เที่ยวตุรกี

การทำวีซ่าเข้าประเทศตุรกี

                   สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มีความประสงค์จะเดินทางไปท่องเที่ยวยังประเทศตุรกีปัจจุบันทั้งสองประเทศได้ทำการยกเลิกวีซ่าแล้วท่านจึงไม่จำเป็นต้องขอวีซ่าเข้าประเทศตุรกีจากสถานทูตตุรกีในกรุงเทพ ท่านมีเพียงแต่หนังสือเดินทาง(Passport)ก่อนวันหมดอายุใช้งานนาน6 เดือน เมื่อท่านเดินทางมาถึงยังประเทศตุรกีและหลังจากผ่านขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองของด่านตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบินแล้วท่านสามารถท่องเที่ยวอยู่ในประเทศตุรกีได้นาน30วัน

-         สถานกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำนครอิสตันบูล (Royal Thai Consulate-General) No. 90 Dersan Han,Gummsuyu, Taksim, Istanbul, TurkeyTel. (90 212) 292 8651-52, 292 8366Fax (90 212) 292 9770 249 4309 E-mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.">This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

-         สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา ประเทศตุรกี (Royal Thai Embassy)Cankaya Cad. Kader Sok. 45/3-406700 Gaziosmanpasa,Ankara, Republic of Turkey Tel. (90 312) 437 4318 / 437 5248Fax (90 312) 437 8459

E-mail:This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.    

การเดินทางไปประเทศตุรกี

                         การเดินทางจากประเทศไทยไปตุรกี มีสายการบินเตอร์กิช แอร์ไลน์ บินตรงจากกรุงเทพฯสู่นครอิสตันบูล ทุกวันวันละ 1 เที่ยว ใช้เวลาเดินทาง 9-10 ชั่วโมง ซึ่งตุรกีมีเวลาช้ากว่าเมืองไทย 4 ชั่วโมง

 สายการบินเตอร์กิช แอร์ไลน์

สำนักงานสายการบินตุรกีประจำประเทศ : ตึกซีพีทาวเวอร์ (CP Tower) ชั้น 3 เลขที่ 313 ถนนสีลม กรุงเทพฯ 10500โทรศัพท์ 02-231-0300-7 โทรสาร 02-231-0311 เว็บไซต์ www.turkishairlines.com ส่วนสายการบินอื่น อาจต้องแวะที่อื่นก่อน สนามบินนานาชาติตุรกี ตั้งอยู่ที่เมืองอิสตันบูล คือ ท่าอากาศยานอตาเติร์ก (Ataturk Airport)

 ท่าอากาศยานอตาเติร์ก (Ataturk Airport)

อัตราแลกเปลี่ยนเงินตุรกี สกุลเงินตุรกีเรียกว่า “กิชลีร่า(Lira)”หรือ TRYโดยมีธนบัตรและเหรียญมีดังต่อไปนี้ ธนบัตรมีราคาเริ่มตั้งแต่100,50,20และ10กิชลีร่าส่วนเหรียญมีราคาเริ่มตั้งแต่ 1,50,25,10และ5คูรุช

กิชลีร่า(Lira)สกุลเงินของตุรกี

-          1 ยูเอสดอลล่าร์เท่ากับ2.18 กิชลีร่า

-          1 กิชลีร่าเท่ากับ15 บาท

สำหรับการเดินทางในประเทศตุรกี

คนตุรกีนิยมเดินทางโดยรถประจำทางปรับอากาศหรือทางเรือ บริษัทเดินรถระหว่างเมืองมีเส้นทางครอบคลุมกว้างขวาง สะดวกสบาย ราคาขึ้นอยู่กับระยะทางและเส้นทางที่ได้รับความนิยม แม้ว่าส่วนใหญ่สถานีเดินรถเหล่านี้จะตั้งอยู่ชานเมือง แต่มีบริการรถรับ-ส่ง ผู้โดยสารถึงในเมือง

-          -ถนนหนทางในนครอีสตันบูลเมืองธุรกิจของตุรกี

บริษัทที่มีชื่อเสียงและมาตรฐานสูง ได้แก่ บริษัทวารัน (Varan Fmi โทร. 212-551-5000 เว็บไซต์ www.varan.com.tr ) บริษัท อูรูซอย (Ulusoy โทร. 212-444-1888 เว็บไซต์ www.ulusoy.com.tr ) ปามุกคาเล (Pamukkale โทร. 212-444-3535 เว็บไซต์ www.pamukkaleturizum.com.tr ) และคามิลโคช (Kamilkoc โทร. 212-444-0562 เว็บไซต์ www.kamilkoc.com.tr ) ซึ่งถ้าซื้อตั๋วไปกลับพร้อมกันจะได้ส่วนลด 10%

-          ถนนในนครอีสตันบูลเลียบทะเลมาร์มารา (Marmara)

การเดินทางโดยรถไฟของการรถไฟตุรกี (Turkish State Railways, Turkiye Cumhuriyeti Devlet Demiryollari, TCDD, DDY) ไม่เป็นที่นิยมนัก เนื่องจากมีเส้นทางจำกัดและไม่สะดวกสบายเท่ารถทัวร์หรือเครื่องบิน ต้นทางอยู่ที่สถานีรถไฟไฮดาร์พาซา (Haydarpasa) ในอิสตันบูลฝั่งเอเชีย ไปยังอนาโตเลียตอนกลาง ได้แก่ เมืองอังการา (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 7 ชั่วโมงครึ่ง และรถตู้นอนใช้เวลาประมาณ 11 ชั่วโมง มีบริการทุกวัน) เมืองอาดานา (ใช้เวลา 22 ชั่วโมง มีรถทุกวันพฤหัสบดีและอาทิตย์) เมืองปามุกคาเล คารส์ เดนิชลิ คารามาน คอนยา และอิสมีร์ ในอนาคตการรถไฟตุรกีก็จะมีโครงการสร้างรถไฟสายด่วนพิเศษ (High-Speed Rail Project) ที่กำลังปรับปรุงอยู่ คือเส้นทางอิสตันบูล-อังการา ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 10 นาที และเส้นทางอังการา-คอนยา ใช้เวลาเดินทาง 70 นาที และเส้นทางอื่นในอนาคต เช่น สาย Ankara-Usak-Izmir (รวมกับสาย Istanbul-Ankara ที่สถานี Polatli) สาย Ankara-Yozgat-Sivas และ Istanbul-Bursa หรือ Ankara-Bursa (รวมกับสาย Istanbul-Ankara ที่สถานี Osmaneli) เว็บไซต์ www.tcdd.com.tr

-          รถไฟฟ้าแล่นกันขวักไขว่บนถนนในนครอีสตันบูล

สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีเวลาจำกัดและมีทุนทรัพย์เพียงพอ สามารถเดินทางโดยเครื่องบินภายในประเทศไปยังเมืองต่างๆ เช่น อังการา,อิสมีร์,อาดานาลดาลามาน,แอร์ชูรุม,กาเชียนเทป,คาร์ส วัน,บอดรุม,ชานักคาเล และทรับโซน สายการบินภายในประเทสส่วนใหญ่ให้บริการโดยสายการบินเตอร์กิชแอร์ไลน์ www.turkishairlines.com

