วันที่สองของการเดินทาง
และก่อนที่จะออกเดินทางท่องเที่ยวในจังหวัดปัตตานีคณะของเราแวะถ่ายรูปบรรยากาศยามเช้ากันที่มัสยิดกลางปัตตานี

- มัสยิดกลางปัตตานี
จากนั้นจึงออกเดินทางท่องเที่ยวกันต่อไปในจ.ปัตตานี
สำหรับแหล่งท่องเที่ยวในวันที่สองของการเดินทางที่สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดปัตตานีพาผมและคณะผู้ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยวเดินทางมาสำรวจต่อมาก็คือเมืองโบราณยะรัง


สำหรับเมืองโบราณยะรัง ตั้งอยู่ในอำเภอระยัง จังหวัดปัตตานีเป็นชุมชนสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในภาคใต้ของประเทศไทยและเชื่อว่าเป็นที่ตั้งอาณาจักรโบราณที่มีชื่อว่า“ลังกาสุกะ” ตามที่มีหลักฐานปรากฏในเอกสารของจีน, ชวา,มลายูและอาหรับลักษณะของเมืองโบราณยะรังสันนิษฐานว่ามีผังเมืองเป็นรูปวงรีขนาดใหญ่ในพื้นที่ประมาณ9ตารางกิโลเมตรเป็นเมืองที่มีการสร้างทับซ้อนกันถึง3เมืองขยายตัวเชื่อมต่อกัน



- ภายในเมืองโบราณยะรัง
จากนั้นจึงเดินทางต่อมายังวังยะหริ่ง เป็น1ในวัง7หัวเมืองซึ่งยังคงมีความสมบูรณ์ที่สุดในปัตตานีวังแห่งนี้ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ ๑ ตำบลยามูอำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานีสร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ2438ในสมัยรัชกาลที่5โดย พระยาพิพิธ เสนามาตยาธิบดีศรีสุรสงคราม (นิโวะอับดุลละบุตร)ลักษณะเป็นเรือนไม้กึ่งปูนสีเขียวสบายตารูปทรงสไตล์ยุโรปผสมผสานศิลปกรรมพื้นเมืองและชวาอาคารทรงโปร่งลวดลายฉลุประดับประดาอย่างอ่อนหวานภายในประกอบด้วยห้องหับต่างๆหลายห้องใช้เป็นที่เก็บรักษาเครื่องถ้วย,โถ,โอชามในสมัยรัชกาลที่5ซึ่งได้ถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี

- ถ่ายภาพร่วมกันด้านหน้าของวังยะหริ่ง


- ภายในของวังยะหริ่ง
จากวังยะหริ่ง เดินทางต่อมายังวังพิพิธภักดี


วังพิพิธภักดี ตั้งอยู่ในอ.สายบุรีตรงข้ามกับวังสายบุรีสืบเนื่องมาจากพระพิพิธภักดีได้มาหลงรักหลานสาวพระยาสุริยสุนทรรบวรภักดีบุตรชายของเจ้าเมืองยะหริ่งต่อมาเมื่อพระพิพิธภักดีได้แต่งงานกับหลานสาวพระยาสุริยสุนทรบวรภักดี จึงได้สร้างวังพิพิธภักดีเป็นเรือนหออยู่ใกล้ๆกับวังสายบุรีนั่นเอง วังพิพิธภักดีมีลักษณะเป็นอาคารไม้2 ชั้น โดยฝิมือช่างท้องถิ่นเป็นผู้สร้างโดยนำศิลปะแบบตะวันตกและศิลปะของท้องถิ่นมาผสมผสานกันคือมีหน้ามุขแบบตะวันตกลูกกรงบันไดเป็นลายปูนปั้นรูปดอกไม้ลักษณะเด่นอีกประการหนึ่งคือผนังกั้นห้องภายในอาคารเป็นผนังโค้งอิทธิพลศิลปตะวันตกโดยมีช่องลมเป็นลวดลายพรรณพฤกษาอิทธิพลศิลปะชวา ปัจจุบันวังพิพิธภักดียังคงมีสภาพสมบูรณ์ โดยได้มีการบูรณะตกแต่งวังหลังนี้ให้คงอยู่ในสภาพเดิม วังพิพิธภักดีจึงเป็นวังอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดปัตตานีที่ยังคงความงดงามและสมบูรณ์แบบมาจนถึงทุกวันนี้

