ท่องเที่ยววิถีไทยพุทธ-มุสลิมที่ปัตตานี“เมืองงามสามวัฒนธรรม”
เรื่องและภาพโดย สุเทพ พวงมะโหด
เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาผมได้รับการเชิญชวนจากสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดปัตตานีให้ร่วมเดินทางไปกับคณะผู้ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยวจากภาคต่างๆทั่วประเทศไทยเดินทางลงไปสำรวจแหล่งท่องเที่ยวและศึกษาขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวไทยพุทธและไทยมุสลิมในจังหวัดปัตตานี เพื่อเป็นการส่งเสริมปีแห่งการท่องเที่ยววิถีไทยตามนโยบายของรัฐบาล สำหรับปัตตานีมีคำขวัญประจำจังหวัดว่า “เมืองงามสามวัฒนธรรม ศูนย์ฮาลาลเลิศล้ำ ชนน้อมนำศรัทธา ถิ่นธรรมชาติงามตา ปัตตานีสันติสุขแดนใต้”

- พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บริเวณด้านหน้าศาลากลางเมืองปัตตานี


- วงเวียนหอนาฬิกาใจกลางเมืองปัตตานี

- ศาลหลักเมืองปัตตานี
จังหวัดปัตตานีหรือปาตอนี เป็นจังหวัดทางภาคใต้ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเพียบพร้อมไปด้วยแหล่งประวัติศาตร์ประเพณีและวัฒนธรรมที่มีอายุยืนยาวมานานหลายร้อยปีนอกจากนี้ในจังหวัดปัตตานียังเพียบพร้อมไปด้วยธรรมชาติอันสวยงาม อุดมสมบูรณ์ทั้งผืนป่า,สายน้ำและท้องทะเล จังหวัดปัตตานีงดงามไปด้วยวิถีชีวิตผู้คน,ภูมิประเทศและความเก่าแก่ สมกับความยิ่งใหญ่ในอดีตที่เคยมีฐานะเป็นถึงเมืองหลวงของอาณาจักรลังกาสุกะ ความเจริญรุ่งเรืองทางด้านการค้าที่ผ่านมาในอดีตทำให้ปัตตานีได้รับอารยธรรมจากชนชาติต่างๆเข้ามาผสมผสานกันอย่างลงตัวจนก่อให้เกิดประเพณีวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและกลายมาเป็น “เมืองงามสามวัฒนธรรม”มาจนถึงทุกวันนี้

- ศาลากลางเมืองปัตตานี

- แม่น้ำปัตตานีไหลผ่านใจกลางเมืองปัตตานี

- ยินดีต้อนรับสู่เมืองปัตตานีค่ะและนี่คือภาพยิ้มน้อยๆของเด็กน้อยชาวไทยมุสลิมในจ. ปัตตานี
สำหรับแหล่งท่องเที่ยวแห่งแรกที่สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดปัตตานีพาผมและคณะผู้ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยวเดินทางมาสำรวจก็คือ มัสยิดกลางปัตตานี เป็นมัสยิดที่สวยที่สุดในประเทศไทยสร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2497ใช้เวลาในก่อสร้างอยู่นานกว่า 9 ปีและได้ทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม2506 เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประกอบศาสนกิจและเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยมุสลิมในภาคใต้มัสยิดกลางปัตตานี เป็นสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกหลังคามีลักษณะเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมชั้นเดียวโดยมีโดมใหญ่ 2โดมมีรูปทรงคล้ายกับ “ทัชมาฮาล”ในประเทศอินเดียโดย ตรงกลางอาคารมียอดโดมขนาดใหญ่และมีโดมบริวาร 4 ทิศ มีหอคอยขนาบอยู่สองข้าง ภายในมัสยิดมีลักษณะเป็นห้องโถงด้านในมีบัลลังก์ทรงสูง มีระเบียงสองข้าง

- มัสยิดกลางปัตตานี

- ภายในมัสยิดกลางปัตตานี
ต่อมาในวันที่ 21 ตุลาคม2536 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถได้ทรงเสด็จพระราชดำเนินมาเพื่อพบปะเยี่ยมเยียนกับผู้นำศาสนาอิสลามและประชาชนณ.มัสยิดกลางปัตตานีแห่งนี้และได้ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้ดำเนินการบูรณะปรับปรุงมัสยิดกลางปัตตานีแห่งนี้ใหม่จนแลดูสวยงามยิ่งใหญ่มาจนถึงทุกวันนี้

- มัสยิดกลางปัตตานีในยามดวงอาทิตยืกำลังลาลับขอบฟ้า

- มัสยิดกลางปัตตานี ในยามค่ำคืน
สำหรับบริเวณด้านหน้าของมัสยิดจะมีสระน้ำรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ ทำให้ภาพมัสยิดที่สะท้อนลงในน้ำมองดูสวยงามทั้งกลางวันและกลางคืน และจากมัสยิดกลางคณะของเราเดินทางต่อมายังมัสยิดกรือเซะ

