ล่องแม่น้ำโขง...เยือนถิ่นวิถีไทย-ลาวที่ นครพนม-คำม่วน

เรื่องและภาพ โดย   สุเทพ   พวงมะโหด(ลุงหนวด)

    นครพนม...จังหวัดทางภาคอีสานตอนเหนือที่ตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำโขงตลอดทั้งชายฝั่ง ซึ่งในอดีตเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ ที่รุ่งเรืองมาก พรั่งพร้อมด้วยธรรมชาติอันสวยงามวิถีชีวิตและอารยธรรมโบราณมากมาย ที่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นพระธาตุประจำวันต่างๆ และพระธาตุที่มีความสำคัญที่สุดก็คือองค์พระธาตุพนมที่บรรจุพระอุรังคธาตุ (กระดูกส่วนหน้าอก) ของพระพุทธเจ้าไว้ ดังนั้นสิ่งที่นักท่องเที่ยวจะได้รับจากการเดินทางมาท่องเที่ยวยังจังหวัดนครพนม คือ กลิ่นอายวัฒนธรรมนับร้อยปีและวิวสวยๆ ของแม่น้ำโขง เส้นเลือดใหญ่ของคาบสมุทรอินโดจีนที่เป็นเอกลักษณ์สำคัญของจังหวัด นครพนมมาจนถึงทุกวันนี้ สำหรับคำขวัญประจำจังหวัดนครพนมคือ “พระธาตุพนมค่าล้ำ วัฒนธรรมหลากหลาย เรณูภูไท เรือไฟโสภา งามตาฝั่งโขง

-          สนามบินนครพนม

-          ตึกสไตล์โคโลเนียลในตัวเมืองนครพนม

วันแรกของการเดินทาง

-          องค์พระธาตุพนม

      สำหรับสถานที่แห่งแรกที่คณะของเราเดินทางไปก็คือองค์ พระธาตุพนมอยู่ห่างจากตัวเมืองนครพนมระยะทาง50กม.สำหรับองค์ พระธาตุพนม เป็นพระธาตุประจำของผู้ที่เกิดวันอาทิตย์ ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ผลจากการขุดค้นทางโบราณคดีลงความเห็นว่าพระธาตุพนมสร้างขึ้นระหว่าง พ.ศ. 12001400 ตามตำนานกล่าวว่าผู้สร้างคือ พระมหากัสสปะ พระอรหันต์ 500 องค์ และท้าวพระยาเมืองต่าง ๆ ภายในองค์พระธาตุบรรจุพระอุรังคธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้ ลักษณะของสถาปัตยกรรมมีแหล่งที่มาที่เดียวกันกับปราสาทของขอม และได้ทำการบูรณะเรื่อยมา ในปี พ.ศ. 2485 ได้รับการยกฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นเอกขึ้นเป็น วรมหาวิหารต่อมาในวันที่ 11 สิงหาคม 2518 เวลา 19.38 น. พระธาตุพนมได้ล้มทลายลงทั้งองค์ เนื่องจากความเก่าแก่ขององค์พระธาตุพนมและประจวบกับระหว่างนั้นฝนตกพายุพัดแรงติดต่อกันมาหลายวัน ประชาชนทั้งประเทศได้ร่วมบริจาคทุนทรัพย์และรัฐบาลได้ก่อสร้างองค์พระธาตุขึ้นใหม่ตามแบบเดิม การก่อสร้างนี้เสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2522 นอกจากพระบรมสารีริกธาตุที่บรรจุในองค์พระธาตุแล้ว ยังมีของมีค่ามากมายนับหมื่นชิ้น โดยเฉพาะฉัตรทองคำบนยอดพระธาตุเป็นฉัตรทองคำที่มีน้ำหนักถึง 110 กิโลกัม ปัจจุบันองค์  พระธาตุมีฐานกว้างด้านละ 12.33 เมตร สูง 53.60 เมตร เป็นเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมสูงแลดูสง่างาม งานนมัสการองค์พระธาตุเริ่มตั้งแต่วันขึ้น 10 ค่ำ เดือน 3 ถึงวันแรม 1 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี ในวันเพ็ญเดือน 3 ถึงแรม 1 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปีจะมีงานประจำปีเพื่อเป็นการนมัสการพระธาตุพนม

