เที่ยวงานฉลองครบรอบ๑๐๐ปีนราธิวาสเมืองน่าเที่ยว

เรื่องและภาพโดย  สุเทพ  พวงมะโหด(ลุงหนวด)

    ในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาผมได้รับการเชิญชวนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานนราธิวาสและสายการบินไทยสไมล์

 

-         สนามบินนราธิวาส

 

-         สายการบินไทยสไมล์มีเที่ยวบินจากกรุงเทพ-นราธิวาสทุกวันๆละ1 เที่ยวบินใช้เวลาเดินทาง1.15ชั่วโมง

ให้ผมและน้องๆนักข่าวหนังสือพิมพ์เดินทางมาร่วมงานฉลองครบรอบ๑๐๐ปีที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่๖ได้ทรงเสด็จประพาสมณฑลปัตตานีเมื่อปีพ.ศ.๒๔๕๘ จากนั้นพระองค์ทรงพระราชทานพระแสงดาบศาสตราและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้เปลี่ยนชื่อเมืองบางนรามาเป็น “เมืองนราธิวาส”ซึ่งหมายถึง “ถิ่นที่อยู่ของคนดี” เมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๕๘สำหรับงานในครั้งนี้ได้ถูกจัดขึ้นพร้อมกับงานกาชาดของจังหวัด ณ บริเวณสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ๖รอบพระชนมพรรษาซึ่งมี นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรีได้เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดงานโดยมีนาย ณัฐพงศ์ ศิริชนะ ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสกล่าวรายงานถึงความเป็นมาในการจัดงานครั้งนี้

-         นาย ณัฐพงศ์ ศิริชนะ ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสกล่าวรายงาน

-  พิธีเปิดงาน100ปีเมืองนราธิวาส

-         ถ่ายรูปหมู่ร่วมกัน

 หลังจากนั้นก็เป็นการแสดง แสง สี เสียงสื่อผสมชุด “๑๐๐ปีนราธิวาสร้อยใจชาวนรา”และการแสดงโขนกรมศิลปากรชุดใหญ่ซึ่งมีชาวนราธิวาสและจังหวัดใกล้เคียงมาร่วมงานกันอย่างคั่บคั่ง สำหรับพิธีเปิดงานในคืนนั้นดำเนินไปได้ด้วยดี

-         การแสดงดนตรีพื้นเมืองในงาน100ปีเมืองนราธิวาส

-         การแสดงแสงสีเสียงในงานฉลอง100ปีเมืองนราธิวาส

      วันรุ่งขึ้นก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯผมก็เลยถือโอกาศเดินทางท่องเที่ยวไปตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆในจังหวัดนราธิวาสโดยเริ่มต้นกันที่ พระพุทธทักษิณมิ่งมงคล

-         พระพุทธทักษิณมิ่งมงคล

ตั้งอยู่บนเนื้อที่ประมาณ 142 ไร่ห่างจากศาลากลางจังหวัดไปตามถนนสายนราธิวาส-ระแงะระยะทางประมาณ 9 กม องค์พระพุทธทักษิณมิ่งมงคลประดิษฐานเด่นเป็นสง่าอยู่บนเนินเขาณ วัดเขากงมงคลมิ่งมิตรประดิษฐาราม ต.ลำภู อ.เมือง จ.นราธิวาสสร้างขึ้นในระหว่างปีพ.ศ.2509-2512 พระพุทธทักษิณมิ่งมงคลเป็นพระพุทธรูปปางปฐมเทศนาถือว่า เป็นพระพุทธรูปประทับขัดสมาธิเพชร พระหัตถ์ขวายกจีบเสมอพระอุระ พระหัตถ์ซ้ายวางหงาย ประดิษฐานกลางแจ้งนับว่าเป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ สร้างขึ้นด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กประดับด้วยกระเบื้องโมเสลสีทองทั้งองค์ หน้าตักกว้าง 17 เมตร สูงจากฐานถึงยอดพระเกศบัวตูม 9 เมตร สูงจากระดับดินรอบเนินเขาจดพระเกศบัวตูม 28.30 เมตร

 

จากนั้นเดินทางมายังองค์พระศรีคเณศ พระพิฆเนศ ณ นราธิวาส

 

