภายนอก เป็นปูนปั้นบอกเล่าเรื่องราวทางขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรม ตามตำนานพงศาวดารจีน เป็นศิลปะปูนปั้นนูนสูงที่มีความวิจิตรสวยงามมาก หาชมได้ยากในยุคปัจจุบัน

ศาลเจ้าโก้วเล้งจี่ ได้จัดงานฉลองครบรอบ 10 ปี ที่ได้สร้างศาลใหม่ แทนหลังเดิมซึ่งเป็นไม้ เมื่อวันที่ 2-4 สิงหาคม 2509 มีการแห่พระ ลุยไฟ เชิดสิงโต รอบตัวเมืองนราธิวาส และได้นิมนต์ พระครูวิสัยโสภณ "พระอาจารย์ทิม" วัดช้างให้ ขึ้นบนเขามงคลพิพิธ เจิมรูปเหมือน หลวงปู่ทวด  วัดช้างให้ ที่ประดิษฐานอยู่บนเขา รวมทั้งรุปเหมือนที่อยู่ภายในศาลเจ้าโก้วเล้งจี่  ปัจจุบันนักท่องเที่ยวที่มาสักการะศาลเจ้าโก้วเล้งจี่ สามารถเดินผ่านประตูด้านข้างศาลเจ้าฯ ไปยังพื้นที่ประดิษฐาน องค์พระศรีคเณศ พระพิฆเนศ ณ นราธิวาส ได้

องค์พระศรีคเณศ พระพิฆเนศ ณ นราธิวาส ตั้งอยู่ใน อ.เมือง นราธิวาส ติดกับศาลเจ้าโก้วเล่งจี่ โดยสร้างขึ้นจากความคิดริเริ่มของคุณอินดาร์แซล บุศรี ชาวฮินดูนายห้างเจ้าของกิจการ "ร้านดีวรรณพาณิชย์" ผู้จำหน่ายผ้ารายใหญ่ในเมืองนราธิวาส องค์พระพิฆเนศ สร้างขึ้นมาจากความเลื่อมใสศรัทธา และเพื่อตอบแทนบุญคุณแผ่นดินไทย องค์พระศรีคเณศ พระพิฆเนศ ณ นราธิวาส มีขนาดหน้าตักกว้าง 7 เมตร สูงถึง 16 เมตร ใช้เวลาในการก่อสร้างนานกว่า 9 ปี โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546- 2555

องค์พระพิฆเนศ ประทับนั่งในท่าลลิตาสนะ สวมศิลาภรณ์ (มงกุฎ) ประดับโมเสดแก้วหลากสี งวงเยื้องไปทางขวาและกลับเวียนมาทางซ้ายขององค์พระ เหนือพระนาคี มีสายธุรำ เป็นงูแผ่พังพานอยู่ใต้พระถันซ้ายมี 4 กร พระหัตถ์ขวาบนถือดอกบัว พระหัตถ์ด้านขวาล่างแสดงท่าประทานพร พระหัตถ์ซ้ายบนถือปรศุ (ขวาน) พระหัตถ์ซ้ายล่างถือชามขนมโมทกะ งอพระชานุซ้ายวางราบบนพระเพลา ห้อยพระบาทขวาลงสู่เบื้องล่างบนฐานดอกบัว ห่มพัสตราภรณ์ลักษณะนุ่งแบบอินเดีย มีแท่นประทับอยู่บนดอกบัวภายในบริเวณเทวสถานยังมีวิหารหนุมาน และวิหารไสบาบา ออกแบบและดูแลงานก่อสร้างโดย ผศ.เจริญชัย ตันครองจันทร์

มัสยิดกลาง ตั้งอยู่ที่บ้านบางนรา ก่อนถึงหาดนราทัศน์ เป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจของชาวไทยที่นับถือศาสนาอิสลาม

มัสยิดกลางนราธิวาสนี้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2524 เป็นมัสยิดกลางประจำจังหวัดแห่งที่ 2 สร้างเป็นอาคาร 3 ชั้น แบบอาหรับ ชั้นล่างจะเป็นห้องประชุมใหญ่ ห้องทำละหมาดอยู่ 2 ชั้นบน ยอดเป็นโดมขนาดใหญ่ มีหอสูงสำหรับส่งสัญญาณอาซานเรียกชาวมุสลิมเข้ามาเพื่อประกอบพิธีละหมาด