      พระธาตุพนมไม่เพียงแต่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวนครพนมเท่านั้น พระธาตุพนมยังเป็นที่เคารพของชาวไทยทั่วทุกภาคของประเทศไทย และชาวลาวอีกด้วย ว่ากันว่าถ้าใครได้มานมัสการพระธาตุครบ 7 ครั้งจะถือว่าเป็น ลูกพระธาตุเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและจะมีความเจริญรุ่งเรือง หรือแม้แต่การได้มากราบพระธาตุพนม 1 ครั้ง ก็ถือเป็นมงคลแก่ชีวิตแล้วครับ

      จากนั้นคณะของเราจึงออกเดินทางสู่บ้านนาก่ำใต้ในอำเภอพระธาตุพนมห่างจากตัวเมืองพระธาตุพนมระยะทางประมาณ5กม.บนถนนสายนครพนม-มุกดาหารเพื่อทางคณะของเราจะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชาวบ้านในเรื่องของงานวิจัยส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวกับการรักษาผลประโยชน์ร่วมกันของท้องถิ่นริมฝั่งโขง(ไทย-ลาว)โดยไม่ต้องพึ่งอำนาจรัฐและไม่มีปัญหาความขัดแย้งกันดั่งเช่นพื้นที่ชายแดนอื่นๆการศึกษารูปแบบการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารจัดการพื้นที่รอยต่อตะเข็บชายแดนโดยทีมวิจัยร่วมกับอาจารย์มหาวิทยาลัยนครพนม,ศรีสะเกษและชาวบ้านพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันบริเวณศาลาพักร้อนริมฝั่งโขงจากนั้นจึงลงเรือหางยาวของชาวบ้านเดินทางลงไปยังเกาะแห่โดยใช้เวลาเดินทางเพียง10นาทีเท่านั้นก็เดินทางมาถึงยังหาดแห่

-          เกาะแห่เกาะใหญ่กลางแม่น้ำโขงกำลังพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งในจ.นครพนม

 สำหรับหาดแห่เกาะขนาดใหญ่กลางลำแม่น้ำโขงตั้งอยู่ในบ้านนาก่ำใต้มีเนื้อที่ประมาณ50ไร่ความยาว3กม.ประชานไทย-ลาวใช้ประโยชน์ร่วมกันในการทำเกษตรกรรมและการท่องเที่ยวเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์งานได้จัดต่อเนื่องกันเป็นเวลา5วันโดยมีนักท่องเที่ยวและประชาชนทั้งฝั่งไทย-ลาวเดินทางลงมาท่องเที่ยวยังหาดแห่เป็นจำนวนมาก

 

-          วิถีชีวิตของชาวบ้านสองฝั่งแม่น้ำโขง

จากนั้นคณะของเราจึงเดินทางกลับเข้าสู่ตัวเมืองนครพนมเพื่อเที่ยวชมวัดวาอารามและสถานที่ต่างๆที่สำคัญในจ.นครพนมดังต่อไปนี้

- วัดโอกาสหรือวัดโอกาสศรีบัวบาน เป็นวัดเก่าแก่คู่เมืองนครพนมและเป็นที่ประดิษฐานพระติ้วและพระเทียมพระพุทธรูปแฝดอันศักดิ์สิทธิ์เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยสององค์ที่มีพุทธลักษณะเหมือนกันทุกประการ แกะสลักจากไม้ตะเคียน ขนาดหน้าตักกว้าง 39 ซม. สูง 60 ซม. ประดิษฐานในบุษบกทรงปราสาทที่ตั้งอยู่ด้านหน้าพระประธานในโบสถ์ พระเทียมอยู่ทางขวามือของพระประธาน ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวนครพนมมาแต่โบราณ นอก จากนี้ภายในโบสถ์ยังมีภาพจิตรกรรมที่สวยงามน่าชมด้วย