- ภายในของวังพิพิธภักดี

- สุภาพสตรีชาวไทย-มุสลิมมาศึกษาหาความรู้กันภายในวังพิพิธภักดี
จากนั้นจึงเดินทางต่อมายังวังจะบังติกอ


- ประตูทางเข้าวังเก่าจะบังติกอ
วังจะบังติกอ สร้างขึ้นในสมัยตนกูมูฮัมหมัด (พ.ศ.2388-2399) เชื้อสายราชวงศ์กลันตัน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองปัตตานี วังจะบังติกอตั้งอยู่ริมแม่น้ำปัตตานีตรงสามแยกตำบลจะบังติกอในเขตเทศบาลเมืองปัตตานีตัววังหันหน้าไปทางทิศตะวันออกบนเนื้อที่7ไร่ วังนี้สร้างขึ้นโดยสถาปนิกชาวจีนบริเวณโดยรอบวังถูกล้อมรอบไปด้วยกำแพงทึบก่ออิฐถือปูน ส่วนรูปทรงของวังเป็นบ้านชั้นเดียวขนาดใหญ่หลังคาทรงปั้นหยาหรือแบบลีมะตัวอาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ายกพื้นสูง1เมตร สร้างด้วยไม้ ภายในอาคารมีห้องโถงขนาดใหญ่ ใช้เป็นที่ทำงานของเจ้าเมือง ส่วนด้านหลังของห้องโถงจะเป็นที่อยู่อาศัยของภรรยาและบริวาร วังจะบังติกอใช้เป็นศูนย์กลางการปกครองในท้องถิ่นและเป็นที่อยู่อาศัยของเจ้าเมืองปัตตานีคนต่อๆมาได้แก่ตนกูปูเต๊ะบุตรชายคนโตของตนกูมูฮัมหมัด เมื่อตนกูปูเต๊ะถึงแก่กรรมบุตรชายได้ขึ้นเป็นเจ้าเมือง


- ภาพภายในวังเก่าจะบังติกอ
ต่อมาจนกระทั่งถึงสมัยตนกูอับดุลกอร์เดร์เจ้าเมืองคนสุดท้าย เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯให้จัดการปฎิรูปการปกครองทั้งประเทศ จึงได้ยุบเมืองต่างๆ ทั้ง 7 เมือง ได้แก่ เมืองปัตตานี,ยะหริ่ง,ยะลา,รามันห์,สายบุรี,ระแงะและหนองจิก รวมเป็นมณฑล เรียกว่า “มณฑลปัตตานี”ต่อมาวังซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางการปกครองก็เปลี่ยนสภาพไปกลายมาเป็นเพียงที่อยู่อาศัยของบุตรหลานและบรรดาเครือญาติฯสืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้ ปัจจุบันวังจะบังติกอมองดูจากลักษณะภายนอกมีสภาพทรุดโทรมไปตามกาลเวลาและถูกซ่อมแซมดัดแปลงจนแลดูเปลี่ยนแปลงไปมากแต่ภายในห้องหับยังคงสภาพเดิมใช้เป็นที่เก็บรักษาเครื่องถ้วย,โถ,โอชามในสมัยรัชกาลที่5ซึ่งได้ถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีตลอดจนกำแพงของวังยังคงสภาพเดิมอยู่จนถึงทุกวันนี้.
พาท่านผู้อ่านเที่ยววังกันมาหลายวังแล้วจากนี้ไปผมจะพาท่านผู้อ่านเดินทางมาเที่ยววัดกันบ้างน่ะครับโดยเริ่มต้นกันที่วัดมุจลินทวาปีวิหาร