-          สายการบินเตอร์กิช แอร์ไลน์

การขับรถเที่ยวในตุรกีค่อนข้างสะดวก เนื่องจากมีป้ายบอกทางเขียนเป็นตัวหนังสือแบบอังกฤษ (แต่เป็นภาษาตุรกี) การออกนอกเมืองใหญ่ต้องพึ่งรถเช่าหรือรถแท็กซี่ เพราะขนส่งมวลชนไม่ค่อยสะดวก นักท่องเที่ยวสามารถหารถเช่าจากบริษัทเช่ารถที่มีอย่างแพร่หลายตามเมืองท่องเที่ยว เช่น อิสตันบูล อังการา อิสมีร์ ราคาค่าเช่าค่อนข้างแพง และควรวางแผนเรื่องที่จอดรถเผื่อไว้ด้วยครับ

- รถTaxiในนครอีสตับบูล

-          สองข้างถนนในนครอีสตันบูลบานสะพรั่งไปด้วยดอกทิวลิป

 

-          ป้ายบอกสถานที่สำคัญเป็นภาษาอังกฤษมีให้เห็นตามถนนทั่วไปในนครอีสตันบูล

-          สองข้างทางของถนนหนทางในนครอีสตันบูลเต็มไปด้วยดอกทิวลิปบานสะพรั่งกลางเดือนเมษายนของทุกปีเป็นเทศกาลดอกทิวลิปของประเทศตุรกี

สำหรับแหล่งท่องเที่ยวตามเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญในประเทศตุรกีมีดังต่อไปนี้ครับ

-          นครอิสตันบูล (Istanbul) มีประวัติความเป็นมาดังต่อไปนี้

อิสตันบูล เป็นเมืองที่มีความสำคัญที่สุดและเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นมากที่สุดในตุรกี นครอิสตันบูลตั้งอยู่ริมช่องแคบบอสฟอรัส (Bosphorus) เดิมชื่อว่า คอนสแตนติโนเปิล (Constantinople) อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ที่เป็นเมืองสำคัญของชนเผ่าจำนวนมากในบริเวณนี้จึงส่งผลให้นครอิสตันบูลมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไปเช่น ไปแซนเทียม,คอนสแตนติโนเปิล, สแตมโบล เป็นต้น

-          ผู้คนเดินกันขวักไขว่ในนครอีสตันบูล

อาณาเขต ทิศเหนือจรดทะเลดำ (Black Sea ) ทิศตะวันออกติดกับโคจาเอลลี (Kocaeli )และทะเลมาร์มารา (Marmara) ฝั่งตะวันตกติดกับ เทคีร์ดาค์ ( Tekirdag ) และคีร์คลาเรลี (Kirklareli ) มีพื่นที่รวมเกาะมาร์มารา (Marmara Island ซึ่งได้สมญานามว่าเป็นเกาะเจ้าชาย Princess’Island โดยมีพื้นที่5,712 ตารางกิโลเมตร

- ประเทศตุรกีทางฝั่งยุโรป(ฝั่งTrace ของบอสฟอรัส) มีช่องแคบบอสฟอรัสกั้นกลาง

-- ประเทศตุรกีทางฝั่งเอเซีย(ฝั่งอนาโตเลียน)มีช่องแคบบอสฟอรัสกั้นกลาง

นครอิสตันบูลเป็นเมืองเดียวของตุรกีที่มีพื้นที่อยู่ในสองทวีปคือทวีปเอเชีย (ฝั่งอนาโตเลียน) และทวีปยุโรป (ฝั่งTrace ของบอสฟอรัส) โดยพืนที่ของทั้งสองทวีปถูกแบ่งออกจากกันโดยช่องแคบบอสฟอรัส,ทะเลามาร์มาราและช่องแคบ ดาร์ดาแนลส์

-          บรรยากาศบริเวณช่องแคบบอสฟอรัสแบ่งแยกทวีปยุโรปและทวีปเอเซียออกจากกัน

ส่วนพื้นที่ในทวีปยุโรปจะถูกแบ่งออกเป็นอิสตันบูลเก่าและอิสตันบูลใหม่โดยมีGolden Hornคั่นอยู่ตรงกลาง สำหรับGolden Hornเป็นทะเลชายฝั่งรูปร่างเว้าเหมือนเขาสัตว์ เมื่อยามดวงอาทิตย์ขึ้นและตกแสงจากดวงอาทิตย์จะส่องลงมายังลำน้ำจนเป็นประกายระยิบระยับราวกับทองคำ สำหรับเมืองที่ถูกแบ่งแล้วคือสตัมบลู (Stambul )ทางด้านใต้ และทางกาลาตา (Galata )กับเบโยหลุ (Beyoglu) ทางด้านเหนือ

-          Blue Mosqueหรือ มัสยิดสีน้ำเงินยามเย็นในนครอีสตันบูลมองจากบนเรือท่องเที่ยว

ภูมิอากาศ ได้รับอิทธิพลมาจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ฤดูหนาวจะไม่หนาวเย็นมากแต่จะมีฝนเพียงเล็กน้อย ส่วนฤดูร้อนอากาศจะค่อนข้างร้อนและแห้งแล้งอุณหภูมิของกลางวันและกลางคืนจะไม่ต่างกันมากนัก

นครอิสตันบูลมีแม่น้ำสายใหญ่ที่สุดไหลผ่านคือ แม่น้ำริวา (Riva) มีปลายทางที่ทะเลดำและบังมีแม่น้ำอิสทินเย( Istinye Deresi )และบูยุค (Buyuk Menderes หรือที่รู้จักกันในชื่อ Maeanderจากนั้นจะไหลลงสู่ช่องแคบบอสฟอรัส

-          แม่น้ำริวา (Riva)แม่น้ำสายใหญ่ที่สุดในประเทศตุรกีไหลผ่านนครอิสตันบูล

นครอิสตันบูลเป็นเมืองท่าพาณิชย์ที่สำคัญ มีประชากรทั้งสิ้นประมาณ 8,803,468 ล้านคน

-          ชาวเติกร์ในนครอีสตันบูล

สำหรับแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญในนครอีสตันบูลมีดังต่อไปนี้

-          จัตุรัสด่านอาห์เหม็ด (Sultanahmed Complex) หรือ ฮิปโปโดรม (Hippodrome)มีชื่อเรียกโบราณคือ ฮิปโปโดรม (Hippodrome) ตั้งอยู่หน้าสุเหร่าสีฟ้า เดิมเป็นลานแข่งรถม้าและศูนย์กลางเมืองในยุคไบแชนไทน์ ปัจจุบันมีอนุสาวรีย์เหลือ 3 ชิ้น คือ เสาสี่เหลี่ยมยอดแหลมแห่งกษัตริย์เธโอโดเชียส (Theodosius Obelisk) เสาบรอนซ์รูปงูเกี่ยวกระหวัด (Bronze Serpentine Coluumn) และเสาคอนสแตนติน (Column of Constantine)