- วัดโอกาสศรีบัวบาน

- พระติ้วและพระเทียมพระพุทธรูปแฝดอันศักดิ์สิทธิ์ภายในวัดโอกาสศรีบัวบาน

- ภาพเขียนสีน้ำมันฝาผนังภายในพระอุโบสถของวัดโอกาสศรีบัวบาน

- วัดนักบุญอันนา หนองแสง ตั้งอยู่บนถนนคเดินสุนทรวิจิตร เลียบแม่น้ำโขงหน้าตัวเมืองนครพนม สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1926 โดยคุณพ่อเอทัวร์ นำลาภ อธิการโบสถ์ วัดนักบุญอันนาหนองแสงนี้เป็นสัญลักษณ์ของความหลากหลายทางวัฒนธรรมด้วยสถาปัตยกรรมที่สวยงามแปลกตา และการนับถือศาสนาที่มีคนหลายเชื้อชาติมาอาศัยอยู่ด้วยกัน ในช่วงก่อนวันคริสต์มาส ชาวคริสต์แต่ละชุมชนจะประดิษฐ์ดาวรูปแบบต่าง ๆตั้งเป็นขบวนแห่รูปดาวมารวมกันไว้ที่วัดแห่งนี้

-          ทางเข้าวัดนักบุญอันนา หนองแสง

 

-          ภายในวัดนักบุญอันนา หนองแสง

-          บรรยากาศภายในโบสถ์ของวัดนักบุญอันนา หนองแสง

- ชาวคณะกสว.ถ่ายรูปหมู่ ร่วมกันภายในโบสถ์วัดนักบุญอันนา หนองแสง

- บ้านนาจอกหรือบ้านลุงโฮ หรือที่มีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่าบ้านท่านโฮจิมินห์ เป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่ที่ได้มีการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ซึ่งสถานที่แห่งนี้นั้นเป็นหมู่บ้านเก่าแก่ที่ครั้งหนึ่งอดีตประธานาธิบดีสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นายโฮจิมินห์ได้เคยเข้ามาอาศัยพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อกอบกู้เอกราชของเวียดนามในช่วงระหว่างการทำสงคราม ช่วงระหว่างปี พ.ศ. 24672474

- บ้านลุงโฮจิมินห์

ลุงโฮได้ย้ายมาอยู่ที่จังหวัดนครพนมโดยมาอาศัยอยู่กับเพื่อนที่อพยพมาจากเวียดนามเป็นเพื่อนสนิทร่วมอุดมการณ์เหมือนกัน  ลุงโฮได้ออกเดินทางโดยเปลี่ยนสถานที่ไปเรื่อยๆรวมทั้งได้เปลี่ยนชื่อเรียกตัวเองไปด้วยเพื่อเป็นการอำพรางตัวเองและเพื่อไม่ให้ผู้ใดจำตนเองได้  สำหรับเพื่อนสนิทของลุงโฮนั้นเองก็ได้เดินทางเข้ามาพำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทยและมีครอบครัวที่ประเทศไทย  ซึ่งปัจจุบันบ้านหลังนี้ได้มีการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาตลอดและเป็นสถานที่แสดงประวัติเกี่ยวกับลุงโฮรวมถึงบอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และเรื่องราวการใช้ชีวิตของลุงโฮที่ประเทศไทย  ในส่วนภายในบริเวณบ้านลุงโฮจะมีต้นไม้นานาชนิดที่ลุงโฮได้ปลูกไว้ ได้แก่ ต้นมะพร้าว หมาก พลู กล้วย และชาบรรยากาศอันร่มรื่น รวมไปถึงภายในบ้านได้เก็บเครื่องมือเครื่องใช้ของลุงโฮ อาทิเช่นโต๊ะทำงาน และเครื่องตำข้าวที่ลุงโฮใช้ในการตำข้าว  หมู่บ้านนาจอกแห่งนี้ได้รับการจัดตั้งให้เป็นหมู่บ้านมิตรภาพไทย-เวียดนาม โดยได้มีการจัดนิทรรศการแสดงประวัติการทำงานและการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆของลุงโฮอีกด้วยจากนั้นคณะของเราเดินทางต่อมายัง