- มัสยิดกรือเซะ
มัสยิดกรือเซะ ตั้งอยู่ที่บ้านกรือเซะ ตำบลตันหยงลุโละ อำเภอเมือง ตามทางหลวงหมายเลข 42 (ปัตตานี-นราธิวาส) ห่างจากตัวเมือง ประมาณ 7 กม.เป็นมัสยิดเก่าแก่ อายุกว่า 200 ปี สันนิษฐานได้ว่าเป็นศาสนสถาน ที่สร้างขึ้น ในพุทธศตวรรษที่ 22 ร่วมสมัยกับกรุงศรีอยุธยา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อ พ.ศ. 2478 ลักษณะการก่อสร้างเป็นแบบเสากลม รูปลักษณะแบบเสาโกธิกของยุโรป ช่องประตูหน้าต่างมีทั้งแบบโค้ง แหลมและโค้งมน ส่วนที่สำคัญที่สุด คือ หลังคาโดม ซึ่งยังสร้างไม่แล้วเสร็จ บริเวณด้านหน้าของมัสยิดมีฮวงซุ้ย หรือสุสานที่ฝังศพของ เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ที่ได้รับการตกแต่งพูนดินใหม่ปรากฏอยู่ มีผู้คนไปกราบไหว้กันมาก

- ภาพภายในของมัสยิดกรือเซะ
สำหรับมัสยิดกรือเซะแห่งนี้ สร้างขึ้นโดยลิ้มโต๊ะเคี่ยม ช่างชาวจีนได้มาแต่งงานกับธิดาพระยาตานีและได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม ต่อมาน้องสาวของลิ้มโต๊ะเคี่ยมชื่อลิ้มกอเหนี่ยวได้ลงเรือสำเภามาติดตามหาพี่ชายให้เดินทางกลับ เมืองจีนแต่ไม่สำเร็จ ลิ้มโต๊ะเคี่ยมได้สร้างมัสยิดกรือเซะขึ้น ลิ้มกอเหนี่ยวจึงได้สาปแช่ง ขออย่าให้สร้าง มัสยิดสำเร็จและตัวเองได้ผูกคอตายที่ต้นมะม่วงหิมพานต์ ลิ้มโต๊ะเคี่ยมได้จัดการฝังศพน้องสาวไว้ที่หน้ามัสยิดนี้ ชาวปัตตานีนำต้นไม้ที่ลิ้มกอเหนี่ยวผูกคอตายมาแกะสลักเป็นรูปบูชาและสร้างศาลเจ้าขึ้นมา ต่อมาได้มีการ อัญเชิญเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวมาประดิษฐานไว้ ณ ศาลเจ้าแห่งใหม่ ตั้งอยู่ที่ถนนอาเนาะรู ในเขตเทศบาล เมืองปัตตานี เรียกว่าศาลเจ้าเล่งจูเกียง ( ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว) เป็นที่นับถือของชาวปัตตานี และชาวจังหวัด ใกล้เคียง ในเดือน 3 ของทุกปี ( กุมภาพันธ์-มีนาคม ) จะมีพิธีเซ่นไหว้และแห่เจ้าแม่ นับว่าเป็นพิธียิ่งใหญ่และสำคัญมาก ส่วนมัสยิดกรือเซะก็เป็นไปตามคำสาป เพราะไม่สามารถสร้างเสร็จได้ เมื่อจะสร้างต่อก็ให้มีอาเพศ ฟ้าผ่าทุกครั้งไป จนถึงปัจจุบันก็ไม่มีใครกล้าสร้างมัสยิดกรือเซะต่อ คงเหลือไว้ก็แต่มัสยิดกรือเซะที่เห็นอยู่ทุกวันนี้จากนั้นเดินเท่ต่อมายัง สุสานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว

- สุสานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว
สำหรับสุสานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ตั้งอยู่ที่บ้านกรือเซะ ตำบลตันหยงลุโละ อำเภอเมือง ตามทางหลวงหมายเลข 42 (ปัตตานี-นราธิวาส) อยู่ใกล้กับมัสยิดกรือเซะโดยมีตำนานเล่าว่าลิ้มกอเหนี่ยวได้ลงเรือสำเภามาตามหาพี่ชายชื่อลิ้มโต๊ะเคี่ยม ซึ่งมาแต่งงานกับธิดาพระยาตานี และได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม ลิ้มกอเหนี่ยวเกิดน้อยใจที่ไม่สามารถอ้อนวอนให้พี่ชายเดินทางกลับประเทศจีนได้สำเร็จ ตามที่ได้สัญญาไว้กับมารดา จึงได้ผูกคอตายที่ต้นมะม่วงหิมพานต์ ลิ้มโต๊ะเคี่ยมจึงได้ฝังศพลิ้มกอเหนี่ยวไว้ที่นี่