สำหรับเสาโอเบลิสก์แห่งกษัตริย์เธโอโดเชียส เป็นเสาทรงสี่เหลี่ยมยอดแหลมที่มีอายุเก่าแก่ที่สุด เดิมนั้นประดิษฐานอยู่ที่เฮลิโอโปลิสในอียิปต์ สร้างโดยฟาโรห์ธุตโมซิสที่ 1 จักรพรรดิเธโอโดเซียสย้ายมาตั้งไว้ที่อิสตันบูล มีความสูง 20 เมตร ทำจากหินแกรนิต ยอดเสาแกะเป็นภาพฟาโรห์คุกเข่าถวายสักการะแด่สุริเทพ และการรบชนะสงครามส่วนฐานหินอ่อนของเสาโอเบลิสก์สร้างในอิสตันบูลมีสองด้านที่บอกเล่าเรื่องราวการขนย้ายเสาจากท่าน้ำ และการนำมาตั้ง ซึ่งใช้เวลา 30 วัน ด้านตะวันออกของฐานเป็นภาพจักรพรรดิเธโอโดเชียสประทับนั่ง พระราชทานรางวังแก่ผู้ชนะด้านขวาและซ้ายของพระองค์คือพระโอรสอาร์คาดิอุสและโฮโนริอุส ด้านหลังเป็นทหารองครักษ์ ส่วนด้านล่างเป็นภาพนักระบำ นักดนตรี และผู้ชม

เสารูปงู เดิมสูง 8 เมตร ชำรุดเสียหายคงเหลือในปัจจุบันแค่ 5 เมตร เป็นเสาแบบกรีกที่เก่าแก่ที่สุดในอิสตันบูล เดิมอยู่ที่วิหารอะพอลโล เมืองเดลฟี ประเทศกรีซ สร้างโดย 31 หัวเมือง ในปีที่ 479 ก่อนคริสตกาล เพื่อเป็นที่ระลึกในชัยชนะต่อเปอร์เซีย ซึ่งชื่อเมืองเหล่านี้จารึกอยู่บนตัวงูใกล้ฐาน ตัวเสาเป็นงู 3 ตัวเกี่ยวกระหวัดกันอยู่ ยอดที่หักเป็นส่วนของสามขาที่รองรับอ่างทองคำ ปัจจุบันตั้งอยู่ที่พิพิธภัณฑ์โบราณ

ส่วนเสาคอนสแตนติน ทำด้วยหินประเภทหินปูน สร้างในปี ค.ศ 940 เดิมเป็นรูปเกษตรกรและชาวประมง เคลือบด้วยบรอนซ์ แต่ทหารครูเสดชุดที่ 4 หลอมเอาบรอนซ์ไป ปัจจุบันยังเห็นรูที่ตัวเสา

พระราชวังโดลมาบาห์เช สร้างโดยสุลต่านอับดุลเมจิต ในปี ค.ศ. 1843 - 1856 ยุคปลายอาณาจักรออตโตมัน เป็นพระราชวังสุดหรูหราอลังการ ที่ทุ่มสร้างคิดเป็นเงินในปัจจุบันถึงประมาณพันล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว พระราชวังโดลมา บาห์เชสะท้อนถึงความคลั่งไคล้ยุโรปของสุลต่านอับดุลเมจิต ออกมาอย่างเต็มเปี่ยม

-          พระราชวังโดลมาบาห์เช

ตั้งแต่ปากทางเข้าที่มีหอนาฬิกาสไตล์บารอกตั้งเด่นหรา ครั้นเมื่อเดินเข้าไปก็จะเจอกับประตูพระราชวังชั้นนอกขนาดใหญ่ ประดับตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้นอันวิจิตรงดงาม โดยมีทหารยืนรักษาการณ์หน้าทางเข้าอย่างขรึมขลัง สงบนิ่ง แต่กลับได้รับความสนใจไม่น้อยเลย นักท่องเที่ยวหลายๆคนนิยมมายืนถ่ายรูปคู่กับทหารรักษาการณ์หน้าประตูเป็นจำนวนมาก ด้วยทำเลที่เหมาะสมบนฝั่งบอสฟอรัส เป็นที่มาของการสร้างสรรค์ พระราชวังโดลมาบาห์เชที่สวยวิจิตรในรูปแบบศิลปะนีโอคลาสสิกเมื่อศตวรรษที่ 19 ความวิลิศมาหราของพระราชวังโดลมาบาเชเกิดจากแนวคิดของสุลต่านอับดุลเมจีดที่ ทรงเชื่อมั่นว่า มากดีกว่าน้อยจึงทรงมีดำริที่จะย้ายจากพระราชวังทอปคาปึ เมื่อได้ที่ที่จะสร้างพระราชวังใหม่แล้ว จึงทรงให้สถาปนิก นิโคโกส และการาเบด บัลยัน มาออกแบบเพื่อก่อสร้างพระราชวังแนว ออตโตมัน-ยูโรเปียนส่วนการตกแต่งภายในเป็นหน้าที่ของมัณฑนากรที่ตกแต่งให้กับปารีสโอเปรา

-          บริเวณด้านหน้าพระราชวังโดลมาบาห์เชสวยงามไปด้วยสวนดอกทิวลิป

-          ทางเดินเข้าสู่พระราชวังโดลมาบาห์เช

-          ด้านข้างของพระราชวังโดลมาบาห์เช

 

การสร้างพระราชวังโดลมาบาห์เชเสร็จสิ้นเมื่อปี ค.ศ. 1856 รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้วพบว่าต้องสิ้นเปลืองทองไปหลายตัน เป็นผลให้จักรวรรดิต้องล้มละลาย และหลังสร้างเสร็จไม่นาน องค์สุลต่านอับดุลเมจีดก็สิ้นพระชนม์ พระอนุชาอับดุลอาซีสทรงขึ้นครองราชย์ต่อ แต่ไม่โปรดที่นี่ จึงมีบัญชาให้สร้างพระราชวังที่ประทับขึ้นใหม่อีกฟากหนึ่ง ชื่อว่าพระราชวังย์แลร์เบย์ โดยไม่สนพระทัยว่าเงินในท้องพระคลังไม่มีเหลืออีกแล้ว

-          บริเวณสวนสวยด้านข้างภายในพระราชวังโดลมาบาห์เชอยู่ติดกับช่องแคบบอสฟอรัส

การตกแต่งของพระราชวังแห่งนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าดูแปลกประหลาด สะท้อนรสนิยมที่ไม่ค่อยบรรเจิด แม้จะมากไปด้วยของตกแต่งชิ้นเลิศ แต่คงมากเกินไปจนดูสะเปะสะปะไร้จุดเด่นนั่นเอง พระราชวังโดลมาบาห์เช เปิดบริการทุกวัน เวลา 09.30-16.00 น. ยกเว้นวันจันทร์และพฤหัสบดี