เที่ยววัดวาอาราม มัสยิด ในตัวเมือง กันมาแล้วลองมาเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวในเมืองนราธิวาสกันดูบ้างโดยเริ่มต้นกันที่

หาดนราทัศน์ หาดทรายขาวสวยงามติดอันดับต้นๆของไทยโดยชายหาดมีความยาวประมาณ 5 กิโลเมตร ไปสิ้นสุดที่ปลายแหลมด้านปากแม่น้ำบางนรา ซึ่งใช้เป็นสถานที่จัดการแข่งขันเรือกอและที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี  แนวต้นสนทะเลที่ขึ้นเรียงรายอย่างหนาแน่นทำให้บรรยากาศริมทะเลร่มรื่นมาก

ชาวนราธิวาสนิยมมาพักผ่อนหย่อนใจกันที่ชายหาดแห่งนี้ และใกล้ๆ กันมีหมู่บ้านชาวประมงตั้งกระจัดกระจายตามริมแม่น้ำบางนราและบริเวณเวิ้งอ่าวมีเรือกอและของชาวประมงจอดหลบลมกันอยู่มากมายในยามเช้าจะเห็นชาวนราธิวาสเดินทางมาออกกำลังกายกันเป็นประจำทุกวัน จากหาดนราทัศน์เดินทางต่อมายัง

อ่าวมะนาว เป็นชายหาดที่ยาวต่อเนื่องจากชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของจังหวัดปัตตานี  เป็นโค้งอ่าวเชื่อมต่อกัน ยาวประมาณ 4  กิโลเมตร มีโขดหินคั่นสลับโค้งหาดเป็นระยะ ด้านหนึ่งติดพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ 

บริเวณริมหาดมีสวนรุกขชาติ และทิวสนร่มรื่น เหมาะแก่การพักผ่อน มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติป่าชายหาด (beach forest) ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร พันธุ์ไม้ที่พบจะเป็นไม้ที่ชอบความแห้งแล้ง เช่น จักทะเล, มะนาวผี, เตยทะเล (ผลมีหน้าตาคล้ายสับปะรด) เป็นต้น หากใครอยากพักค้างคืนก็มีบ้านพักของทางวนอุทยานฯ ให้บริการอีกด้วยครับ

จากตัวเมืองนราธิวาสเราเดินทางมุ่งหน้าสู่ อำเภอตากใบ ไปเที่ยวกันต่อครับ ที่อำเภอตากใบมีที่ท่องเที่ยวน่าสนใจหลายแห่งดังนี้

วัดชลธาราสิงเห หรือ วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย เป็นวัดเก่าแก่ ตั้งอยู่หมู่ 3 ตำบลเจ๊ะเห ห่างจากตลาดอำเภอตากใบแยกซ้ายประมาณ 100 เมตร เดิมชื่อวัด ท่าพรุ หรือวัดเจ๊ะเห สร้างเมื่อ พ.ศ. 2403 ในปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก่อนตั้งอำเภอตากใบ 49 ปี

ในสมัยดินแดนตากใบยังอยู่ในความดูแลของรัฐกลันตัน ท่านพระครูโอภาสพุทธคุณ (พุด) เป็นผู้เริ่มก่อตั้งวัดนี้ขึ้น โดยต้องไปขอที่ดินเพื่อที่จะสร้างวัดจาก พระยาเดชานุชิต ซึ่งดำรงตำแหน่งพระยาปกครองรัฐกลันตัน วัดนี้ยังมีความสำคัญเกี่ยวข้องกับดินแดนตากใบในช่วงกำหนดเขตดินแดนระหว่างประเทศสยามกับรัฐมลายูซึ่งอยู่ใต้การปกครองของอังกฤษในขณะนั้น ฝ่ายไทยโดยพระปรีชาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงทักท้วงฝ่ายอังกฤษในข้อเหตุผลว่า วัดชลธาราสิงเห เป็นวัดไทย มีศิลปะและโบราณสถาน อันเป็นมรดกทางพระพุทธศาสนา ดินแดนแถบนี้จึงควรอยู่ภายใต้การพิทักษ์รักษาของประเทศไทย เป็นผลให้อังกฤษยอมรับฟังเหตุผล โดยได้กำหนดเอาแม่น้ำตากใบและแม่น้ำสุไหงโก-ลก เป็นเส้นแบ่งเขตแดน