องค์พระพิฆเนศในอ.เมืองนราธิวาส ตั้งอยู่ในอ.เมืองนราธิวาสติดกับศาลเจ้าโก้วเล่งจี่ โดยสร้างขึ้นจากความคิดริเริ่มของคุณอินดาร์แซล บุศรีชาวฮินดูนายห้างเจ้าของกิจการ "ร้านดีวรรณพาณิชย์" ผู้จำหน่ายผ้ารายใหญ่ในเมืองนราธิวาสสร้างขึ้นมาจากความเลื่อมใสศรัทธา และเพื่อตอบแทนบุญคุณแผ่นดินไทย

องค์พระศรีคเณศ พระพิฆเนศ ณ นราธิวาส มีขนาดหน้าตักกว้าง 7 เมตร สูงถึง 16 เมตรใช้เวลาในการก่อสร้างนานกว่า 9 ปี โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2546 - 2555องค์พระพิฆเนศ ประทับนั่งในท่าลลิตาสนะ สวมศิลาภรณ์ (มงกุฎ) ประดับโมเสดแก้วหลากสี งวงเยื้องไปทางขวาและกลับเวียนมาทางซ้ายขององค์พระ เหนือพระนาคี มีสายธุรำ เป็นงูแผ่พังพานอยู่ใต้พระถันซ้ายมี 4 กร พระหัตถ์ขวาบนถือดอกบัว พระหัตถ์ด้านขวาล่างแสดงท่าประทานพร พระหัตถ์ซ้ายบนถือปรศุ (ขวาน) พระหัตถ์ซ้ายล่างถือชามขนมโมทกะ งอพระชานุซ้ายวางราบบนพระเพลา ห้อยพระบาทขวาลงสู่เบื้องล่างบนฐานดอกบัว ห่มพัสตราภรณ์ลักษณะนุ่งแบบอินเดีย มีแท่นประทับอยู่บนดอกบัวภายในบริเวณเทวสถานยังมีวิหารหนุมาน และวิหารไสบาบา ออกแบบและดูแลงานก่อสร้างโดย ผศ.เจริญชัย ตันครองจันทร์

-         วิหารไสบาบา

 

-         คุณอินดาร์แซล บุศรีผู้สร้างองค์พระพิฆเนศในอ.เมืองนราธิวาสถ่ายรูปที่วิหารไสบาบา

จากนั้นจึงเดินเท้าต่อมายังศาลเจ้าโก้งเล้งจี่ซึ่งตั้งอยู่ติดกันกับองค์พระศรีคเณศ พระพิฆเนศ ณ นราธิวาส

-         ศาลเจ้าโก้งเล้งจี่

ศาลเจ้าโก้งเล้งจี่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๗ ตามหลักฮวงจุ้ย หันหน้าออกทะเล เดิมเป็นศาลไม้เก่าแก่ อายุประมาณ ๔๐ ปี สร้างขึ้นบริเวณ "เขามงคลพิพิธ" ซึ่งเป็นเขาที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติคนไทยเชื้อสายจีนที่ได้มาอาศัยอยู่ใน จ.นราธิวาส ที่มีความศรัทธาต่อองค์เทพเจ้าจีน จึงได้สร้างศาลเจ้าแห่งนี้ขึ้นมา เพื่อประกอบพิธีมงคลต่างๆ และให้ลูกหลานกราบไหว้ขอพรเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

  ภายในศาลเจ้าได้จัดจำลองรูปเหมือนองค์เทพเจ้า หลายองค์ อาทิ พระยูไล พระอรหันต์จี้กง เทพเจ้ากวนอู เจ้าพ่อเสือ องค์เห้งเจีย เจ้าแม่กวนอิม ฯลฯ ผนังภายในศาลเจ้า เป็นปูนปั้นองค์เทพเจ้าต่างๆ และลวดลายสวยงาม ส่วนผนังภายนอก เป็นปูนปั้นบอกเล่าเรื่องราวทางขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมจีน ตามตำนานพงศาวดารจีน มีความวิจิตรสวยงามมาก ซึ่งหาชมได้ยากในยุคปัจจุบันแต่ที่แปลกไปจากศาลเจ้าอื่นๆ คือ ศาลเจ้าโก้วเล้งจี่ มีเจ้าที่หรือเจ้าศาล เป็น "หัวมังกรคาบแก้ว" ซึ่งมีลำตัวใหญ่ยาวมาก คอยปกปักรักษาดูแลลูกหลานชาวไทย โดยแต่ละวันจะมีลูกหลานมากราบไหว้บนบานศาลกล่าวขอพรเป็นประจำ