พระราชวังทอปกาปี (Topkapi Saraiy)เคยใช้เป็นที่ประทับของสุลต่านนานกว่า 3 ศตวรรษ สร้างโดยสุลต่านเมห์เม็ตที่ 2 หรือ สุลต่านเมห์เหม็ดผู้พิชิต'(MEHMET THE CONQUEROR) แห่งอาณาจักรออตโตมัน เมื่อปี ค.ศ. 1478 พระองค์ทรงโปรดให้สร้างพระราชวังทอกาปิขึ้นบนจุดที่สามารถเห็นช่องแคบบอสฟอรัส โกลเด้นฮอร์น และทะเลมามาร่าได้อย่างชัดเจน ในสมัยสุลต่านสุไลมาน ได้มีการต่อเติมพระราชวังแห่งนี้โดย ซีนาน” (Sinan) สถาปนิกนามอุโฆษแห่งตุรกี อันเป็นที่มาของงานสถาปัตยกรรมแบบ ออตโตมันคลาสสิกจำนวนมากพระราชวังทอปกาปิ ในอดีตเป็นที่ประทับของสุลต่านแห่งราชวงศ์ออตโตมันหลายพระองค์ เมื่อจักรพรรดิมาห์มุที่ 2 (ค.ศ.1808-1839) สิ้นพระชนม์ลง นับเป็นสุลต่านองค์สุดท้ายที่ทรงประทับอยู่ที่นี่ เพราะหลังจากนั้นสุลต่านทุกองค์ก็นิยมที่จะประทับอยู่ที่พระราชวังสไตล์ ยุโรปที่โดลมาบาชเช่ด้วยกันทั้งสิ้น

-          ทางเข้าพระราชวังทอปกาปี (Topkapi Saraiy)

ในอดีตพระราชวังทอปกาปีเคยเป็นสถานที่ฝึกขุนนางทหารรับใช้ของสุลต่านชาวตุรกี ซึ่งคัดเลือกเด็ก ๆ คริสเตียน(พวกนอกศาสนา)มาสอนให้เป็นเติร์กและนับถือศาสนาอิสลาม ต่อมาเมื่อขุนทหารเหล่านี้ออกมารับราชการเป็นใหญ่เป็นโตในวังก็กลายเป็นหอก ข้างแคร่ และในบางยุคก็ร่วมก่อการปฏิวัติรัฐประหารเลยด้วยซ้ำ ในที่สุดสุลต่าน 'มาห์มุทที่ 3' ก็ตัดสินใจยุบระบบขุนนางทหารรับใช้ซึ่งยืนยงมากว่า 350 ปีนี้ลง และปฏิรูประบบการจัดการทหารในประเทศเสียใหม่ โดยการนำการจัดทัพแบบยุโรปมาใช้

 

-          ภายในพระราชวังทอปกาปี (Topkapi Saraiy)

ปัจจุบันพระราชวังทอปกาปี กลายเป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเมื่อปี ค.ศ. 1924 แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ พระราชวังชั้นนอก, พระราชวังชั้นใน และฮาเร็ม ในอดีตภายในพระราชวังนี้จะมีข้าราชบริพารทำงานกันอยู่ประมาณ 5 พันคน จึงมีสภาพคล้ายตัวเมืองที่ซับซ้อนอยู่ในตัวเมืองอีกชั้นหนึ่ง ตัวพระราชวังนั้นได้รับการตกแต่งอย่างวิจิตรในยุคที่จักรวรรดิออตโตมาน รุ่งเรืองถึงขีดสุด

โดยพื้นที่จัดแสดงออกเป็นหลายส่วนด้วยกัน อาทิ ส่วนโรงครัว มีเครื่องครัวโบราณมากมาย ทั้งที่เป้นเครื่องปั้นดินเผา เครื่องกระเบื้อง เครื่องโลหะ ฯลฯ รวมไปถึงภาพวาดเกี่ยวกับการทำอาหารสมัยโบราณห้องท้องพระคลัง ซึ่งเป็นห้องที่โด่งดังและเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวอย่างมากก็คือ ห้องท้องพระคลังอันเป็นที่เก็บสมบัติและวัตถุล้ำค่ามากมาย ในขณะที่บริเวณระเบียงหลังห้องท้องพระคลังเป็นจุดชมวิวชั้นดี ที่มองออกไปเห็นทิวทัศน์เมืองอิสตันบูลใน 2 ฝั่งทวีป คือฝั่งยุโรปและฝั่งเอเชีย ได้อย่างชัดเจน ซึ่งแบ่งการจัดแสดงออกเป็น 3 ห้องคือ

ห้องแรก เก็บพวกเสื้อผ้าชุดโบราณของกษัตริย์อันสวยงาม เก็บอาวุธโบราณต่างๆ ที่ไม่ใช่อาวุธแบบยุคหิน แต่เป็นอาวุธแบบอาหรับที่มากไปด้วยความสวยงามและมีสีสันยิ่งนัก

ห้องที่สอง เก็บพวกเครื่องประดับ สร้อย กำไล ต่างหู และเพชรนิลจินดามากมาย และที่สำคัญที่สุดคือ กริชแห่งทอปกาปิ” (Topkapi Dagger) โบราณวัตถุชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งแห่งตุรกี ด้ามกริชประดับด้วยมรกตน้ำงาม ฝักทำด้วยทองคำประดับเพชร ตรงกลางฝังอัญมณีและไข่มุกทำเป็นรูปกระเช้าดอกไม้ กริชแห่งทอปกาปิ สร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 18 เพื่อเป็นของกำนัลแก่อาณาจักรออตโตมัน โดยต้องการจะมอบให้กับนาดีร์ชาร์ แห่งเปอร์เซีย แต่ว่านาดี ซาร์ ถูกโค่นอำนาจลงเสียก่อนที่จะได้ครอบครองกริชเล่มนี้ ซึ่งปัจจุบันถือเป็นพระเอกของพระราชวังแห่งนี้ทีเดียว

ห้องที่สาม จัดแสดงเครื่องประดับ เพชรพลอยมากมาย ที่น่าสนใจสำหรับคนไทย คือ เครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพอัญเชิญมาถวายแก่สุลต่านอับดุลฮามิดที่ 2 ในการเสด็จฯ เจริญสัมพันธไมตรีระหว่างไทย-ตุรกี เมื่อปี ค.ศ. 1891และสิ่งที่น่าสนใจในห้องจัดแสดงที่ 3อีกอย่างหนึ่งก็คือ เพชรของช่างทำช้อน” (The Spoon Maker’s Diamond) ที่เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์แห่งพระราชวังทอปกาปิเพชรของช่างทำช้อนมีขนาด 86 กะรัต เจียระไนเป็นรูปกุหลาบ 49 เหลี่ยม มีตำนานเกี่ยวกับเพชรของช่างทำช้อนว่า เพชรเม็ดนี้ นายทหารฝรั่งเศสคนหนึ่งชื่อ ปิโกต์ (Pigot) ซื้อมาจากเจ้าเมืองรัฐปัญจาบในอินเดีย เมื่อปี ค.ศ. 1774 แล้วนำกลับสู่ฝรั่งเศส ก่อนจะเปลี่ยนมือผู้ครอบครองไปเรื่อยๆ จนในที่สุดมาตกอยู่ในการครอบครองของพระมารดาพระเจ้านโปเลียน โบนาปาร์ต กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งฝรั่งเศส พระนางได้ขายเพชรให้แก่นายพลเทเปเดเลนลิ อาลี (Tepedelenli Ali Pasha) แห่งอาณาจักรออตโตมัน แต่หลังจากนั้น นายพลท่านนี้กลับต้องโทษประหารในปี ค.ศ. 1840 โคตรเพชรเม็ดนี้จึงถูกริบให้เป็นสมบัติของราชสำนักออตโตมันไปโดยปริยาย