ต่อมาชาวปัตตานี นำต้นไม้ที่ลิ้มกอเหนี่ยวผูกคอตายมาแกะเป็นรูปบูชาและสร้างศาลเจ้าขึ้นทำการไหว้สุสานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวเป็นที่เรียบร้อยแล้วคณะของเราเดินทางต่อมายังศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว

- ประตูทางเข้าศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว
ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ตั้งอยู่ที่ถนนอาเนาะรูในอำเภอเมืองปัตตานี

- เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว
เป็นศาลที่ประดิษฐานรูปแกะสลักของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว,พระหมอและเจ้าแม่ ทับทิมศาลเจ้าแห่งนี้เป็นที่เคารพสักการะของชาวไทยเชื้อสายจีนและชาวไทยเป็นจำนวนมากในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี จะมีงานประเพณีแห่เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวไปตามถนนสายต่างๆ ภายในตัวเมืองฯ ทำพิธีลุยไฟบริเวณหน้าศาลเจ้าเล่งจูเกียงว่ายน้ำข้ามแม่น้ำตานีบริเวณสะพานเดชานุชิต ในงานนี้มีผู้ที่เคารพศรัทธามาร่วมงานกันอย่างคับคั่งในทุกๆปี
วัดช้างให้ หรือวัดราษฎร์บูรณะหรือที่ชาวบ้านนิยมเรียกกันว่าวัดหลวงพ่อทวด

- วัดช้างให้ตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟวัดช้างให้ในจ.ปัตตานี

- วัดหลวงพ่อทวดหรือวัดช้างให้
เป็นวัดเก่าแก่สร้างมากว่า 300ปีเจ้าอาวาสองค์แรกชื่อท่านลังกาหรือสมเด็จพะโคะหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “หลวงพ่อทวด”ก่อนที่ท่านจะมรณภาพท่านได้สั่งลูกศิษย์ไว้ว่าขอให้นำร่างของท่านไปฌาปนกิจ ณ วัดช้างให้สถูปศักดิ์สิทธิ์ซึ่งบรรจุอัฐิของหลวงพ่อทวดประดิษฐานอยู่บริเวณด้านหน้าของวัดชาวบ้านเรียกว่า “เขื่อนหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด”เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวปัตตานีและประเทศใกล้เคียงมีนักท่องเที่ยวเดินทางมากราบสักการะบูชาเป็นจำนวนมากในทุกๆวัน


- ประชาชนเดินทางมากราบสักการะบูชารูปหลวงทวดเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน
ก่อนที่จะเดินทางกลับเข้าสู่เมืองปัตตานีคณะของเราแวะเข้าร่วม
กิจกรรมล่องเรือแลนก ชมหิ่งห้อยกันที่ชุมชนท่องเที่ยวบางปูในอำเภอยะหริ่งห่างจากตัวเมืองปัตตานีระยะทาง 8 กม.

- ชุมชนท่องเที่ยวบางปูยินดีต้อนรับ

- อุโมงค์ป่าโกงกางชมหิ่งห้อยในชุมชนท่องเที่ยวบางปู
สำหรับจุดเด่นของการท่องเที่ยวคือการได้ล่องเรือชมระบบนิเวศของป่าชายเลนโบราณอันอุดมสมบูรณ์ที่มีอุโมงค์ป่าโกงกางที่เกิดขึ้นขึ้นตามธรรมชาติความยาวหลายร้อยเมตรพร้อมกับชมนกนานาชนิดที่กำลังบินกลับรังหลังจากดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าเราจะสามารถเห็นหิ่งห้อยนับเป็นแสนๆตัวบินออกมาหากินกันที่เกาะหิ่งห้อยหรือที่ชาวบ้านเรียกเกาะนี้ว่าเกาะปลากูเน โดยหิ่งห้อยจะบินวนเวียนไปมาส่องแสงระยิบระยับไปทั่วทั้งเกาะแห่งนี้


- ล่องเรือชมดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าที่ชุมชนท่องเที่ยวบางปู
หลังจากสิ้นสุดกิจกรรมล่องเรือจากนั้นคณะของเราเดินทางกลับโรงแรมC.S PATTANIซึ่งตั้งอยู่ในตัวเมืองปัตตานีเพื่อพักผ่อนหย่อนใจเก็บเรี่ยวแรงเอาไว้ท่องเที่ยวเมืองปัตตานีต่อไปในวันรุ่งขึ้นครับ

- โรงแรม C.S PATTANIกำลังรอทุกท่านมาเยี่ยมเยือนเมืองปัตตานี

หน้าต่อไป