  เมื่อพ.ศ.๒๔๙๗ คณะกรรมการได้ก่อสร้างศาลใหม่ขึ้นแทนศาลไม้หลังเก่า เนื่องจากศาลไม้ได้ชำรุดทรุดโทรมลงมาก โดยมีคนไทยเชื้อสายจีนและชาวไทยพุทธ ร่วมกันทำบุญบริจาคทรัพย์ในการก่อสร้างจนเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๙

     ศาลเจ้าโก้วเล้งจี่ ได้จัดงานฉลองครบรอบ ๑๐ ปี เมื่อวันที่ ๒-๔ สิงหาคม ๒๕๐๙ มีการแห่พระ ลุยไฟ เชิดสิงโต รอบเมืองนราธิวาส และได้นิมนต์ "พระอาจารย์ทิม" วัดช้างให้ ขึ้นบนเขามงคลพิพิธ เจิมรูปเหมือน "หลวงพ่อทวด" วัดช้างให้ ที่ประดิษฐานอยู่บนเขา รวมทั้งภายในศาลเจ้าโก้วเล้งจี่ และนับเป็นครั้งแรกที่ศาลเจ้าโก้วเล้งจี่ ได้จัดสร้าง "เหรียญพระยุไล" และ "เหรียญเจ้าแม่กวนอิม" ขอบารมี พระอาจารย์ทิมแห่งวัดช้างให้ทำพิธีปลุกเสก ภายในศาลเจ้าโก้วเล้งจี่ เพิ่มพุทธคุณด้านเมตตาและค้าขายต่อมาในปี ๒๕๕๗ ศาลเจ้าโก้วเล้งจี่ มีอายุครบ ๙๙ ปี จึงได้จัดงานฉลอง แห่พระ ลุยไฟ ระหว่างวันที่ ๙-๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๗ นี้ ทุกคืนจะมีพิธีสะเดาะเคราะห์ เสริมดวงชะตา แก้ปีชงจากนั้นเดินทางต่อมายังมัสยิดกลาง (ใหม่)

 

มัสยิดกลาง (ใหม่)ตั้งอยู่ที่บ้านบางนราก่อนถึงหาดนราทัศน์ เป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจของชาวไทยที่นับถือศาสนาอิสลาม มัสยิดกลางนราธิวาสนี้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2524 เป็นมัสยิดกลางประจำจังหวัดแห่งที่ 2 สร้างเป็นอาคาร 3 ชั้น แบบอาหรับ ชั้นล่างจะเป็นห้องประชุมใหญ่  ห้องทำละหมาดอยู่ 2 ชั้นบน ยอดเป็นโดมขนาดใหญ่ มีหอสูงสำหรับส่งสัญญาณอาซานเรียกชาวมุสลิมเข้ามาละหมาด

-         จากสะพานข้ามแม่น้ำบางนราที่เห็นอยู่ลิบๆนั่นคือมัสยิดประจำจังหวัดนราธิวาส

- แม่น้ำบางนราแม่น้ำสายหลักที่สำคัญในเมืองนราธิวาส

- ชุมชนริมแม่น้ำบางนรา

- กิจกรรมการแข่งขันเรือยาวในแม่น้ำบางนรา

- ตึกชิโนโปรตุกีสในเมืองนราธิวาส

และจากมัสยิดประจำจังหวัดนราธิวาสเดินทางต่อมายังวัดบางนรา

 

-         วัดบางนราวัดเก่าแก่ประจำจังหวัดนราธิวาส

 