จากเหตุการณ์ประวัตศาสตร์ดังกล่าวส่งผลให้พื้นที่ 4 อำเภอชายแดน (ตากใบ สุไหงโกลก สุไหงปาดี แว้ง) ของสยามในขณะนั้นไม่ต้องตกเป็นของต่างชาติมาตราบเท่าทุกวันนี้ สมญานามวัดพิทักษ์แผ่นดินไทย ในบริเวณวัดชลธาราสิงเห จึงมีที่มาจากเหตุการณ์ดังกล่าว

เราเดินเท้ามาพักร้อนที่บริเวณท่าน้ำ เบื้องหน้าเราคือพลับพลาที่ประทับรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งประพาสมลฑลทักษิณ ศาลาที่เห็นในปัจจุบันสร้างขึ้นทดแทนหลังเดิมที่ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา แต่ยังคงรูปแบบและศิลปะดั้งเดิมเอาไว้

วัดชลธาราสิงเห มีสิ่งก่อสร้างทางพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศิลปะแบบไทยทางภาคใต้เป็นจุดเด่นและงดงามหลายชิ้นอยู่ในโบสถ์เก่าซึ่งสร้างขึ้น ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีภาพจิตรกรรมฝาผนัง ซึ่งเขียนโดยพระภิกษุชาวสงขลา

ภาพเหล่านั้นได้ถ่ายทอดรูปแบบชีวิตวัฒนธรรม และความเป็นอยู่ท้องถิ่นภาคใต้ไว้เด่นชัดและน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังมีศาลาธรรมอีกหลังหนึ่ง เป็นศิลปะแบบใต้ผสมกับสถาปัตยกรรมแบบจีนแปลกตา และในวิหารเก่าด้านหลังวัดยังมีประติมากรรม รูปปั้นรูปพระนารายณ์ 4 กร พระพุทธไสยาสน์ซึ่งมีพญานาคอีก 2 ตน อยู่ใกล้ ๆ ประติมากรรมดังกล่าว ซึ่งยังกำหนดยุคและสมัยที่เริ่มก่อสร้างไม่ได้แน่ชัด และจากวัดชลธาราสิงเห ไปอีก 150 เมตร มีสะพานปูนใหม่และสะพานไม้เก่าความยาว 345 เมตรชื่อ สะพานคอย 100 ปีทอดขนานข้ามแม่น้ำตากใบไปยังเกาะยาว

ซึ่งทางด้านตะวันออกของเกาะจะติดกับทะเล มีหาดทรายสวยงามความยาวหลาย 100 เมตร บรรยากาศเงียบสงบ ภายในหมู่บ้านมีมัสยิดสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา กำลังอยู่ในระหว่างก่อสร้าง ชาวบ้านบนเกาะยาวเป็นชาวไทยมุสลิมประกอบอาชีพประมง และ สวนมะพร้าวเป็นอาชีพหลัก

มัสยิด 300 ปี (มัสยิดตะโละมาเนาะหรือ มัสยิดวาดีลอัลฮูเซ็น) ตั้งอยู่ที่บ้านตะโละมาเนาะ ตำบลลุโบะสาวอ ห่างจากจังหวัดนราธิวาส 25 กม. และห่างจากอำเภอบาเจาะประมาณ 4 กม. ตามทางหลวงหมายเลข 42  มัสยิดแห่งนี้สร้างจากไม้ตะเคียนทั้งหลัง มีลักษณะพิเศษคือสร้างแบบศิลปะไทยพื้นเมือง ผสมกับศิลปะแบบจีน และแบบมลายู เป็นอาคาร 2 หลังติดต่อกัน