-          สวนสวยต้นไม้ขนาดใหญ่ภายในพระราชวังทอปกาปี

ฮาเร็ม มาจากคำภาษาอารบิกว่า ฮาริม (Harem) มีความหมายว่า ถูกห้ามโดยศาสนาซึ่งเป็นคำที่บรรยายถึงสถานที่ซึ่งสุลต่านและครอบครัวของพระองค์ประทับอยู่ ฮาเร็มเป็นเขตต้องห้ามที่ซึ่งพระมารดา เหล่าชายา นางระบำ และโอรสธิดาของสุลต่าน ใช้ชีวิตอยู่โดยตัดขาดจาดโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง ฮาเร็มแห่งทอปกาปิ สร้างขึ้นในปีค.ศ. 1550 สมัยสุลต่านสุไลมาน เพื่อเป็นที่พำนักของรอกเซลานา (Roxelana) ทาสสาวคนสวยคนเก่งชาวรัสเซียอันเป็นที่โปรดปรานของสุลต่านสุไลมาน ซึ่งรอกเซลานาได้ใช้ฮาเร็มเป็นฐานที่มั่นในการยึดครองราชบัลลังก์ จนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระมเหสีคนโปรดของสุลต่านสุไลมานในเวลาต่อมา จากนั้นนางได้แผ่อิทธิพลจนกลายเป็นผู้ตัดสินพระทัยสำคัญแทนสุลต่านสุไลมานหลายต่อหลายเรื่องหลังสุลต่านสุไลมานสิ้นพระชนม์ พระโอรสของนางรอกเซลานาขึ้นครองราชย์ บทบาทของนางยิ่งโดดเด่นและทรงอิทธิพลมากขึ้นในฐานะพระราชชนนีที่กุมอำนาจทั้งหมดในราชสำนัก อันเป็นต้นแบบของพระราชชนนีในยุคต่อๆมาภายในฮาเร็มมีห้องทั้งหมดกว่า 300 ห้อง ถ้าพูดถึงภาพรวมแล้ว ภายในอาณาเขตพระราชวังมีลักษณะเป็นเมืองซ้อนอยู่ในตัวเมือง แน่นขนัดไปด้วยอาคารที่พักของช่างฝีมือหลวง คนสวน และทหารยามซึ่งจะสวมเครื่องแบบต่างสีกันไปเพื่อให้แยกแยะได้ง่าย เพราะมีคนอาศัยอยู่กว่า 5,000 คน

-          ดอกไม้งามออกดอกบานสะพรั่งในยามแดดใสฟ้าสวยช่วงฤดูร้อนของเดือนเมษายน

นอกจากมัสยิดและโรงอาบน้ำ ยังมีสวนสัตว์ที่มีทั้งสิงโต ช้าง หมี และของขวัญจากประมุขต่างแดน เนื้อที่ปัจจุบันซึ่งมีอาณาเขตกว้างขวางจนอาจต้องใช้เวลาหนึ่งวันเต็มจึงจะ ชมได้ทั่ว ยังถือว่าลดน้อยลงจากสมัยก่อนมาก อาณาเขตเดิมนั้นแผ่ขยายไปถึงทะเลมาร์มารา สถานีรถไฟซีร์เคจี และสวนกุลฮาเน หมู่อาคารเดิมในสมัยสุลต่านอาห์เมตได้แก่ Raht Hazinesi หรืออาคารพระคลังมหาสมบัติ กำแพงชั้นนอก - ชั้นใน และ ซีนีลีเคิชค์ หรือพระตำหนักกระเบื้อง ซึ่งปัจจุบันจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์พอร์ซเลนแห่งตุรกี นักท่องเที่ยวสามารถเข้าเยี่ยมชนและสัมผัสฮาเร็มได้อย่างใกล้ชิด มีห้องพักของพวกยูนุค โรงเรียนของมกุฎราชกุมาร ห้องบรรดาชายา แท่นบรรทมซึ่งฉลุลวดลายผ้าของพระมารดาของสุลต่าน ห้องอาหาร ห้องอาบน้ำหินอ่อนและห้องบรรทมของสุลต่า ห้องบัลลังก์อันโอ่อ่าของสุลต่านมูรัทที่ 3 ห้องสมุดของสุลต่านอาห์เหม็ดที่ 1 ห้องเสวยของสุลต่านอาห์เหม็ดที่ 3 ห้องที่พี่น้องของสุลต่านพักอาศัย และห้องต่างๆ อีกมากมายในส่วนของฮาเร็มของพระราชวังโดลมาบาห์เช เปิดให้เข้าชมครั้งแรกในปี พ.ศ. 2514 มีมัคคุเทศก์ของพระราชวังนำชมทุก 30 นาที และมีให้บริการหลายภาษา นักท่องเที่ยวต้องสวมถุงพลาสติกคลุมรองเท้าป้องกันไม่ให้พื้นและพรมเสียหาย

                                         สำหรับเกร็ดความรู้เล็กน้อยๆของฮาเร็มผมจะเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังดังนี้น่ะครับในฮาเร็มจะมีผู้อยู่อาศัย 5 ประเภท ด้วยกันคือ พระราชชนนี พระชายา,เจ้าจอม,นางกำนัล และ ขันทีโดยมีพระราชชนนีเป็นผู้กุมอำนาจสูงสุดและมีขันทีซึ่งส่วนใหญ่เป็นทาสผิวดำชาวแอฟริกัน (ซึ่งถูกตอนแล้ว) หากพระชายาหรือเจ้าจอมเกิดมีพระราชธิดาก็จะอยู่กับพระราชมารดาจนแต่งงาน หากมีพระราชโอรสจะอยู่ในฮาเร็มจนถึงอายุ 13 ปี จากนั้นจึงให้ออกไปอยู่วังของตนด้านนอก                                        สำหรับบุรุษที่สามารถที่จะเข้าออกได้มีเพียงเจ้าชายและทาศยูนุคผิวดำเท่านั้น ฮาเร็มไม่ใช่อาณาจักรแห่งกามโลกีย์อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นฝ่ายในที่มีการปกครองตามลำดับชั้น พระราชมารดาของสุลต่านเป็นราชินี ผู้ทรงสิทธิ์ขาดของอาณาจักรฝ่ายในรองลงมาคือพระชายาตามกฎหมายในขณะที่สุลต่านบางองค์มีสตรีได้เพียง 4 คน ตามที่ศาสนาอิสลามอนุญาต แต่สุลต่านบางองค์มีสตรี นับร้อยๆ คนในฮาเร็ม ดังเช่น สุลต่านมูรัทที่ 3 (Murat 3) มีสตรีเกือบ 1,200 คนในฮาเร็มสตรีซึ่งมีความงามเป็นเลิศเหล่านี้ ถูกนำตัวมากจากส่วนต่างๆ ของโลก ไปยังกรุงอิสตันบูล และจะเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับสุลต่าน ให้กำเนิดโอรสธิดาแก่องค์สุลต่าน สตรีที่มีลูกกับสุลต่านนั้น จะถูกนำไปอยู่ห้องพิเศษภายในฮาเร็ม ซึ่งอยู่ในพระราชวังอันโอ่อ่างดงาม แต่แท้จริงแล้ว พวกเธอมีชีวิตอยู่ในบรรยากาศซึ่งมีแต่การแก่งแย่งแข่งขัน เนื่องจากตำแหน่งสุลต่าน (Sultanate) สืบทอดมาจากบิดาไปสู่ บุตรชายคนโตของราชวงศ์ ฉะนั้นเป้าหมายของพวกเธอทุกคนคือ การให้กำเนิดลูกชายคนแรกแก่สุลต่านแล้วตนเองจะมีฐานะเป็นฮาเซคีสุลต่าน (Haseki Sultan) ซึ่งเป็นหนทางเดียวในการประกันอนาคตของพวกเธอ