-  แผ่นป้ายแสดงถึงประวัติความเป็นมาของวัดบางนรา

วัดบางนรา ตั้งอยู่ในต.บางนาค อ.เมือง จ.นราธิวาส วัดบางนรามีประวัติคือ เป็นอารามราษฎร์เมื่อทางราชการยกฐานะหมู่บ้านบางนรารวมเข้าเมืองระแงะและตำบลเจ๊ะเห ตำบลไพรวัน ขึ้นเป็นจังหวัดนราธิวาส บรรดาพระพุทธศาสนิกชนปรารถนาจะบำเพ็ญบุญกุศลแต่ไม่มีวัด ต่อมามีข้าราชการและราษฏร คือ พระศรีปัญญาขุนอนุสาร นายแดง ไกรสุวรรณ นายอิ้น ศรีเพรช นายดี บุญช่วยและทอง ศรีอุบล นำความคิดเสนอ คุณพระยาสุรพล ท่านเห็นชอบและซื้อที่ดินโดยก่อสร้างกุฏิหนึ่งอยู่บริเวณเขาพิพิธ เมื่อท่านเจ้าคุณพระธรรมวโรดม วัดราชาธิวาส กทม. มาตรวจเยี่ยมได้อุปการะวัด ปัจจุบันมีพระครูนราบุราภิรักษ์เจ้าคณะอำเภอเมือง เป็นเจ้าอาวาสของวัด

-         เจดีย์ในวัดบางนรา

จากนั้นเดินทางท่องเที่ยวต่อมายังวัดชลธาราสิงเหในอ.ตากใบจ.นราธิวาส

-  ป้ายแสดงถึงประวัติความเป็นมาของวัดชลธาราสิงเหในอ.ตากใบจ.นราธิวาส

 

-         พระอุโบสถของวัดชลธาราสิงเห

วัดชลธาราสิงเหหรีอเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าวัดพิทักษ์แผ่นดินไทยเป็นวัดเก่าแก่ ตั้งอยู่หมู่ 3 ตำบลเจ๊ะเห ห่างจากตลาดอำเภอตากใบแยกซ้ายประมาณ 100 เมตร สร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่5 ก่อนตั้งอำเภอตากใบ 49 ปี ในสมัยดินแดนตากใบยังเป็นของรัฐกลันตัน ท่านพระครูโอภาสพุทธคุณ (พุด) เป็นผู้เริ่มก่อตั้งวัดนี้ขึ้นและต้องไปขอที่ดินเพื่อที่จะสร้างวัดจากพระยากลันตัน วัดนี้ยังมีความสำคัญเกี่ยวข้องกับดินแดนตากใบตอนแบ่งแยกดินแดนระหว่างประเทศสยาม กับประเทศมลายูซึ่งเป็นเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษในขณะนั้น โดยฝ่ายไทยได้มีการยกเอาพระพุทธศาสนาวัดและศิลปะในวัด เป็นเครื่องต่อรองอังกฤษจึงยอมรับเหตุผบ โดยให้นำเอาแม่น้ำตากใบและแม่น้ำสุไหงโก-ลก เป็นเส้นแบ่งเขตแดน ในบริเวณวัดชลธาราสิงเห มีสิ่งก่อสร้างทางพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศิลปะแบบไทยทางภาคใต้เป็นจุดเด่นและงดงามหลายชิ้นอยู่ในโบสถ์เก่าซึ่งสร้างขึ้น ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีภาพจิตรกรรมฝาผนัง ซึ่งเขียนโดยพระภิกษุชาวสงขลา ภาพเหล่านั้นได้ถ่ายทอดรูปแบบชีวิตวัฒนธรรม และความเป็นอยู่ท้องถิ่นภาคใต้ไว้เด่นชัดและน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

-         พระพุทธรูปศักสิทธิ์ภายในพระอุโบสถของวัดชลธาราสิงเห

-         ภาพเขียนจิตกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถของวัดชลธาราสิงเหเขียนขึ้นโดยพระภิกษุชาวสงขลา

นอกจากนี้ยังมีศาลาธรรมอีกหลังหนึ่ง เป็นศิลปะแบบใต้ผสมกับสถาปัตยกรรมแบบจีนแปลกตา และในวิหารเก่าด้านหลังวัดยังมีประติมากรรม รูปปั้นรูปพระนารายณ์ 4 กร พระพุทธไสยาสน์ซึ่งมีพญานาคอีก 2 ตน อยู่ใกล้ ๆประติมากรรมดังกล่าวซึ่งยังกำหนดยุคและสมัยที่เริ่มก่อสร้างไม่ได้แน่ชัด