ส่วนที่เด่นที่สุดคือตัวหลังคาซึ่งเป็นศิลปะแบบจีน และแบบมลายูส่วนหลังคาหลังที่ 2 จะมีจั่วอยู่บนหลังคา และมีฐานบัวหงายรองจั่วอยู่บนหลังคาอีกชั้นหนึ่ง ส่วนฝาผนังจะเป็นแบบไทยพื้นเมือง ใช้ไม้ทั้งแผ่นเป็นฝา แล้วเจาะฝาเป็นหน้าต่าง และช่องลมมีลวดลายต่างๆ เช่น รูปใบไม้และดอกไม้สลับกับลายจีน นับว่าเป็นความสามารถ ของจิตรกรผู้ออกแบบ ที่สามารถประยุกต์ศิลปะ 3 รูปแบบเข้าด้วยกันอย่างงดงาม และลงตัว ปัจจุบันมัสยิดแห่งนี้ยังใช้เป็นสถานประกอบศาสนกิจของชาวมุสลิม หากต้องการเข้าชมภายในต้องได้รับอนุญาตจากโต๊ะอิหม่ามประจำหมู่บ้าน โดยทั่วไปเข้าชมได้บริเวณภายนอกเท่านั้น นอกจากนั้นหมู่บ้านตะโละมาเนาะในอดีตยังเป็นแหล่งผลิตคัมภีร์อัลกุรอานที่เขียนด้วยมือ

น้ำตกปาโจ ตั้งอยู่ที่บ้านปาโจ ตำบลบาเจาะ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาสเป็นน้ำตกใหญ่ที่มีน้ำตลอดปี แต่ในหน้าแล้งน้ำค่อนข้างน้อย มีความสูงประมาณ 60 เมตร มีทางขึ้นไปสู่ต้นน้ำเป็นชั้นๆ รวม 9 ชั้น

นับว่าเป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดและสวยงามแห่งหนึ่งของภาคใต้ สถานที่แห่งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระราชินีฯรวมไปถึงพระราชโอรส พระราชธิดา ก็ยังได้เสด็จมายังน้ำตกแห่งนี้ น้ำตกปาโจจึงถือได้ว่าเป็นน้ำตกประวัติศาสตร์อีกแห่งหนึ่งของภาคใต้ครับ

น้ำตกปาโจ เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติบูโด - สุไหงปาดี มีพื้นที่คลอบคลุมอยู่ในท้องที่อำเภอบาเจาะ อำเภอยี่งอ อำเภอระแง อำเภอรือเสาะ อำเภอสุไหงปาดี อำเภอจะแนะ อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส อำเภอรามัน จังหวัดยะลา และอำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานี

จุดสนใจอีกอย่างหนึ่งของน้ำตกแห่งนี้คือการมี ใบไม้สีทองหรือ ย่านดาโอ๊ะ พันธุ์ไม้ชนิดนี้ถูกค้นพบเป็นครั้งแรกในโลกที่นี่ เมื่อปี พ.ศ. 2531 ใบไม้สีทองเป็นไม้เลื้อย มีลักษณะใบคล้ายใบชงโคหรือใบเสี้ยว แต่มีขนาดใหญ่กว่ามาก บางใบใหญ่กว่าฝ่ามือเสียอีก มีขอบหยักเว้าเข้าทั้งที่โคนใบ และปลายใบ ลักษณะคล้ายวงรีสองอันอยู่ติดกัน ทุกส่วนของใบจะปกคลุมด้วยขนกำมะหยี่เนียนนุ่ม มีสีทองหรือสีทองแดงเหลือบรุ้งเป็นประกายงดงามยามต้องแสงอาทิตย์ สามารถมองเห็นได้จากระยะไกล และยังมีพันธุ์ไม้ที่สำคัญหายาก มีราคาแพง และกำลังจะสูญพันธุ์ คือ หวายตะค้าทอง

พิพิธภัณฑ์ขุนละหาร ก่อตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2552 และเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 กรกฏาคม 2555 เป็นพิพิธภัณฑ์ของเอกชน ในพื้นที่บ้านของผู้ใหญ่รัศมินทร์ นิติธรรม ตั้งอยู่ที่ บ้านเลขที่ 60/4 หมู่ 7 ตำบลละหาร อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส

สิ่งของที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เป็นของที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษและบางส่วนเป็นของที่ชาวบ้านมอบให้เพื่อจัดแสดง พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ จัดแสดงทั้งหมด 6 ห้อง คือ

1 ห้องภูมิหลัง ที่จัดแสดงเครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องปั้นดินเผาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์สมัยลังกาสุกะ