-  พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์และหมู่บ้านมิตรภาพไทย เวียดนาม

-  บริเวณด้านหน้าพิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ในจ.นครพนม

พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ เป็นสถานที่แสดงชีวประวัติของท่านโฮจิมินห์ ซึ่งเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนสองชั้น สำหรับในชั้นที่สองจะมีบอร์ดรูปภาพและรูปปั้นรวมถึงภาพจำลองของบ้านห้องทำงานที่ท่านเคยใช้ชีวิตอาศัยอยู่ในประเทศไทย รวมถึงเรื่องราวของการที่ท่านได้ช่วยกอบกู้เอกราชของประเทศเวียดนามจากเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส ภายในมีการตกแต่งบ้านของชาวเวียดนาม รวมถึงการจำลองบ้านที่เป็นบ้านเกิดของโฮจิมินห์ รวมถึงประวัติที่ท่านได้อยู่ในประเทศเวียดนามอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีภาพผู้นำประเทศของไทย ได้เข้าเยี่ยม รวมถึงสร้างสัมพันธ์อันดีกับโฮจิมินห์สมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่อีกด้วย นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางเข้ามาเยี่ยมชม รวมถึงบริเวณรอบ ๆ พิพิธภัณฑ์ ยังมีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ สามารถนั่งเล่น รวมถึงเดินชมหมู่บ้านเวียดนามจำลองที่เมื่อก่อนเคยเป็นที่อาศัยของชาวเวียดนามในสมัยนั้นพิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 08.30 น. - 17.00 น.โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆครับ

-          ภายในพิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์

จากนั้นคณะของเราเดินทางต่อมายังตลาดอินโดจีนในตัวเมืองนครพนมตั้งอยู่ตรงข้ามกับสวนสาธารณะติดกับแม่น้ำโขงสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวนครพนมตลาดอินโดจีนเป็นแหล่งช้อบปิ้งสินค้าจากประเทศไทย,จีนและเวียดนามมีสินค้าทั้งของกินของใช้ให้เลือกซื้อมากมายในราคาย่อมเยาอีกด้วยครับ

-          ของฝากจากนครพนมในตลาดอินโดจีน

-          หมูยอของฝากจากนครพนม

-          อาหารการกินของนครพนม

    หลังจากเดินเที่ยวชมสินค้าในตลาดอินโดจีนเป็นที่เรียบร้อยแล้วหลังจากนั้นจึงเดินทางกลับโรงแรมที่พักตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำโขงเพื่อพักผ่อนหย่อนใจเก็บเรี่ยวแรงเอาเดินทางต่อไปในวันรุ่งขึ้นซึ่งในตอนต่อไปผมจะพาท่านผู้อ่านเดินทางไปยังสะพานมิตรภาพแห่งที่สามข้ามแม่น้ำโขงไปเยี่ยมเยือนเมืองท่าแขกในแขวงคำม่วน สปป.ลาวซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจอาเชียนกันครับ

 

-          บรรยากาศยามเย็นริมแม่น้ำโขง

-          เรือทัวร์นำเที่ยวล่องชมวิวทิวทัศน์สองฟากฝั่งแม่น้าโขงในเมืองนครพนม

 

 

หน้าต่อไป