-         พิพิธภัณท์พื้นบ้านภายในวัดชลธาราสิงเหในอ.ตากใบ

-         ภายในพิพิธภัณท์พื้นบ้านวัดชลธาราสิงเหในอ.ตากใบ

พาท่านผู้อ่านเที่ยววัดวาอาราม,มัสยิดและศาลเจ้ากันมามากแล้วลองมาเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติในจังหวัดนราธิวาสกันดูบ้างโดยเริ่มต้นกันที่หาดนราทัศน์

-         พระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าที่หาดนราทัศน์

หาดนราทัศน์ หาดทรายขาวสวยงามติดอันดับต้นๆของไทยโดยชายหาดมีความยาวประมาณ 5 กิโลเมตร ไปสิ้นสุดที่ปลายแหลมด้านปากแม่น้ำบางนราซึ่งใช้เป็นสถานที่จัดการแข่งขันเรือกอและที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี  แนวต้นสนทะเลที่ขึ้นเรียงรายอย่างหนาแน่นทำให้บรรยากาศริมทะเลร่มรื่นมาก

 

-         ชายหาดนราทัศน์หนึ่งในหลายๆชายหาดอันงดงามติดอันดับประเทศ

ชาวนราธิวาสนิยมมาพักผ่อนหย่อนใจกันที่ชายหาดแห่งนี้และใกล้ๆกันมีหมู่บ้านชาวประมงตั้งกระจัดกระจายตามริมแม่น้ำบางนราและบริเวณเวิ้งอ่าวมีเรือกอและของชาวประมงจอดหลบลมกันอยู่มากมายในยามเช้าจะเห็นชาวนราธิวาสเดินทางมาออกกำลังกายกันเป็นประจำทุกวันจากหาดนราทัศน์เดินทางต่อมายังอ่าวมะนาว

-         อ่าวมะนาวหนึ่งในชายหาดอันสวยงามในจ.นราธิวาส

อ่าวมะนาว เป็นชายหาดที่ยาวต่อเนื่องจากชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของจังหวัดปัตตานี  เป็นโค้งอ่าวเชื่อมต่อกัน ยาวประมาณ 4  กิโลเมตร มีโขดหินคั่นสลับโค้งหาดเป็นระยะ ด้านหนึ่งติดพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์  บริเวณริมหาดมีสวนรุกขชาติ และทิวสนร่มรื่นเหมาะแก่การพักผ่อน มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติป่าชายหาด (beach forest) ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร พันธุ์ไม้ที่พบจะเป็นไม้ที่ชอบความแห้งแล้ง เช่น จักทะเล,มะนาวผี,เตยทะเล (ผลมีหน้าตาคล้ายสับปะรด) เป็นต้น หากใครอยากพักค้างคืนก็มีบ้านพักของทางวนอุทยานให้บริการอีกด้วยครับและจากตัวเมืองนราธิวาสผมเดินทางมุ่งหน้าสู่อ.ตากใบ และจากสี่แยกตลาดอำเภอตากใบเลยไปยังแม่น้ำตากใบมีสะพานไม้ชื่อ สะพานคอย 100 ปี

-         สะพานคอย100ปีข้ามไปเกาะยาวในอ.ตากใบ

-         ต้นมะพร้าวเรียงรายตลอดแนวชายหาดบนเกาะยาว

-         ยิ้มน้อยๆของนักเรียนมัธยมในอ.ตากใบ จ.นราธิวาส

สะพานคอย 100 ปี มีทั้งสะพานปูนใหม่และสะพานไม้เก่าความยาว 345 เมตรทอดข้ามแม่น้ำตากใบไปยังเกาะยาว ซึ่งทางด้านตะวันออกของเกาะจะติดกับทะเล มีหาดทรายสวยงามความยาวหลาย100เมตร บรรยากาศเงียบสงบภายในหมู่บ้านมีมัสยิดสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนากำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างชาวบ้านบนเกาะยาวเป็นชาวไทยมุสลิมประกอบอาชีพประมงและสวนมะพร้าว

-         มัสยิดสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาบนเกาะยาวกำลังอยู่ในระหว่างก่อสร้าง

-         ผู้ใดมีจิตศรัทธาสามารถบริจาคทุนทรัพย์ได้ตามป้ายประกาศนี้น่ะครับชาวเกาะยาวเขาฝากบอกมา