ซึ่งต่อมาฮาเร็มถึงยุคเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในสมัยของสุลต่านอาห์เมตที่ 1 (ahmet – ครองราชย์ ค.ศ. 1603-1607) เนือ่งจากพระองค์ได้เลือกใช้ฮาเร็มเป็นที่กักบริเวณพระอนุชาสุลต่าน แทนการสำเร็จโทษที่เป็นประเพณีปฏิบัติ มาตั้งแต่สมัยของสุลต่านเบยาชิตที่ 1(Beyazit- ครองราชย์ ค.ศ. 1389-1402) ซึ่งหากผู้ใดขึ้นครองราชย์เป็นสุลต่านก็จะต้องสำเร็จโทษ (สังหาร) พระอนุชาของตนเสียเพื่อป้องกันการแย่งชิงราชบัลลังก์ ก่อนจะมาเปลี่ยนมาเป็นการกักบริเวณในฮาเร็มแทนตั้งแต่ยุคของสุลต่านอาห์เมตเป็นต้นมา

-หนุ่มสาวชาวเติกร์นั่งพักผ่อนหย่อนใจในสวนภายในพระราชวังทอปกาปี

                                         นอกจากจะถูกกักบริเวณแล้ว ผู้ถูกกังขังตัวยังต้องทำหมันอีกด้วย เพื่อป้องกันการมีลูกในฮาเร็ม หากสนมคนใดเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา นางสนมคนนั้นจะถูกจับถ่วงน้ำทันที ซึ่งแม้การกักบริเวณจะดูไม่โหดเท่ากับการสำเร็จโทษ แต่กลับส่งผลเสียต่ออาณาจักรออตโตมันในระยะยาว จนเป็นสาเหตุให้อาณาจักรอันยิ่งใหญ่ที่สุดแหงโลกมุสลิมล่มสลายในที่สุด เนื่องจากว่าพระอนุชาส่วนใหญ่จะถูกกักบริเวณยาวนานจนสติฟั่นเฟือน ครั้นต้องขึ้นครองราชย์ต่อจากพระเชษฐาที่สิ้นพระชนม์ไป จึงไม่มีความสามารถในการบริหารและปกครองประเทศชาติให้ร่มเย็นได้

                                                     พิพิธภัณฑ์พระราชวังทอปกาปิ เปิดทำการทุกวัน เวลา 09.00-19.00 น. ยกเว้นวังอังคาร

สุเหร่าสีน้ำเงิน สุเหร่าสีฟ้า : (Blue Mosque) หรือ มัสยิดสุลต่านอาห์เมต (Sultan Ahmet Mosque)เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของเมืองอิสตันบูล สร้างขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 16091616 มีแรงบันดาลใจการสร้างมาจากการต้องการเอาชนะหรือสร้างมัสยิดที่มีขนาดใหญ่กว่าวิหารเซนต์โซเฟียของคริสต์เพราะแต่เดิมนั้น วิหารเซนต์โซเฟียได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง ทำให้สุลต่านแห่งออตโตมันหลายพระองค์ต้องการกสร้างมัสยิดขนาดใหญ่ให้เทียบเท่าหรือใหญ่กว่าวิหารเซนต์โซเฟียมาแทบทุกยุคทุกสมัย แต่ไม่เคยมีใครประสบความสำเร็จจนมาถึงในสมัยสุลต่านอาห์เมตที่ 1 เมห์เมต อาอา (Mehmet ) สถาปนิกผู้สร้างสรรค์มัสยิดแห่งนี้ ต้องการแสดงให้โลกรู้ว่าเขามีความสามารถเหนืออาจารย์และสถาปนิกที่ออกแบบวิหารเซนต์โซเฟีย จึงบรรจงออกแบบจนอลังการเหตุที่ผู้คนเรียกมัสยิดสุลต่านอาห์เมตที่ 1 (Sultan Ahmet I) ว่า บลูมอสก์ จนกลายเป็นชื่อจริงไปแล้วนั้น

-         Blue Mosque(สุเหร่าสีน้ำเงิน สุเหร่าสีฟ้า)

เนื่องมาจากสีของกระเบื้องอิซนิคบนกำแพงชั้นในที่มีสีฟ้าสดใส ลายดอกไม้ต่างๆ เช่น กุหลาบ ทิวลิป คาร์เนชั่น ฯลฯ โดยให้ตัวมัสยิดหันหน้าเข้าหาวิหารเซนต์โซเฟีย เป็นการประชันความงามกันอยู่คนละฟากฝั่งของจัตุรัสสุลต่านอาห์เมต ที่ซึ่งในฤดูร้อนจะมีงานแสดงแสงสีที่งดงามยามค่ำคืน แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าดีไซน์ของมัสยิดแห่งนี้ มองดูคล้ายวิหารเซนต์โซเฟีย แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นผลงานที่น่าประทับใจ เอกลัษณ์ของสุเหร่าสีน้ำเงิน โดดเด่นด้วยหอมินาเร็ต (หอสวดมนต์) 6 หอ ซึ่งปกติหอสวดมนต์ประจำมัสยิดทั่วไปจะมีหนึ่งถึงสองหอและลานด้านหน้าที่ใหญ่ที่สุดในบรรดามัสยิดของออตโตมัน ส่วนการตกแต่งภายในก็ดูยิ่งใหญ่ด้วยหน้าต่างทั้งหมด 260 บาน สลับสล้างด้วยหน้าต่างกระจกสีอันวิจิตรและพื้นที่สำหรับละหมาดขนาดกว้าง ภายในบริเวณมัสยิดมีโรงเรียนสอนศาสนา โรงพยาบาล ที่พักแรกของขบวนคาราวานและโรงครัวต้มน้ำซุป (เรียกว่าคุลลีเย) เมื่อเริ่มสร้างองค์สุลต่านมีกระแสรับสั่งให้สร้างหอสวดมนต์เป็นทองคำ ซึ่งคำว่าทองคำในภาษาตุรกี เรียกว่า อัลทึ่น (Altin)

-          Blue Mosque(สุเหร่าสีน้ำเงิน สุเหร่าสีฟ้า)