- บริเวณด้านหน้าของวัดมุจลินทวาปีวิหารในยามค่ำคืน

- พระพุทธรูปปฏิมาประธานสมัยเชียงแสนภายในวัดมุจลินทวาปีวิหารในอ.หนองจิก จ.ปัตตานี
สำหรับวัดมุจลินทวาปีวิหารตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 8กิโลเมตรริมเส้นทางหลวงสายปัตตานี-โคกโพธิ์ ในเขตสุขาภิบาลอำเภอหนองจิกเป็นวัดเก่าแก่สร้างเมื่อพระยาวิเชียรภักดีศรีสงคราม ย้ายที่ว่าการอำเภอหนองจิกจากที่เก่ามาอยู่ที่ตำบลตุยงเมื่อ พ.ศ. 2388 เดิมมีชื่อว่า”วัดตุยง”ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่5ทรงเสด็จประพาสเมืองหนองจิกและทรงมีพระราชศรัทธาบริจาคเงินเพื่อก่อสร้างพระอุโบสถและทรงพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดมุจลินทวาปีวิหาร”ปัจจุบันเป็นอารามหลวงและมีการบูรณะพระอุโบสถให้อยู่ในสภาพที่มั่นคงสวยงามต่อมาเมื่อปีพ.ศ.2448สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จมาตรวจราชการทราบว่าภายในพระอุโบสถของวัดมุจลินทวาปีวิหารยังไม่มีพระประธานจึงทรงเป็นธุระในการแสวงหาทรงนำพระพุทธรูปศิลปกรรมสมัยเชียงแสน(สิงห์1)หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์มีขนาดหน้าตักกว้าง1เมตร4นิ้วได้ทรงรับสั่งให้พระยาเพชราภิบาลนฤเบศรเจ้าเมืองหนองจิกอัญเชิญมาจากกรุงเทพโดยทางเรือ

- รูปหล่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชภายในบริเวณวัดมุจลินทวาปีวิหาร
สำหรับจุดเด่นของวัดมุจลินทวาปีวิหารซึ่งภายวิหารใช้เป็นที่ประดิษฐานรูปเหมือนของอดีตเจ้าอาวาส 3 องค์ โดยเฉพาะพระราชพุทธรังษีหรือหลวงพ่อดำ เจ้าอาวาสองค์ที่ 5 ซึ่งประชาชนที่เคยได้ยินคุณความดีของหลวงพ่อต่างเลื่อมใสศรัทธาเดินทางมานมัสการสักการะบูชาอยู่เสมอจากนั้นจึงเดินทางต่อมายังวัดสุทธิกาวาส

- วัดสุทธิกาวาส
วัดสุทธิกาวาส หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “วัดสักขี” ตั้งอยู่ท่ามกลางหมู่บ้านของชาวไทยมุสลิมในเขตตำบละหารอำเภอสายบุรีห่างจากตัวอำเภอระยะทางประมาณ5กิโลเมตร วัดแห่งนี้เป็นวัดเก่าแก่สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นมาเมื่อประมาณ200กว่าปีในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายมีพื้นที่100ไร่ซึ่งเดิมทีพื้นที่ของวัดเคยเป็นของชาวไทยมุสลิมมาก่อน

- ทางเดินเท้าไปยังบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์


-บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์

-บันไดทางเดินเท้าขึ้นไปยังพระอุโบสถของวัดสุทธิกาวาส
ต่อมาได้ยกให้กับวัดภายในบริเวณวัดมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์นอกจากนี้ภายในบริเวณของวัดยังมีบันไดปูนเดินขึ้นเนินเขาประมาณ100ขั้นขึ้นไปยังวิหารเล็กๆบนเนินเขาภายในวิหารแห่งนี้ใช้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยก่อด้วยอิฐถือปูน3องค์ด้วยกันปัจจุบันวัดสักขีมีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษาอยู่5รูปด้วยกัน

- พระพุทธรูปปางมารวิชัยภายในวิหารวัดสักขี
วัดสำเภาเชย ตั้งอยู่หมู่ที่2ต.ปะนาเระอ.ปะนาะระจ.ปัตตานีอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอประมาณ500เมตรวัดสำเภาเชยสร้างขึ้นเมื่อพ.ศ2444ในสมัยรัชกาลที่5เจ้าอาวาสองค์เดิมชื่อศีลมงคล(อินทอง)ท่านเป็นชาวตำบลดอนอำเภอปะนาเระได้มรณะภาพลงเมื่อปีพ.ศ2554ปัจจุบันมีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษาอยู่ 4 รูป