-         สถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาชั่วคราวบนเกาะยาวรอมัสยิดหลังใหม่ก่อสร้างเสร็จ

จากนั้นผมออกเดินทางสู่ ต.ภูเขาทอง อ.สุคิรินในจังหวัดนราธิวาสเป็นอำเภอที่มีชาวไทยอีสานอพยพกันมาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทางเกษตรกรรมแม้จะจากบ้านเกิดมาไกลชาวไทยอีสานเหล่านี้ก็ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีดั่งเดิมของชาวอีสานไว้อย่างเหนียวแน่นเช่นงานประเพณีบุญบ้องไฟได้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีสำหรับในปีนี้ได้จัดประกวดขบวนรถแห่พญานาคสร้างความสนุกสนานตื่นตาตื่นใจแก่ผู้ที่เข้าร่วมงานเป็นอย่างมาก

- พิธีเปิดงานบุญบ้องไฟงานฉลอง100ปีเมืองนราธิวาสในต.ภูเขาทอง อ.สุคิรินจังหวัดนราธิวาส

-         หนึ่งในรถขบวนแห่งานบุญบ้องไฟของชาวไทยอีสานที่อาศัยอยู่ในอ.สุคิรินจ.นราธิวาส

-         งานประเพณีบุญบ้องไฟของชาวไทยอีสานในอ.สุคิริน

-         ขบวนกลองยาวในงานประเพณีบุญบ้องไฟของชาวไทยอีสานในอ.สุคิริน

48

48.1

 

-         งานประเพณีบุญบ้องไฟของชาวไทยอีสานในอ.สุคิริน

และจากอำเภอสุคิรินผมเดินทางเข้าสู่อำเภอแว้งอันเป็นที่ตั้งของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ฮาลา-บาลา

49

50

-         เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ฮาลา-บาลา

เป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ของประเทศไทยเป็นแนวชายแดนไทย-มาเลเซียโดยได้รับการประกาศจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2539 มีพื้นที่ประมาณ 270,725 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ทิวเขาสันกาลาคีรี  ป่าฮาลาและป่าบาลาเป็นผืนป่าดงดิบที่ไม่ต่อเนื่องกัน แต่ได้รับการประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเดียวกัน คือ ป่าฮาลา ในเขตอำเภอเบตง จังหวัดยะลา และ อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส แต่ส่วนที่เปิดให้ประชาชนเข้าไปศึกษาธรรมชาติได้ จะเป็นป่าบาลาเท่านั้น ป่าบาลามีพื้นที่ครอบคลุม อำเภอแว้ง และอำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาสสำหรับฤดูกาลที่เหมาะแก่การไปศึกษาธรรมชาติที่นี่คือตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์จนถึงเดือนกันยายน ซึ่งจะมีฝนตกลงมาไม่มากเกินไปนัก

51

52

53

-         ความอุดมสมบูรณ์ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ฮาลา-บาลา

54

-         แผ่นจารึกด้วยหินอ่อนในคราวที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงเสด็จพระราชดำเนินมามายังเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ฮาลา-บาลาเมื่อปีพ.ศ๒๕๒๕

-          

55

-         น้ำตกแห่งหนึ่งตามเส้นทางเดินเท้าศึกษาธรรมชาติในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ฮาลา-บาลา

 

-         จากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ฮาลา-บาลาเดินทางมายังป่าพรุโต๊ะแดง ป่าพรุแห่งสุดท้ายของประเทศไทย ซึ่งคลุมพื้นที่ของ 3 อำเภอ คือ อำเภอตากใบ อำเภอสุไหงโกลก และอำเภอสุไหงปาดี   มีพื้นที่ประมาณ 120,000 ไร่ แต่ส่วนที่สมบูรณ์โดยประมาณมีเพียง 50,000 ไร่ เป็นป่าที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ด้วยสัตว์ป่าและพรรณไม้ พื้นที่ป่าพรุมีลำน้ำสำคัญหลายสายไหลผ่าน คือ คลองสุไหงปาดี แม่น้ำบางนรา และคลองโต๊ะแดง อันเป็นที่มาของชื่อป่าพรุโต๊ะแดงและสุดท้ายผมมาสิ้นสุดการเดินทางที่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริเป็นแหล่งรวมการศึกษา สาขาวิชาต่าง ๆ ทั้งนี้เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาที่ดินทำกินแก่ราษฎรในพื้นที่แบบเบ็ดเสร็จ คือ วิเคราะห์ ทดลอง ทดสอบการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ให้ข้อมูลวิชาการ และฝึกอบรมการเกษตร