2 ห้องเครื่องใช้ไม้สอย จัดแสดงเครื่องใช้ที่มีใช้ในหมู่คนมลายูในชายแดนใต้ เช่น เครื่องทองเหลือง เป็นต้น

3  ห้องพิธีกรรม จัดแสดงอุปกรณ์ในการแห่นก มะโย่ง และแม่พิมพ์ขนม เป็นต้น

4 ห้องสายน้ำ จัดแสดงวัสดุอุปกรณ์การประกอบอาชีพประมงมั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม ในสมัยก่อน

5 ห้องศาสตรวุธ จัดแสดงศาสตราวุธชาวมลายูในอดีต เช่น กริช ดาบ และกระบี่ ที่ขุนละหาร ประชาเชษฐ์  ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 5 ภายในห้องยังจัดแสดง ลวดลายพื้นเมืองที่บิดาของผู้ใหญ่รัศมินทร์ ได้คัดลอกลวดลายเก็บไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 กว่า 200 ลวดลาย เป็นต้น

6 ห้องนันทนาการ จัดแสดงวัสดุ อุปกรณ์สำหรับการนันทนาการของชาวมลายูในอดีต เช่น ที่ดักนกคุ่ม กรงตั๊กแตนประชันเสียง

ซึ่งสิ่งของโบราณต่างๆ ในห้องจัดแสดงทั้งหมดหาดูไม่ได้ง่ายๆในสมัยนี้ ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นขุนละหาร ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มีคณะนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ เข้ามาศึกษาเรียนรู้วัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ฮาลา - บาลา เป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ของประเทศไทยเป็นแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย โดยได้รับการประกาศจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อ ปี พ.ศ. 2539 มีพื้นที่ประมาณ 270,725 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ทิวเขาสันกาลาคีรี ป่าฮาลาและป่าบาลาเป็นผืนป่าดงดิบที่ไม่ต่อเนื่องกัน แต่ได้รับการประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเดียวกัน คือ ป่าฮาลา ในเขตอำเภอเบตง จังหวัดยะลา และ อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส ส่วนป่าบาลามีพื้นที่ครอบคลุม อำเภอแว้ง และอำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส

 

โดยส่วนที่เปิดให้ประชาชนเข้าไปศึกษาธรรมชาติได้ จะเป็นพื้นที่ของป่าบาลาเท่านั้น สำหรับฤดูกาลที่เหมาะแก่การไปศึกษาธรรมชาติที่นี่คือตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ไปจนถึงเดือนกันยายน ซึ่งจะมีฝนตกลงมาไม่มากเกินไปนัก และก่อนที่จะเดินทางกลับแวะซื้อข้าวเกรียบที่ทำมาจากปลาทู หรือที่ชาวนราฯ เรียกกันว่า กือโป๊ะ ของฝากมีชื่อเสียงของจังหวัดนราธิวาส ติดไม้ติดมือกลับมาฝากคนทางบ้าน

ต้องขอบอกว่าเป็นข้าวเกรียบปลาอร่อยที่สุดในชีวิตตั้งแต่กินข้าวเกรียบปลามาก็ว่าได้ ลุงหนวดไอดู เค้าการันตีส่วนลองกองตันหยงมัส ผลไม้ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดนราธิวาสก็กำลังสุกงอมทยอยออกสู่ตลาดแล้ว กว่าที่ท่านผู้อ่านจะได้ยลโฉม idotravellers ฉบับที่ 66 คงปลายช่วงลองกองตันหยงมัสแล้ว รอฤดูกาลหน้า ไม่ผิดหวังครับ

www.idotravellers.com ฉบับที่ 66 นี้ อยากจะใคร่ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาเยี่ยมเยือนเมืองนราธิวาสกันบ้าง เพราะเมืองนราธิวาสยังมีอะไรดีๆ ที่ซุกซ่อนอยู่อีกมากมาย เที่ยว 3 จังหวัดชายแดนใต้แบบสบายๆไม่อันตรายอย่างที่หลายคนคิด­­­­­..วันนี้นราธิวาสยังน่าเที่ยวครับ

ขอขอบคุณ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนราธิวาส ผู้ที่ให้การสนับสนุนการเดินทางในครั้งนี้