สถาปนิกพยายามคิดหาทางออกที่ดี เพราะการสร้างหอทองคำต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากและเป็นการไม่สมควร แต่ก็ต้องให้สุลต่านอาห์เมตพอพระทัยด้วย จึงสร้างหอสวดมนต์ 6 หอ สร้างความพอพระทัยในความฉลาดของสถาปนิก จึงไม่ลงทัณฑ์แต่อย่างใด แต่ว่าเมื่อสร้างสุเหร่าสีฟ้าเสร็จแล้วกลับกลายเป็นว่ามีหอสวดมนต์เท่ากับสุเหร่าในนครเมกกะ ซึ่งเป็นการไม่สมควร จึงต้องเพิ่มหอขึ้นอีกหนึ่งแห่งกลายเป็น 7 หอสุลต่านอาห์เมตได้ชื่นชมบลูมอสก์อยู่เพียงปีเดียว ก่อนสิ้นพระชนม์ด้วยวัยเพียง 27 พรรษสำหรับการเยี่ยมสุเหร่าสีน้ำเงินต้องถอดรองเท้า ช่วงที่อากาศเย็นควรที่จะเตรียมถุงเท้าไปด้วย อนุญาตให้คนเข้าไปทำละหมาดได้ 24 ชั่วโมง ช่วงกลางคืนจะมีการแสดงแสงสีเสียงด้วยครับ

วิหารเซนต์โซเฟีย หรือ สุเหร่าฮาเกีย (Mosque of Hagia Sophia) มีชื่อเรียกในภาษาละตินว่า Sancta Sophia และ Haghia Sofia ในภาษากรีก สร้างในสมัยจักรพรรดิจัสติเนียน โดยฝีมือรังสรรค์ของอันเธนิอุสแห่งทรัสลิส และอีซีโดรุสแห่งมีเลตุส ใช้เวลาสร้างเกือบ 6 ปี จึงเสร็จสมบูรณ์เมื่อ ค.ศ. 537 และทำซ้ำอีกครั้งเมื่อ ค.ศ. 563 หลังการซ่อมแซมยอดโดมที่พังลงมาเพราะแผ่นดินไหววิหารเซนต์โซเฟียเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง เป็นโบสถ์คาทอลิก มีหลังคาเป็นยอดกลมแบบโม เสาในโบสถ์เป็นหินอ่อน ภายในติดกระจกสี เมื่อเติร์กเข้าครองเมืองได้เปลี่ยนโบสถ์นี่ให้เป็นสุเหร่าในปี ค.ศ. 1453 โดยการฉาบปูนทับกำแพงที่ปูด้วยโมเสกเป็นรูปพระเยซูคริสต์และสาวก ภายหลังทางการได้ตกลงให้วิหารเซนต์โซเฟียหรือสุเหร่าฮาเกียเป็นพิพิธภัณฑ์ โดนทุกวันนี้คงบรรยากาศของความเก่าขลังอยู่เต็มเปี่ยม

-          วิหารเซนต์โซเฟีย หรือ สุเหร่าฮาเกีย (Mosque of Hagia Sophia)

โดยเฉพาะโดมที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลกซึ่งมีพื้นที่โล่งภายในใหญ่ที่สุดในโลก ก่อสร้างด้วยการใช้ผนังเป็นตัวรับน้ำหนักของอาคารลงสู่พื้นแทนการใช้เสาค้ำยันทั่วไป นับเป็นเทคนิคการก่อสร้าง ที่ถือว่าล้ำหน้ามากในยุคนั้น (ถือเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ฮาเกียโซเฟียได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง)

วิหารเซนต์โซเฟียดำรงสถานะเป็นโบสถ์คริสต์มมากว่า 900 ปี ก่อนจะมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งในวันที่ 29 พ.ค. ปี ค.ศ. 1453 เมื่อกรุงคอนสแตนติโนเปิลถูกตีแตก โดยสุลต่านเมห์เมตที่ 2 หรือเมห์เมตผู้พิชิตแห่งอาณาจักรออตโตมัน หลังพระองค์ยึดเมืองหลวงแห่งไบแซนไทน์ได้ ก็ทรงบังคับพระอาชาสีขาวเสด็จไปยังเซนต์โซเฟียเพื่อทำการละหมาดพร้อมทั้งบัญชาให้ปรับเปลี่ยนสถานะของเซนต์โซเฟียจากโบสถ์คริสต์เป็นมัสยิสของชาวมุสลิม โดยให้ฉาบปูนปิดทับภาพโมเสกอันสวยงามอลังการภายในให้หมด เพื่อเป็นไปตามความเชื่อของศาสนาอิสลามที่ห้ามมีรูปเคารพต่างๆ อีกทั้งยังโปรดให้ทำการสร้างหอสวดมนต์เพิ่มเติมอีกในเวลาต่อมา จึงเป็นการปิดฉากยิ่งใหญ่ของโบสถ์คริสต์ไปโดยปริยาย แต่กลับเป็นการเปิดฉากใหม่ของการสร้างมัสยิดในรูปทรงโดมแบบโบสถ์เซนต์โซเฟียขึ้นมาในอาณาจักรออตโตมัน ภายในวิหารเซนต์โซเฟียมีที่ตั้งบัลลังก์จักรพรรดิที่ถือเป็นศูนย์กลางจักรวาล ในห้องมีเสารักษาโรคอยู่ต้นหนึ่ง ซึ่งกล่าวกันว่าสามารถรักษาโรคไมเกรนของจักรพรรดิจัสติเนียนได้เมื่อแนบพระ เศียรลงกับเสา จึงเกิดความเชื่อว่าเสาแต่ละต้นในวิหารสามารถรักษาโรคได้ แต่เมื่อถูกลูบคลำเป็นเวลาหลายศตวรรษ เนื้อเสาก็สึกเว้าเข้าไปจนปัจจุบันต้องนำทองเหลืองมากรุเป็นกรอบ และเรียกรอยเว้านี้ว่า หลุมศักดิ์สิทธิ์ ความงดงามของภาพโมเสกที่จักรพรรดิจัสติเนียนและจักรพรรดิองค์ต่อๆ มาทรงนำมาประดับวิหารเซนต์โซเฟีย ถูกพวกมุสลิมทำลายไปหลายภาพ ในช่วง ค.ศ. 729 - 843 ภาพที่เหลือรอดมาจนถึงปัจจุบันเป็นเพราะทาน้ำปูนขาวปิดทับเอาไว้อย่างภาพของ พระเยซู จอห์นผู้ล้างบาปและพระแม่มาเรีย รวมถึงภาพจักรพรรดินีโซและพระสวามี คอนสแตนตินที่ 9 โมโนมาคุส ถัดขึ้นไปเป็นภาพอดีตพระสวามี โรมานุส ที่เคยเป็นคนเลี้ยงม้าผู้ล่อลวงจักรพรรดินีโซเพื่อจะยึดอำนาจ แต่กลับสูญเสียทั้งบัลลังก์และชีวิต

 

-          วิหารเซนต์โซเฟีย หรือ สุเหร่าฮาเกีย (Mosque of Hagia Sophia)

 

                                                 วิหารเซนต์โซเฟียแห่งนี้ได้รับการยกย่องเป็นสุดยอดสถาปัตยกรรมในยุคนั้น มีแผ่นหินอ่อนคอยดูดซับและสะท้อนแสงเทียน และตะเกียงนับพันดวง ภายในจึงสว่างไสว จนพวกคนเดินเรือเข้าใจผิดว่าเป็นประภาคาร แต่ดวงไฟเหล่านี้ก็อาจเป็นต้นเพลิงที่เผาผลาญวิหารหลังเดิม และบ้านเรือนในละแวกใกล้เคียงในยุคนั้นก็ได้ ภายในวิหารเซนต์โซเฟียมีที่ตั้งบัลลังก์จักรพรรดิที่ถือเป็นศูนย์กลางจักรวาล ในห้องมีเสารักษาโรคอยู่ต้นหนึ่ง ซึ่งกล่าวกันว่าสามารถรักษาโรคไมเกรนของจักรพรรดิจัสติเนียนได้เมื่อแนบพระ เศียรลงกับเสา จึงเกิดความเชื่อว่าเสาแต่ละต้นในวิหารสามารถรักษาโรคได้ แต่เมื่อถูกลูบคลำเป็นเวลาหลายศตวรรษ เนื้อเสาก็สึกเว้าเข้าไปจนปัจจุบันต้องนำทองเหลืองมากรุเป็นกรอบ และเรียกรอยเว้านี้ว่า หลุมศักดิ์สิทธิ์

-          บรรยากาศภายในวิหารเซนต์โซเฟีย

-          ภาพเขียนประวัติศาตร์โบราณภายในวิหารเซนต์โซเฟีย

ความงดงามของภาพโมเสกที่จักรพรรดิจัสติเนียนและจักรพรรดิองค์ต่อๆ มาทรงนำมาประดับวิหารเซนต์โซเฟีย ถูกพวก มุสลิมทำลายไปหลายภาพ ในช่วง ค.ศ. 729 - 843 ภาพที่เหลือรอดมาจนถึงปัจจุบันเป็นเพราะทาน้ำปูนขาวปิดทับเอาไว้อย่างภาพของ พระเยซู จอห์นผู้ล้างบาปและพระแม่มาเรีย รวมถึงภาพจักรพรรดินีโซและพระสวามี คอนสแตนตินที่ 9 โมโนมาคุส ถัดขึ้นไปเป็นภาพอดีตพระสวามี โรมานุส ที่เคยเป็นคนเลี้ยงม้าผู้ล่อลวงจักรพรรดินีโซเพื่อจะยึดอำนาจ แต่กลับสูญเสียทั้งบัลลังก์และชีวิต ส่วนภาพผู้ใจบุญเป็นภาพของจักรพรรดิคอนสแตนตินและจัสติเนียน ถวายนครอิสตันบูลและวิหารเซนต์โซเฟียบูชาแม่พระ และพระกุมาร ภาพเหล่านี้ถูกพบอีกครั้งเมื่ออาตาตุร์คทำการบูรณะวิหารในทศวรรษ 1930 เพื่อจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับคนรุ่นหลัง

ล่องเรือชมช่องแคบบอสฟอรัสซึ่งเป็นช่องแคบที่เชื่อมทะเลดํา (The Black sea) กับทะเลมาร์มาร่า (Sea of Marmara)เข้าด้วยกันโดยมีความยาวทั้งสิ้นประมาณ 32 กิโลเมตร ความกว้างตั้งแต่ 500 เมตรจนถึง 3 กิโลเมตร ถือว่าสุดขอบของทวีปยุโรปและสุดขอบของทวีปเอเชียมาพบกันที่นี่ นอกจากความสวยง ามแล้ว ช่องแคบบอสฟอรัสยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สําคัญยิ่งในการป้องกันประเทศตุรกีอีกด้วย เพราะมีป้อมปืนตั้งเรียงรายอยู่ตามช่องแคบเหล่านี้ ขณะที่ล่องเรือท่านจะได้เพลิดเพลินกับทิวทัศน์ข้างทางไม่ว่าจะเป็น พระราชวังโดลมาบาชเช่หรือ บ้านเรือนสไตล์ยุโรปของบรรดาเศรษฐีซึ่งล้วนแล้วแต่สวยงามตระการตาแทบทั้งสิ้น

 

-          ล่องเรือทัวร์ชมช่องแคบบอสฟอรัส

 

-          บ้านเรือนของเศรษฐีชาวตุรกีตั้งอยู่ริมแม่น้ำในนครอีสตันบูล

 

-          ล่องเรือชมบรรยากาศของช่องแคบบอสฟอรัสในยามเย็น

ตลาดสไปซ์ มาร์เกต (Spice Market) หรือตลาดเครื่องเทศ ท่านสามารถ เลือกซื้อของฝากได้ในราคาย่อมเยา ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับ ชาหรือกาแฟ รวมถึงผลไม้อบแห้งอันเลื่องชื่อของตุรกี อย่างแอปปริคอทหรือจะเป็นถั่วพิชทาชิโอ ซึ่งมีให้เลือกซื้อมากมาย

-          บรรยาศภายในตลาดสไปซ์ มาร์เกต (Spice Market) หรือตลาดเครื่องเทศในนครอีสตันบูล

-          ถั่วและขนมนานาชนิดภายในตลาดสไปซ์ มาร์เกตมีให้เลือกซื้ออย่างจุใจ

-          เครื่องเทศนานาชนิดบรรยาศภายในตลาดสไปซ์ มาร์เกต

-          ผลไม้นานาชนิดและผลทับทิมสีแดงสด

-          -ขนมอร่อยๆมีให้เลือกซื้อมากมาย

-          ขนมอร่อยๆน่ารับประทานมีให้เลือกซื้อมากมาย

นั่งกระเช้าขึ้นสู่ยอดเขาเปียลอทที(Cable car)บนยอดเขาสมารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของโกลด้นท์ฮอล์และทัศนียภาพของเมืองอีสตันบูลได้อย่างชัดเจนสำหรับยอดเขาเปียลอททีตั้งขึ้นเพื่อให้เกียรติ์กับ “จูเลี่ยน วู๊ด”นักประพันธ์ชื่อดังชาวฝรั่งเศสหรือที่รู้จักในนามปากกาว่า “เปีย ลอทที”(Pierre Loti)ซึ่งมีชื่อเสียงในตุรกีช่วงศตวรรษที่19 พร้อมนั่งจิบกาแฟหรือชาตุรกี(Turkish coffee,tea )

-          กระเช้าขึ้นสู่จุดชมวิวบนยอดเขาเปียลอททีในนครอีสตันบูล

-          เก้าอี้นนั่งจิบชาและกาแฟพร้อมกับชมวิวทิวทัศน์จุดชมวิวบนยอดเขาเปียลอทที 60

-          ร้านค้าขายของที่ระลึกบนจุดชมวิวบนยอดเขาเปียลอทที

 

-          วิวทิวทัศน์บนจุดชมวิวยอดเขาเปียลอททีในวันที่หมอกลงจัดท้องฟ้าไม่เป็นใจในการถ่ายภาพ

     หน้าต่อไป