            56

-         ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติ์ฯ นราธิวาส

56.1

-         - ไร่หม่อนไหมในศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติ์ฯ นราธิวาส

57

 

58

-         การทอผ้าจากหม่อนไหม

 

59

-         ขอเชิญดื่มน้ำใบหม่อนสักแก้วไหมค่ะ

                                      ก่อนเดินทางกลับแวะซื้อข้าวเกรียบปลาหรือที่ชาวนราฯเรียกกันว่า “กือโป๊ะ”ของฝากมีชื่อเสียงที่สุดของเมืองนราฯติดไม้ติดมือฝากคนทางบ้านและต้องขอบอกว่าเป็นข้าวเกรียบปลาอร่อยที่สุดในชีวิตตั้งแต่กินข้าวเกรียบปลามาก็ว่าได้ครับ

60

-         ป้ายบอกชื่อชุมชนปาแลกาแยแหล่งทำกือโป๊ะข้าวเกรียบปลาสุดยอดของความอร่อย

61

-         กือโป๊ะข้าวเกรียบปลาสุดยอดของความอร่อยของฝากจากเมืองนราธิวาส

62

63

-         เชิญลองชิมกือโป๊ะข้าวเกรียบปลาสุดยอดของความอร่อยของฝากจากเมืองนราธิวาสค่ะ

ส่วนลองกองผลไม้มีชื่อเสียงของเมืองนราฯกว่าจะสุกเต็มที่ก็เดือนตุลาคมครับ

64

-         ลองกองตันหยงมัสผลไม้ขึ้นชื่อของเมืองนราฯ

65

-         เสื้อผ้าบูติกสีสันสดใสมากมายหลากหลายชนิดของฝากจากเมืองนราฯ

66

-         นกกงหัวจุกแห่งนราธิวาส

อาหารการกินขึ้นชื่อของเมืองนราธิวาส

67

-         บูดูกินกับผักสด อร่อยจนอยากกลับไปนราฯอีก

68

-         สะเต๊ะเนื้อ-ไก่ อร่อยไม่อยากบอกใครนอกจากคุณ

69

-         ข้าวราดแกงแห่งเมืองนราฯราคาจานละ30บาท

70

-         ข้าวเหนียวห่อใบตองกินกับชาร้อนอีกเมนูเช้าของชาวนราฯ

71

72

-         กรรมวิธีการทำขนมโบราณท้องถิ่นมีชื่อว่า  “แบกอกับอากอก”ทำที่บ้านบาโงในอ.เมืองนราธิวาส ชาวมุสลิมจะกินในระหว่างถือศีลอดเพื่อเรียกน้ำย่อยก่อนจะรับประทานอาหารในช่วงฤดูถือศีลอดจะขายดีมาก

73

-         เด็กนักเรียนชาวมุสลิมกำลังพูดคุยทักทายกันในระหว่างเดินทางกลับบ้าน

75

-         วิถีชิวิตของชาวนราฯในยามเช้าคุณลุงนั่งกินอาหารในยามเช้าในเมืองนราธิวาส

74

-         ชมรมจักรยานในเมืองนราธิวาสชวนกันขี่จักรยานออกกำลังกายกันในยามเช้า

                                                        สุดท้ายนี้จึงอยากจะใคร่ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาเยี่ยมเยือนเมืองนราธิวาสกันบ้างเพราะเมืองนราธิวาสยังมีอะไรดีๆที่ซุกซ่อนอยู่อีกมากมายรอวันเวลาแห่งการค้นพบ เที่ยว3จังหวัดชายแดนใต้แบบสบายๆไม่อันตรายอย่างที่หลายคนคิดครับ

ขอขอบคุณผู้ที่ให้การสนับสนุนการเดินทางในครั้งนี้

-         ท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานนราธิวาส

-         สายการบินไทยสไมล์