- เจดีย์วัดสำเภาเชยในอ.ปานาเระ


พาท่านผู้อ่านเที่ยววัดและวังกันมามากแล้วลองแวะมาเที่ยวศาลเจ้าของคนไทยเชื้อสายจีนในจ.ปัตตานีกันดูบ้างน่ะครับโดยจะพาท่านผู้อ่านมายังศาลเจ้าพ่อเล่าเอี๊ยะกง

- บริเวณด้านหน้าศาลเจ้าพ่อเล่าเอี๊ยะกง
ศาลเจ้าพ่อเล่าเอี๊ยะกงตั้งอยู่ในตำบลตะลุบันอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี คืออีกความหลากหลายทางวัฒนธรรมและอีกหนึ่งความเชื่อของพี่น้องคนไทยเชื้อสายจีน ในจังหวัดปัตตานีที่สืบต่อทางวัฒนธรรมกันมายาวนานจนถึงทุกวันนี้โดยทุกปีในวันแรม 2 ค่ำและ3ค่ำเดือน3หรือขึ้น 15 ค่ำเดือนหนึ่งของจีนศาลเจ้าเล่าเอี๊ยะกงจะมีการจัดงานประเพณีสมโภชองค์เทพเจ้าเล่าเอี๊ยะกงเพื่อระลึกถึงการลอยทะเลมาขึ้นฝั่งขององค์พระภายในงานจะมีการแบกเกี้ยวหามองค์พรที่ประดิษฐานอยู่ในศาลเจ้า เพื่อลุยน้ำทะเลและลุยไฟเป็นการภายในศาลเจ้าตี่ฮู้อ่องเอี๊ยะองค์พระตี่ฮู้อ่องเอี๊ยะ แสดงถึงปาฏิหาริย์ ความศักดิ์สิทธิ์ และความอัศจรรย์ขององค์พระการยึดถือประเพณีงานสมโภชเจ้าพ่อเล่าเอี๊ยะกงในอ.สายบุรีนั้นเป็นสิ่งที่ดีงาม สมควรอนุรักษ์ประเพณีอันดีงามไว้ให้เยาวชนรุ่นหลังได้สืบสานประเพณีที่ดีงามต่อไป

ภายในศาลเจ้าพ่อเล่าเอี๊ยะกง


- ภาพภายในศาลเจ้าพ่อเล่าเอี๊ยะกง

- และนี่คือกระถางธูปหล่อด้วยทองเหลือง รัชกาลที่5ทรงพระราชทานไว้ให้แก่ศาลเจ้าพ่อเล่าเอี๊ยะกงเมื่อคราวเสด็จประพาสเมืองปัตตานีเมื่อ100กว่าปีผ่านมาสังเกตุที่กระถางธูปมีอักษรย่อ จปร.จำหลักอยู่
เดินทางมาท่องเที่ยวยังจ.ปัตตานีทั้งทีแล้วผมอยากจะให้ลองลิ้มชิมรสอาหารพื้นบ้านของชาวปัตตานีกันดูบ้างอาทิเช่น

- บูดูแกล้มด้วยผักสดอาหารขึ้นชื่อของปัตตานี

- ข้าวยำน้ำบูดูอาหารขึ้นชื่อของภาคใต้

- สะเต๊ะอาหารขึ้นชื่อของปัตตานี
และเมื่อเดินทางมาท่องเที่ยวยังจ.ปัตตานีแล้วก่อนเดินทางกลับอย่าลืมซื้อของฝากที่ขึ้นชื่อของจ.ปัตตานีติดไม้ติดมือไปฝากคนทางบ้านบ้าง ยกตัวอย่างเช่น

- ข้าวยำสำเร็จรูปของฝากจากปัตตานี


- เรือกอแระจำลองของฝากจากปัตตานี
จังหวัดปัตตานี “เมืองงามสามวัฒนธรรม”มีอะไรดีๆมากกว่าที่คิดชาวปัตตานียังคงรอคอยนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมเยือนอยู่เสมอครับ “เที่ยว3จังหวัดชายแดนใต้ไม่อันตรายอย่างที่คิด”

- ยินดีต้อนรับสู่เมืองปัตตานีครับ
ขอขอบคุณผู้ที่ให้การสนับสนุนการเดินทางในครั้งนี้
- คุณ ณรงค์ สังข์ประสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดปัตตานี โทรศัพท์ 073 460-115
- คุณ รดาจิรานนท์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดปัตตานี